Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME :
คู่มือสมภาร (10) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Monday, 14 August 2006

บทบัญญัติที่ ๓

วิธีทำฌานโดยใช้ธรรมกายและดูอริยสัจ ๔

     ดูดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ที่ศูนย์กลางกายของกายมนุษย์ ให้เป็นดวงใส แล้วขยายให้กว้างออกไป วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒ วา หนา ๑ คืบ คือ วัดโดยรอบ ๖ วา สัณฐานกลม (ไม่ใช่กลมรอบตัวเป็นดวง) ใสเหมือนกระจกส่องหน้า นี่คือ ปฐมฌาน แล้วกายธรรมนั่งบนนั้น ดังนี้ เรียกว่า กายธรรมเข้าปฐมฌาน

     แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรมที่ศูนย์กลางกายของกายทิพย์ ให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้นเป็น ทุติยฌาน ธรรมกายน้อมเข้าทุติยฌานนั้นแล้ว ปฐมฌานก็หายไป แล้วทุติยฌานก็มาแทนที่ ธรรมกายนั่งบนนั้น นี้ชื่อว่า ธรรมกายเข้าทุติยฌาน

     แล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรมที่ศูนย์กลางกายของกายรูปพรหม ให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้นเป็น ตติยฌาน ธรรมกายน้อมเข้าตติยฌานนั้น แล้ว ทุติยฌานก็หายไป เพราะตติยฌานก็มาแทนที่ ธรรมกายนั่งบนนั้น นี้ชื่อว่า ธรรมกายเข้าตติยฌานแล้วเอาตาธรรมกายที่นั่งบนฌานนั้น เพ่งดูดวงธรรมที่ศูนย์กลางกายของกายอรูปพรหม ให้เห็นเป็นดวงใส แล้วขยายส่วนเท่ากันนั้น นี่เป็น จตุตถฌาน ธรรมกายน้อมเข้าจตุตถฌานนั้น แล้ว ตติยฌานก็หายไป เพราะจตุตถฌานมาแทนที่ ธรรมกายนั่งบนนั้น ดังนี้ชื่อว่า ธรรมกายเข้าจตุตถฌานการเดินวิชาตั้งแต่ต้นจนถึงตรงนี้ เป็นเรื่องของรูปฌานและต่อแต่นี้ไป เป็นเรื่องของอรูปฌาน

     จากนี้ไป ให้ใจธรรมกายน้อมเข้าไปในเหตุว่างของปฐมฌาน เห็นเป็นดวงใสเท่าจตุตถฌาน ธรรมกายก็นั่งบนดวงนั้น เมื่อธรรมกายนั่งอยู่บนอากาสานัญจายตนะฌาน ดังนี้แล้ว ใจธรรมกายน้อมเข้าไปในรู้ ในเหตุว่างของทุติยฌาน แล้วอากาสานัญจายตนะฌานก็จางหายไป เกิดวิญญาณัญจายตนะฌาน (ใสยิ่งกว่านั้น) แล้วธรรมกายนั่งบนวิญญาณัญจายตนะฌานนั้น ใจธรรมกายน้อมไปในรู้ที่ละเอียด ในเหตุว่างของตติยฌาน แล้ววิญญาณัญจายตนะฌานก็จางหายไป เกิดอากิญจัญญายตนะฌาน (ใสยิ่งขึ้นไปอีก) ธรรมกายนั่งอยู่บนอากิญจัญญายตนะฌานนั้น ใจธรรมกายน้อมไป “ในรู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่” ในเหตุว่างของจตุตถฌาน แล้วอากิญจัญญายตนะฌานก็จางหายไป เกิดเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานมาแทนที่ จะรู้สึกว่าละเอียดจริง ประณีตจริง จากนั้น ธรรมกายนั่งอยู่บนเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานนั้น เหล่านี้เรียกว่า เข้าฌาน ๑ ถึง ๔ โดยอนุโลม

     แล้วย้อนกลับ จับแต่ฌาน ๘ นั้น ถอยหลังลงมาหาฌานที่ ๗, ๖, ๕, ๔, ๓, ๒, ๑ เรียกว่า ปฏิโลมจากนั้น ดูอริยสัจของกายมนุษย์ ให้เห็นจริงว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของมนุษย์ เป็นทุกข์

     ที่เรียกว่า “ความเกิด” นั้น มีลักษณะเป็นดวงกลมใส ขนาดเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์ ขนาดโตเท่าดวงพระจันทร์ สีขาวใสบริสุทธิ์ ดวงเกิดนี้จะเริ่มมาจรดศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ในเวลาที่กายมนุษย์มีอายุครบ ๑๔ ปี ดวงนี้เองเป็นดวงเริ่มเกิดของมนุษย์ทุกคน ถ้าดวงนี้ไม่มาจรดกลางดวงธรรมของมนุษย์ กายมนุษย์นี้ก็จะมาเกิดไม่ได้ เมื่อกายธรรมดูความเกิด ดูเหตุที่จะทำให้เกิด เห็นได้ตลอดแล้ว ก็ดู “ความแก่” ต่อไป

     “ความแก่” นี้ซ้อนอยู่ในกลางดวงของความเกิด เป็นดวงกลมขนาดเท่าดวงพระจันทร์ ขนาดเล็กก็เท่าฟองไข่แดงของไก่ สีดำเป็นนิล แต่ไม่ใส เวลาที่ดวงแก่นี้ยังเล็ก ก็เป็นเวลาที่เริ่มแก่ ถ้าดวงแก่นี้ยิ่งโตขึ้น กายมนุษย์ก็ยิ่งแก่เข้าทุกที ดวงแก่นี้เอง ที่เป็นเหตุให้ร่างกายทรุดโทรม เมื่อแก่มากขึ้นแล้ว ก็ต้องมีเจ็บ

     “ความเจ็บ” เป็นดวงซ้อนอยู่กลางดวงแก่นั้นเอง เป็นดวงกลมมีขนาดเท่า ๆ กับดวงเกิด เท่า ๆ กับดวงแก่ สีดำเข้ายิ่งกว่าดวงแก่ ขณะเมื่อดวงเจ็บจรดเข้าในศูนย์กลางดวงแก่เมื่อเวลาใด จะทำให้กายมนุษย์เจ็บป่วยทันที เมื่อดวงเจ็บมาจรดหนักเข้า ดวงตายก็จะมาซ้อนอยู่กลางดวงเจ็บ

     “ความตาย” เป็นดวงกลมมีขนาดเท่า ๆกับดวงเจ็บ แต่มีสีดำใสประดุจนิล เมื่อดวงตายเข้ามาจรดกลางดวงเจ็บแล้ว จะจรดตรง “หัวต่อ” ของกายมนุษย์กับกายทิพย์ พอดวงตายมาจรดเข้าเท่านั้น หัวต่อของกายมนุษย์กับกายทิพย์ก็ขาดจากกัน เมื่อกายมนุษย์ไม่เนื่องกับกายทิพย์แล้ว กายมนุษย์จะตายทันที

     เมื่อเห็นด้วยตาธรรมกายและรู้ด้วยญาณของธรรมกาย ว่าความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้ไม่เที่ยง ไม่แน่นอนจริงแล้ว รู้เห็นตามจริงเช่นนี้ชื่อว่า สัจจญาณ เมื่อตาธรรมกายเห็นว่า ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้เป็นทุกข์จริงแล้ว เป็นสิ่งที่ควรรู้ควรเห็น ชื่อว่าบรรลุ กิจจญาณ และความทุกข์ทั้งหมดเหล่านี้ เราได้พิจารณาเห็นชัดแจ้งรู้ชัดเจนมาแล้ว ชื่อว่าบรรลุ กตญาณ การพิจารณาเช่นนี้เรียกว่า พิจารณา ทุกขสัจซึ่งเป็นไปในญาณ ๓

     ส่วนดวงสมุทัยนั้น มีอยู่ ๓ ดวง ซึ่งอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ขนาดโตใหญ่เท่าดวงพระจันทร์ และขนาดเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์ เหมือนกันทั้งหมด ซ้อนกันอยู่ สำหรับดวงข้างนอกมีสีดำเข้ม แต่อีก ๒ ดวงนั้น ยิ่งมีความละเอียดและความดำยิ่งมากกว่ากันเข้าไปเป็นขั้น ๆ เมื่อเห็นด้วยตาและรู้ด้วยญาณของธรรมกายเช่นนี้ รู้ว่าเพราะสมุทัยนี้เอง จึงทำให้ทุกข์เกิด เป็นของจริงเช่นนี้ เรียกว่า สัจจญาณ เมื่อรู้แล้วพากเพียรละ เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรละ เช่นนี้เรียกว่า กิจจญาณ และเมื่อละสมุทัยได้ขาดแล้ว ชื่อว่า กตญาณ เช่นนี้เรียกว่า พิจารณาสมุทัยซึ่งเป็นไปในญาณ ๓

     เมื่อมีสมุทัยขึ้นแล้ว ก็ต้องดูให้รู้ถึงวิธีดับเหตุแห่งทุกข์นั้นให้ได้ตลอด ที่เรียกว่า “นิโรธ”

     นิโรธ เป็นดวงกลมใส อยู่ที่ศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ ขนาดวัดตัดกลาง ๕ วา พึงสังเกตว่า เมื่อมีนิโรธแล้ว สมุทัยย่อมหมดไป เหมือนรัศมีของพระอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้หายไป เมื่อเห็นด้วยตาและรู้ด้วยญาณธรรมกายว่า ความดับไปแห่งสมุทัยเป็นเพราะนิโรธนั้น เป็นจริง ชื่อว่า สัจจญาณ และนิโรธนี้เป็นสิ่งที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าเป็น กิจจญาณ เมื่อรู้เห็นตลอดแล้ว ชื่อว่าทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ จัดเป็นกตญาณ เช่นนี้ เรียกว่า พิจารณานิโรธอันเป็นไปในญาณ ๓

     เมื่อทำนิโรธความดับไปแห่งทุกข์ได้แล้ว ก็พึงทำมรรคให้เกิดขึ้น มรรคนี้คือ ดวงศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งอยู่ในศูนย์กลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั้นเอง มีสัณฐานกลมใสบริสุทธิ์ยิ่งนัก มีขนาดเท่าหน้าตักของธรรมกาย เมื่อได้เห็นด้วยตาได้รู้ด้วยญาณของธรรมกายแน่ชัดแล้ว รู้แน่ว่าสิ่งนี้เป็นมรรคจริง ชื่อว่าเป็น สัจจญาณ เมื่อมรรคนี้เป็นของจริง ก็เป็นทางควรดำเนินให้เจริญขึ้น ชื่อว่าเป็น กิจจญาณ เมื่อได้รู้เห็นตลอดด้วยตาและญาณของธรรมกายถึงมรรคนี้ว่า ได้ดำเนินให้เจริญขึ้นแล้ว ชื่อว่าเป็น กตญาณ เดินวิชามาเช่นนี้ ชื่อว่าได้เห็นมรรคพร้อมทั้งรู้เป็นไปในญาณ ๓

     เห็นอริยสัจเหล่านี้ พร้อมกับเดินสมาบัติ เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๕ วา ในไม่ช้า สูญนั้นก็กลับเป็นธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๕ วา สูง ๕ วา เกตุดอกบัวตูม เป็นพระโสดา แล้วธรรมกายพระโสดานี้เข้าฌาน ดูอริยสัจของกายทิพย์ ให้เห็นจริงใน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทำนองเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายพระโสดาก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑๐ วา ในไม่ช้าก็กลับเป็นธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เกตุดอกบัวตูม คือ ธรรมกายพระสกิทาคามี แล้วธรรมกายพระสกิทาคามีเข้าฌานดูอริยสัจของกายรูปพรหม ให้เห็นจริงใน ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อถูกส่วนเข้าธรรมกายพระสกิทาคามีก็ตกสูญเป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๑๕ วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็นธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๑๕ วา สูง ๑๕ วาเกตุดอกบัวตูม เป็นธรรมกายพระอนาคามี และธรรมพระอนาคามีนั้นเข้าฌาน ดูอริยสัจของกายอรูปพรหม ให้เห็นจริงในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อถูกส่วนเข้า ธรรมกายพระอนาคามีก็ตกสูญ เป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๒๐ วา ในไม่ช้าสูญนั้นก็กลับเป็นธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เกตุดอกบัวตูม เป็นธรรมกายพระอรหัตต์

     ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระโสดา เป็นปฐมฌาน (แบบเดียวกับที่เคยทำมาแล้วในการทำฌาน) ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระสกิทาคามี เป็นทุติยฌาน ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระอนาคามี เป็นตติยฌาน ธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายของพระอรหัตต์ เป็นจตุตถฌาน ว่างของปฐมฌานประกอบเป็น อากาสานัญจายตนะฌาน รู้ในว่างของทุติยฌานเป็น วิญญาณัญจายตนะฌาน รู้ในว่างของตติยฌานเป็นอากิญจัญญายตนะฌาน และรู้ก็ไม่ใช่ ไม่รู้ก็ไม่ใช่ ในเหตุว่างของจตุตถฌานเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน เข้าสมาบัติทั้ง ๘ นี้ เป็นอนุโลมปฏิโลมจนครบ ๗ เที่ยว ธรรมกายก็ตกสูญเข้านิพพานของกายมนุษย์

     เดินสมาบัติในนิพพานของกายมนุษย์ ครบ ๗ เที่ยว ธรรมกายก็ตกสูญเข้านิพพานของกายทิพย์ เดินสมาบัติในนิพพานของกายทิพย์ครบ ๗ เที่ยว ธรรมกายก็ตกสูญเข้านิพพานของกายรูปพรหม เดินสมาบัติในนิพพานของกายรูปพรหมครับ ๗ เที่ยว ธรรมกายก็ตกสูญเข้านิพพานองกายอรูปพรหม เดินสมาบัติในนิพพานของกายอรูปพรหมครบ ๗ เที่ยว ธรรมกายก็ตกสูญเข้านิพพานของกายธรรมเลยทีเดียวเวลาจะออกจากนิพพานของกายธรรม ก็ต้องเดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ธรรมกายตกสูญกลับออกมาถึงนิพพานของกายอรูปพรหม แล้วเดินสมบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญกลับออกมาถึงนิพพานของการรูปพรหม แล้วเดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญกลับออกมาถึงนิพพานของกายทิพย์ เดินสมาบัติอีก ๗ เที่ยว ตกสูญกลับออกมาถึงนิพพานของกายมนุษย์ เดินวิชาแบบเดียวกับที่เราเข้าไป

     (สำหรับฌานนั้น ขนาดที่กล่าวแล้วคือ วัดตัดกลาง ๒ วา หนา ๑ คืบ วัดโดยรอบ ๖ วานั้น เป็นขนาดธรรมดา แต่เมื่อเวลาถึงขั้นธรรมกายขนาดส่วนโตขึ้นแค่ไหน พึงเข้าใจว่าฌานก็จะขยายส่วนโตขึ้นไปตามนั้นได้)

* * * * * *

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 14 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org