Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรระดับสูง arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2
วิชชามรรคผลพิสดาร2(51) PDF พิมพ์ ส่งเมล

แนวเดินวิชาแยกธาตุในกายของเรา

ลำดับแรก

     เดินวิชาเป็นอนุโลมปฏิโลม เสร็จแล้วเข้านิพพาน เข้าไปให้ลึกๆ แล้วปฏิโลมกลับมาหากายมนุษย์ ใช้กายธรรมพระอรหัตละเอียดดูดวงธรรมในท้องกายมนุษย์ เห็นดวงธรรม ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรม คราวนี้เราจะดูฐานที่ ๗ เราก็นึกขยับใจดูฐานที่ ๗ เราก็เห็นดวงใส ๖ ดวง คือ ด้านหน้าธาตุน้ำ-ด้านขวาธาตุดิน-ด้านหลังธาตุไฟ-ด้านซ้ายธาตุลม-ศูนย์กลางเป็นอากาศธาตุ-และกลางสุดคือวิญญาณธาตุ รวม ๖ ดวง นี่คือธาตุ ๖ ตำราบอกให้แยกธาตุดินก่อน ต่อไปจึงแยกธาตุอีก ๕ ที่เหลือ

     ส่งใจนิ่งกลางดวงธาตุดิน เห็นดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน ดวงใสดวงนอกคือดวงภาคธาตุ ดวงใสในคือดวงของภาคธรรม ลำดับต่อมา เราจะพิสดารดวงภาคธาตุก่อน เราจะส่งใจมาที่ดวงใสนอกคือดวงภาคธาตุ ท่องใจหยุดในหยุด นึกกำหนดใจมาหยุดกลางวิญญาณของธาตุ แล้วเราก็เห็นดวงวิญญาณของธาตุ และเห็นดวงอื่นอีก ๕ ดวงมาแวดล้อมดวงวิญญาณของธาตุ นี่คือเกิดดวงธาตุ ๖ แล้ว นี่คือครั้งที่ ๑

     ต่อมา เราจะแยกธาตุดิน ครั้งที่ ๒ ตามที่ตำราสั่ง เราก็หยุดนิ่งกลางดวงธาตุดินชุดใหม่ แล้วจะเห็นดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน ดวงใสนอกคือดวงภาคธาตุ ดวงใสในคือดวงภาคธรรม เราก็หยุดนิ่งกลางดวงใสนอก กำหนดใจให้อยู่ที่ดวงวิญญาณของธาตุ แล้วก็จะเห็นดวงใสใหม่ ดวงใสนี้คือดวงวิญญาณของธาตุชุดใหม่ แล้วก็เห็นดวงอีก ๕ ดวงมาแวดล้อม นี่คือการพิสดารเป็นธาตุ ๖ ในครั้งที่ ๒ ทำแบบเดียวกันนี้ไปตามที่ตำราเขาสั่ง คือได้ธาตุดิน ๖ เรื่อยไป แต่ภาคธรรมเรายังไม่ได้ทำเลย ทำแต่ภาคธาตุตามที่ตำราเขาสั่งเท่านั้น ลำดับเรื่อยไป ดวงที่เราเห็นก็ละเอียดขึ้นไป จนเรามองไม่เห็น

 

ลำดับสอง

     คราวนี้เรามีความประสงค์ จะพิสดารเป็นธาตุ ๖ และพิสดารเป็นธรรม ๖ ไปในคราวเดียวกัน เราจะทำอย่างไร ? ให้ตั้งต้นดูใหม่ว่า ในตอนที่เราส่งใจนิ่งกลางดวงธาตุดินนั้น เห็นดวงใส ๒ ดวง คือดวงนอกเป็นดวงภาคธาตุ และดวงข้างในเป็นของภาคธรรม พอเราหยุดนิ่งกลางดวงใสดวงนอก นึกไปถึงดวงวิญญาณของธาตุแล้ว เราก็ได้ดวงธาตุ ๖ ดวง คือธาตุ ๖ นั่นเอง และเรามีความประสงค์จะพิสดารภาคธรรมให้เป็นธรรม ๖ บ้าง เราก็ส่งใจนิ่งกลางดวงใสดวงในต่อไป นึกให้ดวงวิญญาณของภาคธรรม พอเราหยุดนิ่งลงไป ก็เห็นดวงวิญญาณของภาคธรรม แล้วเห็นอีก ๕ ดวง มาแวดล้อมดวงวิญญาณของภาคธรรม นี่คือเกิดธรรม ๖ แล้ว

 

ลำดับสาม

     เรามีความประสงค์จะพิสดารดวงภาคธาตุและภาคธรรมคู่กันไป เราจะทำอย่างไร ? จากการเดินวิชาตาม “ลำดับสอง” นั้น เราพิสดารได้ธาตุ ๖ และได้ธรรม ๖ ในครั้งที่ ๑ และในครั้งที่ ๒ เราจะพิสดารให้ได้ธาตุ ๖ และได้ธรรม ๖ อีก เราจะทำอย่างไร ? เราก็หยุดนิ่งกลางดวงธาตุคือดวงวิญญาณของธาตุครั้งที่ ๑ นั้นก็เกิดดวงธาตุอีก ๖ และหยุดนิ่งกลางดวงวิญญาณของธรรมในครั้งที่ ๑ อีกก็จะได้ดวงภาคธรรมอีก ๖ ดวง แล้วก็เริ่มภาคธาตุและภาคธรรม ตามวิธีนี้ต่อไป อย่างนี้ไม่หลง การพิสดารเป็นธาตุ ๖ เป็นธรรม ๖ เราฝึกมาแล้ว

     การแยกธาตุแยกธรรมให้แก่กายอื่นๆ ก็เดินวิชาตามแนวนี้ ไม่ยากอะไร !

 

แนวเดินวิชาแยกธาตุให้แก่ เห็น-จำ-คิด-รู้

     คือการทำงาน ๓ ขั้นตอน

          ขั้นตอนแรก แยกธาตุให้แก่ ที่ตั้ง” ของเห็น-จำ-คิด-รู้

          ขั้นตอนที่ ๒ แยกธาตุให้แก่ ธาตุ” คือ ธาตุเห็น-ธาตุจำ-ธาตุคิด-ธาตุรู้

          ขั้นตอนที่ ๓ คือแยกธาตุให้แก่ ดวง” คือ ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้

     เรื่องนี้ตำราเน้นมาตลอด ที่ใดมีใจคือมี เห็น-จำ-คิด-รู้ ตำราให้แยกธาตุตลอดมา ใจคือ เห็น-จำ-คิด-รู้ มีที่ตั้ง ก็เหมือนพานรอง เพื่อรองรับใจ สิ่งที่ให้ความเป็นอยู่ดำรงอยู่ได้คือธาตุ ธาตุที่ให้การเป็นอยู่ให้การดำรงอยู่ได้ คือธาตุอะไรบ้าง ? ตอบว่า ธาตุที่หล่อเลี้ยง ก็คือ ธาตุเห็น-ธาตุจำ-ธาตุคิด-ธาตุรู้ หล่อเลี้ยงอะไร ? ตอบว่า หล่อเลี้ยงดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ พยายามอธิบายมาตลอด ไม่ทราบว่าจะเกิดความเข้าใจหรือไม่ ?

     การเดินวิชา ก็เหมือนที่เคยทำมาแล้วในบทอื่น คือ

 

ลำดับแรก

     เดินวิชาเป็นอนุโลมปฏิโลมเสมอ เพื่อให้กายใส เมื่อกายใส จะส่งผลให้ดวงธรรมใสด้วย กายธรรมพระอรหัตละเอียดเดินวิชาเป็นปฏิโลมมาถึงกายมนุษย์ ส่งใจมองดูดวงธรรมในท้องกายมนุษย์ เห็นดวงธรรม ส่งใจลงที่ “กลาง” เป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม พอจุดใสเท่าปลายเข็มคือกลางว่างออก ให้นึกดูกำเนิดเดิมทันที แล้วกายธรรมท่านก็เป็นอุปการะให้ทันที

     เราเห็น “กำเนิดเดิมเป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม” นึกขยายให้ใหญ่ ปรารภกับกายธรรมท่านก่อนว่า จะดูอะไร ? เพราะไม่ว่าอะไรต้องดูที่กำเนิดเดิมทั้งนั้น เพราะกำเนิดเดิมเป็นหุ่นจำลองของทั้งหมด โปรดจำหลักอันนี้ไว้ !

     นึกดูที่ตั้งของเห็น-จำ-คิด-รู้ ก็จะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มอีก นึกขยายให้ใหญ่ พอจุดใสเท่าปลายเข็มใหญ่ขึ้น เราเห็นเป็นดวง นี่คือที่ตั้งของ เห็น-จำ-คิด-รู้ ท่องใจหยุดในหยุด ส่งใจนิ่งลงที่กลางดวงที่ตั้งนั้น ก็จะเห็นกลางมีลักษณะเป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจหยุดในหยุดลงไปที่จุดใสเล็กนั้น แล้วจะเห็นดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน ดวงใสนอกคือดวงภาคธาตุ และดวงใสในคือดวงของภาคธรรม เราจะแยกธาตุเป็นธาตุ ๖ เราก็นึกส่งใจลงไปที่ดวงใสนอก ท่องใจหยุดในหยุด ให้ไปนึกดวงวิญญาณของธาตุ แล้วจะเห็นดวงใสดวงใหม่ นี่คือดวงวิญญาณของธาตุ และยังเห็นดวงใสอื่นมาแวดล้อมอีก ๕ ดวง ตรงนี้เราได้ดวงธาตุ ๖ ดวงแล้ว ต่อไปเราจะแยกธาตุให้แก่ดวงธาตุภาคธรรมบ้าง เราก็หยุดนิ่งกลางดวงใสดวงข้างใน นิ่งลงกลางดวง ท่องใจหยุดในหยุด นึกไปให้ถึงดวงวิญญาณของภาคธรรม แล้วเราจะเห็นดวงใสใหม่ ดวงใสใหม่คือดวงวิญญาณของธรรม ตรงนี้ เราได้ดวงธรรมของภาคธรรม ๖ ดวงแล้ว ทำเช่นนี้เรื่อยไป คือส่งใจลงที่ดวงวิญญาณของดวงภาคธาตุ ก็จะได้ดวงธาตุ ๖ แล้วส่งใจนิ่งกลางดวงวิญญาณของภาคธรรม ก็จะได้ธรรม ๖ เรื่อยไป

 

ลำดับสอง

     เป็นขั้นตอนการแยกธาตุให้แก่ธาตุเห็น-ธาตุจำ-ธาตุคิด-ธาตุรู้ เมื่อเสร็จงานแยกธาตุให้แก่ที่ตั้ง (ของเห็น-จำ-คิด-รู้) จากนี้เราก็หยุดนิ่งกลางดวงที่ตั้งลงไป ก็เห็นดวงใส ๔ ดวงซ้อนกัน ดวงแรกคือ ดวงธาตุเห็น ต่อไปคือดวงธาตุจำ ต่อไปคือดวงธาตุคิด และดวงธาตุรู้ เราก็หยุดนิ่งกลางดวงธาตุเห็น ให้ร้อยไส้เข้าไป คือเข้ากลางของดวงทั้ง ๔ ท่องใจหยุดในหยุด จุดศูนย์กลางของดวงทั้ง ๔ จะเป็นจุดเดียวกัน แล้วก็เห็นดวงใสดวงใหม่เกิดขึ้น ๒ ดวงซ้อนกัน นั่นคือ ดวงใสนอกเป็นดวงภาคธาตุและดวงใสในเป็นดวงใสของภาคธรรม จากนี้เราก็จะแยกเป็นธาตุ ๖ ธรรม ๖ ต่อไป คือส่งใจหยุดนิ่งกลางดวงใสดวงนอกคือดวงภาคธาตุ ท่องใจหยุดในหยุดให้ไปถึงดวงวิญญาณของธาตุ ก็จะเห็นดวงใสดวงใหม่ ดวงใสดวงใหม่คือดวงวิญญาณของธาตุ แล้วก็เห็นดวงใสมาแวดล้อมดวงวิญญาณของธาตุอีก ๕ ดวง ตรงนี้เราได้ดวงธาตุ ๖ แล้ว ต่อไปเราก็ส่งใจมาหยุดกลางดวงใสดวงข้างใน คือดวงใสของภาคธรรม ท่องใจหยุดในหยุด ให้ไปถึงดวงวิญญาณของภาคธรรม ก็จะเห็นดวงใสดวงใหม่ ดวงใสนี้คือดวงวิญญาณของภาคธรรม แล้วก็เห็นดวงใสอีก ๕ มาแวดล้อมดวงวิญญาณของภาคธรรม ตรงนี้เราได้ดวงภาคธรรม ๖ ดวง เราจะเดินวิชาต่อไป ก็เข้ากลางดวงวิญญาณของธาตุ ก็จะเกิดธาตุละเอียดต่อไป และเข้าดวงวิญญาณของภาคธรรม ก็จะเกิดภาคธรรมละเอียดต่อไป

 

ลำดับสาม

     เป็นขั้นตอนการแยกธาตุแยกธรรมให้แก่ดวง คือ ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ คือ เนื้อหนังตัวตนของเห็น-จำ-คิด-รู้ เราก็หยุดนิ่งกลางดวงทั้ง ๔ ร้อยไส้เข้าไป คือเข้ากลาง ท่องใจหยุดในหยุด จุดใสของดวงทั้ง ๔ จะรวมเป็นจุดเดียว ท่องใจหยุดในหยุด ก็จะเกิดดวงใสใหม่ ๒ ดวง ดวงใสดวงนอกคือดวงภาคธาตุ และดวงใสข้างในคือดวงใสของภาคธรรม การเดินวิชาก็แนวเดียวกัน

     เมื่อเสร็จการแยกธาตุแยกธรรมให้แก่กายมนุษย์แล้ว ก็ทำให้แก่กายอื่นต่อไป

 

แนวเดินวิชาแยกธาตุของรัศมี ๖ ประการ

     การแยกธาตุให้แก่รัศมี ๖ ประการ ตามที่แสดงความเห็นไปแล้ว จะเอาวิธีนั้นก็ได้ หรือจะใช้วิธีรวมก็ได้ ทำได้ทั้ง ๒ วิธี ที่ว่า “วิธีรวม” หมายความว่า หยุดนิ่งลงไปที่กลางดวงสีเลย ไม่แยกว่าเป็นสีอะไร ? แต่เป็นสีรวม แล้วก็เกิดดวงสี ๒ ดวงใหม่ คือ ดวงนอกกับดวงใน ดวงนอกคือดวงภาคธาตุ ส่วนดวงข้างในคือดวงของภาคธรรม แล้วเราก็เดินวิชาแยกธาตุต่อไป เรื่องก็เท่านี้เอง

     อีกวิธีหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าแสดงความเห็นว่า แยกสีออกจากกันให้ชัดก่อน ว่าสีอะไรบ้างที่มารวม เช่น รัศมีสีขาวอมเหลือง เกิดจากสีขาวกับสีเหลือง เราก็แยกเดินวิชาทีละสี ท่านแย้งว่า ตอนนี้เราแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นสีขาวและอะไรเป็นสีเหลือง เพราะสีได้ประสมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ดังนั้น จึงมีความเห็นว่าเดินวิชาจากสีที่รวมแล้วไปเลย ก็ชอบที่จะทำเช่นนั้น จึงทำได้ตามเหตุผล

 

ลำดับแรก

     กายธรรมเดินวิชามาถึงกายมนุษย์ ส่งใจนิ่งกลางดวงของกายต้นธาตุ (หมายถึงกายมนุษย์ของต้นธาตุ จึงมีรัศมี ๖ ประการ แต่กายของเราไม่มีรัศมีอย่างนั้น) หยุดนิ่งกลางดวงธรรมในท้องของกายต้นธาตุ เห็นกลางเป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม พอจุดใสเท่าปลายเข็มคือกลางว่างออก ให้นึกดูดวงกำเนิดเดิม ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงกำเนิดเดิม เห็นดวงกำเนิดเดิมเป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม นึกขยายให้ใหญ่ พอดวงกำเนิดขยายออก ก็เห็นดวงรัศมีทั้ง ๖ ซ้อนกันอยู่ เราหยุดนิ่งกลางดวงของสีชั้นในก่อน คือดวงสีขาวอมเหลือง เห็นกลางเป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ท่องใจหยุดในหยุด พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง ก็เห็นดวงเกิดใหม่ ๒ ดวงเกิดขึ้น นั่นคือดวงนอกเป็นดวงภาคธาตุและดวงข้างในเป็นดวงภาคธรรม จากนั้นก็เดินวิชาให้เกิดดวงภาคธาตุ ๖ และเกิดภาคธรรม ๖ ดวง ดังที่เคยทำมาแล้วในบทก่อน

 

ลำดับสอง

     เสร็จแล้ว จึงแยกธาตุรัศมีอื่นต่อไป

 

แนวเดินวิชาเพื่อแยกธาตุแก่ธรรมธาตุ (ธาตุอเนกอนันต์)

     “ธรรมธาตุ” คือการที่อะไรก็ตามมารวมตัวกัน ถือว่าเป็นการอุปการะกันระหว่างธาตุกับธรรม จึงคุมกันติด รวมอยู่ด้วยกัน เช่น ธาตุร้อน ธาตุเย็น ธาตุเผ็ด ธาตุเค็ม ฯลฯ และ เช่น ธาตุสุด ธาตุหมด ธาตุไม่มี (คือทำนองของเหตุ ๑๙) ฯลฯ นั้น การแยกธาตุแยกธรรมก็ไม่ยาก ให้ตั้งหลักที่กำเนิดเดิมก่อน เห็นดวงกำเนิดเดิมแล้ว จึงลำดับไปถึงธรรมธาตุนั้นๆ แล้วเจาะลงไปทีละธาตุ เช่น ส่งใจนิ่งลงไปที่ธาตุเผ็ด ก็จะเกิดดวงขึ้นใหม่ ๒ ดวง คือดวงนอกกับดวงข้างใน ดวงนอกเป็นดวงภาคธาตุและดวงข้างในเป็นดวงของภาคธรรม แล้วเราก็เดินวิชาแยกธาตุแยกธรรม เช่นเดียวกับบทฝึกที่แล้ว เสร็จแล้วก็แยกธาตุแยกธรรมแก่ธรรมธาตุอื่นต่อไป

 

แนวเดินวิชาเพื่อแยกธาตุให้แก่ดวงบารมี ดวงรัศมี และดวงอื่นๆ รวม ๘ รายการ

ความรู้สำคัญ

     ตำราบอกเราแล้วว่า ดวงบารมีของเราอยู่ที่ไหน ? ก็คืออยู่ที่หัวใจเครื่องสิทธิ ซ้อนกันเข้าไป แต่ดวงบาปซ้อนอยู่ชั้นใน

 

ลำดับแรก

     เดินวิชาเข้านิพพาน เข้าไปลึกๆ อาราธนาพระพุทธองค์ ต่อรู้-ต่อญาณ-ต่อแว่น-ต่อกล้อง ให้เราแล้ว จากนั้น เราก็ดูดวงบารมี ในท้องกายธรรมพระอรหัตละเอียดของตัวเราเองก่อน

     ท่องใจหยุดในหยุด ดูดวงธรรม นิ่งกลางดวงธรรม เห็น “กลาง” เป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง ให้นึกดูดวงกำเนิดเดิม เห็นเป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม แล้วขยายให้ใหญ่ พอดวงขยายแล้ว ก็เห็นดวงเครื่องสิทธิเป็นดวงใสหมุนขวา หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของเครื่องสิทธิ ก็เห็นดวง “ที่ตั้งของบารมี” หยุดนิ่งกลางดวงที่ตั้ง ก็เห็นดวงบารมีซ้อนกันเป็นลำดับไป

     ตำราให้เราแยกธาตุ “ที่ตั้งของดวงบารมี” เราก็หยุดกลางดวงที่ตั้งนั้น ท่องใจหยุดในหยุดๆ เห็นจุดศูนย์กลางของดวงที่ตั้งเป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม หยุดนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น แล้วจะเห็นเป็นดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน ดวงใสนอกคือดวงภาคธาตุและดวงใสข้างในเป็นดวงของภาคธรรม จากนั้น ส่งใจนิ่งกลางดวงภาคธาตุ นึกไปให้ถึงกลางดวงวิญญาณของธาตุ ก็จะได้ดวงใสอีก ๖ ดวง นี่คือดวงธาตุ ส่วนดวงธรรม ๖ ดวงนั้น ก็ส่งใจลงที่ดวงใสข้างใน นึกไปให้ถึงดวงวิญญาณของภาคธรรม ก็จะได้ดวงใสของภาคธรรม ๖ ดวง ทำเช่นนี้เรื่อยไป เห็นว่าพอสมควรแล้ว

     ก็มาดูดวงบารมีบ้าง โดยหยุดนิ่งกลางดวงที่ตั้ง ท่องใจหยุดในหยุด ก็เห็นดวงใสสว่าง นี่คือดวงบารมี หยุดนิ่งกลางดวงบารมี ก็จะได้ดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน ดวงใสนอกคือดวงภาคธาตุและดวงใสในเป็นดวงของภาคธรรม แล้วก็ทำเป็นธาตุ ๖ ธรรม ๖ ต่อไป เสร็จแล้วก็ลำดับไปที่ดวงรัศมีและดวงอื่นต่อไป จนครบ ๘ รายการ

 

ลำดับสอง

     ลำดับต่อไป ก็เดินวิชาปฏิโลมกลับมาเดินวิชาให้แก่กายธรรมพระอรหัตหยาบ พระอนาคามีละเอียด ถอยหลังเรื่อยมา จนถึงกายมนุษย์

 

คำถามท้ายบทเรื่องธาตุธรรมพิสดาร

     ๑. จงบอกความหมายของคำว่า “ธาตุ” และความหมายของคำว่า “ธรรม” ของบทเรียนบทนี้ มีความหมายอย่างไร ? จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ

     ๒. ตำรากล่าวว่า โลกคือภพ โลกคือกายมนุษย์นั้น มีความหมายอย่างไร ? จงอธิบาย

     ๓. จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้ ธรรมธาตุ ธาตุอเนกอนันต์

     ๔. ธาตุเดิมธรรมเดิมของธาตุและของธรรม คืออย่างไร ? มีรูปร่างลักษณะอย่างไร ? จงอธิบาย

     ๕. จงแสดงการเดินวิชามาให้ดู ถึงเรื่องการแยกธาตุแยกธรรมของ ๑.) ที่ตั้งของเห็น-จำ-คิด-รู้ ๒.) ธาตุเห็น-ธาตุจำ-ธาตุคิด-ธาตุรู้ ๓.) ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ ไปจนสุดหยาบสุดละเอียด เป็นธาตุล้วนธรรมล้วนของกายทุกกาย และจงบอกว่า ธาตุล้วนธรรมล้วน คืออะไร ? (คือไม่มีอะไรมาประสม)

     ๖. จงแสดงการเดินวิชาเพื่อแยกธาตุรัศมี ๖ ประการมาให้ดู

     ๗. จงแสดงการเดินวิชาเพื่อแยกธาตุของธรรมธาตุมาให้ดู เพื่อแสดงว่าท่านมีความเข้าใจ

     ๘. จงแสดงการเดินวิชาเพื่อแยกธาตุบารมี ๘ ประการมาให้ดู โดยไปเดินวิชาในนิพพาน

     ๙. จงแยกธาตุแยกธรรมพระไตรปิฎก ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ มาให้ดูด้วย เรื่องของพระไตรปิฎกบทเรียนนี้ มีความต่างกันกับบทเรียนที่ผ่านมาในประเด็นสำคัญอะไรบ้าง ?

      (แนวตอบ (๑.) บทเรียนนี้ มีความละเอียดมากกว่า คือให้พิสดารไปมากๆ

          (๒.) ยังให้จัดว่า ตรงไหนเป็น อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตรงนี้ไม่ยาก เราก็ใช้วิธีคำนวณ ที่มีมาแล้วในอดีต คำนวณไปว่ามีเท่าไร ? ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบันว่ามีเท่าไร ? และที่จะมีต่อไปในอนาคต ถ้าเราไม่นึก พระพุทธองค์ก็ต่อรู้ต่อญาณให้เราไม่ได้ เพราะมารเขาจะมาตั้งข้อหากับพระองค์ เราต้องนึกไว้ก่อนเป็นการอาราธนาไปในตัว

          (๓.) ที่ยังละเอียดไปถึงโลกในกายด้วย คือ ขันธโลก-สัตวโลก-อากาศโลกด้วย ข้อสำคัญ ท่านให้ทำไปถึงธาตุล้วนธรรมล้วน หมายความว่า พระไตรปิฎกของภาคไหน ? ก็เป็นของภาคนั้นล้วนๆ ไม่มีของภาคอื่นเข้ามาปะปน เมื่อเราแยกธาตุแยกธรรมไปถึงไหน ? ก็ต้องดูว่า ถึงตรงนี้แล้ว เป็นพระไตรปิฎกของภาคขาวบริสุทธิ์แล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่บริสุทธิ์แท้ ก็ต้องทำวิชาต่อไปอีก

          (๔.) คำว่าศูนย์พระไตรปิฎกกับคำว่าธรรมขันธ์ มีความหมายเดียวกัน

          (๕.) การที่มนุษย์มีจิตใจรวนเร เข้ารีตไปนับถือศาสนาอื่น ก็เพราะการแทรกซ้อนของพระไตรปิฎกของภาคมาร เขาพิสดารพระไตรปิฎกของเขาได้มาก เขาก็เอาคนของเราไปได้มาก

          (๖.) การที่เราแยกธาตุแยกธรรม ก็เพื่อให้เกิดความสะอาดเป็นสำคัญ หากสกปรกขึ้นยามใด ? หมายถึงว่า เปิดประตูบ้านรับมารดีๆ นั่นเอง มารเขาก็เข้ามากลืนธาตุกลืนธรรม ด้วยการพิสดารปิฎกของเขาเข้ามาหุ้มเคลือบในปิฎกของภาคขาวทันที ส่งผลให้ใจของเราเปลี่ยนไปเป็นความเชื่อของมารทันที แล้วก็เข้ารีตเป็นศาสนาอื่นต่อไป)

สารบัญ 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org