|
กัณฑ์ทานานุโมทนาคาถา (๓ เมษายน ๒๕๔๙) ๑. ผู้เทศน์ตรวจเข้าไปฉากหลังนี้แหละ ๒๕ ปี ยังไม่เต็มดี ในการตรวจฉากหลังนั้น ยังไม่เต็มเดือนเต็มวันดี ยังไม่หมดฉากหลังนี้ ยังไม่สุดฉากหลังนี้ ยังไม่สุดภาคหล่อเลี้ยงเหล่านี้ ผู้เทศน์ก็ยังเป็นบ่าวเขาอยู่ ยังเป็นบ่าวเป็นทาสเขาอยู่ ยังเอาตัวรอดไม่ได้ เพราะอะไร? ยังไม่สุดฉากหลัง เขายังปกครองเราอยู่ เมื่อไปสุดแล้ว เราจะเห็นฉากหลังในฉากหลังเข้าไปอีก ฉากหลังในฉากหลังนี้ มีอีกเท่าไรก็ไม่รู้? ถ้ารู้ฉากหลัง และบังคับฉากหลังได้ เราก็เลิกเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เราจะได้เป็นเจ้าเป็นนายเขาบ้าง ถ้าชาตินี้ยังไม่รู้ฉากหลัง ยังไม่พบฉากหลัง เราจะต้องยอมตาย ต้องเข้าถึงฉากหลังให้ได้ ผู้ปกครองลับ ๆ ใช้เราอยู่ลับ ๆ เราไม่รู้เลย ๒. เพราะเราไม่ทันฉากหลังเหล่านี้ เขาก็ใช้เราตามชอบใจ ใช้เป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ ถึงจะมีปัญหาแค่ไหนก็ช่าง ใช้เราเป็นบ่าวเป็นทาสป่นปี้ เหตุใดจึงต้องแก้ไข ต้องไปให้สุดฉากหลังให้ได้ ต้องบริจาคทานตามใจนึก ใจเบิกบานสำราญใจ ทำใจให้บริสุทธิ์ เจตนาให้ดี บริสุทธิ์ทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้สะอาด ทำใจให้ใส พอใสดีแล้ว ก็ดูฉากหลังใหม่ ทั้งในทั้งคืน เว้นไว้แต่หลับ ตื่นแล้วก็ไม่รอท่า ทำให้สุดให้ได้ ไม่สุดไม่ยอมเป็นเด็ดขาด ถ้าเราไม่ไปเราก็ตาย เราไปเราก็ตาย จะไปหรือไม่ไป ไม่กี่เดือนกี่ปีก็ตาย ตายหมดทุกคน ไปดีกว่าไม่ไป ! หากไป และไปได้ถึงแค่ไหน นับชาติต่อ ๆ ไป ไม่ถอยหลังกันทีเดียว ชื่อว่าเป็นคนมีปัญญา ต้องดำเนินอย่างนี้เป็นทางสูงสุดในพระพุทธศาสนา ที่ไม่ไปนั้น เป็นการตายเปล่าหาหลักฐานไม่ได้ นี่คือสรุปย่อของเทศน์กัณฑ์นี้ สรุปเนื้อความ หลวงพ่อใช้คำว่า “ฉากหลัง” มีความหมายอย่างไร? เรามาดูความหมายกันก่อน ดังนี้ (๑.) การแสดงละครและการแสดงลิเก เขาจัดเป็นฉาก ๆ ตามที่เราเคยเห็นนั้น เราเห็นแต่ฉากหน้า แต่เราไม่เห็นฉากหลัง หากเราไปดูฉากหลัง เราจะพบว่า เขามีอุปกรณ์การแสดง เขามีเครื่องแต่งตัว เขากำลังแต่ตัว ก่อนที่จะมีอุปกรณ์ต่าง ๆ ก่อนที่จะมีเครื่องแต่งตัว เราไม่ทราบว่าเขาหามาอย่างไร? (๒.) คราวนี้มาดูประเทศมหาอำนาจบ้าง เช่นรัสเซีย ในสมัยที่ครุสชอร์พเป็นผู้นำ หลังม่านเหล็กของเขามีแสนยานุภาพแค่ไหน? เขาไม่เคยอนุญาตให้ประเทศใดในโลกได้รู้ เป็นดินแดนหวงห้ามของเขา นี่คือฉากหลัง (๓.) คราวนี้มาดูประเทศที่มีอาวุธสำคัญ เช่น ประเทศอิรัก แม้สหประชาชาติจะขอเข้าดูสถานที่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ แต่อิรักเขาไม่ยอม นี่คือฉากหลัง คำว่าฉากหลังตามความหมายทางโลกที่กล่าวนี้ เราพอเข้าใจ แต่คำว่า “ฉากหลัง” ตามความหายของวิชาธรรมกายที่หลวงพ่อกล่าวนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คือ เป็นเหตุลับที่มารเขาทำไว้เพื่อบังคับนิพพานและบังคับสัตว์โลก ดินแดงเหตุที่ว่านี้ หลวงพ่อใช้เวลาเข้ากายธรรมไปศึกษา ๒๕ ปีแล้ว ก็ยังไปได้ไม่ถึงสุดของเหตุ เป็นเพราะมารเขาทำไว้ลึกลับ เขาไม่ให้ใครไปรู้ไปเห็น หลวงพ่อบอกว่า เหตุตรงนี้คือดินแดนที่มารเขาทำวิชาปกครองพวกเรา ที่มาอยู่ตรงนี้ ก็เพื่อเขาจะได้บังคับให้นิพพานเป็นอย่างไร หรือจะให้สัตว์โลกเป็นเช่นไร หากเราไปถึงได้ เราก็ต้องทำวิชาดับนิพพาน ภพ โลกันต์ของเขาและดับกายของเขาให้หมด ทำได้เช่นนี้เราจึงจะพ้นจากการปกครองของเขา แต่ว่ายังไม่มีใครไปถึง หลวงพ่อของเราก็ยังไปไม่ถึงและแม้พระพุทธองค์ก็ยังไปไม่ถึงเหมือนกัน การที่เราไปไม่ถึงที่แปลว่า เรายังอยู่ใต้การปกครองของมาร คือมารเขายังบังคับเราอยู่ เขายังเป็นนายเราอยู่ ก็เมื่อนิพพานภาคขาวมารเขายังบังคับได้ แล้วพวกเราเล่าจะมีอะไรเหลือ? ธาตุธรรมท่านหาวิธีแก้ไขแล้ว วิธีแก้คือปราบมาร ดังที่ข้าพเจ้านำผลงานมาเสนอแล้ว คือ ปราบมารภาค ๑ ปราบมารภาค ๒ ปราบมารภาค ๓ เล่มนี้คือ ปราบมารภาค ๔ และภาคอื่นจะได้นำเสนอในโอกาสต่อไป หลวงพ่อใช้คำว่า “ฉากหลัง” หรือจะใช้ว่าเหตุละเอียดหรือเหตุลับหรือเหตุปกครอง ก็สุดแต่หลวงพ่อจะเรียก เป็นเรื่องทางภาษา เป็นเรื่องของความเข้าใจ หลวงพ่อว่าอย่างไร เราก็เรียนตามหลวงพ่อเรื่อยไป พอได้อ่านคำเทศน์ของหลวงพ่อกัณฑ์นี้ ทำให้ข้าพเจ้าคิดถึงงงเหตุการณ์ปราบมารที่ข้าพเจ้าได้ดำเนินไป ๑๖ ปีนั้น ตรงนี้เองที่มารเอาบารมีมาซ่อนไว้ ตรงนี้เองที่มารเอาพระพุทธเจ้าของเรามากักกันไว้ ตรงนี้เองที่มารเอาจักรพรรดิภาคขาวมาซ่อน ตรงนี้เองที่มารเอาจักรพรรดิของเรามาทรมาน ขอให้ท่านอ่านหนังสือปราบมารทั้ง ๓ ภาคให้จบ แล้วจะทราบเรื่องราว สรุปกัณฑ์เทศน์ของหลวงพ่อ ๒ กัณฑ์ คือเรื่องปราบมาร ๑. ผู้ทำให้สัตว์โลก แก่ เจ็บ ตาย ก็คือมารเป็นผู้ทำ โดยเขาทำวิชาทุกข์และสมุทัยใส่ไว้ที่เห็น จำ คิด รู้ ของสัตว์โลก และการที่สัตว์โลกใจมืดบอดไม่เห็นธรรม เป็นเพราะมารเขาทำวิชาปิฎกของมารใส่ไว้ที่ เห็น จำ คิด รู้ อีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ อวิชชา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ โลภะ โทสะ ..... ฯลฯ ๒. การแก้ไขกระทำได้สถานเดียวคือ ปราบมาร เท่านั้น หากมารยังมีอยู่ สัตว์โลกก็ทุกข์ยากอยู่อย่างนี้ แม้นิพพานก็เดือดร้อนด้วย งานปราบมารยุคที่หลวงพ่อทำนั้น เราทราบกันทั่วแล้ว ได้กล่าเรื่องราวไว้ในหนังสือปราบมารทุกภาคแล้ว แต่ไม่มีงานเอกสารความรู้ไว้เลย น่าเสียดายมาก คงมีแต่กัณฑ์เทศน์ 62 กัณฑ์เท่านั้น ความรู้วิชาธรรมกายในกัณฑ์เทศน์ ส่วนใหญ่เป็นความรู้วิชาธรรมกายเบื้องต้น งานปราบมารยุคหลวงพ่อมาสิ้นสุดในปี ๒๕๐๒ อันเป็นปีที่หลวงพ่อมรณภาพ ศิษย์ของหลวงพ่อที่เก่ง ๆ บางท่านก็กลับบ้านเดิมไปประกอบอาชีพส่วนตัว บางท่านยังอยู่ที่วัดปากน้ำ แปลว่า พลรบไม่เป็นกลุ่มเป็นก้อน พลรบเสียขวัญแล้ว เพราะขาดแม่ทัพ ขาดผู้อำนายการทางวิชา ใครเล่าจะกล้าประลองฝีมือกับมาร เพราะเขาทำอยู่ เขาย่อมรู้รสเปรี้ยวหวานมันขม เหมือนกับนักมวยไม่อยากชก เหตุที่ชกเพราะได้เงินเป็นค่าตอบแทน ชกฟรีจะให้ใครชก เพราะมีแต่เจ็บตัว เหตุที่เขาชกมวยก็เพราะเขาไม่มีอาชีพอื่น ลองถามนักมวยดูเถิด เขาจะพูดอย่างนี้ เป็นการเปรียบเทียบ ว่าการชกมวยมันเจ็บตัว แล้วการปราบมารเล่าจะเจ็บแค่ไหน ! คนเป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง ท่านทราบเป็นอันดี แต่ท่านไม่แสดงออก เพียงแต่ท่านระงับงานเดินวิชา งานปราบมารก็ยุติวันนั้น ไม่มีการสานต่อ หากท่านจะให้ข้าพเจ้ากล่าวถึงการเจ็บตัวให้ฟัง ข้าพเจ้าทราบเป็นอันดี แต่จะให้บรรยายวันนี้ เห็นว่าควรนำไปกล่าวในเล่มปราบมาร ภาค ๕ งานปราบมารเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๒๗ เป็นต้นมา โดยข้าพเจ้าเป็นผู้ทำวิชาตั้งแต่วันนั้นตราบเท่าทุกวันนี้ ๓. เทศน์ ๒ กัณฑ์ของหลวงพ่อที่สรุปย่อนี้ แต่เดิมใจของเราเป็นธรรมขันธ์ คือ ทาน ศีล ภาวนา พอดวงทาน ดวงศีลดวงภาวนา ประชุมกันเป็นหนึ่ง จะเกิดดวงมรรคจิต หยุดกลางดวงมรรคจิตเกิดดวงมรรคปัญญา หยุดกลางดวงมรรคปัญญาเกิดกายธรรมตั้งแต่กายเล็กไปถึงกายใหญ่ หมายความว่า กายโลกีย์ ๘ กายประชุมดวงทาน ศีล ภาวนาได้เมื่อไร ก็เกิดกายธรรมไปเป็นลำดับ ส่งผลให้กายมนุษย์ใสขึ้น จนชาติสุดท้ายอันเป็นชาติได้มรรคผลนิพพาน กายมนุษย์ใสเป็นแก้วแล้วก็เข้านิพพานเป็นไปเลย (สอุปาทิเสสนิพพาน) แต่กาลก่อนมรรคผลนิพพานเป็นอย่างนี้ ก่อนนี้มรรคผลนิพพานคือนิพพานเป็น (สอุปาทิเสสนิพพาน) ไม่ใช่นิพพานกายธรรม (อนุปาทิเสสนิพพาน) ดังเช่นปัจจุบันนี้ มนุษย์ยุคก่อนเป็นมนุษย์พระคือ มนุษย์ที่มีใจเป็น ทาน ศีล ภาวนา ไม่ต้องใช้กฎหมายปกครอง พอเขาเกิดมาเขาก็บริจาคทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นโลกแห่งความร่มเย็นเป็นสุข ประพฤติเช่นนี้ไปทุกชาติ จนกว่าดวงทาน ดวงศีล ดวงภาวนา โตเข้าเกณฑ์มรรคผลนิพพาน เขาก็เข้านิพพานโดยกายมนุษย์นี้ คือ ไม่ต้องตาย เอากายมนุษย์กายนี้เข้านิพพาน เหมือนกายพระสงฆ์ แต่ว่าใสเป็นแก้วขาว ต่อมามรรคผลนิพพานเปลี่ยนรูปแบบไป เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์อย่างนั้นไม่ได้เสียแล้ว เป็นเรื่องน่าเสียใจมาก มารเขาไม่ยอมให้มรรคผลนิพพานเป็นกายมนุษย์ เขาคิดวิชาปกครองขึ้นใหม่ วิชานี้คือวิชาทุกข์และสมุทัย มารเขาเอาทุกข์และสมุทัยมาใส่ไว้ในใจของสัตว์โลก ทำให้สัตว์โลกเป็นทุกข์มีแก่ เจ็บ ตาย เป็นเบื้องหน้า แค่นั้นยังไม่พอ ยังเอาปิฎกของมารใส่ซ้ำไปอีก ทำให้ใจมืดบอดไม่เห็นธรรม โดนเข้าไปเพียง 2 วิชา ส่งผลให้มนุษย์ แก่ เจ็บ ตาย เป็นโรคภัยไข้เจ็บนานา แล้วมรรคผลนิพพานก็เปลี่ยนไปด้วย หากได้มรรคผลนิพพานก็เข้านิพพานด้วยกายธรรมเท่านั้น หมดสิทธิ์เข้านิพพานด้วยกายมนุษย์อย่างสิ้นเชิง คือหมดสิทธิ์เข้านิพพานสอุปาทิเสส นิพพาน คงเข้าได้แต่อนุปาทิเสสนิพพานเท่านั้นนับมาตั้งแต่บัดนั้นจนจวบบัดนี้ ข้อเสียของกายธรรมก็คือ ต้องมีกายมนุษย์รองรับจึงจะมีฤทธิ์เดช หากไม่มีกายมนุษย์รองรับก็เหมือนบ้านที่ไม่ตอกเสาเข็ม เมื่อรากฐานไม่มีเสาเข็มก็ไม่แข็งแรง หากพายุพัดแรง บ้านก็โค่นได้พังได้ เพราะไม่มีรากฐานที่มั่นคง ทุกวันนี้ มนุษย์มีใจเป็นเบญจขันธ์ นั่นคือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นทุกข์และสมุทัย เป็นมนุษย์ที่เกิดจากวิชาของมาร โลกจึงเดือดร้อนวุ่นวาย ดังที่เราเห็นกันอยู่ วิชาปราบมารที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ หากสำเร็จเมื่อไร? มนุษย์จะเป็นมิตรกันทั่วโลก ไม่มีการเอาเปรียบกันอีกต่อไป ความวุ่นวายจะหมดไป การข่มเหงรังแกกันจะหมดไป ความดีจะชนะความชั่ว โจรผู้ร้ายจะหมดไป ใจมนุษย์จะเกิดหิริโอตตัปปะ มรรคผลนิพพานจะเข้าสู่ยุคปกติ นี่คือความคาดหมายของข้าพเจ้าเท่านั้น เพระเดินวิชามานานปีแล้ว ใกล้ถึงจุดหมายแล้ว ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อให้กำลังใจตัวเอง เมื่อไม่มีใครให้กำลัง เราก็ต้องให้กำลังใจตัวเราเอง อยากให้งานปราบมารเสร็จสิ้นเสียที ตรากตรำมานานแล้ว ต่อสู้กันมานานแล้ว ยังไม่สุดเหตุปกครองที่มารเขาทำไว้ ถึงขนาดว่า รวมนิพพานกายธรรมทั้งหมดรวมเป็นหนึ่ง แล้วรวมนิพพานเป็นทั้งหมดรวมเป็นหนึ่ง แล้วรวมหนึ่งทั้งสองนั้นเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งใหม่ รวม ใจ-จิต-วิญญาณ-นิโรธ-สมาบัติ-ตรัสรู้-คำนวณ ของทั้งหมดนั้น เพื่อไปให้สุดเหตุทะเลเหตุของมาร ทำเท่าไรก็ไม่สุดจริง ตราบเท่าทุกวันนี้ จนด้วยเกล้าจริง ๆ มารมันยิงเหตุปกครองเข้ามาที่ใจ จิต วิญญาณ ของสัตว์โลก บังคับได้หมด จะให้ใครดังก็ได้ จะให้ใครแก่ เจ็บ ตาย ก็ได้ เขาทำได้ทั้งนั้น เขาบังคับได้หมด จะให้ฮือฮาที่ไหนก็ได้ มารเขาทำได้ทั้งนั้น เราเป็นวิชาธรรมกายอ่อน ๆ เหมือนเด็กสอนเดิน หากมารมันจะให้เราหลงผิด เขาก็ทำได้ โดยเขาอยู่หลังฉาก ไม่มีว่าจะทำอะไร มันดังสะท้านโลก เงินทองหลั่งไหล ผู้คนแห่เข้ามาแทบจะเหยียบกันตาย มารเขาทำได้ปานนั้น ประเด็นนี้เอง ที่ข้าพเจ้าบอกว่า ต้องเอาเกณฑ์เข้าวัดจึงจะพอเชื่อกันได้บ้าง คือ สอนเบื้องต้นไม่เฉียบคม และแก้โรคไม่ได้ พึงทราบเถิดว่า ความรู้เราไม่เอาไหน! ต้องเรียนรู้ใหม่ ! แก้ไขใหม่ ! หากเราหลงตัวเอง โดยเต้นไปตามจังหวะที่มารเขากำกับ เราจะไม่ได้อะไรเลย แต่ดังไปด้วยฤทธิ์อุบายของมาร มารไม่มีฤทธิ์แค่นี้ แม้ในนิพพาน เขาก็ยังเอาพระพุทธเจ้าของเราไปดับ เอาไปกักกัน เอาไปทรมาน แม้จักรพรรดิของเรา มารเขายังเอาไปทรมาน เอาไปกักกัน สารพัดที่เขาจะทำ จะเสนอเรื่องราวให้ทราบเมื่อเรื่องราวพาดพิงไปถึง ขอให้อดทนไว้ก่อน อย่าเพิ่งใจร้อน ค่อย ๆ อ่านและทำความเข้าใจไปทีละขั้นตอนก่อน เราตั้งเป้าหมายว่า จะไปให้สุดเหตุปกครองของมาร สิ่งที่เราได้พบเห็น ไม่ได้เป็นสิ่งที่เราต้องการเสียแล้ว แต่เราได้พบพระพุทธองค์ที่มารเขาเอาไปดับบ้าง เอาจักรพรรดิไปทรมานบ้าง ตามที่กล่าวแล้วนั้น เนื้อหาสาระมีอย่างไร? จะรายงานให้ทราบในตอนนั้น ได้ยินว่า “มีคนปราบมาร” เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบ เพียงได้ยิน ข้าพเจ้ายกมือไหว้ฟ้า พูดเล่น ๆ ไม่ได้ ต้องมีข้อมูลมาเสนอ ต้องมีหลักฐานชี้แจง ผู้รู้เขามี ถ้าเขามาไล่เบี้ยเข้า เราก็พร้อมที่จะแสดงข้อมูลและแสดงความรู้ แต่ถ้าพูดว่า “ปราบมาร” โดยมีเจตนาอื่นแอบแฝง แล้วก็สร้างของที่ระลึก ทำเช่นนั้นเพื่อประโยชน์อะไร? นอกจากเป็นการหลอกลวง อาจหลอกคนอื่นได้ แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าพอรู้ ความรู้อย่างนั้นจะปราบมารได้อย่างไร? ต้องว่าเป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงที่คนที่มีความรู้วิชาธรรมกายไม่สนใจวิชา แต่ไปสนใจงานวัตถุ โพธิสัตว์ประเภทนี้ไม่ควรให้พบเห็นอีกแล้ว แต่เราก็ต้องพบเห็น เมื่อไรเราจะชนะมาร ในเมื่อเรามีโพธิสัตว์จอมปลอม เปลืองข้าวชาวบ้าน กัณฑ์สติปัฏฐานสูตร (๓ ต.ค. ๒๔๙๗) คัดมาเพียงบางตอน เพื่อความเข้าใจเท่านั้น เนื้อหาสาระความละเอียดนั้น ท่านไปหาอ่านได้ในเทศน์กัณฑ์นั้น - ใจต้องจรดอยู่ที่เดียวใน กาย เวทนา จิต ธรรม นั้นไม่เผลอ เพื่อกำจัดความดีใจ ความเสียใจในโลกให้พินาศ กำจัดอภิชฌาในโลกให้พินาศ เพื่อกำจัดความอยากได้ให้พินาศ จากกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ไปจนสุดละเอียด - เมื่อไปถึงที่สุดของตัวได้ละก็ รักษาตัวได้เป็นอิสระ ไม่มีใครมาบังคับบัญชา ถ้ายังไม่ถึงที่สุดของตัวแล้ว ก็หวานเลย เขาจะต้องบังคับบัญชาแกท่าเดียวเท่านั้น แกจะต้องเป็นบ่าวเป็นทาสเขา พญามารมาบังคับใช้สอยเป็นบ่าวเป็นทาสเขา เขาจะใช้ให้ชก ให้ตี ให้ฆ่า ให้ฟันแกง ก็ได้ธรรมกายมารบังคับได้ถึงปานนั้นทีเดียว จะให้เลวทรามต่ำช้า ... ฯลฯ มารเขาทำได้ บังคับได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะตัวไม่เป็นใหญ่ในตัว เพราะตัวไม่รู้จักที่สุดของตัว พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ ท่านก็ไปถึงที่สุดเหมือนกัน ถ้าใครยังไปไม่ถึงที่สุด ก็ยังไม่ฉลาดเต็มที่ ต่อเมื่อไปถึงที่สุด กายของตัวต่อไปแล้วละก็ ฉลาดเต็มที่แน่ ตังของตัวเองมีชีวิตที่พึ่งแก่ตัวเองได้แล้ว นี้เป็นข้อสำคัญที่สุด มาเจอพระพุทธศาสนาแล้ว อย่าไปทำเรื่องอื่น เป็นมนุษย์กับเขาทั้งที อย่าเชื่อกิเลสเหลวไหลเหล่านี้แหละ จึงได้เลอะเลือน จะครองเรือนสักกี่ร้อยปีก็ครองไปเถิด มันงานเรื่องของคนอื่นเขาทั้งนั้น เรื่องของพญามารทั้งนั้น ไม่ใช่งานของตัว ไม่ใช่เรื่องของตัว ไปทำงานให้พญามารเขาทั้งวันทั้งคืน เอาเรื่องอะไรไม่ได้ - ต่อแต่นี้ไป เราจะต้องเข้าไปให้ถึงทีสุด เข้าไปในกายที่สุดของเราให้ได้ เป็นกาย ๆ ออกไป เมื่อเป็นกาย ๆ เข้าไปแล้ว ถ้าทำเป็นแล้ว ไม่ใช่เดินเท่านี้ เดินในไส้ทั้งนั้น ในไส้เห็น ไส้จำ ไส้คิด ไส้รู้ ในกำเนิดที่ทำให้เป็นสุดหยาบสุดละเอียด เดินในไส้ ไม่ใช่เดินทางอื่น เดินในกลางดวงปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา เดินในกลางดวงศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ นั้นเป็นทางเดินของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เดินไปในไส้ ไม่ใช่เดินไปในไส้เพียงเท่านั้น ในกลางว่างของดวงธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ว่างในว่างเข้าไป เหตุว่างเหตุว่าง เหตุเปล่าในเหตุเปล่า เหตุดับ ..... ฯลฯ หนักเข้าไปอีก ไม่ถอยหลังกลับ นับอสงไขยไม่ถ้วน นับชาติอายุไม่ถ้วน ....ฯ สรุปเนื้อหาสาระกัณฑ์นี้ ๑. เนื้อหาของความรู้ของเทศน์กัณฑ์นี้มีอย่างไร? ของให้ท่านไปอ่านเอง ที่ข้าพเจ้ายกเทศน์เรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา ก็เพื่อให้ทราบว่า เรามีกาย-ใจ-จิต-วิญญาณ-ธรรม ไม่ว่าที่ใด! มารเขาไปทำวิชาปกครองไว้หมด อย่างเรื่องสติปัฏฐาน ๔ คือ เรื่อง กาย-เวทนา-จิต-ธรรม กายก็คือ ๑๘ กาย อันเป็นกายหลัก ลำดับไปหากายละเอียด คือ กายในกาย กายมนุษย์ในกายมนุษย์ กายทิพย์ในกายทิพย์ ....ฯลฯ เวทนาคือใจที่รับอารมณ์ ทุกข์ สุข ไม่ทุกข์ไม่สุข ดีใจ เสียใจ (เวทนา ๓ เวทนา ๕ จิตก็คือใจละเอียดเท่าดวงตาดำ ธรรมก็คือดวงธรรมของกาย มารเข้ามายุ่งทำให้บ่อนแตกอีก ดีใจก็ไม่ได้ เสียใจก็ไม่ได้ อยากได้ก็ไม่ได้ วิชาจะเห็นไม่สืบเนื่อง ไม่เห็นติดต่อ ทำไว้ในกายของเรา ละเอียดไปแค่ไหน? ไม่มีใครรู้! ถึงขนาดหลวงพ่อบอกว่า ในการเดินวิชาต้องใช้คำนวณแบบไม่ถ้วนให้เป็นหนึ่งคือ นับอสงไขยเหตุไม่ถ้วน นับชาติอายุไม่ถ้วน ให้เป็นหนึ่งแล้วเราก็ดับหยาบไปหาละเอียด คำนวณต่อไปอีก และต่อไปอีก พบแล้วเท่าไรละลายให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ ตามความรู้ที่หลวงพ่อสอน ทำมาแล้วไม่รู้กี่ปี ยังไปไม่ถึงสุดละเอียดของกายที่เป็นเอกราช นี่แหละคืองานปราบมาร ท่านมีหน้าที่ปราบมาร ท่านต้องทำไป ท่านจะทำอย่างไร? เป็นเรื่องของท่าน หลวงพ่อท่านใช้ให้ทำ ไม่ต้องมาต่อล้อต่อเถียงให้เสียเวลา ไปคิดวิชาเอง ไปเรียนเอง นี่คือหน้าที่ของเรา คำว่า “ชาติ” แปลว่า เกิดแล้ว หมายความว่า เหตุทั้งปวงนั้น ว่างทั้งปวงนั้น มันเกิดมาแล้วเท่าไร? ที่เกิดแล้ว กำลังเกิด และที่จะเกิดต่อไป คำว่า “อายุ” หมายความว่า เหตุนั้นมีอายุมาแล้วเท่าไร? อายุที่จะมีต่อไปอีกเท่าไร? ในระหว่างทีเรายังเดินวิชาไปไม่ถึงนั้น มารเขาออกลูกออกหลานอีกเท่าไร? นั่นคือเขาพิสดารวิชาของเขาละเอียดไปอีกแค่ไหน? เรื่องวิชา เราเอาไว้พูดทีหลัง ไม่ยาก ! เพราะหลวงพ่อท่านให้แนวเราไว้แล้ว ๒. กายเอกราชของเราอยู่ที่ไหน? ใครไปถึงบ้าง? ข้าพเจ้าค้นคว้ามาตั้งแต่ถูกกำหนดหน้าที่ จนถึงวันนี้ยังไม่ได้แค่ไหนเลย ถึงขนาดธาตุธรรมท่านช่วย หมายความว่านิพพานถอดกายทั้งหมดและนิพพานเป็นทั้งหมด ทรงช่วยคำนวณแล้ว ช่วยสารพัดวิชาแล้ว ยังไม่ไปไหนเลย ยังพูดผลงานไม่ได้ เขียนตำราปราบมารไปแล้ว ๓ ภาค ยังพูดกายเอกราชไม่ได้ เพราะยังไม่สุดเหตุปกครองที่มารเขาทำไว้ปกครอง ทั้งปกครองย่อยและปกครองใหญ่ นี่คือความหนักใจของข้าพเจ้า ไม่ทราบว่าจะเดินวิชาอย่างไร? ดับมารให้หมดเสียที จะได้พ้นหน้าที่ปราบมารเสียที หนักอกหนักใจเหลือทนแล้ว ท่านทั้งหลายไม่ทราบความหนักใจ เพราะท่านไม่ทำวิชาจริง หากท่านเดินวิชาจริง ตามที่ธาตุธรรมท่านกำหนดบทบาท ท่านจะหนักใจยิ่งกว่าข้าพเจ้าอีก ท่านที่มีบารมีธรรมที่จะทำได้มีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี! แต่มารเขาฉลาดกว่า เขารู้ล่วงหน้าดีกว่าเรา เขาสกัดทางเดินวิชาของเราทันที โดยเราไม่รู้ว่ามารเขาจะทำเช่นนั้น นั่นคือดาบ ๓ เล่ม เงิน ยศ อำนาจ จะหลั่งไหลมาสู่ จนเราไม่มีเวลาไปคิดเรื่องวิชา และเราจะอยู่ในวังวนแห่งความหลง หลงในคำยกยอ หลงในคำสรรเสริญ หลงในยศศักดิ์ หลงทุกอย่าง จะทราบตัวเองว่าหลงไปแล้ว ก็วันตายเท่านั้น วันนั้นเป็นวันพิสูจน์ตัวเราเองทุกอย่าง เราไปเชื่อกระแสสังคมไม่ได้ เพราะมารเขาบังคับได้ทั้งนั้น ดาบ 3 เล่มนั้น มารเขาใช้ได้ผลมาทุกยุคทุกสมัย แม้เราไม่ต้องการ แต่มันมาเอง มาเพื่อสกัดวิชาเรา ไม่ต้องดูอะไร ท่องนะโม 3 ครั้ง เงินก็มาแล้ว ไม่ต้องเป็นวิชาอะไรกันมาก ขอให้ท่านพิจารณาดูเถิด สุดท้ายเราไม่ได้งานอะไร! คงมีแต่สิ่งก่อสร้างฝากปัญหาไว้แก่คนข้างหลัง สิ่งก่อสร้างแตกร้าว ไม่มีเงินปฏิสังขรณ์ หากเป็นพระพุทธรูปก็ถูกลักขโมยไปขายเมืองฝรั่ง เราก็เห็นกันอยู่แล้ว เรายังหลงงานวัตถุกันอีกหรือ? ไม่ใช่งานของผู้มีบารมีธรรมที่แท้จริงเลย สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |