|
ปราบมารสำคัญอย่างไร จะให้ตอบว่า ปราบมารสำคัญอย่างไรนั้น ตอบยากเหลือเกิน แต่ผู้ที่เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง ท่านทราบเป็นอันดี จะเอาให้ดี ก็ต้องให้ท่านเข้าธรรมกายไปทูลถามธาตุธรรม ไปทูลถามพระพุทธองค์ ท่านก็จะทราบ ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เพียงแต่เข้าธรรมกายไปถามเท่านั้น หากท่านอยากฟังข้าพเจ้ากล่าว ก็จะกล่าวว่า ในสากลโลกและในสากลธรรม มีงานสำคัญเรื่องเดียวคือ งานปราบมาร ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้ ไม่มีความรู้ใดสูงไปกว่าความรู้ปราบมารอีกแล้ว ท่านอยากทราบต่อไปอีกว่า ในสากลโลกและในสากลธรรมนั้น มีอะไรที่หายากที่สุด คำตอบก็คือ สิ่งที่หายากที่สุดนั้นมีอย่างเดียว สิ่งนั้นคือ ผู้มีความรู้ปราบมาร ตอบสั้นและชัดเจน ท่านอยากทราบต่อไปว่า วิชาปราบมารนั้นเรียนกันได้ไหม ตอบว่า เรียนกันได้ ในชาตินี้ควรเรียนให้ขึ้นใจ ตำรามีอยู่แล้ว ข้าพเจ้าเผยแพร่อยู่แล้ว ข้าพเจ้าสอนได้ทุกหลักสูตร ไม่เคยปฏิเสธ แต่ท่านไม่สนใจเอง เอาแต่เรียนครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่เรียนจริง เรียนกันเล่น ๆ อย่างนั้นใช้ไม่ได้ เป็นความรู้ระดับอนุบาลเท่านั้น ยังใช้การไม่ได้เลย เรียนเพียงเห็นงู ๆ ปลา ๆ ก็แปลว่า ไม่สนใจจริง ทำได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ว่าพอแล้ว เก่งแล้ว อ้างแต่ชั้นดุสิต อ้างแต่ชื่ออาจารย์ อ้างแต่ทิพย์ พรหม อรูปพรหม เรียนอย่างนั้น มารเขาหลอกเล่น เรียนแค่ ไหนจึงจะว่าใช้การได้ ต้องทำได้ทุกบทและทุกหลักสูตร จนกระทั่งเกิดความรู้สึกว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำคิดวิชาไว้น้อยเสียแล้ว ถึงขั้นนี้จึงจับหลักสูตรวิชาปราบมารได้ ข้าพเจ้าขอภาวนาทุกวัน ขอให้ทุกท่านเก่งกว่าข้าพเจ้า ขอให้ศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ ตราบใดที่ศิษย์เก่งเท่าอาจารย์ ก็แปลว่ามารไม่ดับ ขอให้ทุกท่านเก่งกว่าอาจารย์ อย่าได้เก่งน้อยกว่าอาจารย์เป็นอันขาด ข้าพเจ้าดังมากแล้วในธาตุในธรรม ขอให้ท่านทั้งหลายดังกว่าข้าพเจ้า นี่คือความตั้งใจของข้าพเจ้าโดยบริสุทธิ์ใจ บารมีตัวจริงอยู่ที่วิชาปราบมาร จึงขอวิงวอนให้ทุกท่านเข้าถึงวิชาปราบมาร ปราบมาร ภาค ๒ ขอยุติแค่นี้ก่อน โปรดพบกันใหม่ในเล่มปราบมาร ภาค ๓ ด้วยความระลึกถึงจากกระผมผู้เขียน (นายการุณย์ บุญมานุช) ผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี ๑๗ มิ.ย. ๒๕๓๖ ประวัติของต้นปราบใหญ่ ต้นปราบใหญ่ เป็นพระพุทธเจ้าจักรพรรดิภาคปราบ อยู่ในนิพพาน เสด็จลงมาอยู่ในมนุษยโลก เพื่อมาทำวิชาปราบมาร สืบงานต่อจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่แรกที่เสด็จมา อยู่ในดวงแก้วกายสิทธิ์ อันเป็นดวงของจักรพรรดิตรีภพ ก็คิดว่าเป็นจักรพรรดิที่ตรีภพไปอาราธนามา เห็นว่ากายสว่างผิดปกติ จึงไปรายงานหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านลงมาดูเอง ในชั้นต้นหลวงพ่อท่านไม่ได้พูดอะไร ต่อเมื่อหลวงพ่อตรวจดูแล้ว จึงบอกให้เราทราบ ตามที่กล่าวไว้แล้วนั้น เรื่องของต้นปราบ ตามที่จะกล่าวต่อไปนี้ จะพูดในส่วนที่ยังไม่ได้กล่าวถึง และพูดได้นอกเหนือไปจากที่หลวงพ่อท่านบอก การได้ยินได้ฟังตามที่หลวงพ่อบอกนั้น ได้กล่าวไว้หมดแล้ว ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เป็นการสรุปอย่างหนึ่ง และที่ได้ยินต้นปราบท่านกล่าวอย่างหนึ่ง การบ้านที่ค้างไว้ในตอนต้นนั้น ก็คือเรื่องการตัดพ้อต่อว่าระหว่างข้าพเจ้ากับต้นปราบ จะเล่าให้ฟังดังต่อไปนี้ แต่ว่ามาสรุปย่อกันก่อนว่า ต้นปราบคือ พระพุทธเจ้าจักรพรรดิภาคปราบ ได้มรรคผลนิพพานแล้ว ท่านอยู่ในนิพพาน การที่เสด็จลงมาช่วยข้าพเจ้าทำวิชาปราบมาร ก็เพราะทรงเป็นคู่บารมีของข้าพเจ้า มีบารมีมากกว่าหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านบอกอย่างนั้น พอมาอยู่ได้ไม่นาน หลวงพ่อก็ประกาศวางมือ มอบหน้าที่ปราบมารไห้แก่ต้นปราบ การที่หลวงพ่อทำเช่นนั้น ทำให้ข้าพเจ้าน้ำตาไหล ตามที่กล่าวแล้ว ต่อมาไม่นาน งานปราบมารถึงขั้นลุล่วง ธาตุธรรมถือว่าพระพุทธเจ้าฝ่ายสัมมาทิฏฐิเป็นเอกราชแล้ว จึงประกาศให้วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๕ เป็นวันเอกราชของธาตุธรรมภาคขาว ให้ถือว่าวันที่ ๒๗ ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันที่ระลึกถึงองค์ต้นปราบ ซึ่งได้กล่าวไว้แล้ว แต่ที่นำมากล่าวอีก เป็นการสรุปย่อ เพื่อทบทวนความจำ เหตุการณ์ของต้นปราบ จะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ยังคาดการณ์ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องข้างหน้า ทราบแต่ว่างานปราบมารเป็นงานยาก ยากเกินกว่าที่เราคิด สิ่งที่หายากที่สุด ในสากลโลกและในสากลธรรม มีอยู่อย่างเดียวคือ หาคนปราบมารไม่ได้ และงานที่ทำยากที่สุดในสากลโลกและในสากลธรรม ก็คือ งานปราบมาร ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้อีกแล้ว ธาตุธรรมท่านถือว่า เสียอะไรก็เสียเถิด เรามีจะเสีย เรายินดีจะเสีย ขอให้มารดับหมดก็แล้วกัน จะทำอะไรก็ทำเถิด ผิดถูกอย่างไรไม่ว่า ขอให้มารดับหมดก็แล้วกัน ไม่ว่าใครทั้งนั้น ไม่ว่าชนชาติใด ภาษาใด หากปราบมารให้ดับได้ คนนั้นเป็นคนที่ธาตุธรรมท่านสรรเสริญ ยกย่อง จะเอาอะไรแก่ธาตุธรรม ธาตุธรรมท่านไม่ว่าทั้งนั้น ดังนั้น เรามายกย่องว่าท่านนั้นเก่ง ท่านนี้เก่ง ท่านโน้นวิเศษ ท่านนี้เป็นพระอรหันต์ เป็นความคิดสวนทางกับพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงคิดอย่างเราเลย ท่านจะคิดอย่างไร เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน คือ เรามีสิทธิ์ในการคิด การที่ต้นปราบเสด็จลงมาทำวิชาปราบมาร ก็แปลว่า พระองค์ทรงตัดสินพระทัยแล้ว เป็นการยอมตายของพระองค์อย่างเด็ดเดี่ยว ผลของสงครามจะลงเอยอย่างไร ไม่ต้องคิดกันแล้ว เพราะตัดสินใจแล้ว เป็นก็รบ ตายก็รบ แพ้ก็รบ ชนะก็รบ ไม่ว่าแพ้หรือชนะ รบอย่างเดียว ไม่ว่าเป็นหรือตาย รบอย่างเดียว ผลของสงครามการรบในธาตุในธรรม คือ การเอาบารมีมารบกัน เป็นเรื่องข้างหน้าเป็นเรื่องของอนาคต ยากต่อการพยากรณ์เหลือเกิน สำหรับข้าพเจ้าที่ทำหน้าที่รบอยู่ก่อนแล้ว ตอบท่านได้ว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบอนาคต เมื่อธาตุธรรมท่านสั่งให้รบ เราก็รบและรบต่อไป ต้นปราบคงจะดูเหตุการณ์ของข้าพเจ้ามานานปี ทนดูไม่ไหว เลยกระโดดลงมาช่วย พูดอย่างเราก็คือ กูเอาด้วยคน น้ำพระทัยของต้นปราบ บูชาเท่าไรก็ไม่คุ้มความดีของพระองค์ ถวายอะไรหมดบ้านหมดเมืองก็ไม่คุ้มทั้งนั้น ข้าพเจ้าเคารพหลวงพ่อวัดปากน้ำมาแล้วองค์หนึ่ง เห็นว่าหลวงพ่อสำคัญที่สุดไม่มีอะไรเท่า ถ้าไม่มีหลวงพ่อองค์เดียว เราจะไม่รู้อนาคตอะไรทั้งนั้น หลวงพ่อต้องมาแก้ไขด้วยการทำวิชาปราบมาร หลวงพ่อสู้มาจนตลอดชีวิต หลังจากนั้น งานปราบมารตกเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า และต่อมาองค์ต้นปราบท่านลงมาช่วย ข้าพเจ้าต้องบูชาต้นปราบอีกองค์แล้ว ทรงมีน้ำพระทัยต่อข้าพเจ้า เห็นข้าพเจ้ารบมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่มีใครช่วย มนุษย์ในโลกไม่มีใครเขารู้ ไม่มีใครเขาเห็น ไม่มีใครช่วย ไม่มีใครอุปถัมภ์ แม้แต่เพื่อนธรรมกายด้วยกัน ยังไม่รู้เห็น เราไปโกรธใครไม่ได้ เพราะมารเขาสกัดไว้หมด ไม่ให้ใครช่วย เพื่อจะให้เราหมดกำลัง แล้วเราก็จะแพ้ไปเอง มารเขาคิดอย่างนั้น เขาทำได้ และเขาทำแล้ว ขณะนี้เขาก็กำลังทำอยู่ ต้องเป็นวิชาชั้นสูงจึงจะรู้ ข้าพเจ้าไม่ถอยหลังเพราะเรารบแล้ว จะมัวห่วงหน้าห่วงหลัง เป็นสิ่งไม่ควรคิด หลวงพ่อเราก็ทำเป็นตัวอย่างมาแล้ว รบจนกระทั่งตาย เราก็ต้องสู้อย่างนั้น ไม่มีทางเลือกอื่น รบอย่างเดียว ใครจะคิดอย่างไรข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้าคิดว่า เราต้องให้ธาตุธรรมท่านปลอดภัยไว้ก่อน หากเราอ่อนแอเพียงคนเดียว อะไรจะเกิดขึ้นแก่ธาตุธรรม นี่คือคำถามที่เตือนตนเองทุกวัน หากเราตายก็เอาถ่าน ๓ ถัง เผาไหม้แล้ว ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร หากไปคิดว้าวุ่นอย่างอื่น มารเขาจะได้ช่องทันที ทาง ที่ดีคือเลิกคิด เลิกเรื่องความร่ำรวย เลิกเรื่องโด่งดัง เลิกเรื่องยศศักดิ์ตำแหน่งหน้าที่ เลิกเรื่องศิษย์คนสำคัญ มารเขาก็ไม่ได้ช่อง มาเจอมวยวัดอย่างข้าพเจ้า มารก็คิดมาก สุดท้ายถูกข้าพเจ้ากับต้นปราบดับหมด แปลว่า เราล้มยักษ์ได้ เมื่อถึงขั้นตอนนั้น ธาตุธรรมจะดีพระทัย พระพุทธองค์ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นับอสงไขยนิพพานไม่ถ้วน จะทรงดีพระทัยกันทั้งนั้น ที่บรรยาย อย่างนี้ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายเกิดกำลังใจ ว่าเราต้องชนะในธาตุทั้งหมดในธรรมทั้งปวง ทุกอย่างต้องเป็นของง่าย ไม่ใช่ของยากอย่างที่ใคร ๆ คิด ท่านปรารภว่า วิชาธรรมกายยากทั้งนั้น ต่อไปนี้ไม่ยากแล้ว ข้าพเจ้าทำตำรากำหนดแนวปฏิบัติให้แล้ว ติดตามค้นหามาอ่านได้ ท่านปรารภว่า วิชาปราบมารยากนัก ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธ แต่ข้าพเจ้าก็ปราบให้แล้ว ทำตำราให้แล้ว ติดตามค้นหาอ่านได้แล้ว อยากได้มรรคผลนิพพาน ต้องเป็นวิชาชั้นสูง หากเป็นอ่อน ๆ ก็ยังยากอยู่นั่นเอง พูดกันให้เปิดใจกันเลย ยังไม่มีใครได้มรรคผลนิพพาน เพราะยังไม่เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูงนั่นเอง เกจิอาจารย์ดัง ๆ ที่ท่านยกย่องให้เป็นพระอรหันต์ ที่ท่านยกย่องว่าเป็นเลิศ โปรดเข้าธรรมกายไปทูลถามพระพุทธองค์ดูได้ ไม่ยากเลย แล้วท่านก็จะทราบว่า ยังไม่มีใครได้มรรคผลนิพพาน เพียงแต่กำลังเดินทางเพื่อจะไปสู่มรรคผลนิพพานเท่านั้น แต่ระหว่างเดินทางอยู่นี้ โดยเหตุที่มีบารมีธรรมอยู่บ้าง ย่อมจะมีความรู้อะไรแปลก ๆ และมีบุญถึงกับเรียกเงินเรียกทองได้ ก็ต้องว่าเป็นบารมีของท่าน ต้องยกย่องท่าน ข้าพเจ้าไม่ปฏิเสธ แต่จะถึงกับได้มรรคผลนิพพานนั้น ยังไม่ได้ เพราะการไปนิพพานนั้น ไปโดยธรรมกายเท่านั้น แต่ว่าอินทรีย์ของท่านสงบระงับ ทำท่าจะหมดกิเลสเอา ใครเห็นเข้าก็เหมาว่าหมดกิเลส เลยยกย่องกันใหญ่ เรื่องก็เลยไปกันใหญ่ สร้างค่านิยมกันใหญ่ ฮือฮากันใหญ่ ต้องเป็นธรรมกาย แล้วก็ต้องละสังโยชน์ ให้เป็นไปตามขั้นตอน มันจึงจะถูกตำรา เราอย่าไปเชื่อเสียงกระซิบของกิเลส เพราะกิเลสเป็นตัวสกัดกั้นมรรคผลนิพพาน มันหลอกเรามาอย่างนี้ไม่รู้กี่ชาติกี่ภพแล้ว เราก็ไปรู้จริงในวันตาย แท้จริงเรายังไม่ได้มรรคผลนิพพาน ข้าพเจ้าเพิ่งเข้าใจในตอนทำวิชาปราบมารนี้เอง พยายามตรวจดูเกจิอาจารย์ดัง ๆ ว่าได้มรรคผลนิพพานตามคำลือ จะได้อาราธนามาช่วยปราบมาร แต่แล้วผิดหวัง วิชาธรรมกายควรเรียนมาแต่เด็กจึงจะดี กลับมาถึงเรื่องของตัวเองบ้าง ก็คือเรื่องของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฝึกหัดอบรมพัฒนาใจ ตามแนววิชาธรรมกายเมื่อตอนเป็นหนุ่ม เมื่อเรียนจบชั้น ม.๖ แล้ว ก็มาศึกษาต่อวิชาการศึกษา สมัยนั้นเขาเรียกว่า เรียนวิชาครู ที่โรงเรียนฝึกหัดครูพระนคร วังจันทร์เกษม หลังกระทรวงศึกษาธิการ หลักสูตรฝึกหัดครูประถม (ปป.) กำหนดเวลา ๓ ปี เมื่อปิดเทอม ข้าพเจ้าไปเรียนภาวนาที่วัดปากน้ำ ทำอยู่อย่างนั้นมาตลอด ๓ ปี ที่เรียนวิชาครูที่กรุงเทพฯ แต่ก็ยังไม่เป็นธรรมกาย เรียนจบหลักสูตร ปป. แล้ว ออกทำงานและศึกษาต่อภาคค่ำ เรียนวิชาทางโลกไปด้วยและเรียนภาวนาไปด้วย ไม่หยุดเลย ทำราชการในกรุงเทพ ฯ คือ เป็นครู ๑๐ ปี ก็ยังไม่เป็นธรรมกาย รวมเวลาฝึก ๑๓ ปี ก็ยังไม่เป็นธรรมกาย ต่อมาเปลี่ยนตำแหน่งราชการจากครูไปเป็นศึกษาธิการอำเภอ ไปทำราชการอยู่ในต่างจังหวัด เพิ่งเป็นธรรมกายในตอนนั้น ที่เล่ามานี้ ต้องการชี้ให้เห็นว่า การฝึกใจต้องฝึกมาแต่เด็กเล็กน้อย เพราะไม้อ่อนดัดง่ายกว่าไม้แก่ ใจของผู้ใหญ่แข็งกร้าน ยากต่อการดัด แม้ จะมีศรัทธาเรียน แต่การฝึกจะไม่ได้ผล เพราะความแข็งกร้านของใจนั่นเอง ความคิดที่ว่าเอาไว้ฝึกเมื่อแก่ เอาไว้ฝึกเมื่อเกษียณราชการแล้ว เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง โปรดคิดไว้เสมอว่า ไม่มีอะไรยากไปกว่าการฝึกใจ ใจเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฝึกยากพัฒนายาก ต้องทำมาตั้งแต่เด็กเล็กแดง เหมือนการฝึกยิมนาสติกอย่างไรก็อย่างนั้น ข้อมูลที่เราพบเสมอคือ เด็กเห็นธรรมกาย แต่ผู้ใหญ่ทำไม่ได้ เรานึกอายเด็ก ทั้งที่ผู้ใหญ่มีความรู้ดีกว่า มีเหตุผลดีกว่า เข้าใจวิชาดีกว่า ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะเหตุผลตามที่กล่าวนั้น ข้าพเจ้าเสียใจในชะตาของตัวเอง ที่ไม่มีกำลังทรัพย์ หากข้าพเจ้ามั่งมีเหมือนคนอื่น ก็จะตั้งโรงเรียนสอนวิชาธรรมกาย รับตั้งแต่ เด็กทีเดียว สืบต่อไปถึงชั้นประถม และต่อไปถึงชั้นมัธยม เราก็จะได้ธรรมกายระดับปรมาจารย์ ระดับหลวงพ่อวัดปากน้ำทีเดียว แต่มารเขารู้ล่วงหน้า เขาจะไม่ให้โอกาสเรา เราจะพบเสมอว่า รวยแต่ไม่มีสมอง มีสมองแต่ไม่มีเงิน มารเขาไม่โง่ถึงกับจะให้คนอย่างเรามีกำลัง เพราะ การที่ทำให้วิชาธรรมกายเจริญขึ้นมาได้ ก็แปลว่า ธรรมภาคมารหมดอำนาจปกครอง ธรรมจะชนะอธรรม พระจะชนะมาร กุศลจะชนะอกุศล บุญจะชนะบาป ความดีจะชนะความชั่ว ดังนั้น งานพัฒนา วิชาธรรมกายจึงทำได้ยากแสนยาก ยังไม่เคยมีประวัติว่า วิชาธรรมกายไปได้ยืนนาน แม้ในสมัยของพระบรมศาสดาเองก็เช่นกัน วิชาธรรมกายคือวิชาที่พระบรมศาสดาได้ทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชานั้น พอวิชานี้สู่พระทัยของพระองค์ พระองค์ก็ประกาศว่า พระองค์คือพระพุทธเจ้า กายมนุษย์ของพระองค์คือ พระพุทธเจ้า ธรรมกายของพระองค์ยืนยันอย่างนั้น ถ้าไม่เป็นธรรมกาย ก็ไม่มีอะไรยืนยันความรู้ทั้งปวงที่ได้รู้ได้เห็น ธรรมกายเป็นผู้บอก คิดเป็นปิฎกได้ถึง ๓ ปิฎก เรียกว่า ไตรปิฎก คิดเป็นบทเรียนได้ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ พระพุทธองค์ทรงเรียนอะไร ก็ตอบว่า เรียนวิชาธรรมกาย สาวกของพระองค์ก็เรียนวิชาธรรมกาย แต่วิธีสอนนั้น ทรง สอนไม่เหมือนกัน ทรงสอนไปตามจริตของบุคคล แต่เนื้อหาของวิชาแล้ว เหมือนกันหมด อย่างเช่นการกำหนดนิมิต ใครมีจิตใจแข็ง ทรงยกเอากสิณ ๑๐ ขึ้นเป็นนิมิต เลือกมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ใครมีจิตใจโหดร้าย ทรงยกเอาอสุภคือศพ ๑๐ เป็นนิมิต ใครมีจิตโลภเห็นแก่กินเห็นแก่ได้ ทรงยกเอาอาหาเรปฏิกูลขึ้นเป็นนิมิต ใครมีสภาพใจอ่อน ทรงยกเอาพรหมวิหาร ๔ เป็นนิมิต ใครเจ้าปัญญา ทรงยกเอาอนุสสติ ๑๐ เป็นนิมิต ใครช่างนึกตรึกตรองก็เอาธาตุ ๔ ใครที่สภาพใจว่างอยู่แล้ว ก็เอาอรูปฌานเป็นนิมิต ต่อเมื่อเป็นธรรมกายแล้ว จึงเรียนหลักสูตรวิชาธรรมกายแท้ คือ เรียนเรื่อง ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท ต่อเมื่อละสังโยชน์ได้ จึงจะได้มรรคผลนิพพาน การเรียนเรื่องลมหายใจเข้าออก ก็คือ อาโลกกสิณนั่นเอง คือ เอาอากาศเป็นนิมิต และการเอาดวงแก้วกำหนด ก็คือ อาโลกกสิณนั่นเอง ดวงแก้วขาวเห็นง่ายกว่าอากาศ อากาศละเอียดกว่าดวงแก้ว คือ เห็นได้ยากกว่าดวงแก้ว พูดถึงความหมายนั้นอย่างเดียวกัน ดังนั้น เรื่องนิมิต ลมก็คือ อานาปานัสสตินั่นเอง แต่การปฏิบัติเรื่องพิจารณาลมเพี้ยนไป เกจิอาจารย์หลัง ๆ จำคลาดเคลื่อนกันมาอย่างไรไม่ทราบ ไม่ได้กำหนดลมที่ศูนย์กลางกาย ว่าลมหายใจไปสุดที่ศูนย์กลางกายนั้น แล้วลมก็ไปหล่อเลี้ยงร่างกายต่อไป คงตั้งใจมั่นตรงนั้น แต่ถอนใจมารับลมที่จมูกอีก ใจก็เลยวิ่งเข้าวิ่งออก ไม่เข้าสู่ดวงปฐมมรรค ไม่เข้าจุดเริ่มต้นของมรรคผลนิพพาน จึงเป็นผลให้ไม่เข้าถึงธรรมกาย นี่คือข้อต่างกันระหว่าง สัม มา อะ ระ หัง กับพุทโธ มีข้อปฏิบัติต่างกันนิดเดียว แต่ให้ผลต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือทีเดียว นี่คือธรรมภาคมารเขาเข้ามาทำให้เกิดการเข้าใจคลาดเคลื่อน กลัวมนุษยโลกจะได้มรรคผลนิพพานมาก เขาก็เข้ามาขวางวิชา แต่ก่อนข้าพเจ้าไม่ทราบ มาทราบเอาตอนที่ทำวิชาปราบมารนี้เอง เราจะมาเถียงกันว่า สัมมาอะระหังหรือพุทโธถูก เป็นเรื่องที่บัณฑิตไม่ควรกล่าว ข้าพเจ้าขอชี้ว่า อย่างเดียวกัน คือ เรื่องการกำหนดนิมิตที่เราเรียกว่า อานาปานัสสติ ตามที่กล่าวมาแล้ว แต่การวางใจถูกที่มั่นไม่เหมือนกัน เรื่องก็แค่นี้เอง แล้วเรามาโต้เถียงให้ได้อะไรขึ้นมา แน่นอนที่สุด เมื่อแนวปฏิบัติต่างกันแล้ว ผลย่อมต่างกัน คราวนี้ต่างคนต่างว่า ต่างก็อ้างว่าพระศาสดาสอนอย่างนี้ ไม่มีใครชี้ขาด เพราะพระบรมศาสดาเข้านิพพานไปแล้ว ไม่มีกายมนุษย์ของพระองค์แล้ว ไม่มีกายมนุษย์ให้เราถาม แต่กายธรรมของพระองค์ยังมีอยู่ ขณะนี้อยู่ในนิพพาน ทำไมเราไม่เข้าธรรมกายไปถาม เรื่องมันอยู่ที่เราเป็นธรรมกายหรือเปล่า ก็เราไม่ฝึกให้เป็นธรรมกาย เราจะไปถามได้อย่างไร ไม่ว่าใครทั้งนั้น เป็นธรรมกายแล้ว ไปถามได้ทั้งนั้น แต่ทิฏฐิคือกิเลสร้าย คือ มารร้าย จะยอมออกจากใจเราหรือ เขาเป็นผู้สกัดกั้นมรรคผลนิพพานอยู่แล้ว เรื่องอะไรที่เขาจะออกไป เขาจะออกไปก็ต่อเมื่อตาย ตอนนั้นเราจะรู้แจ้ง และเราก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ทุกอย่างสายหมดแล้ว นี่คือ อานุภาพของกิเลสเขา เขาหลอกเขาลวง สารพัดที่เขาจะทำ เขาเก่งจริง เหตุนี้เองเขาจึงเป็นเจ้าโลกเป็นเจ้าธรรม พูดถึงเนื้อวิชา จะพบว่า สายพุทโธมีวิธีฝึก โดยพิจารณาลมหายใจเข้าออก ให้ระลึกรู้อยู่เสมอว่า ลมหายใจเข้าออกละเอียดอ่อนแค่ไหน ต่อไปจะเกิดความสงบทางใจ เมื่อเกิดความสงบแล้ว เกิดความคิดปลอดโปร่งคือ เกิดปัญญา ต่อไปก็เกิดอารมณ์ต่าง ๆ อารมณ์ใดไม่ชอบ ท่านให้ระงับ อารมณ์ใดว่างเปล่าท่านให้เจริญภาวนาอารมณ์นั้นให้ยิ่งขึ้น จนถึงขั้นปล่อยวางได้ เนื้อความรู้สรุปแล้วเห็นจะมีแค่นี้ แต่เนื้อวิชาสายธรรมกาย มีวิธีฝึกโดยการกำหนดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ต่อเมื่ออารมณ์สงบแล้ว จะเห็นดวงปฐมมรรคที่ศูนย์กลางกาย มีลักษณะเป็นดวงขาวใส เห็นดวงธรรมอย่างนี้ ๖ ดวง แล้วจะเห็นกายละเอียดของตนเอง คือ เห็นกายไปเกิดมาเกิดหรือที่เรียกว่า กายฝัน (กายมนุษย์ละเอียด) กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียด รวม ๘ กาย เรียกว่า กายโลกีย์ จากนั้นจะเห็นกายธรรม หรือที่เรียกว่า ธรรมกาย ทั้งหยาบละเอียด รวม ๑๐ กาย เบ็ดเสร็จรวม ๑๘ กาย จากนั้น เป็นหลักสูตรมหาสติปัฏฐาน ๔ คือ เรื่อง กาย เวทนา จิต ธรรม พูดง่าย ๆ ว่า กายก็คือ กาย ๑๘ กายที่ว่านั้น กายเหล่านั้นมีใจที่ละเอียดเรียกเป็นคำพระว่า เวทนา จิตก็คือ ใจที่ละเอียด ธรรมก็คือ กายทั้ง ๑๘ กาย มีญาณทัสสนะไปรู้เห็นอะไรบ้าง ได้แก่ ไปรู้เห็น นิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ เรียนกันเท่าไรไม่รู้จบ มีหลักสูตรมากมาย รวมเรียกว่า วิชาธรรมกาย พูดอย่างเราก็คือ ธรรมกายไปเรียนวิชากับพระบรมศาสดา แต่ไปเรียนกับธรรมกายของพระองค์ ครั้งที่พระสิทธัตถกุมารมีพระชนม์อยู่ ทรงบรรลุวิชาธรรมกายในวันวิสาขบูชา ธรรมกายของพระองค์ไปเรียนอย่างไร เราก็ไปเรียนอย่างนั้น ธรรมกายที่ว่านี้มีความหมายอย่างนี้ หากท่านเข้าใจว่า ธรรมคือ คำสอนของพระศาสดา ธรรมกายของเราก็ไปเรียนธรรม ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์นั้น ตามแต่ใครจะเรียนได้มากน้อยแค่ไหน เป็นหลักสูตรกว้าง สุดแต่บารมีของใครที่จะเข้าถึง ท่านจะเห็นว่าวิชาธรรมกายมีหลักสูตรกว้างและละเอียด ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ก็เรียนไม่จบ หากจะให้ข้าพเจ้าบรรยายแล้ว พูดเท่าไรก็ไม่จบ ที่กล่าวนี้ย่นย่อ เพื่อความเข้าใจว่า สายธรรมกายกับสายพุทโธ มีวิธีเรียนและมีหลักสูตรไม่เหมือนกัน เพื่อท่านจะได้พิจารณาดูข้อแตกต่างเบื้องต้น คราวนี้มาถึงว่า หลักสูตรวิชาธรรมกายนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเขียนหลักสูตรเบื้องต้นไว้ ๓ เล่ม คือ หนังสือ ๑๘ กาย (ทางมรรคผลนิพพาน) ถือเป็นระดับอนุบาล หนังสือคู่มือสมภาร ถือเป็นหลักสูตรประถมศึกษา หนังสือวิชชามรรคผลพิสดาร ถือ เป็นหลักสูตรมัธยมศึกษา ส่วนหลักสูตรอุดมศึกษา หลวงพ่อไม่ได้เขียนเป็นหนังสือไว้ คงสอนแก่ผู้บรรลุวิชาธรรมกายชั้นสูง สอนแล้วก็ไม่ได้จดโน้ตความรู้ไว้ เป็นที่น่าเสียดายมาก เพียงหนังสือ ๓ เล่ม คือ หนังสือ ๑๘ กาย (ทางมรรคผลนิพพาน) หนังสือคู่มือสมภาร และหนังสือวิชชามรรคผลพิสดาร มีหลักฐานเป็นหนังสือให้ศึกษาค้นคว้า ไม่ว่าใครก็ศึกษาได้ เรียนได้ เพียงแค่นี้ เราก็ยุติปัญหาได้แล้ว ว่าเนื้อหาสาระของวิชาธรรมกายนั้นเป็นอย่างไร และเราจะตัดสินใจอย่างไร ข้าพเจ้าไม่พูด ท่านทั้งหลายก็ถาม เอาเป็นว่า หนังสือ ๓ เล่มที่กล่าวนั้น ตลอดชีวิตของเรา เราจะเรียนได้แค่ไหน หากเรานำไปเทียบเคียงกับตำราวิสุทธิมรรค นำไปเทียบกับปิฎก จะพบว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ สอดคล้องกันหมด ปริยัติว่าอย่างนี้ การปฏิบัติทางวิชาธรรมกายทำอย่างไร และเกิดผลในทางปฏิเวธอย่างไร วิชาธรรมกายแสดงไว้ชัดเจน ไม่มีอะไรข้องใจอีกต่อไป ท้าทายให้ปราชญ์ทั่วโลกพิสูจน์ได้เรียนได้ ข้องใจตรงไหนขอให้บอก เราอธิบายได้ทั้งนั้น ที่กล้าพูดอย่างนี้ เพราะข้าพเจ้าค้นคว้าแล้ว พิสูจน์แล้ว ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ตลอดชีวิตไม่ว่าจะไปสอนที่ไหน พบนักปราชญ์หลายระดับ ตอบคำถามได้ตลอด ไม่เห็นมีอะไรที่เราหนักใจ เพราะเราเรียนเราทำได้ เราก็บอกว่าอะไรคืออย่างไร แต่วิชาธรรมกายต่างกับวิชาพุทโธอยู่เรื่องหนึ่ง คือ ศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ได้ ถ้า ศิษย์หมั่นเรียนหมั่นค้นคว้า แต่วิชาพุทโธ ศิษย์จะไม่เก่งกว่าอาจารย์ อาจารย์เก่งคนเดียว วิชาธรรมกายคือ พระนิพพานเป็นมหาวิทยาลัย พระบรมศาสดาเป็นครู ครูมีนับไม่ถ้วน เพราะนิพพานมีนับไม่ถ้วน ขยันอย่างเดียว เรามีสิทธิ์เก่งกว่าอาจารย์ แต่การจะเป็นธรรมกายนั้น จะต้องเข้ามรรคได้ จึงจะเข้าถึงกายอื่น ๆ ได้ ถ้าเข้ามรรคไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาแค่กายมนุษย์เพียงกายเดียว หากเป็นอย่างนี้ก็คือ พุทโธนั่นเอง เพราะเข้ามรรคไม่ถูก จึงไปถึงกายละเอียดไม่ได้ ประเด็นอยู่ตรงนี้ อาสารหนังสือความรู้ว่าด้วยพุทโธ ไม่มีให้ค้นคว้า จะกล่าวละเอียดนักยังไม่ได้ ตามที่บรรยายมานี้ ดูว่าจะยาว เพราะเมื่อกล่าวถึงเรื่องใด ต้องให้ชัดเจนในเรื่องนั้น เป็นเรื่อง ๆ ไป ยังไปเข้าเรื่องของ “ต้นปราบ” เลย เห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษา จึงต้องกล่าวไว้พอสมควร สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |