|
เรื่องปราบมารตามที่เสนอนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น คุณชูชัย ศรีสุชินวงศ์ (เภสัชกรหนุ่ม) เป็นผู้เดียวที่อ่านบันทึกการปราบมารทุกเล่ม อ่านทุกตัว จึงรู้เรื่องราวตลอดยิ่งกว่าใคร ๆ หากท่านผู้ใดอยากทราบรายละเอียดกว่านี้ ต้องให้คุณชูชัยเป็นผู้เล่า เรื่องราวของการปราบมาร เท่าที่นำเสนอนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เมื่อรู้จักกันใหม่ ๆ คุณชูชัยขออนุญาตยืมสมุดบันทึกไปอ่าน ข้าพเจ้าเข้ากายธรรมไปถามหลวงพ่อเพื่อการตัดสินใจของข้าพเจ้า เพราะมีเรื่องลึกตื้นทั้งปวง ที่จดไว้ ไม่กล้าให้ใครอ่านง่าย ๆ บัดนี้ เภสัชกรหนุ่มนี้มาขอยืมอ่าน ควรอนุญาตหรือไม่? หลวงพ่อท่านบอกว่า เภสัชกรผู้นี้จะมาทำหน้าที่ “พระอานนท์” ให้แก่ศึกษาฯ อนุญาตได้เลย จำได้ว่าคุณชูชัยขนเอาสมุดบันทึกทั้งหมดที่มีในคราวนั้นไปอ่านเป็นแรมเดือน อ่านแล้วยังช่วยขีดเส้นใต้ไว้ให้ด้วย แปลว่าตรงนั้นสำคัญ เวลาเปิดอ่าน เราจะได้รู้ว่าตรงไหนสำคัญ ตั้งแต่วันนั้นมา คุณชูชัยเพียรไปมาหาสู่ข้าพเจ้า ชวนคุยเรื่องวิชาธรรมกายบ้าง ถามเรื่องปราบมารลึก ๆ บ้าง เขาไปคู่กับทันตแพทย์บุญชัย องค์ศรีตระกูล ทราบว่าเรียนจบมารุ่นเดียวกัน บ้านอยู่ใกล้กัน เขาเป็นเพื่อนกัน ต่อมาท่านทั้ง ๒ คิดรวมตำราวิชาธรรมกายที่ข้าพเจ้าเขียนทุกหลักสูตรให้รวมไว้เป็นจุดเดียวกัน เพื่อสะดวกแก่การซื้อหาของสมาชิก จึงติดต่อกับสำนักพิมพ์ ให้ทำการจัดพิมพ์ทุกหลักสูตรและทุกเล่ม ปรากฏว่า “สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง” รับจัดพิมพ์ นับแต่นั้นมา ตำราวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรไปทั่วประเทศ ข้าพเจ้าได้รับคำชมจากสมาชิก สมาชิกบางท่านพอใจเป็นพิเศษ ถึงกับส่งเงินทางธนาณัติไปให้เป็นรางวัล เขาบอกว่าหนูอ่านรู้เรื่อง เธอบอกว่าเคยอ่านมาหลายอาจารย์ ยิ่งอ่านยิ่งไม่รู้เรื่อง ตำราของคุณลุงหนูยิ่งอ่านยิ่งรูเรื่อง นี่คือผลงานแรกของเภสัชกรชูชัยและทันตแพทย์บุญชัย ครั้นมาถึงพิมพ์เข้าจริง เกิดปัญหาใหญ่ ปัญหาใหญ่คืออะไร? ปัญหาใหญ่คือปัญหาการตรวจทานความถูกต้องของวิชาก่อนที่จะตัดสินใจพิมพ์จริง เราจะได้ใครมาตรวจเรียงพิมพ์ให้ เราจะได้ใครมาตรวจความถูกต้องให้ เพราะวิชาธรรมกายไม่เหมือนความรู้ทั้งหลายที่ใคร ๆ จะตรวจได้ นี่คือปัญหาใหญ่ของสำนักพิมพ์ที่จะต้องหาผู้สันทัดมาตรวจต้นฉบับและตรวจความถูกต้องของเนื้อวิชา โชคดีแท้ ๆ ที่คุณชูชัยช่วยตรวจให้ได้ ทุกหลักสูตรและทุกเล่ม คุณชูชัยตรวจได้หมด ส่งผลให้คุณชูชัยเป็นพหูสูตในวิชาธรรมกายทุกหลักสูตร ใครทำวิชาถูกใครทำวิชาผิด พอพูดความรู้ออกมา คุณชูชัยตัดสินได้เลย และใครสอนผิดสอนเพี้ยน คุณชูชัยบอกได้เช่นเดียวกัน นับว่าโชคดีที่ค้นพบพระเอกวิชาธรรมกายในยุคนี้ หลวงพ่อท่านพูดว่า เภสัชกรผู้นี้จะมาทำหน้าที่ “พระอานนท์” ให้นั้น เป็นจริงตามที่หลวงพ่อบอกแล้ว นับแต่วันนั้นมา ข้าพเจ้ามีเรื่องราวทางวิชาธรรมกาย ข้าพเจ้าจะพูดให้คุณชูชัยได้ทราบตลอดมา เพราะสักวันหนึ่งเราก็ลืม แล้วก็เป็นจริงตามที่เราคาดหมาย หลังจากที่ข้าพเจ้าเกษียณราชการแล้ว ข้าพเจ้าเข้ารับการผ่าตัดกล่องเสียง เนื่องจากเป็นมะเร็ง ความจำของข้าพเจ้าไม่เหมือนแต่ก่อน ต้องถามคุณชูชัย แล้วคุณชูชัยจะเป็นผู้ยืนยันว่า ข้าพเจ้าพูดเรื่องนี้กับเขา ตั้งแต่เมื่อไร? พูดว่าอย่างไร? เขาจำได้หมด เขายืนยันความถูกต้อง อย่างเช่นเรื่องของพระสมศักดิ์ มหพฺพโล แห่งสำนักปฏิบัติธรรม อ.