|
ข้าพเจ้าทำหน้าที่ของข้าพเจ้าสมบูรณ์แล้ว ธาตุธรรมมอบให้ข้าพเจ้าปราบมาร ข้าพเจ้าก็ทำแล้ว มันไม่ง่ายอย่างที่ใครคิด ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งปวง มารเขาตอบโต้มา ข้าพเจ้าได้รับผลอะไรบ้าง? ท่านยังไม่ทราบ ข้าพเจ้าเคยกล่าวว่า วันหนึ่งมีข้าวกิน มีอากาศหายใจ นับว่าดีที่สุดแล้ว ข้าพเจ้าทำราชการเพื่อเอาเงินเดือนเลี้ยงชีวิต เพื่อไม่ให้ชีวิตเป็นหนี้ ตลอดชีวิตราชการจนกว่าจะเกษียณนั้นไม่สนุกเลย ความชั่วไม่เคยทำ ความระยำไม่เคยสร้าง ขาดราชการไม่เคยมี ไม่มีเสียงบ่นนินทาจากลูกน้องและเจ้านาย หลังจากที่พ้นราชการไปแล้ว ถ้ามีความมัวหมองอะไรเพียงนิดเดียว เราก็อยู่ในราชการไม่ได้แล้ว มารมันจะเอาเอากับเราแค่ไหนก็ไม่รู้ อยู่รอดมาได้ก็ว่าบุญอักโขแล้ว ความร่ำรวยอย่าพูดให้เสียเวลาเลย มีกินมีใช้ไปวันหนึ่ง ๆ ข้าพเจ้าก็ยกมือไหว้ฟ้าแล้ว แล้วเราจะเอาใครไปสู้มาร ใครคนไหนจะมีแก่ใจมาทำวิชาให้ โดนมาระเบิดเพียงหนสองหน จะหายหน้าหาไม่พบตัวแล้ว ถ้าจะปราบมาร ขอแนะนำว่า อย่าบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระแล้ว นั่นคืออาหารอันโอชะของมารทันที พอมารสอดละเอียด เราจะบกพร่องวินัยสงฆ์ แล้วเราจะเอาตัวไม่รอด ๑. หน้าที่ปราบมาร ทำมาสมบูรณ์แล้ว พิมพ์ตำราปราบมารเผยแพร่ครบถ้วน พร้อมทั้งบันทึกเหตุการณ์ไว้ให้ได้พิสูจน์กันด้วย เป็นหลักฐานให้ค้นคว้าได้ทุกเรื่อง ๒. งานเขียนตำรา ทำได้อย่างไร? ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ แต่เขียนได้อย่างดี เข้าใจแจ้งในทุกหลักสูตร ใครอ่านแล้วเป็นต้องชม เวลานี้หาคนเขียนความรู้วิชาธรรมกายไม่ได้แล้ว ๓. งานเผยแพร่วิชาธรรมกาย ทำมาตลอดชีวิต แม้ข้าพเจ้าป่วยไข้ผ่าตัดกล่องเสียง เพราะเป็นมะเร็งพูดไม่ได้ ข้าพเจ้าก็ไปนั่งเป็นประธานให้ ประวัติการสอนเป็นอัศจรรย์ตลอดมา ที่ว่าอัศจรรย์ คือ สอนได้ผลเป็นเลิศ คือสอนได้ยกชั้น สอนได้ยกรุ่น เช่น สอนนักเรียน ปรากฏว่านักเรียนเห็นธรรมยกชั้น สอนสามเณรฤดูร้อน ปรากฏว่า เห็นธรรมยกรุ่นในเวลาเพียง 2 วัน เวลานี้ข้าพเจ้ายังพูดไม่ได้ แต่ฝึกวิทยากรไว้มาก ใครเชิญไป ก็พร้อมที่จะส่งวิทยากรไปสอนให้ เนื้องานนอกจากจะได้พระพุทธเจ้าและจักรพรรดิกลับมาแล้ว ยังได้เนื้องานอะไรอีกหรือไม่? โปรดเข้าใจว่า ในการเดินวิชารบแต่ละวันนั้น เจตนาของเราอยู่ที่จะกวาดล้างมารให้หมด พบแล้วเท่าไร? จะเอามาฆ่าให้หมด เอามาฆ่าให้ตาย ภาษาวิชาธรรมกายท่านใช้ว่าเอามาดับ บางท่านใช้ว่าเก็บ หมดมารเมื่อไร? หน้าที่ของเราจบลงวันนั้น เป็นเพราะอะไรไม่ทราบ พลาดหวังไปหมด ไม่พบมารเลย เป็นเพราะมารเขาหนีเอาตัวรอด เขาหนีไปอยู่ที่ไหน ไม่มีใครรู้ แต่กลับไปพบพระพุทธเจ้าที่มารเอาตัวไปกักกันและพบจักรพรรดิของภาคขาวที่มารเอาตัวไปทำโทษ พบจักรพรรดิสำคัญที่มารเขาเอาตัวไปกักกัน ตามที่กล่าวนั้น สรุปแล้ว ผลงานไม่ตางไปจาก “ปราบมาร ภาค ๓” เท่าไร เหตุใดจึงพบเช่นนั้นอยู่อีก? เรื่องนี้ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ ได้แต่คิดว่า เราทำวิชามานานปีแล้ว ก็ยังพบเหตุการณ์ซึ่งหน้าเช่นนี้อยู่อีก ก็แปลว่า มารเขากวาดต้อนเอาธาตุธรรมของภาคขาวไปเป็นเชลยเกือบหมดนิพพาน แล้วก็ถามว่า ยังพบดวงบารมีของภาคขาวที่มารระเบิดเอามาอีกหรือไม่? พูดง่าย ๆ ก็คือ ดวงบารมีที่มารเขาจี้ปล้นเอามานั้น ยังพบอีกหรือไม่? ตอบว่า ระยะหลังนี้ไม่ค่อยพบ พบบ้างแต่ไม่มากเหมือนรุ่นปราบมารภาค ๓ แต่ที่จะรายงานให้ทราบก็คือ พบต้นธาตุนิพพานเป็น และพบผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น มารเขาจับตัวไปทรมาน พบ “ต้นนิพพานเป็น” เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๒ (บันทึกเล่ม ๒๔ หน้า ๑๐๔) มารเอาพระองค์ไปซ่อนไว้ลึกมาก พระองค์อยู่องค์เดียว เหมือนมีอะไรมัดพระวรกายพระองค์ พอเราช่วยออกมาได้ ถามพระองค์ดู ทรงบอกว่าเป็น “ต้นธาตุนิพพานเป็น” ข้าพเจ้าตกใจมือเท้าอ่อน! ได้ความว่าเป็นรุ่นก่อน “ต้นนิพพานเป็น” ยังจำติดตา พระวรกายผิวเนื้อสองสี ไม่ขาวอย่างคนผิวขาว จีวรแพรเนื้อละเอียด สีจีวรไม่เหลืองทีเดียว เป็นแบบเหลืองเข้ม พระเกศาสั้นเหมือนพระสงฆ์ของเรา ร่างสันทัดไม่ใหญ่ กายไม่ใสเป็นแก้ว ไม่เป็นทอง แต่เหมือนอย่างพระสงฆ์ของเราในทุกวันนี้ ต่อมาวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๔๒ (บันทึกเล่ม ๒๔ หน้า ๑๑๗) พบ “ผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น” มารเอาพระองค์ไปกักกันไว้ลึกเช่นเดียวกัน อยู่องค์เดียวไม่ปะปนกับใคร ถูกทรมานเช่นเดียวกัน ถามพระองค์แล้ว ทรงบอกว่าเป็น “ผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น” ข้าพเจ้าตกใจอีก! เมื่อไม่กี่วันมานี้ได้พบ “ต้นธาตุนิพพานเป็น” วันนี้ได้พบ “ผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น” เข้าอีก แปลว่า ข้าพเจ้ามีโชคมาก ที่ได้ช่วยพระองค์ พระองค์เป็นธาตุธรรมสำคัญ ได้คิดว่ามารมันจะขนาดนี้ ตกเย็นของวันนั้น ข้าพเจ้าได้จัดบูชาดอกไม้แก่นิพพาน ธาตุธรรมท่านสั่งให้ทำ เพื่อต้อนรับธาตุธรรมสำคัญที่รับตัวพระองค์กลับมาได้ นิพพานของเราตกใจกันหมด ไม่คิดว่าจะพบเหตุการณ์เช่นนี้ นี่คือการสร้างบารมีของลุงการุณย์ บุญมานุช ไม่ใช่เอาเงินประชาชนมาสร้างเจดีย์ ไม่ใช่หล่อพระพุทธรูป ไม่ใช่เอาไปกว้านซื้อที่ดิน ไปทำงานอย่างนั้นภาษามวยไทยเขาพูดว่าหมดรูปหมดมวยแล้ว ถ้ารูปมวยออกมาเช่นนั้น เซียนมวยเขาบอกว่ามีแต่แพ้กับแพ้ เป็นวิชาธรรมกายแล้วไปทำงานอย่างนั้น อายเขาเปล่า ๆ อย่าทำเลย! อายเขา! เหตุการณ์มาถึงธาตุธรรมระดับผู้ปกครองของนิพพานเป็น มารยังเอาตัวไปได้ ทำให้ข้าพเจ้าคิดมาก! จำได้ว่า “ต้นนิพพานเป็น” เคยรับสั่งกับข้าพเจ้า ไม่ทราบว่าข้าพเจ้าจดไว้ในบันทึกเล่มใด ทรงกล่าวว่า เมื่อพระองค์ได้มรรคผลนิพพาน สถานภาพของนิพพานเป็นก็เป็นอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าได้แต่ฟัง แต่ไม่เข้าใจอะไร ครั้นเหตุการณ์มาถึงวันนี้ จึงนึกได้ขึ้นว่า “ต้นนิพพานเป็น” เคยกล่าวเหตุการณ์ไว้แล้ว แต่ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเอง ซึ่งเรื่องของนิพพานมันละเอียดเกินความรู้ทีคนมีกิเลสอย่างลุงการุณย์จะรู้เห็น รู้เห็นได้แค่นี้ก็บุญอักโขแล้ว ความหมายแห่งการรับสั่งของพระองค์จะมีความหมายอย่างไร? เราไม่เข้าใจ แต่วันนี้ได้ข้อคิดว่า “ต้นนิพพานเป็น” ทำงานหนัก เพราะต้องทำหน้าที่ผู้ปกครองใหญ่ของนิพพานเป็นทั้งหมด แต่วันนี้ “ต้นธาตุนิพพานเป็น” และ “ผู้ปกครองใหญ่นิพพานเป็น” กลับมาแล้ว งานของนิพพานเป็นก็จะแบ่งความรับผิดชอบกันไป นี่คือความเข้าใจของเรา ความเข้าใจของข้าพเจ้าผิดไป ความพร้อมของธาตุธรรมสำคัญดังกล่าวนี้ ยังไม่พร้อมที่จะทำหน้าที่ จะต้องฟิตซ้อมวิชากันอีกนาน พบทะเลบุญของภาคขาวที่มารมาจี้ปล้นไป แล้วเอาไปซ่อนไว้ เราไปเอากลับคืนมาได้ วัตถุประสงค์ของการเดินวิชา ก็เพื่อให้พบมาร คือให้พบกายของเขา เพื่อจะเอากายมารมาดับให้ตาย เมื่อหมดมารแล้ว หน้าที่ปราบมารของข้าพเจ้าจะได้จบลง แต่แล้วก็ผิดหวัง เราไม่พบมาร แต่ไปพบอย่างอื่น นั่นคือพบทะเลบุญของภาคขาว ที่มารเขามาระเบิดไปจากภาคขาว เขาเอาไปซ่อนไว้ในที่ลึกลับ เกินความรู้ที่เราจะไปถึง แต่เป็นการบังเอิญที่เราไปพบเห็น พบเห็นไม่มาก ในระยะนี้พบเพียง ๓ รายการ จะเล่าให้ฟังดังนี้ รายการแรก พบเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๒ (บันทึกเล่ม ๒๓ หน้า ๙๘) เป็นทะเลหิมะ ดวงขาวซ้อนกันมากมาย ธาตุธรรมทรงบอกว่าเป็นของวัดพระธรรมกาย รายการสอง พบเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๒ (บันทึกเล่ม ๒๓ หน้า ๑๑๘) ไม่ทราบว่าเป็นบารมีของใคร? ในบันทึกได้เขียนว่า ไม่พบดวงบารมีนานแล้ว เราลืมเรื่องนี้ไปแล้ว รายการสาม พบเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๒ (บันทึกเล่ม ๒๔ หน้า ๑๐๔) มีลักษณะแปลกมาก คือแบบแรก มีลักษณะคล้ายเกล็ดปลา คือเป็นดวงใสเล็กซ้อนกัน เป็นกองโตมหึมา อีกแบบหนึ่งมีลักษณะเป็นน้ำใสเป็นบึงใหญ่ สรุปเนื้องานของปราบมาร ภาค ๔ ตามที่รายงานมาแล้วนั้น เราจะพบว่า ผลงานเป็นงานไปตามทรัพย์สินกลับคืนมา นั่นเอง ทรัพย์สินที่เป็นบุคคล ได้แก่ การติดตามพระพุทธเจ้าและจักรพรรดิของเรากลับมา ทรัพย์สินที่เปรียบเหมือนเงินทองก็คือดวงบุญและดวงบารมี ทำได้ละเอียดมากแล้ว ขณะนี้เป็นการรบปีที่ ๑๖ ถามว่าตามกลับได้หมดหรือไม่? ยังตอบไม่ได้ การรบที่ละเอียดเข้าไปอีก จะพบอะไรบ้าง? ยังตอบไม่ได้ ถามว่ามารจะถูกดับหมดหรือไม่? ยังตอบไม่ได้ ทางตันของการเดินวิชาคืออะไร? การเดินวิชาดำเนินมาเป็นเวลา ๑๖ ปี วิธีเดินวิชาคือรวมนิพพานกายธรรมทั้งปวงร่วมกับนิพพานเป็นทั้งปวง อีกทั้งจักรพรรดิและกายสิทธิ์ทั้งหมด ให้เป็นเนื้อเดียวกัน ให้เป็นหนึ่งเดียว ตามแนววิชาซ้อนสับทับทวีของหลวงพ่อ นั่นคือ รวมรู้รวมญาณทัสสนะ รวมนิโรธ รวมสมาบัติ รวมตรัสรู้ รวมคำนวณ แล้วเดินเข้าดวงธรรม ๖ ดวงเป็นลำดับไป ดวงธรรม ๖ ดวง ก็คือ ดวงธรรมฯ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ ซึ่งดวงธรรมทั้ง ๖ นี้ มีหยาบและละเอียดเป็นลำดับไป สืบรู้สืบญาณทัสสนะไป เพื่อไปหาเหตุละเอียด เพื่อไปหามารละเอียด เพื่อเราจะได้กำจัดให้สิ้นเชื้อ ตามยุทธวิธีของการรบที่หลวงพ่อท่านสอนไว้ เข้ากลางดวงธรรมทั้ง ๖ เสมอไป ตามวิธีนี้ แต่ไหนแต่ไรไม่มีปัญหา! แต่พอมาถึงปีที่ ๑๕ ติดต่อเข้าปีที่ ๑๖ มีปัญหา ปัญหานั้นคืออะไร? ปรากฏว่า ดวงธรรม ๖ ดวงของนิพพานมีแค่นั้น ไม่มีต่อไปอีก แปลว่า สุดละเอียดของภาคขาวมีแค่นั้น ทำให้เกิดปัญหาใหญ่โต ปัญหาใหญ่โตที่ว่านี้คืออะไร? คือเราทั้งปวงของภาคขาวเดินวิชาไม่ได้ เหตุใดจึงเดินวิชาไม่ได้? ตอบว่า ไม่มีดวงธรรมให้เดิน เพราะดวงธรรมคือมรรค ดวงธรรมคือทางเดิน เมื่อไม่มีทางเดินแล้ว เราไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น เปรียบเทียบก็คือไม่มีถนนให้เดินนั่นเอง นี่คือ ข้อมูลบ่งบอกว่า ภาคขาวเสียทะเลรู้ทะเลญาณทัสสนะไปแล้ว ก็คือเราเสียปัญญาไปแล้ว มารเขามาบ่อนแตก เอาดวงธรรมจากนิพพานไปแล้ว ภาคขาวจึงหูสั้นตาสั้น ไปรู้ไปเห็นได้ในขอบเขตจำกัด (บันทึกเล่ม ๒๔ หน้า ๔๕) ตรงนี้คือชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของมารเขา เพราะเขาสามารถทำให้ภาคขาวเดินวิชาไม่ได้ ตรงนี้คือการสูญเสียปัญญา ถามว่าปัญญาที่สูญเสียไปนี้ตีราคาออกมาได้ไหม? ตอบว่า ตีราคาไม่ได้ เราจะแก้ทางตรงนี้อย่างไร? ถ้าเราแก้ได้ นิพพานท่านก็ยิ้มออกมาได้ หากเราแก้ไม่ได้ นิพพานของเราก็เงียบกริบกันอีก เงียบกริบเพราะอะไรหรือ? ตอบว่า เพราะทุกข์ใจที่เดินวิชาไม่ได้นั่นเอง เหตุการณ์เช่นนี้ เกิดมาตั้งแต่เมื่อไร? ไม่มีใครรู้เห็นทั้งนั้น ตรงนี้คือการพ่ายแพ้ของภาคขาวอย่างใหญ่หลวง แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร? ใครเป็นผู้รู้? ใครจะบอกวิชาแก่เราได้? มองไปทางไหน มืดแปดด้าน ความยากของการปราบมารอยู่ตรงนี้ นักรู้ที่ท่านนิยมอยู่ไหน? อาจารย์ของท่านที่ท่านทุ่มเงินล้านให้ไปอยู่ไหน? ไหนลองแสดงความรู้ออกมาให้ฟังบ้าง? จะมีน้ำยาไหม? เรามีแต่อาจารย์ประเภทเปลืองข้าวชาวบ้าน อย่างนั้นจะมีน้ำยาอะไร! บ้านเมืองเรามีแต่คนเก่งไม่เข้าเรื่อง มันน่าเจ็บใจ! บัดนี้ เรามาถึงทางตันแล้ว ดวงธรรมของนิพพานมีเพียงแค่นี้ ก็แปลว่า ทะเลรู้ทะเลญาณของภาคขาวอยู่ในวงจำกัด เราต้องแก้ได้! ณ ที่สุดแห่งดวงธรรมนั้น จงนึกเอาใจของเราเป็นปลายเข็มปากกาจรดลงตรงนั้น แล้วกระทำหมุนขวาอยู่กับที่ ท่องใจเรื่อยไป นึกให้ใจหมุนขวาเรื่อยไป นึกในใจ แลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย เรื่อยไปในเครื่องบังคับที่มารเขาทำไว้ ทำอยู่ และที่จะทำต่อไป ๑. แลบ ลั่น ... ... ... ฯ เครื่องบังคับนิโรธ เครื่องบังคับสมาบัติ เครื่องบังคับตรัสรู้ เครื่องบังคับคำนวณ เครื่องในเครื่อง ไม่มีเครื่องต่อไป เครื่องบังคับในเครื่องบังคับไม่มีเครื่องบังคับต่อไป เครื่องปกครองในเครื่องปกครองไม่มีเครื่องปกครองต่อไป ๒. น้อมใจเราเข้าไปในกาล ๓ คือน้อมไปในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคต ให้สุดอดีต สุดปัจจุบัน สุดอนาคต แลบ ลั่น ย่อย แยก .....ฯ เรื่อยไป อย่าหยุด ๓. น้อมใจเขาสู่ยุคแห่ง ทาน ศีล ภาวนา น้อมใจไปในทะเลทาน ทะเลศีล ทะเลภาวนา คำนวณให้ทั่วอดีต ทั่วปัจจุบัน ทั่วอนาคตขั้นตอนต่อไปจะทำอย่างไร? หลวงพ่อสอนว่า ให้กำหนดออกมาเป็น ๒ ส่วน คือ กำหนดให้เป็นธาตุส่วนหนึ่ง ให้เป็นธรรมส่วนหนึ่ง เอาแต่ละส่วนมาทำให้ใส ด้วยการเดินสมาบัติ หวังว่าทุกคนเคยเรียนมาแล้ว เมื่อทั้ง ๒ ส่วนใสดีแล้ว ให้ประกอบเป็นกายมนุษย์พิเศษของเราขึ้น แล้วก็เอากายมนุษย์พิเศษของเรานี้พิสดารให้มากกาย แล้วยิงเข้าตั้งแต่จุดที่เราทำใจหมุนขวาจรดอยู่กับที่นั้น ให้กายมนุษย์พิเศษของเรานี้ ไปแลบ ลั่น ย่อย แยก ระเบิด ผ่า ดับ ละลาย ...... ฯลฯ ตั้งแต่ข้อ (๑) ข้อ (๒) และข้อ (๓) นั้น ขั้นตอนต่อไปจะทำอย่างไร? ทำอย่างเดิมอีก คือ ให้แยกทั้งปวงนั้นเป็น ๒ ส่วน คือส่วนหนึ่งเป็นธาตุ อีกส่วนหนึ่งเป็นธรรม แล้วเดินสมาบัติแต่ละส่วนให้ใส ด้วยการเดินฌานสมาบัติ เมื่อทั้ง ๒ ส่วนใสดีแล้ว เอา ๒ ส่วนนั้นมาซ้อนกันเข้า ส่งใจนิ่งลงกลาง ก็จะเกิดจุดใสเท่าปลายเข็ม จุดใสนี้คือ “กลาง” กำหนดให้เกิด ดวงทาน ดวงศีล ดวงภาวนาขึ้น นิ่งลงไปลางดวงทาน ศีล ภาวนา กำหนดให้เกิดจุลจักร มหาจักร บรมจักร อุดมบรมจักร ขึ้น ขั้นตอนต่อไปจะทำอย่างไร? ต่อไปเอากายภาคผู้เลี้ยงทั้ง ๔ มาสับกันตามแนววิชาซ้อนสับทับทวีที่หลวงพ่อสอน พอเรานึกสับกาย กายจุลจักรมาก่อน สับด้วยกายมหาจักร สับด้วยกายบรมจักร และสับด้วยกายอุดมบรมจักร เมื่อกายภาคผู้เลี้ยงสับกันดีแล้ว ลำดับต่อมา ให้ส่งใจลงไปที่กลางดวงธรรมของภาคผู้เลี้ยง แล้วให้เกิดดวงทาน ศีล ภาวนา ที่เราทำไว้แล้วนั้น แล้วอธิษฐานให้ดวงทาน ศีล ภาวนา เป็นธาตุธรรม ๓ อย่าง คือ ๑. ให้เป็นธาตุตรัสรู้ธรรมตรัสรู้ ๒. ให้เป็นธาตุเป็นธรรมเป็น ๓. ให้เป็นชนะธรรมชนะ มารมากระทบไม่ว่าส่วนใด ให้ละลายไปถึงที่มาของธาตุนั้นธรรมนั้น ให้ละลายไปถึงที่มาของเหตุทั้งปวงนั้น ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็จะแพ้มารอีก ขั้นตอนต่อไปจะทำอย่างไร? สรุปก่อนว่า ขั้นตอนนี้เป็นอย่างไรแล้ว มีดวงธรรมแล้ว และมีภาคผู้เลี้ยงกำกับดูแลแล้ว ดวงธรรมนี้เป็นธาตุธรรม ๓ อย่างแล้ว ดวงธรรมนี้เกิดจากอะไร? ตอบว่าเกิดจากดวงทาน ศีล ภาวนา สรุปความรู้ของเราให้ชัดเจนก่อน เมื่อชัดเจนขั้นตอนนี้แล้ว เราก็มาคิดว่า ดวงธรรมทั้งปวงจะต้องประกอบด้วยดวงธรรม ๖ ดวงเสมอไปเป็นอัตโนมัติ เราก็ลองเดินวิชาดู ส่งใจนิ่งลงกลางดวงธรรม คือดวงธรรม ดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ลำดับ ๖ ดวงเรื่อยไป แล้วก็สืบรู้สืบญาณทัสสนะต่อไปอีก ไม่ติดขัดอะไรแล้ว รบต่อไปได้ พระพุทธองค์ก็ทรงดีพระทัยไปกับเราด้วย นี่คือปราบมาร ยากอย่างนี้ ไม่ง่าย! ถ้าง่าย คนอื่นทำได้หมดแล้ว หมดโลกของเรานี้ ถ้าทำวิชาปราบมารได้คนหนึ่ง โลกเราก็น่าอยู่น่าอาศัย สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |