Kayadham : กายธรรม สำนักเรียนรู้วิชาธรรมกาย

กระบวนการเรียนกระบวนการสอนนั้นสำคัญ... เพื่อให้รู้ เห็น และเป็นวิชา

การศึกษาเพื่อสร้างคุณธรรมนั้นมีหลายกระบวนการ
เรามีหน้าที่ต้องศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา เพื่อจะได้นำความรู้นั้นมาสร้างคุณธรรมให้เกิดแก่ใจของเรา แม้จะยากแต่เราก็ต้องเรียน นอกจากจะเกิดประโยชน์แก่ตนเองแล้ว ยังจะเกิดประโยชน์แก่สังคมด้วย 


กระบวนการเรียนรู้พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดามี 3 กระบวนการ ดังนี้

1. กระบวนการปริยัติ
2. กระบวนการปฏิบัติ

3. กระบวนการปฏิเวธ


กระบวนการศึกษาทั้ง 3 กระบวนการนี้ มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน ต้องศึกษาเรียนรู้ให้ครบทั้ง 3 กระบวนการ จึงจะถูกวัตถุประสงค์ของพระศาสนา ท่านใดที่ผ่านการศึกษาครบทั้ง 3 กระบวนการนี้ จึงจะถือว่าเป็นผู้มีคุณธรรม จึงจะถือว่าเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งพระศาสนา

สำนักนี้ เน้นกระบวนการสอน 3 ประการ ดังนี้

1. กระบวนการปริยัติ

คือ การศึกษาเรียนรู้คำสอนของพระบรมศาสดา ทางการสงฆ์แยกการศึกษาออกเป็น 2 แผนก คือ แผนกนักธรรม ได้แก่ นักธรรมตรี นักธรรมโท และนักธรรมเอก แผนกบาลีได้แก่ การเรียนเปรียญธรรม ตั้งแต่เปรียญธรรม 3 ประโยคจนถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค ส่วนนักเรียนและนักศึกษานั้น มีหลักสูตรนักธรรมศึกษา ตรี โท เอก การศึกษากระบวนการนี้ เป็นกระบวนการเรียนรู้พระธรรมของพระบรมศาสดา เป็นการเรียนเพื่อรู้เท่านั้น เป็นการปูพื้นฐานไปสู่การปฏิบัติต่อไป กระบวนการนี้ทางการสงฆ์เรียกว่า “คันถธุระ”


2. กระบวนการปฏิบัติ

คือ การศึกษาพัฒนาใจเพื่อให้แจ้งนิพพาน เป็นการศึกษาสำคัญในทางพระศาสนา หากขาดกระบวนการศึกษาภาคปฏิบัติไป ทำให้สภาพใจคนตกต่ำ จนถึงขั้นขาดคุณธรรม 

จากการศึกษาค้นคว้า วิธีการปฏิบัติ ประสบการณ์ ผลจากการปฏิบัติ พบว่า ผู้ที่จะเป็นครูสอนเราได้ในกระบวนการปฏิบัตินั้น คือ พระมงคลเทพมุนี หรือที่เราเรียกว่า “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ

ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น
กระบวนการปฏิบัติหรือที่ทางคณะสงฆ์เรียกว่า “วิปัสสนาธุระ” 

โดยหลวงพ่อท่านสอนเอง มีหลักสูตร เป็นตำรา 3 เล่ม คือ
1. ทางมรรคผล (18กาย) คือ วิชาธรรมกายเบื้องต้น

2. คู่มือสมภาร วิชาธรรมกายชั้นสูง (มี 15 บท รวมภาคผู้เลี้ยงด้วยเป็น 30 บท)

3. วิชชามรรคผลพิสดาร วิชาธรรมกายชั้นสูง (มี 46 บท)


กระบวนการปฏิบัติคือ การพัฒนาใจนั้น เป็นการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่เหมือนการเรียนวิชาทั่วไปในชั้นเรียน หลับตาเรียน ไม่ได้ลืมตาเรียน ก่อนเรียนครูต้องอธิบายก่อนเป็นบท ๆ ไป อธิบายเสร็จแล้วจึงหลับตาฝึก ระหว่างฝึก ครูผู้สอนจะวัดผลและชี้แนะตลอดเวลา

เป็นกระบวนการพัฒนาใจให้สว่างใส ตามคำสอนของพระบรมศาสดาข้อที่ 3 ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ ซึ่งแปลว่า ทำใจให้สว่างใส ตั้งแต่ต้นจนปลาย ตั้งแต่หลักสูตรเบื้องต้นจนถึงหลักสูตรยาก ตามตำรา 3 เล่มดังกล่าวนั้น

ทันใดที่การฝึกมาถึงขั้นเห็น “ดวงใส” ในท้องของตน ซึ่งดวงใสนี้เรียกว่า “ดวงปฐมมรรค” นั้น สภาพใจของเราจะเปลี่ยนไปทันที เกิดความรู้สึกทางใจขึ้นใหม่ คือ กลัวบาปละอายต่อบาปทันที นี่คือเกิดคุณธรรมทางใจแล้วเป็นอัตโนมัติ ความรู้สึกนี้คือ หิริโอตตัปปะ เป็นคุณธรรมที่เราต้องการ สังคมใดที่คนมีสภาพใจเป็นหิริโอตตัปปะ สังคมนั้นก็เป็นสุข ครั้งพัฒนาใจให้เกิดความสว่างใสยิ่งขึ้นไปอีก ตามตำรา 3 เล่มดังกล่าวนั้น คุณธรรมอื่นก็จะเกิดตามมาเป็นอัตโนมัติ ส่วนท่านใดมีวาสนาบารมีจะถึงธรรมวิเศษ เรื่องนี้เป็นวาสนาบารมีเฉพาะตน


สรุปว่า กระบวนการปฏิบัติเป็นขั้นตอนของการฝึกใจล้วน ดำเนินการสอนไปตามตำรา


3. กระบวนการปฏิเวธ

เป็นกระบวนการสืบต่อจากกระบวนการปฏิบัตินั้น ฝึกพัฒนาใจให้ใสถึงระดับใด ก็จะเห็นวิชาเป็นลำดับไป ตามเนื้อหาสาระในตำรานั้น เมื่อจบบทฝึกนี้ขึ้นบทฝึกใหม่ เป็นเช่นนี้เรื่อยไป ความรู้ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ ครูอาจารย์ต้องควบคุม สามารถชี้แนะได้ แก้ไขข้อผิดพลาดได้ เหมือนการแสดงท่าร่ายรำของกรมศิลปากร หากเรารำไม่ถูก ครูเขาจะมาท่าให้ใหม่ ไม่ผิดอะไรกับการสอนวิทยาศาสตร์ ขั้นตอนแรกครูอธิบายหน้าชั้นถึงความรู้ทีเรียนวันนี้ ขั้นตอนที่สองครูนำนักเรียนเข้าห้องทดลอง ขั้นตอนที่สามครูเดินดูการทดลองของนักเรียน นักเรียนคนใดทำไม่ถูก ครูจะเข้าแก้ไข

สำนักนี้ เน้นให้เกิดคุณธรรม ตามความเป็นจริง

นอกจากเกิดคุณธรรมแล้ว ท่านจะได้เห็นธรรมวิเศษ ได้เห็นวิชาวิเศษ ได้บารมีวิเศษ ไม่ว่าอะไรล้วนแต่วิเศษทั้งนั้น แต่จะวิเศษมากน้อยเพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงของท่านเป็นสำคัญ หากท่านมีความตั้งใจจริงแล้ว ท่านจะประสบความสำเร็จ เราเกิดมาก็เพื่อต้องการพบวิชานี้ แต่เราไม่ทราบเท่านั้น หากท่านเป็นวิชาแล้ว ท่านจะทราบเอง และท่านจะนึกถึงเจ้าของตำรา ว่าที่เขาพูดเช่นนั้นเป็นเรื่องจริง

ที่ว่าตั้งใจจริงนั้น มีความหมายเพียงไร หมายความว่า ตั้งใจให้แน่ลงไป ว่าเรามีความตั้งใจจริง เรียนจริง ฝึกจริง ไม่ทอดทิ้งการฝึก ฝึกทุกวัน บากบั่น ไม่ท้อถอย ไม่ว่าเวลาจะล่วงเลยมาแล้วอย่างไร หากการฝึกของเราไม่ย่อหย่อนลงเลย มีแต่จะทวีความตั้งใจอย่างไม่ลดละ หากมีความตั้งใจจริงเช่นนี้ ท่านต้องทำเป็น และทำเป็นทุกคน หากไม่เอาจริง รวนเร นึกสนุกขึ้นมาก็ฝึก เรียกว่าเรียนเล่น ๆ อย่างนี้ ทำไม่เป็นแน่นอน เพราะเราไม่ใช่คนจริง เมื่อเราไม่ใช่คนจริง เราก็ไม่เห็นของจริง

ขณะที่ท่านฝึกภาวนาอยู่นั้น พระบรมศาสดาเสด็จมาชูช่วยอยู่แล้ว แต่เราไม่เห็นพระองค์ เพราะเรายังฝึกไม่เป็น ท่านที่ฝึกย่อหย่อน เรียนไม่จริง ไม่เอาใจใส่ น่าจะละอายต่อพระพุทธองค์ ที่เรามีความเพียรที่ใช้ไม่ได้ พระพุทธองค์ทรงทำความเพียรถึง 6 ปี จึงได้เห็นวิชานี้ในวันวิสาขบูชา เราอยากเห็นธรรมวิเศษ ต้องขยันทำความเพียรให้รุดหน้าเข้าไว้ อย่าได้เหนื่อยหน่ายต่อความเพียรเป็นอันขาดทีเดียว


สำนักนี้ยึดตำรา เป็นประทีปส่องสว่างชีวิต ให้ชีวิตมีความหมาย ตั้งแต่ต้นจนได้มรรคผลนิพพาน พากเพียรเข้าเถิด โปรดทำความเข้าใจให้ถูกต้องแต่วันนี้ว่า ตราบใดที่ไม่เป็นธรรมกายเรื่องมรรคผลนิพพานให้เลิกคิด เพราะในนิพพานนั้นอยู่ ได้ด้วยกายธรรมหรือธรรมกายเท่านั้น มาพบของดีแล้ว ให้รีบไขว่คว้า เป็นลาภอันประเสริฐแล้ว


กฎเกณฑ์ในการเรียนมีอย่างไร


 การเรียนรู้เรื่องสำคัญอย่างนี้ ต้องตั้งกฎเกณฑ์ไว้ก่อนเพราะไม่ใช่ความรู้ธรรมดา เรียนรู้ให้ดี จับประเด็นอันเป็นเนื้อหาสำคัญให้ได้ อย่าอ่านไปเฉย ๆ โดยไม่พิจารณาอะไร จึงเสนอแนะกฎเกณฑ์การเรียน ดังนี้

1.การเรียนความรู้ด้านปริยัติ ต้องเรียนว่าความรู้ด้านปริยัติมีอยู่อย่างไร อ่านให้จบ อ่านให้ทั่ว หากไม่มั่นใจ ต้องอ่านทบทวนใหม่ แล้วสรุปความรู้ออกมาให้ได้

 2.การเรียนความรู้ด้านปฏิบัติ เป็นความสำคัญยิ่งยวด ที่จะต้องใสใจว่า ความรู้ปริยัติกล่าวไว้อย่างนั้น การปฏิบัติทางใจจะทำอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร มีรายละเอียดอย่างไร ขั้นตอนใดเกิดผลอย่างไร ต้องจำให้ได้แม่นยำ อย่าให้เพี้ยน อย่าให้คาบลูกคาบดอก หากจำเพี้ยน จะทำให้เกิดความผิดพลาด เพราะเป็นการเปิดช่องทางให้กิเลสเข้าแทรกใจของเรา ผลการปฏิบัติจะผิด ๆ ถูก ๆ

3.การเรียนความรู้ด้านปฏิเวธ คือ ความรู้ที่เกิดจากผลการปฏิบัติ ว่ารู้เห็นอะไร ในขั้นตอนใด หากเราจะเดินวิชาในขั้นตอนต่อไปนั้น มีวิธีการอย่างไร เรื่องเหล่านี้ต้องจดจำทั้งสิ้น โปรดคิดให้ตรงกันว่า เรื่องการปฏิบัติทางใจ เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นความรู้ขั้นปรมัตถ์ ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา

ภาพการอบรม

สำคัญ

คนเรามีการเกิด 2 หน หนแรกเกิดจากครรภ์มารดา หนที่ 2 ถือเป็นการเกิดใหม่ คือ วันที่เราบรรลุ “ธรรมกาย” ใจเราเปลี่ยนสภาพจากเดิม เป็น “อารยะ” ทันที


เราต่างก็ปรารถนาได้พบธรรมชนิดนี้ทั่วกันทุกคน แต่เราพอเกิดมาแล้ว บาปใด อกุศลใด ไม่เปิดโอกาสให้ท่านได้เรียนธรรมกาย กลับแปรเปลี่ยนไปเรียนอย่างอื่น ไปเชื่ออย่างอื่น ไปเชื่อกัมมัฏฐานภาคมาร กว่าจะกลับตัวได้ก็สายเกินแก้ จวนจะหมดอายุอยู่แล้วยังไม่เป็น “ธรรมกาย” ยังลุ่มหลง เล่นกัมมัฏฐานของอวิชชาอยู่ ทำบุญหมดเงินไปมากแล้ว ตั้งใจไม่ถูกศูนย์กลางกาย มารเขาระเบิดดวงบุญไปแล้วเท่าไร ไม่ทราบเลย เพราะไม่เห็น จึงไม่รู้ แสดงว่า มีกี่คนที่ได้พบ “ธรรมกาย” ตามที่ปรารถนาไว้แต่เดิม และมีกี่คนได้เกิดหนที่ 2 คือ วันบรรลุ “ธรรมกาย”

4 ม. แก้เขลา

1. ไม่ถูกศูนย์ผิดทาง คือ ไม่ถูกศูนย์กลางกาย 
2. ไม่เข้ากลางออกนอกคือ จรดใจไม่ถูกจุดใส กลางดวงธรรม จุดใสเล็กเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม เรียกว่า “กลาง” ออกนอกหมายความว่า ออกนอกลู่นอกทางไป ถูกหลอกเรื่อยไป
3. ไม่หยุดไม่ถึงพระ คือ ทำใจหยุดไม่ได้ ทำใจนิ่งไม่ได้ จึงไม่ถึงธรรมกาย ไม่เห็นธรรมกาย ต่อเมื่อทำใจหยุดได้จึงถึงพระคือ ธรรมกาย
 4. ไม่ลึกไม่ถึงน้ำการเรียนค้นคว้าวิชชาธรรมกาย หลวงพ่อบอกเหมือนขุดบ่อล่อน้ำ ถ้าขุดไม่ลึกก็ไม่ถึงตาน้ำ เอาน้ำมาใช้ไม่ได้ ต้องขุดให้ลึก จึงจะถึงน้ำ ท่านพูดว่า “ขุดบ่อ ล่อธารา ขุดตื้น ๆ น้ำบ่มี ขุดถึงที่ น้ำจึงไหล”
Full Site