แม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นต้น เล่าเรื่องย่อให้ฟังดังนี้ เรื่องของพระสมศักดิ์ ใคร ๆ ก็ทราบว่า ข้าพเจ้าช่วยท่านมา เพื่อให้ท่านตั้งสำนักปฏิบัติธรรม วิธีช่วยของข้าพเจ้าทำถวายท่าน คือเขียนหนังสือเรื่องกายสิทธิ์หยกพม่า เขียนเพื่อโฆษณาหยกพม่า แล้วก็เอาหยกพม่ามาแกะพระจำหน่าย แก่ผู้สั่งซื้อ นี่คือเรื่องสรุปย่อ เขียนมาหลายเล่ม ต่อมาเห็นว่าเรื่องกายสิทธิ์หยกมีหลายเล่มแล้ว ควรจะหยุดแค่นั้น หากว่ามากไปกว่านี้ เขาก็จะว่าเป็นการพาณิชย์ เป็นห่วงพระสมศักดิ์ จึงบอกให้หยุดออกหนังสือ ขอให้เป็นที่รู้ว่า ถ้าต้องการหยกในรูปแบบใด ก็ติดต่อได้ที่พระสมศักดิ์ เพราะเราออกหนังสือติดต่อมาหลายเล่มแล้ว มีบางท่านถามความรู้เรื่องกายสิทธิ์ โดยอ้างว่าอ่านหนังสือมาคิดว่าข้าพเจ้าเป็นผู้เขียน เพราะหลายเล่มเท่าที่อ่านมาเป็นตำราที่ข้าพเจ้าเขียนให้ คิดว่าเป็นความรู้ของข้าพเจ้า ฟังเนื้อหาที่ถามแล้ว ความรู้นั้นไม่ใช่ความรู้ของข้าพเจ้า จึงสอบสวนทวนความดู จึงทราบว่าพระสมศักดิ์ให้คนอื่นเขียน แล้วเอาความรู้ที่ข้าพเจ้าเขียนมาผสมเข้าไปอีก เลยไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร? สับสนไปหมด เตือนพระสมศักดิ์แล้ว ท่านไม่ฟัง ข้าพเจ้าจึงวางมือโดยไม่ติดต่อกัน และไม่เดินวิชาช่วยตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป โดยมีเหตุผลว่า ท่านไม่เชื่อเราแล้ว ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร! ธาตุธรรมท่านรู้วาระใจของข้าพเจ้า ได้ปรารภกับข้าพเจ้าถึงเรื่องพระสมศักดิ์ สรุปความรู้พอจำได้ “ถ้าศึกษาฯ ไม่ดูแล เดี๋ยวมารก็เอาไป” จึงนำเรื่องนี้พูดกับคุณชูชัย ต่อมาพระสมศักดิ์ มีข่าวทางหนังสือพิมพ์ว่าถูกคนร้ายชิงทรัพย์ คนร้ายฆ่าเจ้าทรัพย์ตาย โดยคุณชูชัยโทรศัพท์บอก ตอนนั้นข้าพเจ้าเสร็จจากขั้นตอนการฉายแสงรักษามะเร็งแล้ว ข้าพเจ้าตกใจมาก! คุณชูชัยบอกว่า “ลุงเคยปรารภกับผมเอง” ข้าพเจ้าลองนึกดูเรื่องราว ก็พอนึกได้ลำดับความได้ ต่อมาก็เรื่องของวัดพระธรรมกาย เกิดการเฉลียวใจอย่างไรไม่ทราบ จึงปรารภกับคุณ ชูชัย เกรงว่าจะมีเรื่อง สรุปว่า ไม่ว่าอะไร ข้าพเจ้ามักพูดกับคุณชูชัย ดังนั้น ท่านใดอยากทราบอะไร? ต้องถามคุณชูชัย ข้าพเจ้าเองชักหลงลืมไปมากแล้ว แต่ความแม่นยำทางญาณทัสสนะนั้น แม่นยำมาก เกิดการทบทวนความรู้ เห็นอะไรจงอย่าเชื่อ ให้ตรวจสอบความรู้ทางวิชาธรรมกายก่อนเสมอไป ข้าพเจ้านำความรู้มาแสดงแล้วในเล่มปราบมาร ภาค ๓ นั้น ขอให้ท่านศึกษาเรียนรู้ไว้ อย่าให้ความหลงผิดติดตัวเราไปอีก เพราะความเขลานั้นติดตัวเราข้ามภพข้ามชาติไปได้ มารเขาทำได้ กว่าจะพบความรู้ถูกต้อง เราเสียเวลาเล่าเรียนกันตลอดชีวิต ต้องคิดเสมอว่าเราเรียนแข่งกับมาร อย่าให้มารได้ช่องเป็นอันขาด บรรยายมาถึงตรงนี้ ท่านข้องใจว่า ทำไมไม่แม่นยำมาก? ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ แต่คิดว่าเป็นอานิสงส์ของการทำวิชาปราบมาร เห็นโล่งโปร่งเตียนไป จึงรู้จึงทราบ แต่ก็หาคนรู้เห็นด้วยไม่ได้ จึงพูดกับใครไม่ได้ ท่านข้องใจอีกว่า คนอื่นก็เรียนวิชาธรรมกายมานานกว่าลุง ทำไมไม่แม่นยำเหมือนลุง? ลุงก็ตอบไม่ได้อีก แต่ลุงก็บอกไว้ในตำราของลุงแล้ว “เป็นธรรมกายเหมือกัน แต่ไม่เหมือนกัน” แล้วท่านก็ข้องใจต่อไปอีกว่า บางท่านเรียนมาร้อยปีแล้ว ใคร ๆ ก็เชื่อว่าเขาเก่ง เรียนมาแต่รุ่นปู่รุ่นตารุ่นยาย เหตุใดไม่แม่นยำอะไรเลย? ลุงก็บอกแล้วว่า วิชาธรรมกายเป็นของสูง ต้องหมั่นเปิดตำรา ทบทวนความรู้อยู่เสมอ เหมือนพระสงฆ์ต้องลงอุโบสถฟังปาฏิโมกข์ อย่าเรียนแบบ “ภูมิปัญญาชาวบ้าน” คือเคยทำมาอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ไม่เคยเปิดตำราทบทวนความรู้ ถ้าเรียนอย่างนั้น มารเขาจ้องพลิกธาตุธรรมเรา รู้ญานของเราใช้การไม่ได้ แต่ไปเห็นตามการกำกับของมาร ท่านก็อ้างต่ออีกว่า สมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ ท่านยังชมเชยยกย่องเรา ขอเรียนว่า นั่นเป็นสมัยของหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ เป็นเพราะท่านคุมวิชาของเรา บกพร่องอะไรท่านก็แก้ไขให้ ท่านชมเราก็เพื่อให้เราเกิดกำลังใจ ไม่ให้เราเบื่อหน่ายต่อการเดินวิชา แต่สมัยนี้เราไม่มีหลวงพ่อคุมวิชา เราไปหลงตัวว่าเราเก่งเหมือนสมัยนั้น เราคิดอย่างนั้นไม่ได้ บางท่านไม่เคยหยิบตำราเลย ไม่เคยเปิดอ่านด้วยซ้ำ ไม่รู้ด้วยว่าวิชาธรรมกายที่หลวงพ่อทำเป็นหนังสือไว้มีกี่เล่ม? อะไรบ้าง? เราเคยอ่านบ้างหรือเปล่า? แต่อาศัยว่าเราเป็นรุ่นลายคราม เป็นรุ่นเก่าจริง แต่ความรู้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ ข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้ในตำราของข้าพเจ้าแล้ว ให้เอาเกณฑ์ 2 ข้อไปวัดเพื่อตรวจสอบเบื้องต้น คือ (๑.) สอนเบื้องต้นไม่มีประสิทธิผลเลย คือไม่มีคนเห็นธรรมเท่าที่ควร (๒.) ไม่มีประวัติว่าแก้โรคได้ เกณฑ์ ๒ ข้อนี้คือ เครื่องมือวัด ว่าใช้การได้หรือไม่! ถ้าวัดแล้ว ได้ความว่าไม่เอาไหน! ขอให้ปรับปรุงความรู้ใหม่ทันที แปลว่าเรียนมาเพี้ยน ให้ตั้งต้นเรียนใหม่ ตำรามีครบแล้วทุกหลักสูตร ท่านไม่เล่าเรียนเอง ไม่ค้นคว้าเอง แล้วจะได้เรื่องอะไร ดังนั้น จึงขอให้ท่านหมั่นอ่านตำรา หมั่นอ่านทบทวนตำรา หมั่นเปิดตำรา เพราะความรู้ทางวิชาธรรมกายเกี่ยวโยงกันหมดทุกเรื่อง ถ้าเราไม่อ่านตำรา ความรู้จะเพี้ยนโดยเราไม่รู้ตัวโดยฝีมือของมารเขา เพราะมารเขามีหน้าที่ทำให้เพี้ยน เพราะเขามีหน้าที่ปิดรู้ปิดญาณ ในที่สุดเขาก็ดับวิชาธรรมกายได้ หากมารเขาดับวิชาธรรมกายได้ ไม่ว่าจะโดยเหตุใด นั่นคือ เราแพ้มารถึงขั้นราบคาบ เพราะเราขาด “สื่อแห่งการเห็น” เราอยู่ในฐานะเหมือนคนตาบอด แล้วเราจะไปชกต่อยกับใครได้ นั่นคือ ความมืดมาสู่ ไม่ว่าอะไรมืดไปหมด แล้วอะไรจะเกิดแก่สัตว์โลก? แน่นอน! นั่นคือ อันตรายมาสู่มนุษย์ แล้วส่งผลกระทบไปทั่วสวรรค์ทั่วนิพพานด้วย ดังนั้น หน้าที่ของเราต้องรักษาวิชาธรรมกายไว้ให้ได้ การทำวิชาซ้อนสับทับทวีตามที่หลวงพ่อสอนไว้นั้น ต้องเข้าใจว่าวิชานี้ยากมาก! ทำไปนานปีจึงลงตัวเหมือนที่หลวงพ่อสอน ให้ท่านกลับไปปิดตำราหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร ให้ดูเรื่องวิชาซ้อนสับทับทวี อ่านหลายเทียว แล้วทดลองทำแบบง่าย ๆ ดูก่อน ให้ทำไปนานปี แล้วจะทราบว่าวิชานี้ยากมาก แบบที่ข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นแบบยากมาก มีขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ๑. เป้าหมายแรก ต้องรวมนิพพานกายธรรมกับนิพพานเป็น ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้ ๒. รวมทั้งจักรพรรดิและกายสิทธิ์ด้วย ทั้งที่มีอยู่ในนิพพานและในกายต่าง ๆ ของเรา ๓. ต่อไปจึงเดินวิชารบ สืบรู้สืบญาณทัสสนะกันต่อไป สืบรู้สืบญาณทัสสนะไปเพื่อค้นหามาร พอแล้วเราต้องดับให้หมด พบเครื่องปกครองของมาร เราทำวิชาดับ พบวิชาของมาร เราทำวิชาดับ พบภพ 3 และนิพพานของมาร เราดับทั้งนั้น พบเหตุต่าง ๆ ของมาร เราดับทั้งนั้น อย่าให้เหลือแม้แต่ “หนึ่งเดียว” ๔. ประเด็นที่ว่า จะไปไหน? ให้ได้อะไร? ไปถึงไหน? นั่นเป็นเรื่องข้างหน้า ไม่มีใครบอกเราได้ ขั้นตอนการทำวิชาซ้อนสับทับทวีในเชิงรบ ลำดับแรกคือเดินวิชาจากตัวเราก่อน ๑. ส่งใจนิ่งลงที่กำเนิดกายมนุษย์ตัวเรา สับเข้ากำเนิดจุลจักร กำเนิดมหาจักร กำเนิดบรมจักร และกำเนิดอุดมบรมจักร กำเนิดต้นสับกำเนิดกลางและสับกำเนิดปลาย กายจักรพรรดิหรือเรียกว่ากายภาคผู้เลี้ยงจะสับกัน โดยกายของจุลจักรอยู่นอก ถัดไปเป็นกายของมหาจักร กายของบรมจักร และกายของอุดมบรมจักร สับกายหยาบไปจนสุดกายละเอียด สุดกายเถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ......ฯ - แล้วเอามาสับกายฝัน (กายมนุษย์ละเอียด) กายทิพย์หยาบ-ละเอียด กายพรหมหยาบ-ละเอียด ....... กายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด..สุดเถา..ชุด..ชั้น..ตอน..ภาค..พืดฯ - กายเบื้องต้นสับกายเบื้องกลางและสับกายเบื้องปลาย ๒. ต่อ เห็น-จำ-คิด-รู้-ใจ-จิต-วิญญาณ-นิโรธ-สมาบัติ-ตรัสรู้-คำนวณ-อายตนะภายใน ๓. เดินดวงธรรม ๖ ดวงเพราะเราทำวิชา “ต่อ” เสร็จมาแล้ว ดวงธรรมตรงกันหมดแล้ว ตรงนี้คือสุดละเอียดของกายธรรม ให้เดินวิชาในกายมนุษย์ตัวเรา นั่นคือนิพพานของผู้เลี้ยงกาย นั่นเอง หยุดนิ่งกลางดวงธรรม (ดวงปฐมมรรค) ท่องใจ “ตรัสรู้ในตรัสรู้ ไปสุดธาตุตรัสรู้ธรรมตรัสรู้ สุดธาตุเป็นธรรมเป็น สุดชาติชนะธรรมชนะ” ดวงธรรมก็จะใสขึ้นเป็น ๓ จังหวะ นึก แลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย ให้ความขุ่นมัวสิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ (ถ้าไม่ท่องใจ มารเขาปิดเห็น จำ คิด รู้ ทันที) แล้วมาหยุดกลางดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ให้ครบ ๖ ดวงแล้ว ก็ลำดับดวงธรรม ๖ ดวงที่ละเอียดต่อไปอีก คือที่ดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั้นก็มีดวงธรรมละเอียดต่อไปอีก สุดแต่ความพอใจของเรา ว่าเราจะเดินวิชาละเอียดไปแค่ไหน? ถ้าจะให้ละเอียดมาก เราก็เดินวิชาต่อไป ๔. คราวนี้เราจะกลับมาหาจักรพรรดิที่มีอยู่ที่บ้านของเรา เราจะ “สับวิชา” กันอย่างไร? ขอให้สังเกตให้ดี สับดวงธรรมกำเนิดต้น สับดวงกำเนิดกลาง สับดวงกำเนิดปลาย จากนั้นทำถอยหลัง ซ้อนดวงธรรมกำเนิดปลาย มาหาดวงกำเนิดกลาง และซ้อนมาหาดวงกำเนิดต้น ซ้อนพืดมาหาภาค มาหาตอน มาหาชั้น มาหาชุด มาหาเถา มาหาพระอรหัตละเอียด ........ มาหากายมนุษย์ จากนั้นให้นึก “สับกับดวงธรรมของจักรพรรดิ” ของเราทั้งหมด พระของขวัญ มีเท่าไรสับให้หมด จุลจักร มหาจักร บรมจักร อุดมบรมจักร มีเท่าไรเอามาสับเป็นกายเดียวให้หมด จักรพรรดิท่านรู้ ท่านสับกายของท่านทุกประเภท เป็นกายเดียวกัน เป็นขั้นตอนการสับวิชาจักรพรรดิในกายกับจักรพรรดินอกกายเข้าด้วยกัน ให้ดูการเชื่อมโยงให้ดี หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของกายจักรพรรดินอกกาย นึกให้กายของจักรพรรดิในกายเข้าไปซ้อนกายจักรพรรดินอกกายทันที หลวงพ่อใช้ถ้อยคำว่า “สับ” แล้วก็เดินวิชา เหมือนกับที่เดินวิชาแล้ว คือหยุดนิ่งกลางดวงธรรม จรดใจนิ่งลงไปที่กำเนิดเดิม จุลจักร สับไปหากำเนิดเดิมของมหาจักร สับลงไปที่กำเนิดเดิมของบรมจักร และสับลงไปที่กำเนิดของอุดมบรมจักร รวม ๔ จักร กำเนิดต้นสับกำเนิดกลางและสับกำเนิดปลาย แล้วสับกายจากกายหยาบไปหากายละเอียด คือ กายหยาบ กายฝัน กายทิพย์หยาบ-ละเอียด พรหมหยาบ-ละเอียด ..... กายธรรมพระอรหัตต์ละเอียด....เถา....ชุด....ชั้น....ตอน....ภาค....พืด ๕. ต่อจากนี้ไป เป็นขั้น “ต่อ” ดังที่เคยทำมาแล้ว เป็นขั้นตอนเชื่อมให้จักรพรรดินอกกายของเรา กับจักรพรรดิภาคผู้เลี้ยงในกายประสานสัมพันธ์กัน เพื่อให้เดินวิชาไปด้วยกัน นั่นคือนิพพานในกาย ซึ่งเป็นนิพพานของภาคผู้เลี้ยงนั่นเอง ทำวิชารวมกับจักรพรรดินอกกาย คือจักรพรรดิและกายสิทธิ์ที่เรามีอยู่ที่บ้าน (มีทุกคน มากบ้าง น้อยบ้าง) - ต่อ เห็น-จำ-คิด-รู้-ใจ-จิต-วิญญาณ-นิโรธ-สมาบัติ-ตรัสรู้-คำนวณ-อายตนะภายใน - เดินวิชา ไปตามดวงธรรม ๖ ดวง ดังที่เคยทำมาแล้วในข้อ ๓ นั้น ส่งผลให้ดวงธรรมใสทั้งหมด ตรงนี้คือเดินวิชาในกายหยาบ โดยมีกายมนุษย์ของเรารองรับ ยังไม่ได้ไปเดินวิชาในสุดละเอียดของกายธรรม เราจะต้องไปเดินวิชาในสุดละเอียดของกายธรรมต่อไป ดังนี้ - นึกส่งใจน้อมลงไปที่ดวงกำเนิดต้น สับดวงกำเนิดกลาง สับดวงกำเนิดปลาย แล้วเดินวิชาถอยหลัง เรียกว่า “ซ้อน” คือ ซ้อนดวงปลายมาหาดวงกลาง และซ้อนดวงกลางมาหาดวงต้น ซ้อนพืดมาหาภาค มาหาตอน มาหาชั้น มาหาชุด มาหาเถา มาหาพระอรหัตต์ละเอียด.......มาหากายมนุษย์ จากนั้น สับเข้าหากายฝัน กายทิพย์หยาบ-ละเอียด พรมหยาบ-ละเอียด ....พระอรหัตหยาบ-ละเอียด.....เถา.....ชุด....ชั้น.....ตอน.....ภาค.....พืด - นึกส่งใจน้อมมาที่ดวงกำเนิดต้น สับดวงกำเนิดกลาง สับดวงกำเนิดปลาย จากนั้น เป็นขั้น “ต่อ” คือต่อ เห็น-จำ-คิด-รู้-ใจ-จิต-วิญญาณ-นิโรธ-สมาบัติ-ตรัสรู้-คำนวณ-อายตนะภายใน .....ฯ จากนี้ เป็นการเดินวิชาในดวงธรรม ๖ ดวง เพื่อให้ดวงใส คือ ดวงธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา .....ฯ แต่ละดวง ให้ใจนิ่งเป็น ๓ จังหวะ คือ นิ่งแรก ท่องใจ “ตรัสรู้ไม่ถ้วน ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ของธาตุตรัสรู้ธรรมตรัสรู้” จังหวะสอง ท่องใจ “ตรัสรู้ไม่ถ้วน ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ของธาตุเป็นธรรมเป็น” จังหวะสาม ท่องใจ “ตรัสรู้ไม่ถ้วน ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ของธาตุชนะธรรมชนะ” ดวงธรรมจะใสเป็น 3 จังหวะ ไม่ว่าจะหยุดนิ่งไปที่ดวงธรรมใด ก็ท่องเช่นที่ว่านี้เสมอไป - เห็นว่า ลำดับดวงธรรม ๖ ดวงไปมากแล้ว เราจะปฏิโลมกลับ เพื่อจะไปประสานรู้ประสานญาณทัสสนะกับภาคอายตนะนิพพาน และเรามีภาระที่จะต้องไปรบในอายตนะนิพพาน ขั้นตอนนี้ เป็นขั้นตอนทำให้กายของเราใส ทำให้กายของภาคผู้เลี้ยงในกายใส ทำให้กายจักรพรรดิและกายสิทธิ์ที่อยู่ในครอบครองของเราใส เท่านั้น - นึกสับดวงธรรมของกำเนิดต้น สับดวงกำเนิดกลาง สับดวงกำเนิดปลาย หยุดนิ่งกลางดวงธรรมกำเนิดปลาย ซ้อนดวงกำเนิดกลาง ซ้อนดวงกำเนิดต้น ปฏิโลมวิชาคือเดินถอยหลัง หลวงพ่อใช้คำว่า “ซ้อน” (ในความรู้เรื่องซ้อนสับทับทวี ประเด็นที่ว่าท่านจะถนัดใช้ถ้อยคำใด ก็สุดแต่จะพอใจ เราเดินวิชาของเราได้ ถือว่าใช้ได้) - ถอยหลัง ซ้อนจากพืด มาหาภาค มาหาตอน มาหาชั้น มาหาชุด มาหาเถา มาหาพระอรหัตต์ละเอียด พระอรหัตหยาบ ........ มายุติที่กายมนุษย์ตัวเรา - จากนั้น เดินวิชาจากกายมนุษย์ตัวเราเข้าอายตนะนิพพานต่อไป ๖. อนุโลมวิชาจากกายมนุษย์ตัวเรานี้ เข้าอายตนะนิพพาน คือลำดับดวงในท้องกายมนุษย์เรา 6 ดวง มาถึงกายฝัน (กายมนุษย์ละเอียด) กายทิพย์หยาบ-ละเอียด....กายธรรมพระอรหัตละเอียด เอากายธรรมของเราสับกายกับกายธรรมต้นธาตุเสียก่อน (ระหว่างภพ ๓ กับอายตนะนิพพาน) การสับให้สับแบบเอาดวงกำเนิดต้นสับกำเนิดกลาง สับกำเนิดปลาย แล้วสับกายจักรพรรดิคือผู้เลี้ยงในกาย ลำดับจากกายหยาบไปหากายละเอียด.....กายธรรมพระอรหัตละเอียด.....เถา....ชุด.....ชั้น.....ตอน.....ภาค.....พืด - เสร็จแล้ว ทำวิชา “ต่อ” ดังที่เคยทำมาแล้ว จากนั้นเดินดวงธรรม ๖ ดวงเข้าอายตนะนิพพานต่อไป ๗. คำนวณไปให้สุดอายตนะนิพพานกายธรรมในอดีต สุดปัจจุบัน สุดอนาคต สุดทะเลเหตุปกครอง สุดจุลจักร สุดมหาจักร สุดบรมจักร สุดอุดมบรมจักร สุดปกครอง สุดไม่มีปกครองต่อไป (ก.) นึกเอากายมนุษย์สับกันทั้งหมด ให้เป็นกายเดียวกัน แล้วกายมนุษย์ของพระพุทธองค์กับกายจักรพรรดิทั้งปวงก็รวมกันเป็นกายเดียวโดยอัตโนมัติ สิบศูนย์ตรงกัน กำเนิดเดิมตรงกัน ดวงธรรมก็สับกัน เห็น จำ คิด รู้ สับกันหมด จากนี้ไป เราจะเดินวิชาซ้อนสับทับทวี ตามที่หลวงพ่อสอนไว้ - ลำดับแรกสับกำเนิดเดิมก่อน กำเนิดต้นสับกำเนิดกลาง สับกำเนิดปลาย กำเนิดจุลจักรสับกำเนิดมหาจักร สับกำเนิดบรมจักร สับกำเนิดอุดมบรมจักร แล้วก็เดินวิชาดับหยาบไปหาละเอียด จากกายหยาบไปจนสุดกายละเอียด คือ กายหยาบได้แก่กายมนุษย์ ลำดับไปจนสุดละเอียดของกายมนุษย์.....กายพระอรหัตละเอียด...เถา...ชุด...ชั้น...ตอน...ภาค...พืด ต่อมาก็คือกายฝัน (กายมนุษย์ละเอียด) ต่อมาคือ กายทิพย์หยาบ-ละเอียด.....กายธรรมพระอรหัตละเอียด.....เถา.....ชุด.....ชั้น.....ตอน.....ภาค.....พืด นั่นเอง (ก็คือกาย ๑๘ กายนั่นเอง เพียงแต่เพิ่มกายเถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด) - ลำดับสองเป็นขั้นตอน “ต่อ” ก็คือพูดง่าย ๆ ว่า ต่อเห็น จำ คิด รู้ นั่นเอง แต่ว่ามีรายการมากขึ้น สับกำเนิดต้น เข้ากับกำเนิดกลาง เข้ากับกำเนิดปลาย แล้วดวงธรรมก็ตรงกันหมด ต่อจากนี้ไป ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรม นึกลงไปที่ดวงเห็น ก็นึกต่อเห็น (ถ้าไม่นึกมารเขาปิดทันที) ท่องใจไปด้วย จะต่ออะไรก็ท่องสิ่งนั้น นี่คือเทคนิคสำคัญ สรุปว่า ต่อเห็น-จำ-คิด-รู้-ใจ-จิต-วิญญาณ-นิโรธ-สมาบัติ-ตรัสรู้-คำนวณ-อายตนะภายใน.....ฯลฯ (ข.) เมื่อเดินวิชา “ต่อ” เสร็จแล้ว จากนี้ไปเป็นการเดินวิชาจากดวงธรรม ๖ ดวงเป็น ๓ จังหวะตามที่กล่าวแล้ว เห็นอะไร ขุ่น มัว ดำ ให้นึกใจ แลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย ให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษไปสุดเหตุ ๑๙ เสมอไป ถ้าเห็นกายดำ กายขุ่น กายมัว ต้องดับกายเหล่านั้นด้วย ดวงธรรม ๖ ดวงมีเป็นลำดับไปไม่มีที่สิ้นสุด เห็นว่าเดินวิชาพอสมควรแล้ว จึงสับเข้ากายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) และกายอื่นต่อไป เพราะเท่าที่เราเดินวิชามาถึงตรงนี้ เป็นเรื่องนิพพานในกายมนุษย์เท่านั้น กายอื่นยังไม่ได้ทำ (ค.) เป็นขั้นตอนปฏิโลมวิชาจากกายสุดละเอียดของนิพพานกายมนุษย์มา “สับ” กับกายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์หยาบ-ละเอียด.....กายธรรมพระอรหัตละเอียด เถา ชุด ชั้น ตอน ภาค พืด ต่อไป - ดวงกำเนิดต้น สับดวงกำเนิดกลาง สับดวงกำเนิดปลาย จากนั้น ซ้อนดวงกำเนิดปลายมาหาดวงกำเนิดกลาง ซ้อนมาหาดวงกำเนิดต้น แล้วซ้อนพืดมาหาภาค มาหาตอน มาหาชั้น มาหาชุด มาหาเถา มาหาพระอรหัตละเอียด มาหาพระอรหัตหยาบ พระอนาคามีละเอียด.....ถอยหลังเรื่อยมาถึงกายมนุษย์ - จากนั้น สับเข้ากับกายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด.....พระอรหัตละเอียด เถา.....ชุด.....ชั้น.....ตอน.....ภาค.....พืด (ง.) จากนั้นเป็นขั้น “ต่อ” คือ ต่อเห็น-จำ-คิด-รู้-ใจ-จิต-วิญญาณ-นิโรธ-สมาบัติ-ตรัสรู้-คำนวณ-อายตนะภายใน จากนั้น ก็เดินวิชา ๖ ดวงธรรมเป็นลำดับไป เป็น ๓ จังหวะ ดังกล่าวแล้ว นึกใจ แลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย ให้ดวงธรรมและกายใสไว้ก่อน ยังไม่รบ ๘. ปฏิโลมวิชาจากสุดละเอียดมาหาสุดหยาบ เพื่อไปสับกับอายตนะนิพานเป็น มีวิธีทำดังนี้ (ก.) ดวงกำเนิดต้นสับดวงกำเนิดกลาง สับดวงกำเนิดปลาย ซ้อนดวงกำเนิดปลายมาหาดวงกำเนิดกลาง ซ้อนมาหาดวงกำเนิดต้น แล้วซ้อนจากพืดมาหาภาค จากภาคมาหาตอน จากตอนมาหาชั้น จากชั้นมาหาชุด จากชุดมาหาเถา จากเถามาหาพระอรหัตละเอียด ถอยหลังเรื่อยมา มาถึงกายมนุษย์ กายมนุษย์ของนิพพานกายธรรมคำนวณไปหาอายตนะนิพพานเป็น คำนวณไปให้สุดอายตนะนิพพานเป็นในอดีต สุดนิพพานเป็นในปัจจุบัน สุดนิพพานเป็นในอนาคต สุดจุลจักร สุดมหาจักร สุดบรมจักร สุดอุดมบรมจักร ลำดับดวงธรรม ๖ ดวงในกายมนุษย์ของอายตนะนิพพานเป็น ดับหยาบไปหาละเอียด แว๊บเดียวก็สุด เพราะธาตุธรรมของนิพพานเป็นท่านดึงดูด เหมือนแม่เหล็กดูดเหล็ก อะไรมาขวางกันก็ท่องใจ แลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย เรื่อยไป (ข.) จากนี้ไป ให้นึกรวมกายมนุษย์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน รวมทั้งกายของจักรพรรดิด้วย ท่านจะรวมกันเร็วเป็นอัตโนมัติ ตรงนี้คือขั้นตอนอายตนะนิพพานกายธรรมประสานสัมพันธ์กับอายตนะนิพพานเป็น คือเอากายมนุษย์มารวมกันหมด ตอนแรก ๆ ทำไม่ได้ ข้าพเจ้ารบอยู่หลายปีกว่าจะรวมกันได้ มารเขาขัดขวางทุกรูปแบบ นั่นเอง (ค.) เป็นขั้นตอนการเดินวิชาเหมือนข้อ ๗ นั่นเอง เพียงแต่ขั้นตอนนี้ เอานิพพานเป็นผนวกเข้ามาเท่านั้นเอง จากนั้น ให้เดินวิชาตามแบบในข้อ ๗ ตั้งแต่ข้อ ก. ถึงข้อ ง. เมื่อถึงข้อ๗-ง.แล้ว ให้ทำดังนี้ (ง.) ให้เดินวิชาลำดับดวงธรรม ๖ ดวงเป็นลำดับไป ครบดวงธรรม ๖ ดวงแล้ว ก็มีดวงธรรม ๖ ดวงที่ละเอียดต่อไปอีก กล่าวคือ พอถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะนั้น ก็มีดวงธรรม ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา.....ฯลฯ เป็นลำดับไป ๙. ข้อสำคัญอยู่ที่การรบตรงนี้ การเดินดวงธรรมจะไม่ราบรื่น จะพบอะไรร้อยแปด ที่เรามาพบพระพุทธเจ้าภาคขาวที่มารเขามากักกัน ก็ตรงนี้ พบจักรพรรดิสำคัญที่มารเขาเอามากักสถานที่บ้าง ทำโทษบ้าง ก็ตรงนี้ แม้ดวงบารมีของภาคขาวที่มารเขาปล้นมาได้ เขาก็เอาไว้ตรงนี้ คำว่า “ตรงนี้” หมายความว่า เดินวิชาจากจุดนี้ ละเอียดเรื่อยไป ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่พบเป็นจุดเดียวกัน พระพุทธองค์ก็อยู่จุดหนึ่ง จักรพรรดิก็อีกจุดหนึ่ง บารมีก็อีกจุดหนึ่ง ไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมาย มารเขาคำนวณว่า จุดหมายสำคัญอันเป็นที่ซ่อนสมบัติ อันเป็นที่กักเชลย เขาคำนวณวิชาของเขาแล้วว่าไม่มีใครมาถึง เขาทำไว้ตั้งแต่เมื่อไร? ไม่มีใครทราบ? เพราะยังไม่มีใครมาถึง! การที่ข้าพเจ้ามาถึง เป็นเรื่องของโชคชะตาที่ภาคขาวจะเป็นอิสระ นั่นเอง ข้าพเจ้าคิดดูว่า ถ้าข้าพเจ้ามาไม่ถึง พระพุทธองค์จะทุกข์ทรมานไปอีกนานแค่ไหน? ไม่มีใครรู้! และจักรพรรดิทั้งปวงที่มารเขาเอามาทำโทษบ้าง เอามากักกันบ้าง เอามากักขังบ้าง จะทุกข์ร้อนไปอีกนานแค่ไหน? ไม่มีใครรู้! ทรัพย์สินสำคัญของเราคือดวงบารมีที่พระบรมศาสดาประทานให้เรา เนื่องจากความดีของเราที่เราบำรุงพระศาสนาบ้าง บริจาคทานบ้าง รักษาศีลบ้าง เผยแพร่ธรรมบ้าง เราคิดว่าบารมีของเราอยู่ที่ศูนย์กลางกายของเรา ที่ไหนได้ มารเขาระเบิดเอาไปเกือบหมด ก็ได้รู้เห็นกันตอนที่ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมาร เป็นความรู้ใหม่ที่ข้าพเจ้าไม่รู้มาก่อน พอข้าพเจ้ามารู้เห็นเข้าข้าพเจ้าก็ตกใจ ว่ามารมันร้ายกาจแค่ไหน! สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |