|
คู่มือสมภาร อุปกรณ์การสอน ในหนังสือคู่มือสมภารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ แสดงอุปกรณ์การสอน ๒ อย่าง คือ 1. ภาพตัวเราเองในท่าผ่าซีก แสดงการเดินของใจ ๗ ฐาน 2. ภาพแสดงลักษณะของฐานที่ ๗ ว่า ประกอบด้วยธาตุทั้ง ๖ คือ
๑. ด้านหน้า ธาตุน้ำ ๒. ด้านขวา ธาตุดิน ๓. ด้านหลัง ธาตุไฟ ๔. ด้านซ้าย ธาตุลม ๕. ศูนย์กลาง อากาศธาตุ ๖. จุดศูนย์กลาง วิญญาณธาตุ
ที่สำนักสอนภาวนาอย่างเรา ควรเขียนภาพทั้ง ๒ ให้สวยงาม มีขนาดใหญ่และชัดเจนไว้ในสถานที่มากแห่ง ใครผ่านไปผ่านมาจะได้เห็น เมื่อเราสอนหรือพูดขึ้น เขาจะได้นึกได้ เกิดความสะดวกในการสอนของเรา คำขวัญสำคัญอีกแผ่นหนึ่ง คือ “วักกลิภิกขุ จงถอยออกไป จะมาดูใย ร่างกายของตถาคตเป็นของเปื่อยเน่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราผู้ตถาคต เราผู้ตถาคตคือธรรมกาย” ควรเขียนให้สวยงาม ตัวใหญ่ ติดไว้ที่สำนักภาวนาของเรา หรือติดไว้ในสถานที่หลายแห่ง บนคำขวัญนี้ควรเขียนภาพธรรมกายไว้ด้วย จำลองแบบจากปกหนังสือคู่มือสมภาร เพื่อเป็นการอนุรักษ์มรดกเก่า ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำใช้ภาพนี้เป็นปกหนังสือคู่มือสมภาร พยายามเขียนหรือถ่ายรูปธรรมกายให้เหมือนของเดิมเขา เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้อนุรักษ์มรดกธรรมกาย เพราะภาพนี้เป็นภาพแรก รูปร่างอย่างนี้หากเราพากเพียรอนุรักษ์ไว้ รับรองว่าเหมือนของเดิมเขาจริง ๆ อุปกรณ์สำหรับใช้ในการสอนอีกอย่าง ที่เราต้องมีไว้ประจำสำนักของเราก็คือ “ดวงแก้วกลมขาวใส” เป็นอุปกรณ์ใช้สำหรับการกำหนดนิมิต ควรเป็นดวงขนาดใหญ่ เพื่อจะได้เห็นกันถ้วนทั่ว หากยังมีอย่างขนาดเล็ก ก็จะเห็นเฉพาะท่านที่อยู่ใกล้ เราเป็นนักสอน ถ้าขาดอุปกรณ์เหล่านี้ แสดงว่าเราไม่พัฒนาการสอน ของเพียงแค่นี้จัดหาไม่ได้ บ่งว่าสำนักของเราขัดสนเกินไป ขาดจากความศรัทธาของใครทั้งหลาย เมื่อสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นศึกษาธิการอำเภอหนุ่ม ๆ ไม่ว่า จังหวัดใดเชิญไปสอน ข้าพเจ้าจะขนอุปกรณ์ไปพร้อม ลำบากและเป็นภาระแค่ไหน จำต้องอดทนคือ เมื่อจะสอนกันแล้ว ก็ให้เป็นกิจจะลักษณะพอสมควรเลยทีเดียว เริ่มเรื่องวิธีทำสมาธิ หนังสือคู่มือสมภาร ได้เขียนเริ่มเรื่องวิธีทำสมาธิไว้ว่า การทำภาวนา จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ทำ จะต้องมีใจและอารมณ์ปลอดโปร่ง ว่างจากกิจที่กังวลทั้งปวง เพราะถ้าหากมีความกังวลมากนัก ก็อาจทำให้สมาธิไม่แน่วแน่ ฉะนั้น ถ้ามีความตั้งใจว่าทำสมาธิแล้ว ก็พึงละความกังวลใหญ่น้อยทั้งปวงเสียให้สิ้น มุ่งแต่ธรรมอย่างเดียว แม้ความรู้ในทางธรรมใด ๆ ที่ได้เล่าเรียนมาแล้ว ก็ควรพยายามปล่อยวางให้สิ้นเสียก่อน หากไม่ทำเช่นนั้น ก็จะเกิดเป็นวิจิกิจฉาขึ้น ทำให้ผู้ปฏิบัติไม่เห็นธรรมได้ตามต้องการ เมื่อรู้แน่ชัดเช่นนี้แล้ว จะได้กล่าวถึงวิธีนั่งต่อไป หลังจากการสวดมนต์ไหว้พระรัตนตรัยแล้ว พึงนั่งคู้บัลลังก์ขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดหัวแม่มือซ้าย หลับตาพอหนังตาติดกันสบาย ๆ ตั้งกายให้ตรงจนยืดตัวไม่ได้ต่อไป ที่เรียกว่า อุชุ˚ กายํ ปณิธาย ตั้งกายให้ตรง ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา เข้าไปตั้งสติไว้ให้มีหน้ารอบ ไม่เผลอ (ตรงกับพระขีนาสพผู้มีสติเป็นวินัย) มีสติทุกเมื่อ นี่เป็นทางไปของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ สติไม่เผลอจากบริกรรมภาวนาและบริกรรมนิมิตให้ติดกันไม่แยกจากกัน บริกรรมภาวนาได้แก่ คำว่า “สมฺมา อรหํ” ส่วนบริกรรมนิมิตนั้น คือ กำหนดเครื่องหมายขาวใส เหมือนเพชรเม็ดลูกที่เจียระไนแล้ว เหมือนดวงแก้วกลม ๆ ที่ใสบริสุทธิ์ ปราศจากไฝฝ้าหรือมลทินใด ๆ สัณฐานกลมรอบตัว บริกรรมทั้งสองนี้พึงตรึกไว้ให้ได้อยู่เสมอ ในอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ให้เผลอจากสติได้ และนี่เองเป็นของสำคัญ ในเรื่องที่ทำเป็นหรือทำไม่เป็น ในชั้นต้นสำหรับผู้เริ่มปฏิบัติ ควรกำหนดรู้จักฐานที่ตั้งของดวงนิมิตเสียก่อน เพื่อจะได้รู้จักทางไปเกิดมาเกิดของตนเองไว้บ้าง ฐานที่ตั้งนี้แบ่งเป็น ๗ ระยะ คือ ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก หญิงซ้าย ชายขวา ตรงกลางพอดี ไม่ล้ำเข้าไป ไม่เหลื่อมออกมาฐานที่ ๒ เพลาตา หญิงซ้าย ชายขวา ตรงหัวตาพอดีฐานที่ ๓ กลางกั๊กศีรษะกับจอมประสาท ได้ระดับตา แต่อยู่ภายในตรงศูนย์กลาง คือ จากดั้งจมูกตรงไปจรดท้ายทอย จากเหนือหูซ้ายไปเหนือหูขวา ตรงกลางที่เส้นทั้ง ๒ ตัดกันนั่นเองเป็นฐานที่ ๓ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน ไม่ให้ล้ำเหลื่อม เหนือลิ้นไก่ ตรงที่รับประทานอาหารสำลักฐานที่ ๕ ปากช่องลำคอ เหนือลูกกระเดือก อยู่กลางทีเดียวฐานที่ ๖ สุดลมหายใจเข้าออก คือ กลางตัว ตรงระดับสะดือ แต่อยู่ภายใน ฐานที่ ๗ ถอยหลังกลับขึ้นมา เหนือระดับสะดือประมาณ ๒ นิ้ว ในกลางตัว กำหนดดวงนิมิตเครื่องหมายขาวใส ไปหยุดตามฐานนั้น ๆ พร้อมกับบริกรรมในใจว่า “สมฺมา อรหํ” จำนวน ๓ ครั้ง แล้วเลื่อนดวงนิมิตนั้นต่อไป สำหรับฐานที่ ๓ เวลาที่จะเลื่อนดวงนิมิตต่อไป ต้องเหลือกตากลับเข้าข้างใน คล้ายคนนอนกำลังจะหลับ แต่แล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามปกติ ทั้งนี้ เพื่อให้ความเห็น ความจำ ความคิด ความรู้ กลับเข้าข้างใน เพราะจะต้องดูด้วยตาละเอียด เมื่อเลื่อนดวงนิมิตลงไปจนถึงฐานที่ ๗ แล้ว ในฐานที่ ๗ นั้น มีศูนย์อยู่ ๕ ศูนย์ คือ ศูนย์กลาง, หน้า, ขวา, หลัง, ซ้าย, ศูนย์หน้าเป็นธาตุน้ำ ขวาธาตุดิน หลังธาตุไฟ ซ้ายธาตุลม ศูนย์กลางเป็นอากาศธาตุ ตรงกลางอากาศธาตุได้แก่วิญญาณธาตุ ธาตุเหล่านี้ประชุมกันเป็นกายมนุษย์ขึ้น และที่ศูนย์กลางกายนี้คือ ศูนย์กำเนิดกายมนุษย์นั่นเอง ถ้าหากรู้จักทางคือ ฐานที่ตั้งเหล่านี้แล้ว ในการทำคราวหลังจะเอาใจไปจรดที่ดำเนิดของมนุษย์ทีเดียวก็ได้ ที่กล่าวนี้ คือ บทบัญญัติเรื่อง “เริ่มเรื่องวิธีทำสมาธิ” ของคู่มือสมภาร ซึ่งคัดลอกมา แต่ทำย่อหน้าเพิ่ม * * * * * * * * อธิบายเรื่องเริ่มวิธีทำสมาธิ ภาษาหนังสือเมื่อปี ๒๔๙๒ ในเรื่องเริ่มวิธีทำสมาธิ ท่านจะพบภาษาหนังสือเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ว่าเป็นอย่างไร การสอนครั้งนั้นกับปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ๑. เรื่องฐาน ๗ ฐาน ท่านจะเห็นว่า การเรียกชื่อฐานเมื่อก่อนกับปัจจุบัน มีต่างกันอยู่บ้าง ๒. ลักษณะของฐานที่ ๗ วิญญาณธาตุ เราไม่ได้ใส่เลข ๖ ความจริงเราเรียกธาตุ ๖ คงจะตรวจพิมพ์ไม่ทั่ว หลงหูหลงตาไป การพิมพ์ครั้งหลัง ๆ ไม่อาจแก้ เกรงจะไม่ตรงต้นฉบับนั่นเอง เรื่องการเดินดวงนิมิต คือ การเลื่อนดวงนิมิตไปตามฐาน ๗ ฐาน สุดท้ายดวงนิมิตไปหยุดที่ฐานที่ ๗ ในหนังสือคู่มือสมภารกล่าวว่า คราวต่อไป “เอาใจไปจรดที่กำเนิดของกายมนุษย์ทีเดียวก็ได้” กำเนิดของกายมนุษย์ อยู่ที่ดวงปฐมมรรค คือ กลางดวงธรรมจะมีจุดใสเท่าปลายเข็ม จุดใสเท่าปลายเข็มนี้เราเรียกว่า กลาง เรียก มัชฌิมาปฏิปทา เรียก เอกายนมรรค จะเห็นว่ามีชื่อเรียกหลายอย่าง นี้คือกำเนิดเดิมของกาย ดังนั้น กำเนิดเดิมของกายใดก็ดูที่ดวงปฐมมรรค (ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ของกายนั้น ๆ การเรียนครั้งนั้น หลวงพ่อท่านว่า ให้กำหนดใจที่กำเนิดเดิมของกายมนุษย์ นั่นก็คือ ตั้งใจที่ศูนย์กลางกาย เพราะดวงธรรมอยู่ตรงนั้น เพียงแต่เรายังไม่เห็น เพราะใจยังไม่หยุด ต่อเมื่อใจหยุดแล้ว เราจึงเห็นดวงธรรม เราจะเห็นว่า การสอนครั้งนั้น สอนกันอย่างไร เรื่องของการวางใจเมื่อกำหนดดวงนิมิตที่ศูนย์กลางกายแล้ว เป็นเรื่องสำคัญสุดยอด ว่าเราจะฝึกเป็นหรือไม่เป็น ควรพูดกันให้ชัด แม้จะมีความรู้มากเพียงใด ถ้าทำใจไม่เป็นแล้ว ความรู้นั้นก็ช่วยไม่ได้ รุ่นคู่มือสมภาร หลวงพ่อสอนว่า ทำใจให้ว่างปราศจากความกังวล แต่รุ่นผมเรียน หลวงพ่อท่านสอนแบบตั้งกฎไปเลย เท่าที่ผมจำได้ ให้ทำใจดังนี้ (๑.) ทำใจประดุจใจเด็กไร้เดียงสา (๒.) จรดใจลงไปที่ใดแล้ว ห้ามเคลื่อนไหวส่ายคลอนใจไปที่อื่น ความสว่างจะมาจากทางใด ห้ามส่งใจไปรับรู้ คงจรดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกายเท่านั้น (๓.) การวางใจ ท่านว่าวางเบา ๆ อย่าเกร็ง อย่าจี้ อย่าตะปบ (๔.) การมองดูดวงธรรม ท่านห้ามจี้ ห้ามตะปบ การมองนั้น จะมองก็ไม่ใช่ จะไม่มองก็ไม่เชิง คือ เป็นแบบที่เราพูดว่า “เมิน ๆ เมียงๆ”
การทำใจประดุจใจเด็กไร้เดียงสา ข้อนี้ยากมาก เพราะสภาพใจเด็กไร้เดียงสาเป็นอย่างไร เราต้องทำอย่างนั้น เราเป็นผู้ใหญ่มีสภาพใจมาเหมือนเด็ก เราจึงทำไม่เป็น เพราะเราฉลาดเกินไป เรียนมามากเกินไป ได้ยินได้ฟังมามากเกินไป อย่างนี้ทำไม่เป็น อย่าอยากรู้ อย่าอยากเห็น อย่ายินดี อย่าอยากได้ เขาบอกแค่นี้ เราก็ทำแค่นี้ อย่าทำเกินครู จะเห็นว่า ท่านที่เป็นนักเหตุผล มักทำไม่เป็น เพราะวางใจไม่เป็น ร้ายที่สุดก็คือ เรียนความรู้อะไรมาแล้ว มักจะเอาความรู้นั้นมาคิดเปรียบเทียบ สภาพใจเลยว้าวุ่น ไม่รู้จะยึดความรู้ใด สุดท้ายเกิดวิจิกิจฉา สภาพใจของเด็กเท่าที่ผมสังเกต จะพบว่าใจเป็นหนึ่ง จะเอาของเล่นก็เอาเรื่องของเล่นอย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่น ต่อเมื่อเสร็จจากของเล่นแล้ว จึงไปเรื่องอื่น ขอพูดฝากไว้เรื่องหนึ่ง คือ เด็กเป็นธรรมกายง่าย แต่เป็นแบบไก่ได้พลอย มารเขาแกล้งได้ง่าย จึงไม่ควรเชื่อความรู้ของเด็ก เรื่องไม่สำคัญมารเขาไม่ว่า แต่พอถึงเรื่องสำคัญ มารเขาจะขวางทันที แล้วเราชอบพูดว่า เด็กกิเลสน้อยกว่าเรา ญาณทัสสนะย่อมแม่นยำกว่า ฟังดูก็มีเหตุผล ผมพบเหตุการณ์มามาก ทำวิชาปราบมารด้วย เรื่องแจ้งขึ้นมา ก็ขอพูดฝากไว้ เรื่องเมื่อจรดใจลงไปที่ศูนย์กลางกายแล้วไม่ให้ส่ายไปที่อื่น เป็นคำแนะนำที่วิเศษเหลือล้น เพราะระหว่างการฝึก กิเลสจะมาลวงเราด้วยวิธีต่าง ๆ เช่นเห็นสว่างมาที่ใบหน้า สว่างมาที่หน้าอก สว่างที่หน้าท้อง สว่างที่ศีรษะ เราผู้ฝึกจะส่ายใจมองตามไปทันที มารเขาแกล้งและลวงผู้ฝึกด้วยวิธีนี้ ทำให้เราไม่เห็นดวงธรรม เพราะมัวส่ายใจมองความสว่างที่กิเลสเขาแกล้งด้วยวิธีต่าง ๆ ดังกล่าว ท่านแนะนำว่า เมื่อจรดใจลงไปที่ศูนย์กลางกายแล้ว ไม่ให้ส่ายใจไปที่อื่น แม้ว่ามืดก็ตรงนั้น หรือสว่างก็ตรงนั้น ในที่สุดก็เห็นดวงธรรมที่เราจรดใจลงไปนั้นเอง มีวิธีแกล้งของกิเลสอีกวิธีหนึ่ง คือ เมื่อ ใกล้จะเห็นดวงธรรม เราผู้ฝึกจะมีอาการปวดเมื่อยไปตามแขนและขา แทบจะทนไม่ได้ แต่ไหนแต่ไร ไม่เคยปวดเมื่อยขนาดนี้ กรณีนี้มีวิธีแก้ ๒ อย่าง อย่างแรกขยับกายได้ แต่ใจต้องไม่เคลื่อน อย่างที่ ๒ ให้อดทนภาวนาต่อไป ไม่ส่งใจไปรับความปวดเมื่อย อีกไม่นานเราก็จะเห็นดวงธรรม และเมื่อเราเห็นดวงธรรมแล้ว ความปวดเมื่อยหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่ทราบว่าปวดเมื่อยหายไปได้อย่างไร นี่คือการแกล้งของกิเลส ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับวิธีขยับกายแต่ใจไม่เคลื่อน เพราะเมื่อเราขยับกายเข้าจริง เพื่อให้ความปวดเมื่อยทุเลาลง กลับเป็นว่าใจเราเคลื่อน เพราะต้องส่งใจไปรับความปวดเมื่อยตามแขนขา ทำให้การฝึกไม่สำเร็จในวันนั้น เรื่องการวางใจเบา ๆ ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องจี้ ไม่ต้องตะปบ การวางใจลงไปที่ดวงนิมิต ท่านบอกว่าให้วางลงไปแบบเบา ๆ ไม่ต้องเกร็ง แล้วใจจะหยุดนิ่งโดยธรรมชาติ เมื่อภาวนาเรื่อย ๆ ไป ใจจะหยุดเอง หากทำใจที่เรียกว่า เกร็ง ใจจะหยุดไม่ถูกส่วน เกิดการหายใจอึดอัด เพราะเมื่อใจเกร็ง กล้ามเนื้อหลายส่วนเกร็งตามไปด้วย ทำให้การหายใจไม่เป็นไปตามปกติ ที่ว่าไม่ต้องจี้ ไม่ต้องตะปบนั้น ได้แก่ตอนที่เห็นดวงธรรมแล้ว แต่ดวงยังไม่นิ่ง เหตุที่ไม่นิ่ง เพราะความหยุดความนิ่งของใจเสียสัดส่วน เนื่องจากการจี้หรือการตะปบของเรา ดังนั้นเมื่อเห็นดวงธรรม คือ เห็นและหาย เดี๋ยวเห็นเดี๋ยวหาย ให้ภาวนาเรื่อยไป โดยเราไม่เกิดความอยาก เมื่อเห็นดวงใหม่ ๆท่านให้มองแบบเมิน ๆ เมียง ๆ คือ มองก็ไม่ใช่และไม่มองก็ไม่เชิง แล้วดวงจะนิ่ง ความจริงดวงที่อยู่ที่เดิมไม่ได้หายไปไหน เหตุที่เราไม่เห็น หรือเห็น ๆ หาย ๆ เป็นเพราะความหยุดความนิ่งของใจเสียสัดส่วน เนื่องจากการจี้หรือการตะปบ จะทำให้ความหยุดความนิ่งเสียสัดส่วนนั่นเอง และเมื่อความหยุดความนิ่งเสียไปแล้ว ความไม่ชัดเจนเกิดขึ้นทันที บทที่ว่าด้วยการฝึกสมาธิภาวนาเบื้องต้น ตามที่กล่าวมานี้ เราได้ข้อคิดว่า ความรู้แต่ละอย่าง กว่าจะหากฎเกณฑ์ได้ ต้องใช้เวลาค้นคว้ากันยาวนาน แต่ละสูตรกว่าจะลงตัวได้ เราค้นคว้าเกือบตาย ผมมีประสบการณ์ในการทำวิชาปราบมาร ความรู้เรื่องเดียวแค่นี้ ใช้เวลารบถึง ๒ ปีเต็ม ปราบมารประเภทใดลงได้ระดับหนึ่ง จึงจะได้ความรู้มาอย่างหนึ่ง ถ้าปราบไม่ได้เลย ความรู้เรามีแค่ไหนก็แค่นั้น ดังนั้น จึงเห็นใจผู้ค้นคว้าโดยเฉพาะหลวงพ่อวัดปากน้ำ เราต้องเห็นใจให้มากกว่าใคร บางท่านอาจข้องใจว่า เรื่องนี้เราเคยเรียนมาอย่างนี้ เหตุใดเดี๋ยวนี้ไปใช่อย่างนั้น เพราะความรู้ต้องพัฒนาไป มารเขาก็พัฒนาความรู้ของเขา ก่อนนี้เรารู้จักปืนใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้ เราว่ากันถึงนิวเคลียร์ มีหลายท่านกล่าวว่า รู้และญาณทัสสนะของเรามักผิดพลาด เรื่องนี้เราต้องยอมรับ ธรรมภาคสัมมาทิฏฺฐิขอเห็นแจ้ง แต่ธรรมภาคมิจฉาทิฏฐิเขามาปิด ไม่ยอมให้เราเห็นแจ้งได้ ผมรู้เรื่องเอาตอนที่ทำวิชาปราบมาร ว่ามารเขาเล่นกับเราอย่างนี้ ดังนั้นเรื่องพยากรณ์ต่างๆ เรามักอ่านพบแต่เรื่องไม่ดีทั้งนั้น เรื่องที่พยากรณ์ว่าดี ๆ เราไม่เคยอ่านพบ นั่นแสดงว่า มารเขาทำวิชาทับทวีเอาไว้ หากเราแก้ฝันไม่ดี หรือเราเห็นในญาณทัสสนะว่าไม่ดี พอเราตอบว่าไม่ดีเท่านั้นเอง มารเขาทับทวีวิชาที่ไม่ดี ๆ ซ้อนลงไปในแผนผังที่มารเขาทำไว้ในเรื่องที่เราฝันว่าไม่ดีนั้นทันที และเมื่อถึงกำหนดเวลาที่พยากรณ์ เราจะเห็นว่า เรื่องไม่ดีตรงตามพยากรณ์ ไม่พลาดเลย แสดงชัดว่าเราแพ้มารมาตั้งแต่ต้นแล้ว มาตกลงกันใหม่ เราฝันไม่ดีหรือเห็นญาณทัสสนะว่าไม่ดี ให้เราแก้ไขทางความรู้วิชาธรรมกายทันที ตามความรู้ความเข้าใจของเรา หากท่านเป็นวิชารบ ให้ท่านทำวิชาสู้ทันที จนกว่าเราจะเห็นว่าความไม่ดีนั้นหายไปแล้ว แล้วเราก็พยากรณ์ว่าดีทันที เพื่อไม่ให้มารเขาได้โอกาส ครั้นเหตุการณ์จริงอันนั้นมาถึง ความไม่ดีอันนั้นจะได้ลดกำลังลงบ้าง เกิดความไม่ดีแต่น้อย ท่านอาจไม่เห็นด้วยกับวิธีของผม เพราะเขาจะว่าเราไม่แม่น เขาจะว่าเราไม่เก่ง เราจะขาดลาภยศ เราจะขาดชื่อเสียง เมื่อเป็นอย่างนี้ เราต้องยุติว่า เราจะเคารพความรู้หรือเราจะเคารพอะไร พูดถึงการแก้ฝัน ไม่ว่าใครฝัน จะต้องมาให้เราแก้ฝันให้ เราก็ออกอุบายว่า อย่างนี้ต้องสร้างกุศลโดยการเจริญภาวนา ๓ วัน หากเห็นดวงใสในท้องของตนแล้ว แปลว่า ร้ายกลายเป็นดี หากตั้งความเพียรอย่างนี้ไม่ได้ ท่านให้รักษาศีลอยู่กับบ้าน ๒ วัน ห้ามไปไหนมาไหน เท่านี้ก็เป็นกุศล ไม่ต้องไปทำอะไรต่อมิอะไร ดูแล้วมากเรื่องไม่เข้าท่าเลย การรดน้ำมนต์ช่วยกำจัดทุกข์ไม่ได้ ได้แต่กำลังใจ แต่การเจริญภาวนาเป็นการสร้างนิโรธและสร้างมรรค นิโรธและมรรคคือตัวกำจัดทุกข์ แม้เขาจะทำไม่ได้ แต่ก็ถูกวิธีแห่งการเข้าถึงธรรม กลับมาถึงเรื่องการตั้งชื่อ ขอฤกษ์แต่งงาน ปลูกบ้านใหม่ ไม่ต้องเปิดตำราหมอดู เข้าธรรมกายแล้วบอกได้เลย สามารถบริการประชาชนได้ทุกเรื่อง ต้องให้ความนิยมแก่พระราชสาครมุนี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร ไม่ว่าประชาชนจะต้องประสงค์อะไร ไปหาท่านแล้ว ท่านจะเข้าธรรมกายทันที ทำได้สารพัดเรื่อง ไม่ต้องเป็นธุระไปเปิดตำราหมอดูให้เสียเวลา พระเดชพระคุณปรารภว่า ตั้งแต่เป็นธรรมกาย ดูว่าลดภาระไปมาก ไม่ว่าอะไรเข้าธรรมกายสถานเดียว จบเรื่องวิธีทำสมาธิไปเพียงนี้ สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |