|
บทบัญญัติที่ ๗ การฝึกทำกายสุดหยาบสุดละเอียด ให้ดูดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายธรรม ในดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ พอสุดวิมุตติญาณทัสสนะ ก็มีกายมนุษย์ละเอียด ดูดวงธรรมของกายมนุษย์ละเอียดนั้น ในดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อจากนั้น ก็มีกายทิพย์ที่ละเอียด ดูดวงธรรมของกายทิพย์ละเอียดนั้น ในดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อจากนั้น ก็มีกายรูปพรหมที่ละเอียด ดูดวงธรรมของกายรูปพรหมละเอียดนั้น ในดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อจากนั้น ก็มีกายอรูปพรหมที่ละเอียด ดูดวงธรรมของกายอรูปพรหมละเอียดนั้น ในดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อจากนั้น ก็มีกายธรรมที่ละเอียด ดูดวงธรรมของกายธรมละเอียดนั้น ในดวงธรรมมีดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ต่อจากนั้น ก็มีกายธรรมที่ละเอียดเข้าไปอีกดูเข้าไปโดยนัยนี้ จนกระทั่งถึงกายที่ละเอียดที่สุด ที่เรียกว่า กายสุดละเอียด แล้วให้ถอยออกมาแบบเดียวกับตอนเข้าไป ดูถอยออกไปจนหยาบเลยจากกายมนุษย์ออกไป ถอยออกไปเรื่อยจนถึงกายใหญ่ที่สุด มีเนื้อหนังหยาบเส้นผมส้นขนใหญ่โตมาก ที่เรียกว่า กายสุดหยาบ (ดวงธรรมเหล่านี้ก็ซ้อนกันอยู่เช่นเดียวกับที่เคยดูมาแล้ว) * * * * * * การฝึกบทที่ ๗ นี้ง่ายมาก ต้องทำได้ทุกคน หากทำไม่ได้ หลวงพ่อตำหนิมาก คำว่า “กายสุดหยาบ” และ “กายสุดละเอียด” มีความหมายอย่างน้อย ๒ อย่าง ดังนี้ ๑. ความหมายอย่างง่าย คือ ความหมายของการฝึกบทนี้ การฝึกบทนี้ถือว่ากายมนุษย์เป็นกายหยาบ และกายธรรมเป็นกายละเอียด กายมนุษย์ถือว่าเป็นกายสุดหยาบ แต่กายธรรมยังไม่ถือว่าเป็นกายสุดละเอียด ยังมีกายธรรมที่ละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก เราเพียรฝึกวันนี้ ไปถึงกายธรรมใด ถือว่ากายธรรมนั้นเป็นกายสุดละเอียด แต่พรุ่งนี้ฝึกต่อไปอีก กายธรรมที่ฝึกวันพรุ่งนี้ กายสุดท้ายถือว่าเป็นกายละเอียด ดังนั้น กายสุดหยาบและกายสุดละเอียด ไม่คงที่ สุดแต่เราพากเพียร ๒. ความหมายอย่างยาก หากเรานำกาย ๑๘ กายมาพิจารณา เราจะพบว่า กายของเราเป็นเพียงกายเดียวนั้น ในกายเดียวกายนี้ ก็มีกายสุดหยาบสุดละเอียด เช่น กายฝันหรือกายมนุษย์ละเอียด กายฝันเดิมคือ กายพื้นฐาน ถือว่าเป็นกายสุดหยาบ แต่พอเราเดินวิชาต่อไป คือ หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของกายฝันไป ๖ ดวง คือ ดวงธรรม ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ในดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็จะเป็นกายฝัน เดินวิชา ๖ ดวงธรรมตามแนวนี้ต่อไป เราจะพบกายฝันในกายฝันไม่มีที่สิ้นสุด กายฝันกายสุดท้ายคือ กายสุดละเอียดของกายฝันวันนี้ พรุ่งนี้ฝึกใหม่อีก กายฝันสุดท้ายที่ว่านั้นไม่ใช่กายสุดละเอียดเสียแล้ว สุดละเอียดของกายฝันต้องถือเอากายสุดท้ายของปัจจุบันเสมอไป ในทำนองเดียวกัน กายหยาบและกายละเอียดอื่น ๆ มีวิธีทำอย่างเดียวกัน ทำไมจึงต้องฝึกทำกายหยาบและกายละเอียด (๑.) ให้ทราบว่าตัวเรานี้มีกี่กาย คนที่บอกเราได้ว่าเรามีกี่กาย ก็คือ พระบรมศาสดา เพราะพระองค์ทรงเข้าถึงธรรมกาย ญาณทัสสนะของธรรมกายเป็นผู้รู้เป็นผู้เห็น อย่างน้อยกายเรามี ๑๘ กาย ไม่นับกายสุดหยาบสุดละเอียด ไม่นับกายพิสดาร (๒.) การที่เราเห็นกายตัวเองว่ามี ๑๘ กายเป็นอย่างน้อยนั้น ทำให้เราทราบว่า เวลาที่มารส่งดวงทุกข์และดวงสมุทัยมานั้น เขาส่งมาทุกกาย ในที่สุด กายหยาบคือ กายมนุษย์ถึงแก่ความตาย เพราะกายอื่นไม่มีกำลังช่วยกายมนุษย์ กายมนุษย์จึงแตกดับ แต่กายอื่นไม่แตกดับคือ ไม่ตาย เราทำกายสุดหยาบและกายสุดละเอียด ก็เพื่อให้กายเหล่านั้นมีกำลัง เพื่อให้มาช่วยกายมนุษย์ แต่จะช่วยได้จริงหรือไม่ ช่วยได้เพียงใดและแค่ไหนนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การแก้โรคก็ดี การบก็ดี กายทุกกายทำงานหมด หากเราทราบแต่ว่า เรามีกายคือ กายมนุษย์นี้เพียงกายเดียว โอกาสได้มรรคผลนิพพานไม่มีเลย การเดินวิชาบทที่ ๗ ง่ายมาก คือ ทำวิชา ๑๘ กายนี่เอง เป็นความรู้เมื่อครั้ง พ.ศ. ๒๔๙๒ บัดนี้ วิชาก้าวหน้าไปมากแล้ว การเดินวิชาก็คือ เดิน ๑๘ กายเป็นอนุโลมนั่นเอง เพียงแต่ตั้งหลักที่กายธรรม จะเป็นธรรมกายอะไร ใช้ได้ทั้งนั้น ชื่อดวงธรรม ๖ ดวง ในการฝึกไม่ออกชื่อบาลีก็ได้ หรือจะเรียกชื่อดวงธรรมก็ได้ ตามแต่ถนัด แต่ต้องท่องในใจไว้เรื่อย หยุดกลางดวงธรรมที่ ๑ เห็นดวงธรรมที่ ๒, หยุดกลางดวงธรรมที่ ๒ เห็นดวงธรรมที่ ๓ .... ฯ เป็นต้น หรือจะเอาว่า หยุดในหยุด ๆ หยุดกลางดวงธรรมหนึ่ง เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม หยุดไปที่จุดใสเท่าปลายเข็ม หยุดในหยุด ๆ จุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป เห็นดวงธรรมที่ ๒ ซ้อนดวงธรรมที่ ๑ เช่นนี้เรื่อยไปก็ได้ สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |