Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 4 arrow ปราบมาร4 (12)
ปราบมาร4 (12) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Friday, 18 August 2006

ประเด็นความเสียหายที่มารปกครอง

     ขอกล่าวแต่โดยย่อเท่านั้น เพื่อให้ท่านที่เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูงได้เกิดข้อคิด เพื่อให้เกจิอาจารย์ได้ทราบ ส่วนท่านที่เป็นธรรมกายเบื้องต้น ก็ควรรู้ควรทราบไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อท่านจะได้ช่วยกันคิดช่วยกันแก้ สำหรับท่านที่ไม่เป็นธรรมกาย รู้ไว้บ้างจะเป็นการดี หากวันหน้าเราเป็นธรรมกายบ้าง เราจะได้ไปเป็นกำลังกัน

     ๑.ธรรมภาคมารชนะธรรมภาคขาวทุกรูปแบบ ธรรมภาคขาวมีไว้เพื่อให้ธรรมภาคมารอยู่อาศัย มารไม่ต้องทำกินอะไร? ได้เวลาก็มาระเบิดดวงบารมีไปจากธรรมภาคขาว เหมือนเสือไล่ตะครุบกวางเก้งในป่า อย่างไรก็อย่างนั้น โดยที่ธรรมภาคขาวสู้ไม่ได้ ทั้งนั้น รวมทั้งจักรพรรดิ กายสิทธิ์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และมนุษย์หมดทั้งโลก ไม่มียกเว้นเลย

     ๒. พระพุทธองค์ทั้งนิพพานกายธรรมและนิพพานเป็นมาช่วยมนุษย์ไม่ได้ เพราะมารเขาขัดขวาง เหตุนี้เอง มนุษยโลกจึงเดือดร้อนวุ่นวาย

วิธีที่มารยึดอำนาจปกครอง

     ลำดับแรก เขาดับวิชาธรรมกายก่อน เพราะธรรมกายคือเครื่องมือแห่งการรู้เห็น เมื่อดับวิชาธรรมกายได้แล้ว จากนั้นมารก็ได้เปรียบทุกประการ ฝ่ายเราตกอยู่ในฐานะไม่รู้ไม่เห็น แต่มารเขารู้เขาเห็น หากชกกันก็เหมือนคนสายตาสั้นชกกบคนสายตาปกติ คนสายตาปกติก็ชกคนสายตาสั้นข้างเดียว เพราะคนสายตาสั้นมองอะไรไม่เห็น

     ลำดับสอง มารคิดวิชาให้เรามืดบอด คือเอาปิฎกของมารมาใส่ไว้ในเห็น จำ คิด รู้ ของเรา โอกาสที่เราจะรู้เห็น เป็นอันหมดหวัง การเห็นธรรมของเราสิ้นสุดลงแล้ว นอกจากนั้น มารยังเอาความตายมาให้ คือ เอาวิชาทุกข์และสมุทัยมาใส่ไว้ในเห็น จำ คิด รู้ แล้วก็เอาธรรมภาคกิเลสทั้งปวงโถมใส่สารพัด

     ลำดับสาม มารเขาสร้างเรือนจำคือ คุก ไว้ทรมานสัตว์โลก คือ นรก อเวจี โลกันต์ ที่เราเรียกว่าทุคติภูมิ นี่คือเครื่องมือมาร

     ลำดับสี่ มารเขายึดอำนาจปกครองเป็น ๒ แบบ คือปกครองใหญ่ ได้แก่ ปกครองในนิพพาน และปกครองย่อย ได้แก่กาสรปกครองในภพ ๓ เรืองนี้ให้ท่านอ่านหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๑” เพราะบรรยายไว้แล้วท่านที่จะทราบเรื่องทั้งปวงนี้ คือพระพุทธเจ้าเท่านั้น!    

     เพราะรู้และญาณทัสสนะเหนือกว่าพวกเรา อย่างความรู้เรื่องสุคติภูมิ คือ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม มีกี่ชั้น? อะไรบ้าง? พระพุทธองค์จะกล่าวไว้ในพระไตรปิฎก อย่างเรื่องทุคติภูมิคือ นรก อเวจี โลกันต์ พระพุทธองค์ก็บอก พวกเรารู้เห็นไม่ได้ ความรู้ทั้งปวงนี้เรารู้จากพระพุทธทั้งนั้น ชาวโลกอย่างเราไปรู้เห็นไม่ได้เลย

     นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าท่านมาช่วยมนุษย์โลกไม่ให้มารปกครอง โดยพระพุทธเจ้าท่านมาสอนมนุษย์ให้ประพฤติกาย ประพฤติใจ ประพฤติวาจา ไม่ให้มารมาปกครอง นั่นคือ ให้เราเจริญ ทาน ศีล ภาวนา จึงจะพ้นจากการปกครองของมาร ดังที่เราท่านทราบตรงกันแล้วนั้น

คราวนี้เรามาพูดถึงงานปราบมาร

เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ได้ความรู้อะไรบ้าง?

     ตามที่กล่าวว่า มารไม่ต้องทำกินอะไร ได้เวลาก็มาระเบิดดวงบารมีไปจากธรรมภาคขาว เหมือนเสือไล่เก้งกวางในป่า รวมทั้งจักรพรรดิ กายสิทธิ์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม และมนุษย์ด้วย คือ มารเขามาระเบิดดวงบารมีไปจากธรรมภาคขาวทั้งหมด ทำได้ตามใจชอบ

     นี่คือความรู้ที่ข้าพเจ้ารู้เห็น จากการทำวิชาปราบมารมาถึงจุดนี้

     ความรู้เรื่องนี้ ในสมัยที่ข้าพเจ้าเรียนวิชาธรรมกายเบื้องต้น ไม่ได้ยินครูอาจารย์เขาพูดกันเลย รู้เรื่องกันหรือเปล่าก็ไม่ทราบ? แต่ได้ยินแม่ชีถนอม อาสไวย์ ท่านเคยพูดให้ฟังคราวหนึ่ง เรื่องราวมีอยู่ว่า

     ปีนั้น จังหวัดยโสธรเชิญข้าพเจ้าไปเป็นวิทยากรสอนวิชาธรรมกายถวายความรู้แก่พระสงฆ์ ที่มาอยู่ปริวาสกรรม ตอนนั้น ข้าพเจ้ามีตำแหน่งราชการเป็นศึกษาธิการอำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เมื่อกลับมาแล้ว ได้ไปหาแม่ชีถนอมที่สำนักของท่าน ท่านถามว่ามีพระสงฆ์เห็นดวงธรรมเท่าไร? ที่เห็นกายธรรมมีเท่าไร? และที่เดินวิชา 18 กายได้มีบ้างไหม?” ข้าพเจ้าก็รายงานเท่าที่จำได้ เสร็จแล้วท่านก็บอกว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ให้ศึกษาพิสดารดวงบารมีไปให้ทั่ว อย่าให้เกิดสงครามและอย่าให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองเรา” แล้วข้าพเจ้าก็เดินวิชาเข้านิพพาน พิสดารดวงบารมีเรื่อยไปตามที่แม่ชีสั่ง เสร็จแล้วก็เดินวิชากลับ ถือว่าเสร็จภารกิจตามที่แม่ชีสั่ง แต่ได้ถามท่านว่า “แม่ครูช่วยตรวจดูความถูกต้องของวิชาให้ด้วย” แล้วท่านก็หลับตาทำวิชา เสร็จแล้วท่านลืมตาแล้วบอกว่า “ที่ศึกษาฯ พิสดารบารมีไปนั้น พระพุทธองค์ไม่สามารจะรักษาบารมีของศึกษาฯ ได้ จึงนำดวงบารมีมาฝากไว้ต่อต้นธาตุ”

     ความรู้เรื่องการรักษาบารมีนี้ ข้าพเจ้าลืมไปนานแล้ว ไม่ได้คิดถึงอีกเลย

     ต่อมาเมื่อเหตุการณ์ผ่านมาถึงตอนที่ข้าพเจ้ามาทำวิชาปราบมาร จึงพบเหตุการณ์เข้า ทำให้นึกถึงความรู้ของแม่ชีถนอมอีกครั้งหนึ่ง ความรู้ของแม่ชีถูกต้อง คือมารเขาระเบิดดวงบารมีไปได้ทั้งนั้น ไม่ว่าของใคร! ถ้าเขาต้องการ พอเราทราบเรื่องเข้า ข้าพเจ้ามือเท้าอ่อน หมดกำลังใจ เพราะมารระเบิดดวงบารมีไปได้ เราไม่มีความรู้ที่จะรักษาแม้ดวงบารมีของเรา ความรู้อ่อน ๆ อย่างเรา แล้วจะมีอะไรเหลือ? นี่คือความคิดที่เราทำวิชาในปีนั้น

     งานปราบมารทำมาได้ ๑๐ กว่าปี จึงจะรู้จึงจะทราบ เรื่องนี้ขอให้ท่านอ่านหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๒-๓” ท่านจะทราบ ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวโดยพิสดาร เพราะได้กล่าวแล้วในหนังสือที่อ้างนั้น วันนี้เรามาพูดกันว่า การที่มารปกครองนั้น เราเสียหายอย่างไร? แม้บารมีของพระพุทธองค์มันยังเอาไปได้ แล้วทิพย์พรหม อรูปพรหม จะไปเหลืออะไร! ส่วนจักรพรรดิและกายสิทธิ์ ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่

     นี่แหละที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า ทำบุญให้มารกิน หาเงินให้โจรใช้ คือย่างนี้ แต่ข้าพเจ้าไม่รู้ ในโลกนี้จะมีใครรู้เรื่องนี้สักคนหนึ่งไหม? ขอเพียงคนเดียว ไม่ได้ขอมาก หากใครรู้เรื่อง เขาผู้นั้นควรที่เราจะนำข้าวนำน้ำไปบูชาความรู้ของท่าน เพราะไม่ใช้ความรู้ธรรมดา เป็นความรู้ลึกซึ้ง คำถามจึงมีว่า มีใครอยากรู้เพื่อจะได้แก้ไขมีบ้างไหม? ตอบว่า ไม่มี! ที่ว่ารู้กันนั้น เท่าที่ฟังดู ก็ล้วนแต่รู้ที่ไม่เป็นเรื่องทั้งนั้น

     ไม่ใช่ว่าอยากรู้แล้วจะรู้ได้ ต้องปราบมาร ต้องฝ่าฟัน ต้องเอาจริง ต้องเดินหน้ากล้าตาย กว่าจะได้รู้แต่ละเรื่องใช้เวลาพากเพียร ๑๐ ปีทั้งนั้น เอาแต่นั่งคุยโต เอาแต่นั่งโอ้อวด เอาแต่วางมาด คิดแต่จะสร้างศาลา คิดแต่จะหล่อพระ คิดแต่จะหาอุบายหาเงิน อีกกี่หมื่นปีก็ไม่รู้เรื่อง โพธิสัตว์ประเภทนี้มีมาก

     ความเสียหายอีกเรื่องหนึ่งอันเกิดจากการปกครองของมารตามที่กล่าวไว้ในข้อ ๒ หน้า 132 (แก้ไขด้วย) ก็คือ หากมนุษย์เดือดร้อน พระพุทธองค์มาช่วยไม่ถนัด มี ๒ กรณี คือกรณีที่มารขัดขวาง พระพุทธองค์มาช่วยไม่ได้ หากประพฤติชั่ว มารเขาให้เหตุผลว่า เป็นสาวกของเขา เพราะความชั่วทั้งปวงเป็นธรรมของภาคมาร ผิดศีลผิดธรรมทั้งปวงเป็นธรรมของภาคมาร ธรรมภาคขาวจะมาเกี่ยวข้องในสาวกของเขาไม่ได้ หากเกี่ยวข้อง ถือว่าล่วงล้ำอธิปไตย กรณีอย่างนี้ต้องรบกันแล้ว

     กรณีที่เป็นธรรมภาคขาวมาแต่เดิม ต่อมาเราประพฤติชั่วหรือผิดวินัยจะโดยเหตุใดก็ตาม มารเขาอ้างว่าสาวกของธรรมภาคขาวเข้ารีตเป็นธรรมภาคมารแล้ว จึงประพฤติชั่ว จึงผิดวินัย ซึ่งความชั่วทั้งและการละเมิดวินัย เป็นธรรมของภาคมาร กรณีอย่างนี้เรามีทางแก้ โดยเรารีบปลงอาบัติและรับกระทำดีอย่างเร็ว พระพุทธองค์จะถือโอกาสที่เราทำดีนั้นมาช่วยเราได้ หากเราทำชั่วนานไปหรือผิดวินัยแล้วดองไว้โดยไม่ปลงอาบัติ กรณีอย่างนี้แก้ยากแล้ว เพราะธาตุธรรมกลายเป็นธาตุธรรมของภาคมารไปโดยไม่รู้ตัว มารเขาก็ปกครองอย่างสะดวกโยธิน เรียกว่า หมดทางแก้

     อีกกรณีหนึ่ง เป็นเรื่องยากที่จะรู้เห็น แต่ก็ได้รู้เห็นในชาตินี้ คือ สร้างบารมีเป็นธรรมภาคขาว เกิดมาเป็นโพธิสัตว์ ใกล้จะได้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญู แต่ธาตุธรรมกลายเป็นภาคมารไป ข้าพเจ้ากำลังไต่สวนที่มาที่ไปอยู่ ความรู้ยังไม่แจ้ง จึงรายงานท่านในวันนี้ไม่ได้

     ต้องคิดไว้เสมอว่า เราสร้างบารมีสำคัญ! มารจ้องมองเราอยู่ในที่ลับ บารมีแต่ละอย่างที่เราได้ มารสูบเอาไปเท่าไร? เหลือไว้เท่าไร? พวกเราทราบเรื่องนี้กันหรือเปล่า? การที่เงินไหลเข้ามาหาเรานั้น มาจากไหน? ใครเป็นผู้กำกับ? เราว่าตัวเรามีบารมีพิเศษ ไม่มีใครดังเท่าเรา เราดังคับโลก ไม่ว่าจะทำอะไร เป็นต้องดังทั้งนั้น เงินไหลมาราวพายุ เป็นเพราะมารเขาหนุนให้เป็นไป เขาคอยจังหวะจะฮุบ รอแต่ว่า เมื่อไรจะเป็นจังหวะของเขา เขาเลี้ยงต้อยไว้โดยที่เราไม่รู้ เราหลงตัวเองว่า กูแน่ ไม่มีใครเด็ดดวงเท่ากู ผู้คนมาหากูราวกับฝูงผึ้ง แม้ข้าวก้นบาตรยังมีคนแย่งกันกิน ก้นบุหรี่ยังมีคนแย่งเอาไปบูชา จีวรของกูยังมีคนขอผืนขาดไปบูชา เพราะพระราคา ๕ มาสก คือหนึ่งบาทเท่านั้น เวลานี้บุหรี่ราคาเกินหนึ่งบาทแล้ว พอเราพลาด มารเขาก็ไปหาพระพุทธองค์ทันที

     “พระองค์จะว่าอย่างไร? ภิกษุรูปนี้เป็นสาวกของเรา เพราะผิดวินัยข้อนั้น บารมีของเขาอยู่ที่ใด? จงหยิบยื่นมาให้เราเดี๋ยวนี้ เพราะเราเป็นผู้ปกครอง จะต้องรักษาบารมีของเขา” พระพุทธองค์พูดไม่ออก แล้วบารมีของเราก็หลุดมือไปภายในพริบตา โดนลูกไม้นี้กันมาทั้งนั้น ถามว่าใครรู้เรื่องนี้กันบ้าง ก็เรียนกันมาร้อยปีแล้ว เป็นธรรมกายระดับลูกพี่แล้ว รู้เรื่องนี้บ้างไหม? ไม่มีใครรู้กันเลย! เราไว้ใจความรู้อาจารย์ของเรา แต่อาจารย์ของเราก็บอกได้เท่าที่ท่านรู้ เกินความรู้ของอาจารย์แล้ว พวกเราต่างหากที่จะต้องค้นคว้าบากบั่น

     ที่กล้าบรรยายไว้ ก็เพื่อให้เกิดข้อคิดแก้ผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีเจตนาดี อะไรที่บอกได้ก็จะบอก เว้นแต่เกินความรู้ของข้าพเจ้า อย่างนี้จนใจ

ความเสียหายสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่มารปกครอง

คือมรรคผลนิพพานล่มสลาย

     มรรคผลนิพพานของเราตั้งแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน ต้องว่าไม่ปกติสุข เมื่อมารปกครองเสียแล้ว ไม่ดีทั้งนั้น ในปิฎกไม่มีกล่าว เพราะมารเขาห้ามไว้! ดังนั้น พระพุทธเจ้าทุกสมัยที่มาตรัสรู้ในโลก ไม่ได้กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกทั้งนั้น ทั้งที่พระองค์อยากกล่าว แต่ก็กล่าวไม่ได้ ด้วยเหตุขัดข้องที่มารเขาห้าม พวกเราชาวมนุษย์โลกจึงไม่รู้ของจริง มีแต่กล่าวว่านิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง (นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ) นิพพานจะเป็นสุขจริงถ้ามารไม่มารังควาญ เรื่องของนิพพานต้องได้รับการแก้ไขด่วน

     ที่ข้าพเจ้ากล่าวอย่างนี้ เพราะข้าพเจ้าไปรู้เห็นในตอนที่ทำวิชาปราบมารนี้เอง

     นี่แหละคือผลแห่งการที่มารปกครอง ไม่ว่าธรรมภาคขาวจะไปทำอะไรไว้ที่ไหน? มารไปรังควานทั้งหมด วิชาธรรมกายของพระพุทธองค์ มารก็มาบ่อนทำลาย นิพพานของพระองค์ มารก็มายึดครอง

     อยากจะบรรยายให้ละเอียดกว่านี้ แต่เกรงว่าบรรดาเกจิอาจารย์จะตกใจ เท่าที่กล่าวนี้ก็ย่นย่อพอสมควรเท่านั้น

     ขอสรุปว่า การแก้ไขทุกอย่างต้องปราบมารสถานเดียว เมื่อปราบมารได้ถึงเป้าแล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้นทั้งหมด นี่คือเนื้อหาสาระของงานปราบมาร แต่แรกข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดธาตุธรรมยื่นคำขาดให้เราปราบมาร เราคัดค้านอย่างไร! ไม่ทรงฟังทั้งนั้น! ดังที่แจ้งเรืองไว้แล้วในหนังสือ “ปราบมาร ภาค ๑” ต่อเมื่อเราอดทนทำวิชาไป ๑๐ กว่าปี จึงได้รู้เห็นเรื่องราวของนิพพาน ว่าเรื่องจริงคืออะไรกันแน่? ท่านทั้งหลายเรียนวิชาธรรมกายกันมานานปี ได้รู้เห็นอะไรบ้าง? ทำอะไรได้บ้าง? แต่แรกข้าพเจ้านิยมว่าท่านที่เป็นธรรมกายคือเทพเจ้า เรานับถือให้ค่านิยมว่าวิเศษ แต่พอเราทำวิชาปราบมารมาถึงจุดนี้ ข้าพเจ้าเปลี่ยนใจทันที ค่านิยมที่เราเคยให้ กลายเป็นสูญ เพราะอะไรหรือ? เพราะเราไม่บากบั่น ไม่ค้นคว้าจริง จึงอยู่ในฐานะให้มารจูงรู้จูงญาณ ความรู้ของเราอยู่ระดับเบื้องต้น ยังใช้การไม่ได้ เป็นที่น่าหนักใจมาก จะค้นคว้าอะไรก็ค้นไม่ได้ ความรู้วนเวียนเหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง ความรู้ไม่เหมือนสมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ เพราะขาดการกำกับทางวิชา

     ขณะนี้เหตุการณ์ในนิพพานดีขึ้นมากแล้ว จะเข้าสู่ยุค นิพพานํ ปรมํ สุขํ แล้ว ถามว่าใครเล่ามาเป็นคนทำให้ดีขึ้น? ใครเล่ามาเป็นคนแก้ไข? เป็นเรื่องที่เราจะต้องเรียนรู้อย่างด่วน ไม่ทราบกันเลยหรือว่านิพพานของเราล่มสลายเพราะมารปกครอง? เอาแต่รู้สิ่งไม่ควรรู้ เห็นแต่สิ่งไม่ควรเห็น เรียนสิ่งไม่ควรเรียน ทำสิ่งไม่ควรทำ เรียนไปตามการชักนำของมาร ความรู้ของพวกเราจึงไม่ไปไหน เต้นไปตามจังหวะดนตรีที่มารเขากำกับ เอาแต่วัตถุมาอวดอ้าง เอาแต่สร้างวัด สร้างศาลามาอวดกัน เอาแต่หล่อพระพุทธรูปแข่งกัน จะไปได้เรื่องอะไร! นั่นมันเป็นงานของเด็ก ไม่ใช่งานของผู้เป็นวิปัสสนาจารย์ อีกร้อยชาติพันปีก็ไม่ได้อะไร! กี่ยุคกี่สมัยก็เป็นอย่างนี้ เราจึงเป็นรองมารเขามาตลอด วิชาของเราไม่ดีขึ้น แต่ไปดีที่วัตถุ ก็แปลว่า มารเขาดับวิชาของเรามาตลอด โดยที่เราไม่รู้ วิชาของเราจะเพี้ยนเรื่อย ๆ ในที่สุดความถูกไม่มีเหลือ แต่ไปยึดเอาความเพี้ยนมาเป็นความถูก นี่คือลักษณะที่มารดับวิชาของเรา ขอให้ทราบไว้ตั้งแต่วันนี้

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org