Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปกิณกะ arrow คติธรรมฯ arrow คติธรรม 3
คติธรรม 3 PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 28 October 2006

คติธรรม คตินิยม

การดำเนินชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

     เราอยากทราบว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำมีคติธรรมอะไร มีคตินิยมอย่างไร มีแนวการดำเนินชีวิตอย่างไร

     นี่คือเป้าหมายที่เราจะศึกษา ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า คติธรรมคืออะไร และคตินิยมคืออะไรเสียก่อน

     คติธรรม คือ ธรรมที่สอนใจ สอนให้เอาแบบอย่าง สอนให้คิด สอนให้เอาเป็นแนวทาง

     คตินิยม คือ รสนิยมของเราที่มีต่อคติธรรม รสนิยมในวัฒนธรรม รสนิยมในแบบธรรมเนียม อะไรที่เรานิยมว่าดี ถือว่าเรามีคตินิยมในสิ่งนั้น และอะไรถึงแม้ว่าจะดีแต่เราไม่ให้ค่านิยม เช่น เราเห็นเขาแสดงออกทางวัฒนธรรม ถึงฤดูกาลเขาก็แต่งตัวเป็นผีมาจากป่า อย่างนี้เราไม่นิยมว่าดี ถึงใครเขาจะทำกันที่ไหน เราก็ไม่นิยม แบบธรรมเนียมบางอย่างที่เราเห็น คือ เอาโลหะมาใสคอเพื่อให้คอยาว เราไม่นิยมว่าดี เนื้อเพลงไม่เขียนเป็นคำกลอน เราไม่นิยมว่าดี การร้องเพลงที่ไม่มีดนตรีไทยเข้ามาคลอเสียง เราไม่นิยมว่าดี เหล่านี้คือ ตัวอย่างในทางวัฒนธรรมและแบบธรรมเนียมแต่เราไม่ให้ค่านิยม

     คราวนี้เรากลับมาดูค่านิยมในทางศาสนาบ้าง ชายทีมีอายุครบบวชพระแต่ยังไม่ได้บวช ไปขอลูกสาวใคร จะไม่มีใครยกลูกสาวให้ เขาถือว่าเป็นคนดิบ ไม่ควรที่ใครจะยกลูกสาวให้ บางท้องถิ่นถือเคร่งครัด ลูกชายหากไปมีครอบครัวก่อนบวช ถึงกับตัดลูกตัดพ่อกันทีเดียว ตัวอย่างนี้มีมากในบ้านนอก การที่ถือคติว่าคนไม่บวชเรียนเป็นคนดิบ ก็โดยเหตุผลว่า ยังไม่ผ่านการศึกษาสำคัญ การศึกษาสำคัญคือ การศึกษาทางพระ เพราะการศึกษาทางพระมีหลักสูตรเรียนเรื่องบาปบุญคุณโทษ เรียนพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียนการดำเนินชีวิตตามรอยบาทของพระพุทธองค์ เมื่อลาสิกขาคือ สึกไปแล้ว จะได้นำความรู้ที่ได้ไปดำเนินชีวิตประจำวัน บางคนก่อนบวชมีอารมณ์โมโหโทโส พอสึกไปแล้วกลายเป็นคนมีเหตุผล ก่อนนอนต้องสวดมนต์ บทอิติปิโส, พาหุง, มหากา ในที่สุดเขาเป็นคนมีคุณธรรม อยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข สังคมไทยแต่กาลก่อน มีแต่คนบวชเรียนมาแล้วทั้งนั้น เขาจึงอยู่เย็นเป็นสุข และรักษาเอกราชบ้านเมืองมาได้ตราบเท่าทุกวันนี้

     นี่คือค่านิยมในการบวชของกุลบุตร ใครบวชแล้วถือว่าเป็นคนสุก หากเป็นผลไม้ก็แปลว่า กินได้แล้ว หากไม่บวช เป็นคนดิบ เป็นผลไม้ก็ยังกินไม่ได้ หากจะกินก็ต้องจิ้มเกลือ เมื่อจิ้มเกลือแล้วรสไม่กลมกล่อมอยู่ดี ท่านจึงเรียกคนบวชเรียนแล้วว่าเป็นบัณฑิต เรียกย่อ “ฑิด” ออกเสียงเป็นไทยว่า “ทิด” เป็นคำที่เรียกคนที่บวชเรียนแล้ว ค่านิยมว่าด้วยการบวชนี้ หากยังถือกันเคร่งครัด บ่งบอกว่า สังคมไทยมีคนที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม หากค่านิยมว่าด้วยการบวชเสื่อมไปไม่ว่าจะโดยเหตุใด พึงทราบเถิดว่า คุณธรรมหนีไปแล้ว เมื่อคุณธรรมหนีไป อธรรมก็จะเข้ามาแทน งานที่อธรรมแสดงออกคือ ความเดือดร้อน สังคมใดมีแต่คนไร้คุณธรรม อุดมแต่คนอธรรมแล้ว เราจะหาความสุขได้ที่ไหน มีแต่การลักขโมย มีแต่การข่มขืน มีแต่การเอาเปรียบ ข่มเหงรังแกกัน คนโง่เป็นเหยื่อคนฉลาดโกง เช่น หลอกเอาหญิงไปค้าประเวณี

     เราจะเห็นว่า การไม่ให้ค่านิยมแก่การบวชนั้น ให้ผลร้ายมากมาย ทางราชการแก้ไขโดยออกกฎหมายบังคับ ให้กฎหมายบังคับความประพฤติ ใครฝ่าฝืนกฎหมายจะต้องได้รับโทษ บ้านเรานี้สมบูรณ์ด้วยกฎหมายนานาชนิด วันหนึ่งไม่รู้ว่าออกกฎหมายมากี่ฉบับ เดือนหนึ่งเท่าไร ปีหนึ่งเท่าไหร่ ลองคิดดูว่า ปีหนึ่งมี 365 วัน ออกกฎหมายวันละฉบับ เราก็มีกฎหมายถึง 365 ฉบับ คำถามที่ตามมาก็คือ มีใครบ้างไหมเคยอ่าน ตอบว่าไม่เคย ไม่ต้องรู้ความของกฎหมาย เอาเพียงว่า อ่านชื่อกฎหมายว่าชื่อกฎหมายอะไร ก็หมดอายุของเราแล้ว เราจะอ่านชื่อกฎหมายได้หมดหรือไม่ เพราะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือที่เราเรียกว่า ส.ส. นั้น เขามีหน้าที่มาออกกฎหมาย การออกกฎหมายคืองานหลักของเขา ให้เราคิดอีกครั้งหนึ่งว่า ปีหนึ่งมีกฎหมายออกมากี่ฉบับ สองปีกี่ฉบับ สามปีกี่ฉบับ แล้วเรามีสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วกี่ปี ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีกฎหมายรวมเบ็ดเสร็จกี่ฉบับ หากท่านสอบเข้ารับราชการไม่ว่าตำแหน่งใด หลวงเขาถามว่า เราทราบแต่ว่าเมืองไทยมีกฎหมายแล้วจำนวนเท่าไร แน่นอน เราตอบไม่ได้ ขณะนี้ประเทศไทยมีกฎหมายมากมาย ไม่ว่าจะทำอะไร เกี่ยวข้องด้วยกฎหมายทั้งนั้น

     บ้านเมืองที่ด้อยคุณธรรม ก็ต้องเอากฎหมายมาปกครอง ส่วนบ้านเมืองที่เจริญ เขาใช้วัฒนธรรมมาปกครอง เช่น ประเทศอังกฤษ เป็นต้น

 

ค่าใช้จ่ายงานทำกฎหมายใช้เงินมาก

     ค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้กฎหมายออกมา ค่าใช้จ่ายเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย เป็นเงินใหญ่มหาศาล เงินนี้เป็นเงินของใคร ไม่ใช่ของประชาชนหรือ ก็เงินของประชาชนทั้งนั้น

     ทำไมท่านเอาเงินมหาศาลมาทำอย่างนี้

     จะไม่ให้ใช้เงินมหาศาลได้อย่างไร ท่านลองคิดดูง่าย ๆ นึกถึง ส.ส. ก่อนว่ามีจำนวนเท่าไร เงินเดือนของเขาเท่าไร นึกถึงกรมตำรวจว่ามีจำนวนตำรวจเบ็ดเสร็จเท่าไร เป็นเงินเดือนของเขาเท่าไร นึกถึงสำนักอัยการทั่วประเทศมีบุคลากรเท่าไร เป็นเงินเดือนเท่าไร นึกถึงศาลสถิตยุติธรรมว่ามีบุคลากรเท่าไร เป็นเงินเดือนเท่าไร แล้วกลับมานึกถึงเรือนจำคือ คุก ว่ามีจำนวนเท่าไร เป็นค่าก่อสร้างอาคารเท่าไร เป็นค่ากินอยู่ของนักโทษเท่าไร คิดง่าย ๆ แค่นี้ก่อน แล้วรวมจำนวนเงินออกมา ก็ได้คำตอบว่า ใช้เงินเดือนมหาศาลแค่ไหน

     ยังไม่คิดค่าใช้จ่ายอื่น คิดย่อ ๆ แค่นี้ แล้วรวมเงินเป็นค่าใช้จ่ายออกมา รัฐบาลจ่ายต่อเดือนเท่าไร มากมาย ค่าใช้จ่ายมาก

     ทำไมเราเอาเงินก้อนใหญ่มาทำอย่างนี้ จะไม่ทำอย่างนี้ได้อย่างไร ก็คนของเราด้อยคุณธรรม เราก็ต้องเอากฎหมายมาปกครอง กรรมวิธีของกฎหมายตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องใช้เงินมากมายอย่างนี้ แม้ตัวเราไปเป็นรัฐบาลเราก็ต้องทำอย่างนี้ หากเราเอาเงินก้อนใหญ่นี้ไปทำประโยชน์อย่างอื่น จะมีประโยชน์กว่าไหม นี่คือ ความคิดที่เราท่านคิดอยู่

     หากเราสืบเข้าไปหาเหตุ ว่าเป็นเพราะอะไร เราจึงต้องใช้เงินก้อนใหญ่ อย่างนั้น

     คำตอบก็คือ แก้ปัญหาด้อยคุณธรรม คำถามที่จะถามต่อไปก็คือ แก้ได้จริงหรือจะแก้ให้ได้จริง ก็ต้องจ้างตำรวจมาประจำตัวแบบตัวต่อตัว เรามีประชากรขณะนี้ 60 ล้านคน ก็ต้องจ้างตำรวจ 60 ล้านคน แล้วเราจะไปเอาเงินที่ไหนมาจ้าง ประเทศของเราไม่ร่ำรวยถึงกับจะมีเงินขนาดนั้น

     ตามที่บรรยายมานี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาด้อยคุณธรรม นั้นใช้เงินมาก

 

ค่านิยมบางอย่างหากเสื่อมไป เกิดความเสียหาย

     คราวนี้เรากลับมาปรารภกันใหม่ ถึงคตินิยมแต่บรรพกาล ก่อนแต่งงานต้องบวชเรียนเสียก่อนอย่างน้อยให้ได้หนึ่งพรรษา ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยให้จริงจัง เพื่อจะได้นำคำสอนของพระบรมศาสดาไปใช้ในชีวิตประจำวัน หากเคร่งครัดในคตินิยมนี้ เราแทบไม่ต้องใช้กระบวนการทางกฎหมายมาปกครอง ประหยัดเงินรัฐบาลได้มาก เงินรัฐบาลก็คือเงินของเราไม่ใช่หรือ ปีหนึ่งเราไปเสียภาษีกันทุกคน เพื่อรัฐบาลจะได้นำไปบำรุงประเทศ

     การบวชเรียนของเราปรากฏว่าย่อหย่อนลงมากแล้ว บางท่านบวช 7 วัน อย่างมากแค่ 15 วัน เวลาเล็กน้อยแค่นั้น เราไปศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยไม่ได้อะไรมาก เมื่อเรามีเวลาเล่าเรียนน้อย เราก็รู้น้อย แล้วเราก็ไม่ได้อะไรจากการบวช เพราะเราไม่ได้เรียน เราเพียงเอาผ้าเหลืองมาห่มอยู่ครู่หนึ่งเท่านั้น ผลกระทบที่ตามมาก็คือ เราไม่มีคุณธรรมอะไร และเมื่อเรามาอยู่ในสังคมโลก ก็ไม่รู้จะประพฤติอย่างไร เพราะไม่ได้เรียนรู้พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดา สุดท้ายก็คล้อยตามวัฒนธรรมต่างชาติ ติดยาเสพติด ติดโรคเอดส์ แล้วชีวิตของเราก็เหหันไปตามบรรยากาศแห่งโลกาภิวัฒน์ ต้องไปขายแรงงานในต่างประเทศ ต้องไปเป็นแม่บ้านในต่างประเทศ วุ่นวายกันไปหมด ไปอยู่ต่างประเทศก็รับวัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามาอีก ดูไปแล้วมีแต่ความสับสน ไปหากินในต่างแดนด้วยกัน คิดว่าจะรักกัน แต่กลับไปฆ่าแกงกันเอง จนเจ้าของประเทศสั่งประหารชีวิต

     คุณธรรมค้ำจุนโลก เราได้ยินเขาพูดกัน และเมื่อไม่มีคุณธรรมแล้วโลกของเราไม่มีอะไรค้ำ นักปราชญ์ท่านกล่าวไว้ในหนังมูลบทบรรพกิจ ดังนี้

อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี ที่หน้าตาดี ๆ ทำมโหรีที่เคหา

ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา หาได้ให้ภรรยา โลโภพาให้บ้าใจ

ไม่จำคำพระเจ้า เหไปเข้าภาษาไสย ถือดีมีข้าไท ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา

คดี ที่มีคู่ คือ ไก่หมูเจ้าสุภา ใครเอาข้าวปลามา ให้สุภาก็ว่าดี ที่แพ้แก้ชนะ ไม่ถือพระประเวณี ขี้ฉ้อก็ได้ดี ไล่ด่าตีมีอาญา ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา ผู้เฒ่าเหล่าเมธา ว่าใบ้บ้าสาระยำ

ภิกษุสมณะ เล่าก็ละพระสะธรรม คาถาว่าลำนำ ไปเรร่ำ ทำเฉโก

     เป็นหนังสือหัดอ่านหนังสือภาษาไทยเบื้องต้น วิธีเขียนหนังสือเขียนแบบโบราณ คือ แบบไทยเดิม เช่นคำว่า ถืดี สีซ อาไศรย คำไทยปัจจุบันก็คือ ถือดี สีซอ อาศัย นั่นเอง แต่เนื้อหาของเรื่องที่เขียน ควรแก่การศึกษา จึงนำมาเล่า ขอให้ท่านอ่านให้จำได้ เพื่อเราจะได้พิจารณาดูเหตุการณ์บ้านเมือง นักปราชญ์แต่กาลก่อนท่านกล่าวไว้อย่างไร

     ท่านกล่าวถึงลักษณะสังคม ว่าสังคมของเรามีแต่การข่มเหงรังแกกัน ในการถอดความจะทำเพียงย่อ ๆ เอาแต่ใจความ บทประพันธ์ใดที่เห็นไม่สำคัญ ก็จะไม่กล่าว ดังนี้

1. อยู่มาหมู่ข้าเฝ้า ก็หาเยาวนารี ที่หน้าตาดี ๆ ทำมโหรีที่เคหา

ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา หาได้ให้ภรรยา โลโภพาให้บ้าใจ

     ลูกน้องเมื่อจะไปหาเจ้านาย ก็จะต้องหาสาวงามไปถวาย โดยจัดให้มีการบรรเลงมโหรีที่บ้านของท่าน

     ส่วนเจ้านาย ไม่เป็นอันต้องทำอะไร ทั้งเช้าและเย็น เอาแต่ทรงปี่สีซอ แล้วก็พาสาวงามเข้าห้องบำรุงกาม

2. ไม่จำคำพระเจ้า เหไปเข้าภาษาไสย ถือดีมีข้าไท ฉ้อแต่ไพร่ใส่ขื่อคา

     ไม่สนใจคำสอนของพระบรมศาสดา แต่คำสอนของพระพุทธองค์นั้นเป็นคำบาลี ท่านกลับเอาคำบาลีนั้นไปเป็นคาถาอาคม แล้วแปลงไปเป็นไสยศาสตร์ ร่ายเวทมนตร์คาถา ปลุกเสกเลขยันต์ ครั้นไม่มีอะไรทำ ก็ไปโกงเอาแก่ทาส (สมันนั้นมีทาส) ไม่ได้ดังใจก็เอาเครื่องบังคับคือ ขื่อคาใส่เข้าไปในทาสผู้นั้น (ขื่อคาเป็นเครื่องจองจำนักโทษ เป็นไม้ 2 อันเจาะรู เอาไม้ 2 อันนี้มัดบีบที่คอและมัดมาที่มือ 2 ข้าง)

3. คดีที่มีคู่ คือ ไก่หมูเจ้าสุภา ใครเอาข้าวปลามา ให้สุภาก็ว่าดี

     กรณีที่มีความเกิดขึ้น คือ มีคู่กรณีต้องฟ้องร้องกัน อย่างนี้เป็นอาหารโอชะของตุลาการ (เจ้าสุภา แปลว่า ตุลาการ ผู้มีหน้าที่ตัดสินคดี) ใครมาวิ่งเต้นเอาข้าวปลามาให้แก่เจ้าสุภา เจ้าสุภาท่านว่าเป็นคนดีทั้งนั้น

4. ที่แพ้แก้ชนะ ไม่ถือพระประเวณี ขี้ฉ้อก็ได้ดี ไล่ด่าตีมีอาญา

     เมื่อเอาข้าวปลามาให้แก่เจ้าสุภาแล้ว ความที่ผิด แก้ให้ถูกได้โดยการตัดสินนั้น ไม่ยึดถือประเพณีแห่งความถูกต้อง แม้คนคดโกงก็ได้ดีได้โตได้ใหญ่ เขาเรียกว่า ขี้ฉ้อก็ได้ดี คนมีอิทธิพลได้ดี คนนักเลงได้ดี คนซื่อตรงไม่ได้ดีกับเขา คนคดโกงที่ได้โตใหญ่นั้น เราอย่าได้ไปว่ากล่าวเข้าทีเดียว หากไปว่ากล่าวเข้าก็จะมีโทษเป็นคดีเป็นความเกิดขึ้น

5. ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง้าเต่าปูปลา ผู้เฒ่าเหล่าเมธา ว่าใบ้บ้าสาระยำ

     คนที่มีศีลธรรม ยึดมั่นในคำสอนแห่งองค์พระศาสดา สังคมกลับดูถูกเขาว่าเป็นคนโง่ และผู้เป็นปราชญ์ราชบัณฑิตสังคมไม่ให้ค่านิยมว่าดี ทั้งยังตำหนิติเตียนด้วยประการต่าง ๆ

6. ภิกษุสมณะ เล่าก็ละพระสะธรรม คาถาว่าลำนำ ไปเรร่ำ ทำเฉโก

     แม้พระสงฆ์ผู้ทรงศีล ต่างก็ไม่ยึดมั่นในพระธรรมแห่งองค์พระศาสดา ประพฤติปฏิบัติย่อหย่อนต่อพระธรรมวินัย แม้การสวดมนต์ยังไม่ถูกทำนอง ผิดแปลกแหวกแนวไปหมด คำว่า พระสะธรรมก็คือ พระสัทธรรมนั่นเอง

     นี่คือเรื่องที่หนังสือมูลบทบรรพกิจท่านกล่าวไว้ รวม 6 เรื่อง จะดูเรื่องใดเป็นปัญหาทั้งนั้น เมื่อไม่มีคุณธรรม ไม่ว่าอะไร ไม่ดีทั้งนั้น

 

คติธรรมและคตินิยมมาจากไหน

     คติธรรม มาจากคำสอนขององค์พระศาสดา ศึกษาได้จากหลักสูตรนักธรรมระดับต่าง ๆ และหลักสูตรเปรียญธรรมต่าง ๆ อีกทั้งศึกษาจากพระไตรปิฎกและตำราในทางพระพุทธศาสนา เมื่อเรียนแล้ว ศึกษาแล้ว ชอบธรรมบทอะไร ก็ยึดเอาธรรมนั้นมาเป็นคติประจำใจ

     ส่วนคตินิยม มาจากพระธรรมนั่นเอง แต่มาผสมผสานกับวัฒนธรรมทางศาสนา บ้างก็ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่น บางทีผสมกับประเพณี และบางแห่งผสมแบบธรรมเนียม แล้วเราก็ให้ความเห็นชอบว่าชอบหรือไม่ชอบ หากไม่ชอบก็ไม่ให้ค่านิยม หากชอบก็ให้ค่านิยม เช่น การสร้างพระพุทธรูปในพระศาสนา ท่านถือว่าเป็นกุศล แต่ข้าพเจ้ากลับไม่ชอบ เพราะพระพุทธองค์สนับสนุนการปฏิบัติมากกว่าการพัฒนาวัตถุ แม้นารายณ์บรรทมสินธุ์ติดอยู่หน้าโบสถ์ ยังมีคนมาลักขโมยเอาไปขายเมืองนอก พระพุทธรูปก็เหมือนกัน สร้างแล้วไม่รักษาปล่อยให้แตกร้าว ปล่อยให้โจรมาตัดพระเศียรเอาไปขาย แม้กุฏิศาลาก็สร้างกันมากมาย แต่ไม่มีคนใช้ ลมเป็นผู้ใช้และสุนัขเป็นผู้เฝ้า เราไม่ควรไปให้ค่านิยม เว้นแต่มีความจำเป็นก็สร้างเท่าที่จำเป็นก็พอแล้ว

     กลับมาดูเรื่องประเพณีชักพระ คือ แห่พระพุทธรูปไป ผ่านไปที่ใด เขาก็ปาดอกไม้ลงมาที่เรือพระพุทธรูป อีกอย่างหนึ่งที่เราเคยเห็นเป็นประเพณีอีก คือ เอาพระพุทธรูปดำน้ำลงไป

     จะเห็นว่า เกี่ยวข้องกับประเพณีทางศาสนา แต่ละท้องถิ่นทำไม่เหมือนกัน

     ยุติว่า เราให้ค่านิยมหรือไม่

 

คติธรรมและคตินิยมมีความจำเป็นหรือไม่

     ตอบว่า “มีความจำเป็น” โดยเฉพาะคติธรรมมีความจำเป็นต่อเราอย่างยิ่ง เพราะคติธรรมเป็นหางเสือ คตินิยมเป็นบ่อเกิดแห่งเหตุผล ซึ่งแต่ละบุคคลมีเหตุผลไม่เหมือนกัน แตกต่างกันไปตามความเชื่อแตกต่างกันไปตามความคิด

     ในการคัดเลือกคนเข้ารับราชการ กรรมการเขามักถามเสมอ ท่านมีคติอะไร มีอุดมคติอะไร เราต้องตอบอย่างทันที แล้วกรรมการเขาก็พิจารณาให้คะแนน ในการให้คะแนนนั้น กรรมการท่านพิจารณาประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

     บางท่านตอบว่า “กระแสน้ำไม่รอท่า เวลาไม่คอยใคร” กรรมการท่านพิจารณาว่า คนนี้ตรงต่อเวลา หากรับไว้ให้ทำการแล้ว จะเกิดประโยชน์ต่อทางราชการ ไม่ใช่มาช้ากลับก่อน

     แต่มีหลายท่านหัวดีมาก ไม่รู้จะตอบอะไร เพราะไม่มีคติธรรมอะไร แต่เอาคำขวัญของโรงเรียนมาตอบ เช่นตอบว่า “สิกฺขา วิรุฬฺหิ สมฺปตฺตา” (การศึกษาคือความเจริญงอกงาม) กรรมการท่านชอบใจว่าเราจะได้นักการศึกษาเข้ามาทำงาน งานของทางราชการจะได้เจริญ ปรากฏว่าได้คะแนน

     ท่านที่ตอบว่า “กรุงโรงไม่ได้สร้างในวันเดียว” เอาคติฝรั่งมาตอบ กรรมการเขาก็พิจารณา คนนี้เป็นคนทำอะไรมีแผนงาน ได้คะแนนอีก

     รายที่ได้คะแนนดี คือตอบว่า “นิสมฺม กรณํ เสยฺโย” ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำ รายนี้ตอบได้เข้าตากรรมการ กรรมการท่านคิดว่า งานราชการนั้น ประกอบด้วยระเบียบและกฎหมาย หากพลาดไปโดยขาดการพิจารณาจะเสียหายมาก ก่อนที่ผู้มีอำนาจจะลงนาม ต้องตรวจสอบความถูกต้องในประการต่าง ๆ เสียก่อน เราก็ต้องไปกางตำราดูระเบียบดูกฎหมาย เมื่อถูกต้องแล้ว จึงเสนอเจ้านายลงนาม

 

สถานศึกษาให้ความสำคัญต่อคติธรรมมาก

     ไม่ว่าเป็นโรงเรียน วิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัย รวมเรียกว่า สถานศึกษา ท่านให้ความสำคัญต่อคติธรรมมาก โดยจะเลือกเอาคติธรรมที่ท่านชอบ แล้วเขียนไว้ในตราโรงเรียน ตรานี้ใช้ประทับเอกสารของโรงเรียน และประทับไว้ที่สมุดสำหรับจำหน่ายแก่นักเรียน

     เมื่อเราเดินเข้าไปในสถานศึกษา จะเห็นแผ่นป้ายคติธรรมตัวใหญ่ เป็นการประกาศว่า โรงเรียนนี้มีคติธรรม มีจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษา เช่น

ปมาโท มจฺจุโน ปทํ ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย

ทนฺโต เสฏโฐ มนุสฺเสสุ ผู้ได้รับการฝึกดีแล้ว เป็นผู้ประเสริฐในหมู่มนุษย์

อพฺยาปชฌํ สุขํ โลเก การไม่เบียดเบียนกันเป็นสุขในโลก

ปญฺญา โลกสมึ ปชฺโชโต ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก

ปญฺญา นรานํ รตนํ ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน

อาโรคฺยปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง

สุวิชาโน ภวํ โหติ ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ

วิริเยน ทุกฺขมจเจติ คนล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร

ธมฺมกาโม ภวํ โหติ ผู้ใครธรรมเป็นผู้เจริญ

ธมฺมเทสฺสี ปราภโว ผู้ชังธรรมเป็นผู้เสื่อม

 

สถานที่ราชการและภาคเอกชนยังไม่แสดงออกถึงคติธรรม

     สถานที่ราชการ ลำดับมาตั้งแต่อำเภอ จังหวัด กรม กอง กระทรวง ทบวง กรม ยังไม่แสดงออกถึงคติธรรม หากไปดูภาคเอกชนที่เป็นบริษัท ห้างร้าน และองค์การต่าง ๆ ยังไม่พบการแสดงออกทางคติธรรมเช่นเดียวกัน คงมีแต่สถานศึกษาเท่านั้น ที่มีการยกย่องคติธรรม เห็นว่าคติธรรมมีประโยชน์

     ความจริงแล้ว เป็นเพราะหลงลืมไป ไม่ทันได้คิดกัน มุ่งแต่ทำงานให้แก่องค์การสถานเดียวนั่นเอง หากเราคิดที่จำทำคำขวัญที่เป็นคติธรรมหรือพุทธวัจนะ ย่อมเป็นการแสดงว่า องค์การของเรามั่นคงในพระธรรม โปรดมาติดต่อกับเราเถิด องค์การของเราไม่ทำให้ท่านผิดหวัง เพราะเรายึดมั่นในพระสัทธรรมของพระบรมศาสดา การมีที่คำขวัญเป็นคติธรรม ย่อมจะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ เช่น

อปฺปกญจิทํ ชีวิตมาหุ ธีรา ปราชญ์กล่าวว่าชีวิตนี้น้อยนัก

สุทสฺสํ วชฺชมญเญสํ อตฺตโน ปน ทุทฺทสํ ความผิดของผู้อื่นเห็นง่าย ความผิดของตนเห็นยาก

อนากุลา จ กมฺมนฺตา การงานไม่คั่งค้างเป็นมงคล

นตถิ โลเก รโห นาม ไม่มีความลับในโลก

กลฺยาณการี กลยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

น มิยฺยมานํ ธนมนฺเวติ กิญจิ ทรัพย์สักนิด ก็ติดตายไปไม่ได้

     คติธรรมที่นำมากล่าวนี้ หากนำไปเป็นคำขวัญในที่ทำการของเรา จะมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ช่วยผู้บริหารได้บ้าง ชีวิตของเราไม่ยืนยาว มาทำกรรมดีกันเถิด อย่างให้การงานของเราคั่งค้าง อย่าไปทำมือสั้นมือยาวเข้า เพราะไม่มีความลับ สักวันหนึ่งเรื่องต้องแดงขึ้น ดังที่เห็นโทรทัศน์เขานำข่าวมาเสนอ เราก็เห็นอยู่ทุกวัน เมื่อมีความบกพร่องเกิดขึ้นอย่างเพิ่งกล่าวโทษคนอื่น ให้สำรวจตรวจสอบตัวเราเองก่อน อย่างน้อยก็บรรเทาบาป สุดท้ายเราก็ตายจากโลกนี้ ที่เรากอบโกยเอาไว้มาก ๆ นั้น เอาติดตัวไปแม้บาทเดียวก็ไม่ได้ เป็นคติเตือนใจ ควรเขียนให้ตัวใหญ่ จะได้เตะตา เพื่อจะได้อ่านกัน ควรติดไว้ในที่เปิดเผย เข้ามาก็อ่าน ออกไปก็อ่าน

     ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ที่ทำราชการของเราเท่านั้น ควรนำไปปิดไว้ที่บ้านของเราด้วย อย่างน้อยก็ช่วยกล่อมเกลาจิตใจของเรา อย่าเชื่อตัวเองว่าไม่มือสั้นมือยาว กิเลสมันมีอำนาจเหนือใจเรา เงินก้อนเล็กไป เราพอยับยั้งใจได้ แต่ถ้าเป็นเงินก้อนโต เราเป็นผู้มีอำนาจ ไม่มีใครรู้เห็น เผลอไปนิดเดียว เราเอาเงินของเขาไปโดยมิชอบ แล้วเราก็หมองใจไปตลอด สักวันหนึ่งเรื่องต้องแดงขึ้น ไม่ผิดคำสอนของพระพุทธองค์ ทรงสอนแล้วว่า ไม่มีความลับในโลก สักวันหนึ่งต้องเปิดเผย

     ควรเรียนคติธรรมของพระพุทธองค์ให้มาก

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org