|
บทบัญญัติที่ ๑๒ ตรวจดูบารมี ๑๐ ทัศ อุปบารมี ๑๐ ทัศ ปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศ บุญที่เกิดจากการบริจาคทานนั้น เมื่อบริจาคบ่อยครั้งเข้า รวมกันได้ขนาดโต วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ ๑ คืบ หรือเท่าขนาดดวงพระจันทร์แล้ว ดวงบุญนั้นก็กลั่นตัวเองเป็นบารมี เรียกว่าทานบารมี ได้ดวงทานบารมีราว ๆ วัดตัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ นิ้ว และดวงทานบารมีนี้ มีมากขึ้นจนวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ คืบ หรือขนาดเท่าดวงพระจันทร์แล้ว ก็จะกลั่นตัวเองเป็นบารมีที่สูงกว่านั้น คือ เรียกว่า ทานอุปบารมี ได้ดวงทานอุปบารมีราว ๆ วัดตัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ นิ้ว และดวงทานอุปบารมีนี้ เมื่อมีมากขึ้นจนวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ คืบ หรือขนาดเท่าดวงพระจันทร์แล้ว ก็จะกลั่นตัวเองเป็นบารมีที่สูงสุด คือ ปรมัตถบารมี ได้ดวงทานปรมัตถบารมีราว ๆ ๑ นิ้ว ดวงบุญที่เกิดจากการักษาศีล การออกจากกาม ความมีปัญญา ความเพียร ความอดทน ความสัตย์จริง ความตั้งใจมั่น ความเมตตา ความมีอุเบกขา เหล่านี้ เมื่อบุญแต่ละอย่างมีมากขึ้น มีขนาดที่จะกลั่นตัวเองแบบทานที่กล่าวแล้ว ก็จะกลั่นตังเองเป็นบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี บุญและบารมีทั้ง ๓ นี้ จึงเป็นเหตุผลแก่กันดังนี้ ต่อเมื่อไรบุญเหล่านี้ขยายส่วนกลั่นตัวเอง เป็นบารมี อุปบารมี และปรมัตถบารมี ได้เต็มจำนวน วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑ คืบ เสมอกันหมดแล้ว สำหรับผู้ปรารถนาเพียงนิพพาน โดยการเป็นพระอริยสาวกองค์ใดองค์หนึ่ง บารมีเพียงนี้ก็จะทำให้บรรลุความเป็นปกติสาวกได้ ส่วนผู้ที่ปรารถนาจะสร้างบารมีเป็นพระอสีติมหาสาวก พระอรรคสาวก และพระพุทธเจ้าเหล่านี้ จำเป็นต้องสร้างบารมีแต่ละบารมีให้มีส่วนโตกว่าจำนวนพวกแรกนี้ขึ้นไปเป็นลำดับ บารมีนี้ อยู่ในศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายทุกกาย ในดวงทานบารมี มีดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ประกอบดวงธรรมเหล่านี้เป็นสมาบัติ ประกอบดวงทานบารมีเป็นกสิณ ๑๐ เดินสมาบัติในกสิณ ในเมื่อดวงทานบารมีประกอบด้วยดวงธรรมเหล่านี้แล้ว ดวงบารมีอื่น ๆ คือ ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี และอุเบกขาบารมี เหล่านี้ต่างก็มีดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เช่นเดียวกัน เราก็ต้องประกอบเป็นสมาบัติและกสิณ ๑๐ เดินสมาบัติในกสิณไปทีละบารมีจนครบ ๑๐ ทัศ ส่วนอุปบารมีและปรมัตถบารมี ก็ทำไปเช่นเดียวกันทุกบารมี ทำตลอดทุกกายจนสุดหยาบสุดละเอียด
* * * * * * อธิบายการเดินวิชา การฝึกบทนี้ ทำให้เราทราบว่าตัวเองมีบารมีเท่าไร จะต้องสร้างเพิ่มเติมอีกเท่าไร ยิ่งสร้างบารมีเท่าเท่าไรยิ่งดี ควรทำให้เกินกำไรเข้าไว้ อย่าให้ขาด มีแต่จะให้เกิน ให้มีกำไรเข้าไว้ ทำให้เราทราบว่า การสร้างบารมีนั้น มีหลายระดับ เป็นพระพุทธเจ้าก็อย่างหนึ่ง เป็นสาวกธรรมดาก็อย่างหนึ่ง เป็นอสีติมหาสาวกและอรรคสาวกก็อีกอย่างหนึ่ง ยิ่งเป็นระดับสำคัญ ต้องสร้างบารมีให้ยิ่งขึ้นไปอีก เคยได้ยินหลวงพ่อเทศน์ ถึงเรื่องเข้านิพพานเป็น จำต้องสร้างบารมีกันมากมายก่ายกอง เรียกว่า บำเพ็ญกันจนเบื่อทีเดียว แต่แรกตั้งใจว่าจะสร้างบารมีขนาดนั้น แต่พอมาเกิดบ่อยครั้งเข้า เกิดเบื่อหน่ายไม่สร้างต่อ ตัดสินใจเข้านิพพานเพียงนั้น มักจะเป็นอย่างนี้กันทั้งนั้น หมายความว่า ได้พบพระพุทธเจ้าแล้วฟังธรรม เมื่อฟังธรรมแล้วก็เป็นธรรมกายทันที จากนั้น ก็เป็นการตั้งความเพียรเพื่อละสังโยชน์ แล้วก็เข้านิพพานไปเลย ความตั้งใจเดิม ว่าจะสร้างบารมีให้ได้ตามตั้งใจนั้น เป็นอันระงับ เนื่องจากการเบื่อหน่ายเสียแล้วนั่นเอง นี่คือการสร้างบารมีของโพธิสัตว์ทั่ว ๆ ไป การสร้างบารมีอีกอย่างหนึ่ง คือ ปรารถนาเป็นตำแหน่งสำคัญในทางธรรม เช่น เป็นอัครสาวก อสีติมหาสาวก คือ สาวกที่เป็นเอตทัคคะทางใด จำต้องตั้งความปรารถนาไว้ และต้องสร้างบารมีจึงจะได้เป็นตำแหน่งสำคัญทางธรรมนั้น ๆได้ มิใช่อยากจะเป็นอะไรก็เป็นได้ ไม่ใช่อย่างนั้น จำต้องสร้างบารมีเพื่อให้ได้เป็นไปตามที่ปรารถนา ความหมายของคำว่าบุญ ความหมายของคำว่าบารมี คำว่า บุญ หมายถึง ดวงใส เป็นของหยาบ ดวงใสหยาบนี้กลั่นตัวเองให้ละเอียด เป็นดวงใสใหม่ที่ละเอียดกว่าเดิม เรียกว่า ดวงบารมี ดวงบารมีนี้ กลั่นตัวเองให้ละเอียดต่อไปอีก เป็นอุปบารมี และดวงอุปบารมีกลั่นตัวเองให้ละเอียดต่อไปอีกเรียก ปรมัตถบารมี บารมีนี้มี ๓ ระดับ คือ เบื้องต้นใช้คำว่าบารมี บารมีระดับกลางคือ อุปบารมี และบารมีระดับปลายคือ ปรมัตถบารมี คำพูดทั่วไป เราพูดว่าไปทำบุญ บางคนพูดว่าไปสร้างบารมี ทั้งคำว่าบุญและคำว่าบารมี ในที่นี้คือ บุญทั่วไปนั่นเอง สุดแต่ใครจะพูดอย่างไร เราจะถือผิดถือถูกกันไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของคำพูดตามแต่สะดวกปาก แต่พอเรามาทำวิชา เราจะพูดอย่างที่เราพอใจไม่ได้ เพราะเราจะต้องว่ากันไปตามหลักวิชาของวิชาธรรมกาย ดวงบารมีมี ๑๐ ดวง คือดวงทาน ดวงศีล ดวงเนกขัมมะ ดวงปัญญา ดวงวิริยะ ดวงขันติ ดวงสัจจะ ดวงอธิษฐาน ดวงเมตตา ดวงอุเบกขา เมื่อเรานำดวงบารมีแต่ละดวงมาแยกออก แต่ละดวงก็มี ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันอยู่ และกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็จะมีผู้รักษา คือทำหน้าที่ดูแลดวงบารมีเหล่านั้น ผู้ทำหน้าที่ดูแลคือ ธรรมกายนั่นเอง แนวเดินวิชา งานที่เราทำมี ๒ งาน คือ งานทำสมาบัติที่ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ในดวงบารมีต่าง ๆ และหยุดนิ่งลงไปที่ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ พอจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะว่าง ในว่างนั้น เราก็ตั้งดวงกสิณลงไป จากนั้น ก็เดินสมาบัติในกสิณ เอาหลักแค่นี้ก่อน ต่อมา เราก็พิจารณาว่า ดวงบารมีทั้ง ๑๐ ซ้อนกันอยู่ ดวงแรกคือ ดวงทาน ต่อมาคือ ดวงศีล ..... ฯ พอมาถึงดวงทาน กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะของดวงทานจะว่าง ให้ส่งใจหยุดลงไปที่ว่างนั้น ก็จะเห็นดวงใสอีกหนึ่งคือ ดวงศีล และต่อมาเมื่อกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะของดวงศีลว่าง ให้ส่งใจหยุดลงไปที่ว่างนั้น ก็จะเห็นดวงใสอีกดวงหนึ่งคือ ดวงเนกขัมมะบารมี เป็นเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าจะครบ ๑๐ ดวงบารมี นี่หมายถึงดวงบารมีหลัก ๑ ดวงบารมี ยังไม่ถึงดวงอุปบารมี และยังไม่ถึงดวงปรมัตถบารมี หมายความว่า ยังไม่ได้ดูอุปบารมีและยังไม่ได้ดูปรมัตถบารมี ถามว่าดวงอุปบารมีอยู่ที่ไหน ตอบว่า ดวงอุปบารมีของทานบารมี อยู่ในดวงทานบารมีนั้น และดวงปรมัตถบารมีของทานบารมี ก็อยู่ในดวงอุปบารมีนั้น การจะดูดวงอุปบารมีเป็นขั้นตอนที่ ๒ และการจะดูปรมัตถบารมีเป็นขั้นตอนที่ ๓ แนวเดินวิชาเพื่อดูดวงบารมีหลัก ลำดับแรก ขณะนี้เราอยู่กับธรรมกาย ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องธรรมกาย บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ เห็น “จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม” ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมนั้น พอจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมว่างออกไป ส่งใจธรรมกายดูดวงธรรมในท้องของกายมนุษย์ บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ แล้วเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมของกายมนุษย์ทันที อธิษฐานใจ ขอดูดวงทานบารมี แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่างออก แล้วเราจะเห็นดวงทานบารมีทันที เป็นดวงใสสว่าง ส่งใจนิ่งลงที่กลางดวงทานบารมีทันที เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงทานบารมีนั้น จากนั้นจุดใสเท่าปลายเข็มของดวงทานบารมีจะว่าง แล้วจะเห็นดวงศีลของดวงทานบารมี ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงศีล จะเห็นดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ของดวงทานบารมีครบ ๕ ดวง พอถึงดวงที่ ๕ คือ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนี้ บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ ทำรูปฌาน ให้ได้แผ่นฌาน ๔ แผ่น แล้วธรรมกายนั่งลงบนแผ่นฌานนั้น เสร็จขั้นทำรูปสมาบัติ จากนี้ไปเป็นขั้นตอนทำกสิณ ส่งใจธรรมกายนิ่งลงไปที่ว่างใสนี้ แล้วตั้งดวงกสิณ ๑๐ ลงไป ตามที่เคยฝึกมาแล้ว ขั้นตอนต่อมา คือ ธรรมกายเดินสมาบัติในดวงกสิณ ฌาน ๑ หายไป ฌาน ๒ รองรับ ... ฯ เป็นอนุโลมปฏิโลม พอดวงกสิณขาวใส เราจะเห็นดวงทานบารมีชัดเจนขึ้น ลำดับสอง เมื่อดูดวงทานบารมีเสร็จแล้ว ต่อมาก็ถึงขั้นดูดวงศีลบารมี ขณะที่เราดูดวงทานบารมี เมื่อดวงกสิณขาวใสแล้วนั้น ให้หยุดนิ่งกลางดวงทานบารมีนั้น ส่งใจนิ่งดูกลางของดวงทานบารมี ส่งใจนิ่งดูกลางของดวงทานบารมี เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของดวงทาน พอจุดใสเท่าปลายเข็มของดวงทานว่าง ก็จะเห็นดวงศีลบารมี จากนั้น ก็เดินวิชาเพื่อดูดวงธรรมในดวงศีลบารมีต่อไป จนกระทั่งทำรูปฌาน และตั้งดวงกสิณ แล้วเดินสมาบัติในดวงกสิณต่อไป ทำเช่นนี้เรื่อยไป จนครบบารมี ๑๐ ทัศ เมื่อทำวิชาครบ ๑๐ ดวงบารมีแล้ว จากนี้ไป เราจะดูดวงอุปบารมี ๑๐ ทัศ แนวเดินวิชาเพื่อดูดวงอุปบารมี ๑๐ ทัศ การเดินวิชา เมื่อเราเดินวิชาดูดวงบารมี ๑๐ ทัศ ครบ ๑๐ ดวงแล้ว เราประสงค์จะดูดวงอุปบารมี ๑๐ ทัศต่อไป มีวิธีเดินวิชา ดังนี้ ขณะนี้ เราดูดวงบารมี ๑๐ ทัศ ดวงที่ ๑๐ คือ ดวงอุเบกขาบารมี ให้ท่านเดินวิชาเป็นปฏิโลม คือ เดินวิชาถอยหลัง คือ นับดวงบารมีถอยหลัง จากดวงที่ ๑๐ มาสู่ดวงที่ ๑ คือ ส่งใจธรรมกายหยุดนิ่งกลางดวงอุเบกขาบารมี บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ เห็นจุดใสเท่าปลายเข็ม พอจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงอุเบกขาบารมีว่าง ก็มาถึงดวงเมตตาบารมี โดยวิธีนี้ ก็จะมาถึงดวงทานบารมี พอถึงดวงทานบารมี ให้ส่งใจธรรมกายหยุดนิ่งกลางดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะของดวงทานบารมี พอถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะของดวงทานบารมีแล้ว บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ ลงกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั้น อธิษฐานขอดูดวงทานอุปบารมี พอจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะว่างออกไป จะเห็น “ดวงทานอุปบารมี” ทันที ดวงเล็กกว่าดวงทานบารมี จากนั้น ส่งใจธรรมกายลงไปที่ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ของดวงทานอุปบารมี ทำรูปฌาน และตั้งดวงกสิณต่อไป ตามแนวที่แล้ว ๆ มา จากนั้นก็เดินสมาบัติในดวงกสิณ เพื่อดูดวงทานอุปบารมีทันที ทำเช่นนี้เรื่อยไป จนครบดวงอุปบารมี ๑๐ ทัศ แนวเดินวิชาเพื่อดูดวงปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศ เมื่อเดินวิชามาจนครบดวงอุปบารมี ๑๐ ทัศแล้ว จากนั้น ให้เดินวิชาปฏิโลมจากดวงอุเบกขาอุปบารมี กลับมาหาดวงทานอุปบารมีใหม่ เพื่อเดินวิชาดูดวงปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศต่อไป ตามวิธีการแนวเดียวกัน ตามแนวที่กล่าวแล้ว ทำวิชาเฉพาะกายมนุษย์เท่านั้น ส่วนกายอื่นก็เดินวิชาทำนองเดียวกัน ในขั้นต้นให้ทำแก่กาย ๑๘ กายก่อน ต่อไปก็หัดทำให้ยากขึ้น ความสำคัญของการฝึกบทนี้ นับว่าเป็นบทฝึกสำคัญ เพื่อท่านจะได้ทราบว่า เรามีบารมีอะไรเท่าไร ต่อไปนี้ควรเร่งสร้างบารมีอะไรต่อไป อย่าอยู่เฉย บารมีที่สร้างยากคือ ขันติบารมีและวิริยะบารมี เพราะเมื่อมีเหตุขัดข้องเกิดขึ้น เรามักไม่สู้เสียแล้ว เคยทำมาเป็นปกติ ก็มาเกิดความเบื่อ เพราะความขัดสน เพราะการนินทา มักทำให้เราท้อถอย ส่วนความขยันหรือที่เรียกว่า ความเพียรนั้น เราทราบตรงกันว่า ทำยาก สร้างยาก ไม่ว่าใครมักดวงขันติและดวงวิริยะบารมีไม่โต บัณฑิตยกย่องขันติบารมีและวิริยะบารมี ว่าประเสริฐเลิศล้ำ อีกบารมีหนึ่งที่สำคัญมาก คือ อธิษฐานบารมี ข้าพเจ้าได้มารู้เห็นในตอนทำวิชาปราบมารนี้เอง เราสร้างบารมีกันก็จริง แต่อธิษฐานไม่เป็น อธิษฐานไว้แต่กิเลส มารเขาเลยได้ช่องทันที เราแพ้มารก็เพราะเหตุหนึ่งมาจากอธิษฐานบารมี เพราะเราอธิษฐานเอากิเลสเจือปนไว้ บารมีกิเลสจะทำให้บารมีหลักรวนเรหมด พออธิษฐานเอากิเลส กิเลสเขาก็มาทำงาน อย่าได้อธิษฐานเอากิเลสไว้เป็นอันขาด ก็เมื่อเรามีบารมีถึงปานนี้ จะทำให้ได้ดีไปหมดก็โดยไม่ต้องอธิษฐานเอากิเลสไว้ หากจะว่าไปแล้ว เรื่องการอธิษฐานนี้ต้องเรียนกัน ควรจะเป็นตำราอีกเล่มหนึ่ง จะมาคุยกันเล็กน้อยแค่นี้ไม่ได้ ท่านทำวิชาบทนี้แล้ว ยังเชื่อไม่ได้ว่าตัวเองมีบารมีเท่าไร แม้จะฝึกวิชามาถึงบทนี้ เป็นการรู้เห็นโดยญาณทัสสนะของเรา ควรจะฟังหูไว้หู ท่านควรฝึกเข้านิพพานให้ชำนาญ แล้วไปทำวิชาซ้อนสับทับทวีกับพระพุทธองค์ ถามพระพุทธองค์ดูว่า บารมีของเราเป็นอย่างไร ควรทำบ่อย ๆ เพราะมารเขาแทรกได้เสมอ จึงได้ปรารภว่า อย่าเพิ่งเชื่อสนิทใจ ให้พากเพียรเล่าเรียนต่อไปก่อน อย่าหยุดยั้ง ความรู้นี้ยังไม่ยุติวันนี้ ความเข้าใจผิดเรื่องดวงบุญบารมี การรู้การเห็น ต้องระวังอย่าให้ธรรมภาคมารเข้ามาปะปนได้ หากมารเข้ามาเอิบอาบซึมซาบในเห็นจำคิดรู้ของเราเมื่อไร ความเห็นของเราจะพลาดทันที ดวงบุญและดวงบารมีต้องเป็นดวง ไม่ใช่เป็นท่อ ไม่ใช่เป็นสาย เมื่อเรียนละเอียดเข้าไป จะทราบว่า ในดวงบุญ ก็มีดวงรัศมี ดวงกำลัง ดวงฤทธิ์ ดวงอำนาจ ดวงสิทธิ ดวงเฉียบขาด ดวงสมบัติ ดวงคุณสมบัติ ดวงความสำเร็จ ซ้อนอยู่ ทั้งดวงบารมี ดวงอุปบารมี และดวงปรมัตถบารมี ต่างก็มีดวงเหล่านี้ซ้อนอยู่ การซ้อนนั้นเหมือนเปลือกไข่ ไข่ขาว ไข่แดงของไก่ เรื่องสำคัญที่เราต้องระวังก็คือหมั่นเดินวิชา การหมั่นเดินวิชา ก็คือ การระวังดวงบารมีของเรา ไม่ให้ธรรมภาคมารเข้ามาปะปนหากดวงบารมีมีจุดด่างจุดดำ พึงทราบไว้เถิดว่า มารเขาขัดขวางสมบัติแล้ว จะทำอะไรมักมีอุปสรรคทุกข์ลาภคืออะไร ทุกข์ลาภคือ ดวงสมบัติที่ธรรมภาคมารเขามาระเบิด จะต้องใช้ไป จะต้องหมดไป เรื่องเหล่านี้หากจะเรียนกัน ต้องเป็นตำราอีกเล่มหนึ่ง เท่าที่กล่าวนี้เพียงย่นย่อเท่านั้น สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |