|
หน้า 1 จาก 9 ชีวประวัติของพระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ (สด จนฺทสโร) จากพระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ ๑๗ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร สมัยทรงสมณศักดิ์เป็น พระธรรมวโรดม ประวัติ พระเดชพระคุณพระมงคลเทพมุนี หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ (สด จนฺทสโร) พระนิพนธ์ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 17 วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร สมัยทรงสมณศักดิ์เป็น พระธรรมวโรดม 
บทความเบื้องต้น เมื่อการบำเพ็ญกุศลทักษิณานุปทานสัตตมวารปละปัญญาสมวารล่วงแล้ว มีท่านที่เคารพนับถือมาขอร้องให้พิมพ์ประวัติของเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี แจกจ่ายแก่ท่านที่เคารพนับถือ และศิษยานุศิษย์ เพื่อเป็นอนุสรณ์ต่อไป และบางท่านก็ปรารถนาจะร่วมการกุศลในการพิมพ์นั้นด้วย
เมื่อความต้องการของส่วนมากเป็นเช่นนั้น เห็นว่าจำต้องรวบรวมความเป็นไปตั้งแต่ต้นจนอวสาน จนเหตุการณ์อันเป็นจริงเท่าที่รู้และได้เห็น และต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ให้มีคำยกย่อง จนผิดจากความจริง แม้ความจริงนั้น ๆ ถ้าเขียนไว้อาจเป็นเหตุกระทบกระเทือนต่อผู้อื่น จำต้องงด
ผู้เขียนประวัตินี้ ได้อยู่รับใช้เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนีมาแต่ครั้งเป็นเด็กวัด เป็นสามเณรและเป็นภิกษุ ติดต่อกันมาตลอดกาล แม้ต่างคนต่างอยู่แล้ว ก็ยังติดต่อ และทราบเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมากทราบจากถ้อยคำที่เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนีเล่าให้ฟัง
ท่านจะทำกิจการใด ๆ เกี่ยวแก่ส่วนรวม ท่านชอบออกความเห็นให้ฟังเป็นเรื่องของอนาคต เมื่อฟังแล้วบางเรื่องก็หนักใจแทน แต่ครั้นแล้วเหตุการณ์ก็ย่อมเป็นไปตามที่ท่านปรารถนาไว้เป็นการรับรองว่า ท่านมิได้ฝัน เพื่อสร้างวิหารในอากาศ
เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี ผู้มีความสำคัญในประวัตินี้ ศิษยานุศิษย์ท่านที่เคารพนับถือเรียกว่า “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” ในที่ลับหลัง ถ้าต่อหน้าก็ใช้คำแทนชื่อท่านว่า “หลวงพ่อ” ไม่มีใครใช้คำว่า เจ้าคุณ หรือ พระเดชพระคุณมากนัก เป็นทั้งนี้ก็น่าจะเรียกกันมาจนชินปาก ถ้าใครออกชื่อว่า เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนีแล้ว แทบจะไม่มีใครรู้จัก
เพราะชื่อนั้นท่านได้รับพระราชทาน เมื่อ พ.ศ. 2500 นับว่าเป็นเวลาอันสั้น จึงไม่ขึ้นปากขึ้นใจของท่านที่เคารพนับถือ ได้หันเข้าหาความสะดวกออกนามท่านว่า "หลวงพ่อ” ในที่ต่อหน้า เรียกนอกวัดในที่ลับหลังว่า “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” เพื่อความสะดวกแก่ท่านผู้อ่าน ต่อไปจะออกนามเจ้าคุณพระมงคลเทพมุนีว่า “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” จนจบประวัติ ประวัติก่อนบวช เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (สด) ท่านเกิดวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2527 ตรงกับวันศุกร์ แรม 6 ค่ำ เดือน 11 ปีวอก จุลศักราช 1246 ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านตำบลนี้อยู่ฝั่งใต้ ตรงกันข้ามกับวัดสองพี่น้อง เป็นบุตรนายเงิน นางสุดใจ มีแก้วน้อย สกุลของท่านทำการค้าขาย มีพี่น้องร่วมบิดา 5 คนคือ 1. นางดา เจริญเรือง 2. เจ้าคุณพระมงคลเทพมุนี (สด มีแก้วน้อย) 3. นายใส มีแก้วน้อย 4. นายผูก มีแก้วน้อย 5. นายสำรวย มีแก้วน้อย
ญาติพี่น้องของหลวงพ่อวัดปากน้ำ แทบทุกคนนั้น คนสุดท้องตายก่อน แล้วเลื่อนขึ้นมาตามลำดับชั้น คนหัวปีตายทีหลังแทบทุกคน เช่น พี่น้องหลวงพ่อวัดปากน้ำคนที่ 5 ตายก่อน แล้วถึงคนที่ 4 คนที่ 3 แล้วตัวหลวงพ่อ อันดับที่ 3 นั้นเพิ่งตายก่อนหลวงพ่อไม่กี่เดือน คล้ายกับว่าจะรักษาระเบียบแห่งความตายไว้ มัจจุราชไม่ลักลั่นเป็นการผิดระเบียบ จนบัดนี้เหลือแต่คนที่ 1 การศึกษาเมื่อเยาว์วัย เรียนหนังสือวัดกับพระภิกษุน้าชายของท่าน ณ วัดสองพี่น้อง เมื่อพระภิกษุน้าชายลาสิกขาบทแล้ว ได้มาศึกษาอักขรสมัย ณ วัดบางปลา อำเภอบางเลย จังหวัดนครปฐม ในปกครอง ของพระอาจารย์ทรัพย์ เพราะชาติภูมิของบิดาอยู่ที่วัดบางปลา ปรากฏว่า หลวงพ่อเรียนได้ดีสมสมัย และการศึกษาขั้นสุดท้ายของเด็กวัดในสมัยนั้น ก็คือ เขียนอ่านหนังสือขอมได้คล่องแคล่ว อ่านหนังสือมาลัย ซึ่งเขียนเป็นอักษรเป็นบทเรียนขั้นสุดท้าย อ่านกันไปคนละหลาย ๆ จบจนกวาจะออกจากวัด ซึ่งเรียกกันสมัยนี้ว่า จบหลักสูตรการศึกษาก็ได้ การศึกษาของหลวงพ่อวัดปากน้ำอยู่ในลักษณะนี้ ท่านมีนิสัยจริงมาตั้งแต่เด็ก ๆ คือ ตั้งใจเรียนจริง ๆ ไม่ยอมอยู่หลังใคร การอาชีพ เมื่อเสร็จการศึกษาแล้ว ออกจากวัดช่วยมารดาบิดาเกี่ยวกับการค้าขาย โดยซื้อข้าวบรรทุกเรือล่องมาขายให้แก่โรงสีในกรุงเทพ ฯ บ้าง ที่นครชัยศรีบ้าง
เมื่อสิ้นบุญบิดาแล้ว ได้รับหน้าที่ประกอบอาชีพสืบต่อมา ท่านเป็นคนรักงานและทำอะไรจริง ทั้งขยันขันแข็ง อาชีพการค้าจึงเจริญตามลำดับ ทั้งวงศ์ญาติก็อุปการะ แทบจะพูดได้ว่าการค้าไม่ต้องลงทุนอะไรมากนัก เพราะว่าตีราคาข้างเปลือกตกลงราคากัน แล้วขนข้างลงเรือ โดยยังไม่ต้องชำระเงินก่อน เมื่อขายข้าวแล้วจึงชำระเงินกันได้ อันเกี่ยวแก่การเชื่อใจกัน ท่านประกอบอาชีพนี้ตลอดมา จนปรากฏในยุคนั้นว่า เป็นผู้มีฐานะดีคนหนึ่ง
ท่านเป็นผู้มีนิสัยชอบก้าวหน้า มุ่งไปสู่ความเจริญ ท่านพบกับญาติหรือคนชอบพอแล้วถามถึงการประกอบอาชีพ ถ้าทราบว่าผู้ใดเจริญขึ้น ก็แสดงมุทิตาจิต เมื่อทราบว่าทรงตัวหรือทรุดลง ท่านก็พูดว่า กินอย่างไก่ หาได้ไม่มีเก็บอย่างนี้ต้อง จนตาย ควรหาอุบายใหม่ เมื่ออายุ 19 ปี ระหว่างที่ทำการค้าอยู่นั้น ความคิดอันประกอบด้วยความเบื่อหน่ายเกิดแก่ท่าน เป็นทั้งนี้ก็น่าจะลำบากใจ อันเกี่ยวกับอาชีพ เพราะว่าต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงทำงานเลี้ยงมารดา และรับผิดชอบในกิจการต่าง ๆ โดยเกิดธรรมสังเวช ขึ้นในใจว่า “การหาเงินเลี้ยงชีพนั้นลำบาก บิดาของเราก็หามาอย่างนี้ ต่างไม่มีเวลาว่างกันทั้งนั้นถ้าใครไม่รีบหาให้มั่งมี ก็เป็นคนชั้นต่ำ ไม่มีใครนับหน้าถือตา เข้าหมู่เพื่อนบ้านก็อับอาย ไม่เทียมหน้าเขาบุรพชนต้นสกุลก็ทำมาอย่างนี้เหมือนกัน จนถึงบิดาเรา และตัวเราในบัดนี้ก็คงทำอยู่อย่างนี้ ก็บัดนี้บุรพชนทั้งหลายได้ตายหมดแล้ว แม้เราก็จักตายเหมือนกัน เราจะมัวแสวงหาทรัพย์อยู่ทำไม ตายแล้วเอาไปไม่ได้ บวชดีกว่า” เมื่อได้โอกาสท่านก็ได้จุดธูปเทียนบูชาพระ อธิษฐานว่า “ขอเราอย่าได้ตายเสียก่อน เมื่อบวชแล้วจะไม่ลาสิกขา ขอบวชไปจนตลอดชีวิต” นี้ท่านบอกว่า เริ่มอธิษฐานมาตั้งแต่อายุ 19 ปี หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเล่าต่อไปว่า เมื่อตกลงใจบวชไม่สึกแล้ว จิตคิดเป็นห่วงมารดาขึ้นมา จึงขะมักเขม้นทำงานสะสมทรัพย์ เพื่อให้มารดาเลี้ยงชีพไปจนตลอดชีวิต เมื่อจะเทียบราคาเงินในบัดนี้กับสมัยก่อน 50 ปีที่ล่วงมานั้น ไกลกันมาก เพราะเมื่อก่อน 50 ปี กล้วยน้ำว้า 100 หวี เป็นราคา 50 สตางค์ สมัยก่อนใช้อัฐเรียกว่า 100 ละ 2 สลึงบ้าง คราว 100 เครือ ต่อเงิน 2.50 บาท เพราะเงินจำนวนชั่งที่หลวงพ่อวัดปากน้ำหาให้มารดานั้นก็ย่อมมีราคาสูงสูดในสมัยนั้น และย่อมเป็นน้ำเงินที่อาจเลี้ยงชีวิตจนตายได้จริง ถ้าหากน้ำเงินไม่มีราคาต่ำเช่นปัจจุบันนี้ แต่ก็ประหลาดที่มารดาของท่านมีอายุยืนมาจนถึงยุคกล้วยน้ำว้าหวีละบาทกว่า
|