|
การสร้างบารมีของโพธิสัตว์นั้น มารเขาส่งคนของเขามาแข่งขันด้วย คำว่า “โพธิสัตว์” นั้นมีทั้งภาคขาว ภาคมาร และภาคกลาง ยังกินความไปถึงภาคสารพัดธาตุสารพัดธรรมด้วย บวชในศาสนาเดียวกัน ตำราเล่มเดียวกัน แต่เข้าใจไปคนละแนว ทำให้การปฏิบัติไปคนละแนวด้วย ต่างฝ่ายต่างมีสาวกเป็นพวกพ้องของตน ข้าพเจ้าไม่มีความรู้เรื่องนี้มาก่อน ต่อเมื่อปราบมารไปนานปี จึงได้เห็นเรื่องราวเข้า เรื่องของเรื่องก็คือ โพธิสัตว์ท่านมาเกิดเพื่อสร้างบารมีเพิ่มเติม ธรรมภาคมารจะต้องส่งคนของภาคมารลงมาเกิดด้วย ไม่ว่าธรรมภาคขาวจะทำอะไร? ดูว่าภาคมารเขาเดือดร้อนไปหมด เขาจะต้องเข้ามายุ่งเกี่ยวทุกเรื่อง แต่เราไม่รู้ เขามีหน้าที่เพิ่มเติมบารมีคนของเขาให้โตกว่าโพธิสัตว์ภาคขาวเสมอไป นี่คือสูตรของเขา เวลานี้บ้านเมืองของเรามีความเชื่อหลายอย่าง โดยไม่มีคำสอนในพระศาสนาเลย แต่เชื่อผี เชื่อเจ้าเข้าทรง เชื่อต้นไม้ วัฒนธรรมที่นำมาเผยแพร่ทางโทรทัศน์ เป็นข้อมูลให้เราพิจารณา แม้คนมีการศึกษาสูง ยังไปเป็นผู้กำกับการแสดงให้เขา วัฒนธรรมที่นำออกมาเผยแพร่นี้ บางเรื่องไม่ส่งเสริมให้สภาพใจมนุษย์เจริญขึ้นเลย นี่ก็คือเรื่องของสารพัดธาตุสารพัดธรรม เมื่อผลเกิดขึ้น จะต้องมีเหตุของที่มาของธาตุธรรมประเภทนั้น ๆ แต่เราไม่รู้เหตุที่มานั้น เมื่อเดินวิชาละเอียด จึงได้รู้ว่ามารเขามีสารพัดธาตุสารพัดธรรมด้วย ตามแต่ใจของสัตว์โลกจะเปิดรับธรรมประเภทใด ขอให้บอกมาอย่างเดียว มาเขามีบริการทุกชนิด กลับมาดูวิธีการพัฒนาใจกันบ้าง เวลานี้ในบ้านเมืองเราไม่รู้ว่ามีกี่แบบกี่ขนาน? ต่างก็อ้างพระบรมศาสดาทั้งนั้น ไม่ผิดกับอินเดียสมัยก่อนพุทธกาลทีเดียว ความเชื่อของมนุษย์แตกแยกออกไป ดูความเชื่อของประชาชนแล้ว เหมือนกับว่าไม่มีศาสนา แม้การศึกษาทางโลกเจริญ แต่ก็ไม่ช่วยให้สภาพจิตใจสูงไปตามความรู้ ยิ่งมีการประสมประสานวัฒนธรรมกับต่างชาติด้วยแล้ว ทางฝ่ายเราไม่มีจุดยืนเลย อย่างไรก็ได้ ฉันไม่เชื่อทั้งนั้น ลัทธิอะไรฉันก็เอา ฉันรับได้ทั้งนั้น ขอแต่ว่าให้ถูกหวยกินรวบเพียงอย่างเดียว ฉันรับได้ทั้งนั้น นี่คือความเชื่อของพวกเราในขณะนี้ สรุปว่า บวชศาสนาเดียวกัน ศึกษาเล่าเรียนความรู้ทางศาสนาตาเดียวกัน หลักสูตรเดียวกัน แต่แนวการปฏิบัติทางใจเข้าใจไปคนละอย่าง คนของเราจึงมีความเชื่อไม่เป็นอย่างเดียวกัน ทั้งที่ตำรามียืนยันอยู่ แต่ก็ฝืนตำรา มารมันชักจูงไปได้หมด จะให้หันขวาหรือหันซ้าย มารเขาทำได้ทั้งนั้น เขามีเครื่องบังคับอยู่ในเหตุละเอียด เรามองไม่เห็น ตามหาไม่พบ เครื่องนี้ทำหน้าที่บังคับใจ ไม่ใช่ถูกบังคับแก่เรา แม้พระพุทธองค์ของเรานั้นมารยังเพียรบังคับ ที่เราปราบมารก็คือดับวิชาของมารพวกนี้ หากเราดับได้หมด ความเชื่อทั้งปวงชนจะถูกต้องตามประสงค์ของพระพุทธองค์ ใครจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา! มารมันชักจูงได้ก็พวกอ่อนไหวเท่านั้น แต่สำหรับท่านที่มีบารมีธรรมแก่กล้า มารก็ทำอะไรไม่ถนัด เราต้องอนุรักษ์วิชาธรรมกายของเราไว้ หากวิชาธรรมกายสูญ หมายถึงว่า มรรคผลนิพพานสิ้นสูญเพียงนั้น ขวนขวายวิชาธรรมกายให้มาก เรียนกันแบบหามรุ่งหามค่ำ หันหลังให้กับงานวัตถุเสียทีเถิด อย่าไปเสียเวลาให้กับงานอย่างนั้นเลย ไม่ได้อะไร! เสียเวลาเปล่า ๆ ชีวิตของเราใกล้หมดไปวันหนึ่ง ๆ โดยที่ความรู้วิชาธรรมกายไม่ก้าวไกล จัดว่าประมาท อย่ามาตั้งแง่เอาชนะกันเอง ในธาตุธรรมเดียวกันไม่มีประโยชน์เลย มารเขาหาวิธีทุกอย่างที่จะให้วิชาธรรมกายดับ เพราะเขาทำสำเร็จมาแล้ว โปรดย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีต เพียงแต่พระพุทธองค์เข้านิพพานไปแค่ ๕๐๐ ปีเท่านั้น วิชาธรรมกายสิ้นสูญ แล้วมรรคผลนิพพานขาดตอนตั้งแต่วันนั้น ข้าพเจ้าเคยทูลถามพระสมณโคดม “ขอพระองค์ได้ทรงโปรด ขอทูลถามเพื่อความรู้ พระองค์เข้านิพพานไปได้กี่ปีแน่ก่อนที่วิชาธรรมกายจะดับไป? เพราะบางท่านกล่าวว่า ๑,๐๐๐ ปี บางท่านว่า ๕๐๐ ปี ขอทูลถามว่ากี่ปีกันแน่?” ทรงตอบว่า “อยู่ในราว ๕๐๐ ปี ขาดเกินก็อยู่ราว ๆ นี้” คราวนี้มาถึงประเด็นที่ข้าพเจ้านำความรู้มากล่าว บางท่านบอกว่าตำหนิเขา ข้าพเจ้าไม่ได้ตำหนิใครทั้งนั้น ที่กล่าวนี้ก็เป็นเรื่องของความรู้ มีความหวังดีต่อท่านที่มีบารมีธรรม ข้าพเจ้ารู้เห็นมาอย่างนี้ ท่านทั้งหลายไม่สนใจก็เรื่องของท่าน ข้าพเจ้ามีหน้าที่ทำวิชาปราบมาร รู้เห็นอะไรก็ควรที่จะนำมากล่าวไว้บ้าง ก็ต้องทำ! อย่างน้อยก็เป็นข้อคิดในวิถีทางการสร้างบารมีของท่าน หลังฉากของผู้กำกับการแสดงนั้น ไม่มีใครรู้เห็น กว่าจะรู้เห็นได้แต่ละอย่าง ก็เดินวิชากัน ๙-๑๐ ปี ข้าพเจ้าข้องใจเรื่องความร่ำรวยมานานแล้ว ว่าเป็นเพราะอะไร? มีอะไรเป็นเหตุ? มีอะไรในเบื้องหน้าและเบื้องหลัง? ก็เพิ่งได้รู้วันนี้! ถึงรู้ได้ไม่มาก แต่ก็พอบอกเล่ากันได้ นี่คืออานิสงส์ของการทำวิชาปราบมาร ต้องว่าเป็นความรู้สำคัญสุดยอด วันนี้พูดกันอย่างนี้ ต่อไปวันหน้าจะยืนยันความรู้ดังเดิมหรือไม่? ยังตอบไม่ได้ เพราะมารเขาจะต้องมีความเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อไม่ให้ธรรมภาคขาวเท่าทันเขา เขาต้องคิดวิชาขึ้นใหม่แน่ เพื่อมาปิดรู้บังญาณของพวกเราต่อไป ตามที่กล่าวนี้ หากพวกเราช่วยกันเดินวิชา เรายังจะได้รู้เห็นอะไรอีกมาก เท่าที่นำมากล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ในส่วนที่ยังไม่สมควรนำมากล่าว ยังมีอีกมาก ด้วยเห็นว่ายังไม่สมควรแก่กาลเวลา การตรัสรู้ของพระพุทธองค์มี ๒ ขั้นตอน ขั้นตอนแรก เป็นการตรัสรู้ในโลก เรียกว่า ตรัสรู้ในปกครองย่อย ขั้นตอนที่สอง เป็นการตรัสรู้ใหม่ คือ ตรัสรู้ในนิพพาน เรียกว่า ตรัสรู้ในปกครองใหญ่ การตรัสรู้ในโลก เราเข้าใจกันแล้ว ไม่ต้องอธิบาย แต่การตรัสรู้ในนิพพาน พวกเรายังไม่ทราบ ข้าพเจ้าเพิ่งได้ทราบในตอนที่ทำวิชาปราบมาร ว่าการตรัสรู้ระดับนี้แต่แรกก็ว่าไม่มีปัญหา ต่อเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา เรื่องราวก็คือ การตรัสรู้ในนิพพานนั้น พระพุทธองค์จะต้องนิโรธค้นวิชาอีก นิพพานเบื้องต้นจะต้องไปเรียนวิชากับนิพพานลึก ๆ ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพ้นการปกครองของมาร นี่คือเรื่องย่อ แต่มารเขาไม่ยอมให้ทำเช่นนั้น หากปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินการไปตามกฎเกณฑ์ของภาคขาวแล้ว ธรรมภาคมารจะหมดอำนาจปกครองไม่วันใดก็วันใด วิธีที่เขาห้ามก็คือ เขาทำวิชาปกครองขึ้นก่อน นิพพานใครก็นิพพานใคร บ้านใคร ๆ อยู่ ไม่ให้ไปมาหาสู่กัน เพียงเท่านี้เอง ทำให้การตรัสรู้ระดับนิพพานไม่อาจดำเนินการได้ นี่แหละคือตัวปัญหา ธรรมภาคขาวหาวิธีแก้ไข โดยส่งพวกเราลงมาเกิดเพื่อให้ทำวิชาปราบมาร ไม่มีวิธีอื่น เพราะกายมนุษย์ของเราได้เปรียบในประเด็นที่มารระเบิดไม่แตก ถึงอย่างไรก็ทำให้กายมนุษย์ตายไม่ได้ เว้นแต่หมดอายุขัย คือเจ็บไข้ได้ป่วยตายเท่านั้น ซึ่งการเจ็บไข้ได้ป่วยของเรานั้น เป็นไปตามวิชาปกครองของมารที่เขาทำไว้ในดวงทุกข์และดวงสมุทัย การปราบมารที่เราทราบ คือยุคของหลวงพ่อ ส่วนยุคของข้าพเจ้านั้น ขอบอกแก่ท่านทั้งหลายว่า ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย เป็นเพียงแก้ขัดชั่วคราวเท่านั้น ไม่มีไก่ก็เอาเป็ดไปขันแทน ข้าพเจ้าคิดอย่างนั้นในเบื้องต้น เพราะความรู้ของข้าพเจ้าเป็นตัวบ่งบอกว่าไม่เข้าท่า เป็นลูกมือพอเป็นได้ แต่ถึงขนาดเป็นแม่ทัพยังไม่ถึงขั้นนั้น เหตุการณ์รบดำเนินมานานมากแล้ว จนถึงขณะนี้เป็นปีที่ ๑๖ การรบดำเนินมาถึงวันนี้ ข้าพเจ้าเป็นเพียงรักษาราชการแทน รอคอยผู้มาดำรงตำแหน่งแทน คอยแล้วคอยเล่า ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผู้ดำรงตำแหน่งตัวจริงยังไม่มารายงานตัว ข้าพเจ้าก็ต้องทำหน้าที่แทนไปเรื่อย ๆ งานปราบมารเป็นงานของธาตุธรรม ทำมาแล้วตั้งแต่อดีตหลายยุคหลายสมัย แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ธาตุธรรมท่านบอกแก่ข้าพเจ้าอย่างนั้น ยุคนี้จะเป็นยุค “เข้าตากรรมการ” ทรงรับสั่งอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็จำมากล่าว จะเป็นการให้ยาหอมแก่เราหรือเปล่าไม่ทราบ คงจะเป็นการเอาใจเราให้เราทำวิชามากกว่า ข้าพเจ้าคิดอย่างนั้น สรุปแล้ว เราทราบเพียงพระพุทธองค์ตรัสรู้ในโลก ความรู้ที่ได้จากการตรัสรู้คือพระไตรปิฎกที่เราเรียนกันทุกวันนี้ ส่วนการตรัสรู้หลังจากได้มรรคผลนิพพานแล้วคือ การตรัสรู้อีกขั้นตอนหนึ่งนั้น เราไม่รู้เรื่องเลย พระพุทธองค์ก็ไม่สามารถมาบอกอะไรแก่เราได้ และเราก็ไม่สามารถไปหาพระพุทธองค์ นิพพานกับมนุษย์ขาดการติดต่อกันตรงนี้ ขาดตอนกันตรงนี้ มารเขาได้ช่องทันที การที่ไปมาหาสู่กันไม่ได้นี่เอง เป็นช่องว่างให้มารทำงานได้เต็มมือ คือ ส่วนหนึ่งไปถล่มนิพพาน อีกส่วนหนึ่งไปถล่มภพ ๓ และภพ ๓ นี้ ก็คือพวกเรานั่นเอง รวมความว่า มารปกครองทั้งหมด คือ ปกครองนิพพาน เรียกว่า ปกครองใหญ่ ปกครองภพ ๓ เรียกว่า ปกครองย่อย ทุกข์ร้อนในมนุษย์เราทราบ แต่ทุกข์ร้อนในนิพพานไม่มีใครทราบเลย เกินปัญญาที่เราจะไปรู้ไปทราบ ดีแต่ว่าเราเป็นธรรมกาย ถึงแม้จะไม่เก่งแต่ก็พอเป็นไป แม้เราเป็นธรรมกาย เราก็ยังไม่แจ้งนิพพานนัก เพียงแต่รู้เห็นนิดหน่อยเท่านั้น ยังไม่รู้เห็นขั้นละเอียด สำหรับข้าพเจ้าที่นำเรื่องราวมากล่าวได้ ก็เพราะข้าพเจ้าปราบมาร บังเอิญไปรู้เห็นได้บ้าง ก็นำมาบอกเล่า นิพพานเดือดร้อนไม่มีใครรู้ รู้แต่ว่านิพพานเป็นสุข ใคร ๆ ก็ว่า นิพพานเป็นสุขกันทั้งนั้น มีข้าพเจ้าอยู่ผู้เดียวที่ความรู้ไม่เป็นไปตามตำรา ถ้าไม่มีมารไปก่อกวน นิพพานจะเป็นสุขจริง แต่ถ้ามารยังเป็นผู้ปกครองอยู่ สถานภาพของนิพพานก็แปรปรวนไป การที่เราปราบมารก็เพื่อกำจัดตัวก่อกวนนั้นให้หมดไปนั่นเอง พระพุทธองค์ในนิพพานทรงนิโรธอย่างไร? นิโรธให้ได้อะไร? เป็นประเด็นสำคัญสูงสุดที่เราอยากทราบว่า พระพุทธเจ้าในนิพพานและผู้ได้มรรคผลนิพพาน มีภารกิจประจำวันอะไร? คำตอบก็คือ ทรงเข้านิโรธ ถามว่านิโรธไปไหน? นิโรธไปให้ได้อะไร? หากทรงรู้เห็นอะไร? ควรบอกแก่เราบ้าง นี่คือเรื่องสำคัญ ข้าพเจ้าพยายามจะรู้มานานแล้ว เพราะทำวิชาปราบมารไปแล้ว เกิดการติดขัด เราจะรู้อะไร เราก็รู้ไม่ได้ จะเห็นอะไรก็เห็นไม่ได้ พยายามทูลถามพระองค์เนือง ๆ ทรงบอกได้เท่าที่พระองค์ทรงทำได้เท่านั้น หากเกินรู้เกินญาณทัสสนะของพระองค์แล้ว ก็จนใจ! ไม่ใช่เราอยากทราบอะไรก็ทราบโดยทันที ข้าพเจ้าพากเพียรมานานปีแล้ว พระพุทธองค์ทรงอยากบอกเราใจจะขาด แต่บอกไม่ได้ เป็นเพราะอะไร? นี่คือข้อสังเกตที่เราจับได้ ถึงพระองค์ไม่รับสั่ง แต่เราก็พอเดาได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะมารเขาออกคำสั่งห้ามไว้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงได้ความรู้อย่างยากเย็นแสนเข็ญ ดูว่าจะแจ้งได้แต่ละเรื่อง ใช้เวลาค้นคว้ายาวนาน แม้จะได้ความรู้ แต่ก็รู้แคบ ๆ ยังไม่ถึงขั้นละเอียดลออ เหตุใดพระพุทธองค์เฉยเมยต่อเรา? นี่คือข้องสังเกตเป็นเพราะมารเขาห้ามไว้! หากขัดคำสั่ง จะมีอะไรเกิดขึ้น เมื่อขัดคำสั่งแล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นนั้น จะได้เสนอในตอนที่เป็นผลงาน คือจะกล่าวในตอนนั้น คราวนี้กลับมาพูดถึงประเด็นที่ว่า พระพุทธเจ้าในนิพพานนิโรธให้ได้อะไร? นิโรธไปไหน? ได้ความรู้อะไรบ้าง? นี่คือเรื่องใหญ่ นี่คือเรื่องสำคัญ ที่เราต้องเรียนรู้ให้ได้ จะเสียอะไรเราไม่ว่า เรายินดีจะเสีย ขอให้ได้แต่ความรู้สำคัญนี้ แม้เราจะรู้ได้ไม่มาก เพียงเป็นน้ำกระสายยาก็ยังดี นี่คือเป้าหมายในการบากบั่นทำวิชาของเรา ในที่สุดเราพอได้ความรู้ ดังนี้ การนิโรธของนิพพานนั้น นิโรธเพื่อแสวงหาวิชากำจัดทุกข์ภัยและแสวงหาวิชาเพื่อป้องกันศัตรูคือมาร นี่คือเป้าหมายของพระองค์ นิพพานไหนก็มีเป้ามหายอย่างนี้ตรงกันหมด แต่งานที่ได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย การนิโรธของพระองค์เป็นดังนี้ (ก.) นิโรธไปได้แต่สถานที่ปลอดภัย คือ เขตปลอดอาวุธเท่านั้น สถานที่ที่มีอาวุธ นิโรธไปไม่ได้ มาเขาห้าม! เป็นเขตหวงห้ามของเขา หากใครล้ำแดน มารเขาจะออกมาจัดการ เขาจัดการอย่างไร? จะเล่าให้ทราบเมื่อเรื่องพาดพิงถึง (ข.) การนิโรธเพื่อศึกษาแสนยานุภาพของมาร กระทำมิได้ มารเขาห้าม! หากใครขัดขืน จะต้องมีเรื่องกับมารเขา แล้วมารเขาจะตอบโต้อย่างรุนแรง ความเสียหายที่เขากระทำต่อธรรมภาคขาวนั้น จะเล่าให้ทราบเมื่อเรื่องราวพาดพิงถึง ตามที่อธิบายมานี้ เป็นการตอบคำถามที่ว่า พระพุทธองค์ทรงนิโรธไปไหน? นิโรธไปให้ได้อะไร? นิโรธไปเพื่อให้ได้ความรู้อะไร? ถือว่าตอบชัดเจนแล้ว ท่านจะให้อธิบายละเอียดกว่านี้ กระทำไม่ได้ เพราะเกินปัญญาของข้าพเจ้าแล้ว เราก็มาคิดว่า เหตุใดมรรคผลนิพพานของเราจึงเป็นอย่างนี้? ท่านทั้งหลายไม่คิด แต่ข้าพเจ้าต้องคิด เพราะเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าที่จะต้องปราบมารตามบัญชาของพระพุทธองค์ แก้อะไรได้แก้ไปเลย ทำอะไรได้ทำไปเลย ไม่ต้องหารือพระพุทธองค์ หากเราหารือ มารมันก็ไปลุยพระพุทธองค์อีก ก็เพิ่งได้รู้เห็นในตอนที่ทำปราบมารนี้เอง มารมันร้ายขนาดนี้ทีเดียว การหารือของเราเท่ากับไปลงโทษพระพุทธองค์ ดังนั้น จะคิดอะไรหรือจะทำอะไร? พิจารณาให้ดี! ใครครวญให้ดี! อย่าให้มารได้ช่อง หากมารได้ช่องแล้ว มันไปลุยพระพุทธองค์ของเราอีก ฐานที่บอกความรู้แก่เรา ท่านทั้งหลายไม่ทำวิชาไปถึงก็ไม่รู้ ข้าพเจ้าไปรู้ไปเห็นเข้า เกิดความสงสารพระพุทธองค์อย่างทันใด นี่แหละที่ข้าพเจ้าจึงเชิญชวนให้ปราบมาร ก็เพื่อเราจะได้ช่วยกันและกัน ถึงไม่ทำ ข้าพเจ้าก็ไม่ว่าอะไร? แต่กลับจะมาเขม่นข้าพเจ้า รังเกียจข้าพเจ้าหาว่าข้าพเจ้ารู้ดีไปกว่าตน ต่อต้านตำราของข้าพเจ้า กลัวว่าข้าพเจ้าจะดังกว่า อย่างนี้ก็มี นี่แหละพวกเราเป็นฐานทัพให้มาร ก็เห็นกันชัด ๆ ไม่ต้องตายก็ได้เห็นกันแล้ว เป็นธาตุธรรมของมารแฝงมาในภาคขาว อย่างนี้ธาตุธรรมท่านไม่เก็บไว้ดูเล่น มีเท่าไรก็ไม่เหลือ ธาตุธรรมของเราเปลี่ยนได้ ตามแต่มารเขาจะพลิก เขาเรียกว่าพลิกธาตุธรรม แต่แรกก็ว่าดี ต่อมามันเปลี่ยนได้ทั้งนั้น พิจารณาดูเถิดท่านทั้งหลาย ทุกอย่างมีให้ท่านดู บอกแก่ท่านแล้วว่ามารมันเลี้ยงต้อยไว้ ได้เวลามันก็ฮุบเอาไป เสียดาย เราเสียเวลาสร้างบารมีมานาน หมดเงินชาวบ้านไม่รู้เท่าไรแล้ว แล้วผลตอบแทนออกมาอย่างนี้ น่าเสียดายที่ผลเป็นสูญ บอกแล้วว่ามารมันมีชั้นเชิง คนไม่เป็นวิชาแต่รวย ร้อยทั้งร้อย กว่าจะรู้ว่าเงินที่เราลงไปเป็นศูนย์ ก็สายกินแก้แล้ว กลับมาพิจารณาเรื่องการนิโรธของพระพุทธองค์ในนิพพานกันใหม่ ตามที่กล่าวว่า พระพุทธองค์เข้านิโรธในนิพพานนั้น นิโรธไปได้เฉพาะเขตแนวที่มารอนุญาติเท่านั้น เขตหวงห้ามซึ่งเป็นที่สะสมอาวุธของเขา เขาห้ามเราไปรู้เห็น เพราะเป็นเขตที่หวงห้ามของเขา เราไม่ฟัง พอเราสอดรู้สอดญาณเข้าไป รู้และญาณของเราจะวกกลับทันที เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น? ก็เพระมารเขาสกัดรู้สกัดญาณ มีเหตุขวางรู้ขวางญาณ มีเหตุตัดรู้ตัดญาณ มีเหตุจูงรู้จูงญาณ มีเหตุพารู้พาญาณ ทันใดที่รู้และญาณของเราเข้าไปสัมผัส มารเขาจะมีเหตุพารู้พาญาณ เหตุจูงรู้จูงญาณ ออกมาต่อต้านก่อน คือเขาพารู้พาญาณของเราไปทางอื่น เขาจูงรู้จูงญาณของเราไปทางอื่น ไม่ให้ไปถึงจุดหมายที่เราต้องการ เรารู้ทัน! เราก็จะไปตามจุดหมายที่เราต้องการ เขาก็ส่งเหตุสกัดรู้สกัดญาณ เหตุตัดรู้ตัดญาณ เหตุขวางรู้ขวางญาณ ออกมาต่อสู้ รู้ญาณของเราถอยหลังกลับทันที! สู้เขาไม่ได้ เป็นอันว่าเราไปรู้เห็นเรื่องสำคัญของมารไม่ได้ เรื่องก็ยุติแค่นั้น เป็นอันว่าเราตรัสรู้มากกว่าเดิมไม่ได้ จึงไม่รู้สุดละเอียดของมารมาจนบัดนี้ ที่หลวงพ่อท่านเทศน์ไว้ในกัณฑ์ทานานุโมทนากถา เมื่อ ๓ เม.ย. ๒๔๙๗ ความว่า ถ้าเรารู้ฉากหลัง และบังคับฉากหลังได้ เราก็เลิกเป็นบ่าวเป็นทาสของมาร และหลวงพ่อท่านก็เดินวิชาถึงขนาดรวมธาตุรวมธรรมทั้งหมดแล้ว ก็ยังไปไม่ถึงฉากหลังที่ว่านั้น ดังนั้น ค่าว่า “ฉากหลัง” จะหมายถึงเหตุที่กล่าวนี้หรือไม่? คราวนี้เรามาคิดกันว่า กรณีที่พระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ในโลก ทรงตรัสรู้แต่ภาคโปรดเท่านั้น แต่ความรู้ภาคปราบยังไม่ได้ตรัสรู้ การที่ตรัสรู้ความรู้ภาคปราบไม่ได้นั้น เป็นอันตรายอย่างยิ่ง! เป็นอันตรายอย่างไร? เรื่องราวของนิพพานตามทีได้เขียนตำราปราบมารไปแล้ว ๓ ภาค รวมทั้งภาค ๔ นี้อีก ๑ ภาค รวมเป็น ๔ ภาค ล้วนแต่เป็นเรื่องปราบมารในนิพพานทั้งสิ้น เรื่องราวมีอย่างไร? ท่านต้องอ่านหนังสือปราบมารทั้ง 4 ภาคให้จบ แล้วจะเกิดความเข้าใจว่า อันตรายอย่างไร? นี่คือความรู้ทีเราพอทราบในขั้นตอนนี้ ส่วนเรื่องราวที่เราจะทราบต่อไปในภายหน้า เรายังไม่ทราบ ต้องให้โอกาสนั้นมาถึงเสียก่อน จึงจะทราบ เพราะงานปราบมารนั้นจะต้องใช้เวลามาก ทำอย่างไรเราจึงจะสู้มารได้? นี่คือคำถามที่ท่านทั้งหลายถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ทราบว่าจะตอบแก่ท่านอย่างไร? เพราะความรู้ที่ใช้ในทุกวันนี้ ยังคำนวณไปไม่สุดเหตุปกครองของมาร แล้วท่านก็ถามต่อไปว่า แล้วทำไมศึกษาฯ การุณย์ บุญมานุช ไม่คำนวณให้มันสุดเล่า? เราอยากจะคำนวณให้ยิ่งกว่าคำนวณเสียอีก ขีดความสามารถของเราทำได้แค่นี้ ก็พูดได้เพียงเท่านี้ สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |