|
งานพิจารณาทุคติภูมิ เป็นผลงานตั้งแต่ปราบมาร ภาค ๑ วันนี้จะเล่าให้ฟังบ้าง แต่เปิดเผยมากไม่ได้ เอาเพียงแค่พอลำดับความได้ ดังนี้ ทุคติภูมิ ก็คือ ภูมิแห่งทุคติ คือ ภูมิหรือภพที่ให้ความทุกข์สถานเดียว หาความสุขสักนิดไม่ได้เลย ที่มาของเรื่อง ก็คือ เวลาบูชาข้าวพระ จำคำของแม่ชีทองสุข สำแดงปั้นไว้ ท่านเคยเล่าว่า ท่านชอบไปเที่ยวนรก เรื่องนี้ระลึกจำขึ้นได้ ระลึกได้ ใคร ๆ ก็นึกได้ แต่ไม่มีปัญญาไปพิจารณา เพราะเราไม่มีความรู้ ได้แต่ฟังคำของแม่ชีไว้เท่านั้น เรื่องการระลึกถึงผู้มีอุปการคุณเป็นเหตุสำคัญ ใครจะอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ทราบ แต่ข้าพเจ้าระลึกถึงผู้มีพระคุณอย่างเนือง ๆ ระลึกถึงเพื่อนที่ให้ข้าพเจ้าดูเลขคณิต เพราะทำเลขไม่ได้ ครูเขาจะตี เพื่อนเขาให้ดูทุกข้อ เรารอดจากการถูกตี บัดนี้ เพื่อนคนนั้นตายไปเสียแล้ว ระลึกถึงเพื่อนสาว เธอสวย เราชอบไปจุ้นจ้านต่อเธอ บัดนี้เธอตายไปแล้ว ระลึกถึงผู้มีอุปการคุณที่ช่วยให้เราอยู่รอดมาถึงวันนี้ มันคิดไปเอง โดยเราไม่ตั้งใจ เมื่อเราบูชาข้าวพระเสร็จ ก็ลองไปท่องนรก อเวจี โลกันต์ แต่แรกมองไม่เห็น เมื่อไม่เห็นก็ไม่เจออะไร เพียรทำอยู่แต่อย่างนั้น เป็นเดือนและเป็นปี ภูมิเหล่านี้มีชื่อเป็นบาลี เราจำไม่ได้ แต่หลวงพ่อท่านจำได้หมด ต่อมาญาณทัสสนะดีขึ้น พอที่จะเห็นอะไรบ้าง เพียรตามหาคนของเรา ไปพบในขุมต่าง ๆ ส่วนใหญ่อยู่ขุมตื้น ๆ ก็นำกายเขามาอยู่สวรรค์ชั้น ๑ สอนให้ทำภาวนา อีก ๒ วันไปดูใหม่ เพื่อนตกไปที่เดิมอีกแล้ว เราก็ช่วยขึ้นมาอีก ทำอยู่อย่างนั้น กว่าจะสำเร็จแต่ละราย ดูว่ามันเหนื่อยอ่อนและยากเย็น ไม่อยากทำ แต่อดนึกถึงเขาเหล่านั้นไม่ได้ กาลต่อมาเราเก่งขึ้น แก้กายของเขาให้ใสเสียก่อน แล้วบังคับให้ทำภาวนา คราวนี้ง่ายขึ้น คราวนี้นำอาหารไปจ่าย เขาได้กิน เราต้องคุมอยู่จนกว่าเขาจะอิ่มไปอิ่มหนึ่ง แล้วเราก็กลับ ไปทูลถามต้นใหญ่ว่าภูมิทุคตินั้นมีมาอย่างไร ช่วงที่ไปทูลถามต้นใหญ่นั้น ปราบมารได้มากแล้ว ถึงขั้นชำนาญ แต่ยังไม่รู้เรื่องนรก อเวจี โลกันต์ เรารู้เรื่องเพียง งู ๆ ปลา ๆ เท่านั้น แต่การช่วยผู้มีอุปการคุณ จำได้ว่าทำได้มากแล้ว โดยพระมหาเถรอุปคุตมาช่วยด้วย จำได้ว่า ทูลถามพระองค์ว่า “แต่ครั้งพระองค์ไปตรัสรู้เป็นสัพพัญญูในโลกนั้น เรื่องทุคติภูมิมีอยู่อย่างไร” ทรงตอบว่า “เห็นมีอยู่อย่างนั้น” ทูลถามต่อไปว่า “มีใครไปแตะต้องบ้างไหม” ทรงตอบว่า “ไม่มี เห็นหลวงพ่อท่านคิดอยู่ แต่ไม่ทันทำอะไรก็มรณภาพเสียก่อน จะมาถามทำไม มันเรื่องของศึกษา ฯ” ว่าแล้วเชียว เราถามอะไร เป็นโดนกระหนาบทุกทีไป ไปถามวิชาก็ทรงตอบว่าไปคิดเอง ทำอะไรไม่สำเร็จจะทรงกริ้วและไล่เบี้ยเราทันที เป็นเวรกรรมของข้าพเจ้าแท้ ๆ มารับใช้ทางธรรม ก็ถูกธาตุธรรมบังคับ เพราะทรงถือว่า เป็นผู้สั่งให้เรามาเกิด พูดอย่างนักเลงก็ว่า ทรงเป็นลูกพี่เรา อย่ามาดื้อต่อฉันหน่อยเลย ขืนดื้อ เดี๋ยวเจอดี จำได้ว่า เมื่อวันแรกที่สั่งให้ทำวิชาปราบมาร ข้าพเจ้าปฏิเสธ แม้หลวงพ่อมาสั่งเอง ข้าพเจ้าก็ไม่รับคำ เหตุการณ์มาถึงครูอาจารย์ของข้าพเจ้ามากันหมด เราดีใจว่า ครูของเราต้องมาช่วยเรา เพราะเราวิชาอ่อน ท่านต้องมาช่วยคัดค้าน เพราะท่านก็รู้ว่าเราไม่เป็นวิชา เราเรียนเพียงสมัครเล่นเท่านั้น ที่ไหนได้ เราคาดการณ์ผิด ครูของข้าพเจ้าที่ตายไปแล้ว ท่านมาช่วยธาตุธรรมสนับสนุน ไม่ได้มาค้าน เราเคืองและเสียใจ ร้องไห้ในนิโรธ เพียงเท่านั้นเอง ต้นใหญ่เสด็จมา ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่า ต้นใหญ่เป็นผู้ส่งเรามาเกิด เรายังไม่รู้อะไรทั้งนั้น ทรงรับสั่งรุนแรงมาก “เมื่อธาตุธรรมอยู่ไม่ได้ ศึกษาฯ ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน” เงียบกันหมด เหตุการณ์ไม่ดีเสียแล้ว เพราะเราคนเดียวหรือนี่ ข้าพเจ้าได้แต่เสียใจและร้องไห้ เพราะเรารู้อยู่แก่ใจว่า มีใครชนะมารบ้าง ไม่มี และยังไม่มีใครชนะมารเลย ข้าพเจ้าเก่งแค่ไหนถึงได้มารับอาสาธาตุธรรมปราบมาร นี่คือเหตุผลของข้าพเจ้า ไม่ใช่เราดื้อ ต้นใหญ่องค์นี้แหละสำคัญที่สุด ทรงเป็นผู้ปกครองใหญ่ เล่าเรื่องนรกต่อไปดีกว่า เรื่องของต้นใหญ่ ยังมีอีกมากมาย เกี่ยวข้องตอนใด จะเล่าให้ฟัง ความคิดที่เราจะไปแตะต้องภูมิเหล่านั้น เราไม่เคยคิด เพราะเกินปัญญาเสียแล้ว ที่ไปทูลถามธาตุธรรม ก็เป็นเรื่องที่เราอยากรู้เท่านั้น เหตุการณ์ผ่านมาเป็นปี วัน หนึ่ง เกิดระลึกรู้ขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ ภูมิเหล่านั้นเป็นเครื่องมือมาร เป็นที่คุมขังพวกเรา ทำไมจะต้องให้มารมาปกครองเรา เมื่อเราประพฤติผิดศีล ผิดธรรม ทำไมพวกสัมมาทิฏฐิไม่ลงโทษกันเอง ไปให้มารมันเกี่ยวข้องกับเราทำไม ภูมิเหล่านั้น หากเราไปสู่ จะด้วยเหตุใด โอกาสเกิดแทบไม่มีเลย เขาจึงพูดกันว่า แผ่นดินยังพูดไม่ได้ ตราบใด เราก็ยังมาเกิดไม่ได้ตราบนั้น ทำให้สัตว์โลกเนิ่นช้ามรรคผลนิพพาน การช่วยสมาชิกในภูมินั้น ข้าพเจ้าทำมาตลอด ไม่เลิกกิจการนี้ เป็นเดือนเป็นปี โชคดีที่ไม่มีใครขัดขวาง ไม่ทราบเป็นเพราะอะไร แม้จนบัดนี้ก็ยังไม่ทราบเหตุผล เหตุใดจึงไม่มีใครขัดขวางข้าพเจ้า วันอะไรจำไม่ได้เสียแล้ว ต้องเปิดอ่านบันทึกว่าอยู่เล่มใด วันนั้นมันกล้าขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบ เราตั้งเครื่องเข้า เอาเครื่องของเรานี้แหละ แลบลั่นเข้าไป มันดับง่ายดาย ยังประหลาดใจ จวบจนวันนี้ จับตัวละครผู้ปกเครื่องมาดับให้หมด เมื่อผู้ปกครองเครื่องถูกดับ เครื่องของภพทำงานไม่มีประสิทธิภาพ เรื่องมีเท่านี้เอง มันยากตรงเรื่องของสมาชิกที่อยู่ในภพนั้นว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป ปัญหาอยู่ตรงนี้ ต้นใหญ่และหลวงพ่อ ทรงดีพระทัยมาก รับสั่งว่า “ศึกษาฯ คนนี้ใช้ได้” พระพุทธองค์ทรงบอกว่า เรียนผูกแล้วต้องเรียนแก้ เหตุการณ์ความวุ่นวายวันนั้น อยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้า จำไม่ลืม พอเสร็จงานแล้ว เราเหนื่อย พักนิโรธเสียที ได้ให้ลูกสาวคือ ลูกกล้วย (น.ส. วิลาวัลย์ บุญมานุช ขณะนี้เป็นนักศึกษาปีที่ ๔ มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาพยาบาล) ปีนั้นเธอยังเป็นเด็กเล็ก ให้ไปเฝ้าพระพุทธองค์ และให้ไปหาแม่ชีถนอม (ตอนนั้นแม่ชีถนอมตายแล้ว) เพื่อถามเรื่องราว ลูกกล้วยกลับมาบอกว่า ไปหาพระพุทธองค์แล้ว ทรงรับสั่งให้พ่อรีบแก้ไข เรียนผูกแล้วต้องเรียนแก้ ให้ไปดูแลเดี๋ยวนี้ และแม่ชีถนอมก็บอกแก่ลูกกล้วยไปว่า ให้พ่อรีบไปแก้ไขเพราะมันวุ่นวายมากแล้ว ที่ว่าวุ่นวายก็คือ เรื่องสมาชิกในภพนรก สมาชิกในภพอเวจี และสมาชิกในภพโลกันต์ จะเอาเขาเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน และจะทำอย่างไรต่อไป จัดระบบปกครองกันอย่างไรต่อไป ข้าพเจ้าไปดูเหตุการณ์ ก็ยุติว่า เอาเขาทั้งหมดเหล่านี้ไปไว้ตีนเขาพระสุเมรุทั้งหมด สมาชิกนรกมอบให้สวรรค์ดูแล สมาชิกอเวจีมอบให้พรหมดูแล และสมาชิกโลกันต์มอบให้อรูปพรหมดูแล จากนั้น เขาก็ทำโทษลงทัณฑ์กันตามโทษานุโทษ แต่ว่าพวกเราลงโทษกันเอง ไม่ใช่ให้มารมันมาปกครอง อย่างที่เคยเป็นมาแล้ว นี่คือผลงานปราบมาร ภาค ๑ จากนี้ไปพวกเราตายไปแล้วไปรายงานตัวที่ไหน นับแต่วันนั้น จวบจนวันนี้ ข้าพเจ้าไม่ได้ไปดูแลอีกเลย เพราะไม่ว่างนั่นเอง แต่ก่อนนี้ เมื่อพวกเราตาย เราจะต้องไปพบยมบาล เขามีเจ้าหน้าที่มาไต่สวนผู้ตาย เมื่อท่านอยู่ในมนุษย์โลกนั้น ท่านสร้างกุศลผลบุญอะไรบ้าง ท่านสร้างบาปกรรมอันใด แล้วเขาก็ตัดสิน แล้วเขาก็โยนเราลงไปในนรก บางท่านไปอเวจี บางท่านไปถึงโลกันต์ นั่นเป็นเรื่องของมารเขา ใครทำดีพระปกครอง ใครทำผิดคำสอนของพระ มารเขาปกครอง วิธีปกครองก็คือ นำไปลงนรกนั่นเอง บัดนี้ ไม่อย่างนั้นแล้ว ท่านต้องไปพบพนักงานของภาคสัมมาทิฏฐิ เขาก็ตัดสิน เขาก็ลงโทษ คือ พวกเราลงโทษกันเอง เขาอาจถามท่านว่า รู้จัก “นายการุณย์ บุญมานุช” หรือไม่ ท่านตอบว่า “ไม่รู้จัก” ประมาทมาก ที่ไม่รู้จักผู้ปฏิวัติ ควรเพิ่มโทษ หากตอบว่า “รู้จัก” เขาคงถามต่อไปว่า “ได้ช่วยอุปการะหรือช่วยกิจการของนายการุณย์ บุญมานุช บ้างหรือไม่” หากตอบว่า ไม่เคย แปลว่า งดเว้นสิ่งไม่ควรเว้น เขาจะพิจารณาอย่างไร ข้าพเจ้าไม่ทราบ สุดแต่เขาเถิด ข้าพเจ้าไม่รู้ด้วยแล้ว แต่ท่านที่ช่วยกิจการของข้าพเจ้า เขารู้กันทั้งนั้น ท่านอาจโชคดี และข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านโชคดีแน่นอน ส่วนรายที่ข้าพเจ้าต้องยุ่งด้วย เกี่ยวกับการตายของท่าน โชคดีสถานเดียว อย่างการมรณภาพของท่านเจ้าคุณพระราชสาครมุนี เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร ข้าพเจ้าต้องยุ่งด้วย เพราะท่านช่วยข้าพเจ้าเผยแพร่วิชาธรรมกาย ตลอดเวลาที่พระเดชพระคุณมีชีวิตอยู่ในโลก กล่าวถึงท่านทั้งหลายที่ช่วยอาจารย์อื่นเผยแพร่วิชาธรรมกาย ก็ขอให้อาจารย์ท่านนั้นพิจารณา อย่าให้ข้าพเจ้าไปยุ่งด้วยเลย เพราะไม่รู้จักกัน และข้าพเจ้าไม่ทราบว่า ท่านตายเมื่อไรด้วย จะให้ข้าพเจ้ารับผิดชอบนั้นก็ยากที่จะกล่าว ทางที่ดีควรรู้จักกันตอนก่อนตาย ข้าพเจ้าจะได้จำท่านได้ ไม่ว่าท่านจะไปทำความดีที่ไหน ข้าพเจ้าช่วยทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องเจาะจงแก่ข้าพเจ้า ศาสนาของพระพุทธองค์อยู่ที่ใด การเผยแพร่วิชาธรรมกายมีที่ไหน ข้าพเจ้าอนุโมทนาทั้งนั้น ข้าพเจ้าช่วยทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว แต่ขอกล่าวไว้สักคำเถิด เรื่องการช่วยคนตายให้ไปสู่สุคติภูมินั้น มันไม่ง่าย มันยากและยากมากด้วย ข้าพเจ้ากล่าวคำนี้ออกมาได้ ข้าพเจ้าสบายใจมาก จะได้ไม่ต่อว่าต่อขานกันเมื่อตายไปแล้ว ขอจบผลงานพิจารณาทุคติภูมิไว้แค่นี้ อย่าให้มากไปกว่านี้เลย กล้ากล่าวถึงเพียงนี้ก็ว่ามากแล้ว นี่คือผลงานปราบมาร กล่าวไว้ในหนังสือปราบมาร ภาค ๑ ซึ่งพิมพ์แจกจ่ายไปนานแล้ว โปรดค้นหาอ่าน งานพิจารณาสวรรค์ชั้น ๕ และชั้น ๖ ผลงานนี้ ได้กล่าวไว้แล้วในหนังสือปราบมาร ภาค ๑ แต่ยังไม่ได้อธิบาย วันนี้จะอธิบายอีกที เมื่อเสร็จงานทุคติภูมิ ก็มาพบว่า เหตุใดสมัยก่อนพม่ากับไทยรบรากันอยู่เรื่อย ทราบขึ้นมาอย่างไรไม่ทราบได้ จึงค้นคว้าดู ก็ทราบว่า แอบแฝงตัวมาพักอยู่สวรรค์ชั้น ๕ และชั้น ๖ นี่เอง จะว่ามารก็ไม่ใช่จะว่าพระก็ไม่เชิง ขืนเอาไว้จะสร้างปัญหาหนหลัง จึงทำวิชาดับทั้งหมด ยังจำเหตุการณ์ได้บ้าง คราวนั้นลูกกล้วยยังเล็กอยู่ ให้เข้าธรรมกายไปถามหลวงพ่อ ว่าเมื่อคืนนี้มีเหตุการณ์อะไร หลวงพ่อตอบแก่ลูกว่า “เมื่อคืนนี้ พ่อเขาดับเทวดา” ลูกก็มารายงานอย่างที่หลวงพ่อท่านว่า แปลว่าถูกต้อง ต้องตรวจสอบความถูกต้องทุกคราวไป ลูกสาวของข้าพเจ้าสันทัดเรื่องญาณทัสสนะ ก่อนที่อุบาสิกาถนอม อาสไวย์ จะวายชนม์ ได้พาไปให้แม่ชีตรวจสอบ แม่ชียืนยันว่ามีญาณทัสสนะเทียมแม่ชีทีเดียว ตอนนั้นเธอยังเล็ก ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว ปีหน้าก็เรียนจบปริญญา และจะทำราชการปีหน้านี้ ญาณทัสสนะอย่างลูกกล้วยนี้ เราสอนมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ก็เพิ่งพบเธอคนนี้ แต่อย่างอื่นไม่เป็นเลย ไม่เอาใจใส่ ไม่เรียน จะเรียนก็ต้องจ้าง ครั้งเป็นเด็กอย่างไร โตเป็นสาวแล้วก็อย่างนั้น ทุกครั้งต้องมีรางวัล ไปฟ้องหลวงพ่อหลายครั้งแล้ว ขอให้เรียนเสียทีเถิด เธอก็ยังไม่เอาใจใส่อยู่ดี เข้าธรรมกายไปฟังประชุม จะนำเรื่องราวมาบอกอย่างละเอียด แม้พระพุทธองค์ทรงนินทาเรา ยังนำเรื่องมาบอกเราได้ เข้าธรรมกายไปนิพพาน ไปถามต้นใหญ่ ต้นนิพพานเป็น อย่างนี้เธอชำนาญ อย่างอื่นไม่รู้เรื่อง ทำไม่ได้ เพราะไม่เรียน เธอเกิดมาไม่พบหลวงพ่อ ไม่เคยเห็นหลวงพ่อ แต่เวลาจะสอบ โทรทางไกลมาบอก ให้เราบอกหลวงพ่อด้วยทุกทีไป งานปราบมารที่เป็นไปได้ เธอมีส่วนอยู่มาก ในเรื่องสืบรู้สืบญาณทัสสนะ หากไม่มีเธอ เราไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน เพราะการวินิจฉัยบางเรื่อง ต้องให้ได้ความแน่ชัดจากธาตุธรรมก่อนเสมอไป เราทำตามลำพังคนเดียวไม่ได้ จะมาฟังรู้ฟังญาณทัสสนะของเราคนเดียวไม่ได้ เวลาคำนวณบารมีเธอเอาด้วย ไม่ได้ก็ไปโวยวายธาตุธรรม หนูต้องได้ด้วย ถึงหนูไม่ได้ทำวิชา แต่พ่อก็มาใช้หนู ให้หนูมาหาพระองค์ ให้หนูมาถามเรื่องราวจากพระองค์แล้วไปบอกพ่อ ถ้าหนูไม่ได้บารมีด้วย วันหลังหนูจะไม่ช่วยพ่อบูชาข้าวพระ หลวงพ่อจะได้อด เออ หลวงพ่อจะให้ ดูมันเถียงหลวงพ่อ มันจะเอาชนะหลวงพ่อให้ได้ ไอ้พ่อกับไอ้ลูกมันพอกัน ก็มันพ่อลูกกัน นำมาเล่าได้หมด วันหนึ่ง จำไม่ได้แล้ว ไม่ทราบว่าปีไหน เราคำรามไปว่า กล้วยเข้าธรรมกายไปหาหลวงพ่อ เธอไม่ได้ทำวิชานานแล้ว อารมณ์ฟุ้งหมด เราว่าไปอย่างนั้น ทำไมวันนั้นช่างดีใจหาย เธอเข้าธรรมกายไปหาหลวงพ่อ กลับมารายงานว่า พ่อใช้ให้มากราบหลวงพ่อ เออ เอ็งมาก็ดีแล้ว หนูไม่รู้หรือ พ่อเขาแก้จะให้ศพหลวงพ่อฟื้น ทำท่าจะฟื้นหลายหนแล้ว มันขบเหลี่ยมอะไรอยู่ไม่รู้ แล้วหนูก็ไปหาต้นใหญ่ ทูลต่อต้นใหญ่ว่า แอบหลวงพ่อมา ไม่ให้หลวงพ่อรู้ จะมาถามพระองค์ว่า เรื่องของพ่อที่แก้ศพหลวงพ่อนั้น เป็นไปได้อย่างไร มันฝืนธรรมชาติ หนูรู้ไหม หลวงพ่อท่านมีความรู้ทางธรรม มีทางเป็นไปได้ ถ้าเราไปทำแก่คนที่ไม่มีความรู้ อย่างนั้นอย่าไปทำเลย มันฝืนธรรมชาติอย่างที่หนูว่า แล้วเธอก็นำเรื่องมาเล่า ตามที่บรรยายมานี้ เราอย่าเชื่อเป็นอันขาด เราต้องเข้าธรรมกายไปถาพระองค์ทันที ว่าทรงรับสั่งไปกับลูกอย่างนั้นใช่หรือไม่ หากยืนยัน เราจึงฟัง ความ รู้เด็กอย่าเชื่อ มารมันหลอกได้ ไม่ว่าใคร เราต้องคุม จะให้เขาทำอะไร เราต้องคุม ขนาดเราคุม มารมันยังหลอกได้ เด็กเป็นธรรมกายง่าย ร้อยทั้งร้อย แต่เราต้องคุม เพราะเด็กไม่มีเรื่องคิดมากเหมือนผู้ใหญ่ อารมณ์เด็กดัดง่ายกว่าผู้ใหญ่ แต่เด็กไม่รู้ค่าวิชา เหมือนไก่ได้พลอย ดังนั้น การสอนเด็กต้องใช้ความพยายามมาก ต้องเลี้ยงต้อยจากเด็กจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่ ธรรมจึงจะทรงตัว ไม่หาย ไม่เลือน บางคนไปสอนวิชาสูงแก่เด็ก เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง อย่างมากแค่ ๑๘ กาย ให้ทำอนุโลมปฏิโลมไป แค่นั้นพอแล้ว อย่าได้ไปเชื่อรู้เชื่อญาณของเด็ก เพราะมารมันพาไปได้ กลับมาพูดเรื่องดับเทวดาชั้น ๕ ชั้น ๖ กันต่อ เพราะเรื่องมันโยงกัน ถามว่าเชื่อมโยงกันอย่างไร เอาไว้พูดกันตอนที่ดับตัวละครสำคัญที่หลวงพ่อต้องประสงค์จะดีกว่า สาระสำคัญก็คือว่า ใครก็ตามที่บารมีคาบลูกคาบดอก จะเป็นมารก็ไม่ใช่จะเป็นพระก็ไม่เชิง เป็นปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง ขอจบเรื่องพิจารณาสวรรค์ชั้น ๕ ชั้น ๖ แค่นี้ พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ใหม่ ธรรมกายของพระองค์โตขึ้นกว่าเดิม เป็นผลงานตั้งแต่ปราบมาร ภาค ๑ คาบเกี่ยวกับภาค ๒ ขอกล่าวรวมกันไปเลย เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า การรบในระดับนิพพานต้องกระทำติดต่อกันมา เว้นไม่ได้เลย เพราะมารเข้าไปยึดอำนาจปกครองในนิพพาน การรบทุกสมัยมา เป็นการรบในระดับนิพพานทั้งสิ้น แม้ข้าพเจ้าก็ต้องทำอย่างนั้น ความเดิมมีอยู่ว่า แต่เดิมนั้นไม่มีการกระทบกระทั่งกันระหว่างมารกับพระ ต่างฝ่ายต่างอยู่ ต่างฝ่ายต่างไม่กระทบกระทั่งกัน ต่อมาธรรมภาคพระถูกยึดอำนาจก่อน โดยมารไม่ยอมให้ผู้ได้มรรคผลเข้านิพพานโดยกายมนุษย์ เพราะการเข้านิพพานโดยกายมนุษย์ที่เราเรียกว่า นิพพานเป็นนั้น (สอุปาทิเสสนิพพาน) พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์เดชมาก เกรงว่าอำนาจปกครองของตนจะต้องสูญเสีย ไม่วันใดก็วันใด เขาจึงมาตั้งกติกาใหม่ ให้เข้านิพพานโดยธรรมกายเท่านั้น คือ ให้กายมนุษย์ตายเสียก่อน แล้วให้ธรรมกายเข้านิพพาน นิพพานธรรมกายนี้ หลวงพ่อท่านเรียกว่า นิพพานตาย (อนุปาทิเสสนิพพาน) สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |