|
5. ความนึก ความคิด ใจเรานี้ มีผู้ปกครอง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศล และฝ่ายอัพยากตาธัมมา (บุญไม่ทำ กรรมไม่สร้าง เป็นกลาง ๆ) - ทำไมเราจึงนึก ดี - ทำไมเราจึงนึก ร้าย - ทำไมเราจึงนึก ไม่ดีไม่ร้าย เป็นกลาง ๆ - ถามว่า ใครนึก - ตอบว่า ตัวเรานี้แหละ เป็นผู้นึก - ถามว่า นึกแต่ดี ๆ อย่างเดียวไม่ได้หรือ - ตอบว่า ก็อยากทำอย่างนั้น แต่ทำไม่ได้ตลอด เพราะบางครั้งนึกร้าย และบางครั้งนึกไม่ดีไม่ร้าย - ถามว่าอะไรเป็นปัจจัยให้นึกดี นึกร้าย และนึกไม่ดีและไม่ร้าย - จะตอบว่า “ใจ” ไม่ได้ เพราะใจมีหน้าที่นึก แต่จะนึกอย่างไร ถามว่าใครเป็นตัวการ ใครเป็นผู้ให้นึกอย่างนั้น หน้าตาของเขา เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน ทำไมเขาจึงมีอำนาจนัก ให้เรานึกดีก็ได้ ให้นึกร้ายก็ได้ ให้นึกไม่ดีและไม่ร้ายก็ได้ คำถามนี้ ท่านจะให้ผู้รู้ใดตอบ เพราะมันไม่ใช่ความรู้ธรรมดา - การที่เราจะนึกอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศล และฝ่ายอัพยากตาธัมมา กุศล = ฝ่ายบุญ อกุศล = ฝ่ายบาป อัพยากตาธัมมา หรืออัพยากฤต = ฝ่ายกลาง
ทั้ง 3 ฝ่ายนี้ ต่างยึดอำนาจปกครองใจของสัตว์โลก คือ ปกครองเรา ถ้าเราทำกุศลเราก็นึกดี ถ้าทำบาปไว้เราก็นึกร้าย ถ้าบุญไม่ทำกรรมไม่ก่อ เราก็นึกกลาง ๆ คือ ไม่ดีและไม่ร้าย เรื่องนี้เป็นความรู้ชั้นสูง เมื่อท่านทำธรรมกายได้แล้ว จึงทราบได้ ด้วยรู้ ด้วยญาณ ของธรรมกายเท่านั้น ว่าที่ใจของเรา คือ ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ รวม 4 ดวง นี้เป็นใจหนึ่ง เมื่อส่งใจธรรมกายลงไปที่ ดวงปฐมมรรคของกายมนุษย์ พอจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม ว่างออกไป จะเห็นทางขวามือเป็นดวงใส นั่นคือดวงบุญ ดวงกลางเป็นดวงสีตะกั่วตัด นั่นคือ ดวงไม่บุญไม่บาป (อัพยากตาธัมมา) ทางซ้ายมือเป็นดวงดำ นั่นคือ ดวงบาป และเมื่อส่งใจธรรมกายนิ่งลงไปกลางดวงขาวและใสขวามือจะเห็นธรรมกายขาวใส ดวงสีตะกั่วตัด จะเห็นธรรมกายสีตะกั่วตัด ดวงดำซ้ายมือ จะเห็นธรรมกายสีดำเป็นนิล ธรรมกาย ขาวและใส = ฝ่ายกุศล ธรรมกาย ดำ = ฝ่ายอกุศล ธรรมกาย สีตะกั่วตัด = ฝ่ายกลาง
ธรรมกายทั้ง 3 ฝ่ายนี้ ต่างก็ทำหน้าที่ยึด “ใจ” ของสัตว์โลก ถ้าธรรมกายขาวใสส่งผล เราก็นึกดี ถ้าธรรมกายดำส่งผล เราก็นึกร้าย และถ้าธรรมกายสีตะกั่วตัดส่งผล เราก็นึกไม่ดีและไม่ร้าย ถ้าใจเรานึกแต่ดี ๆ ภาคขาวก็ส่งผลให้สวาง ถ้านึกร้าย แปลว่า ภาคมารส่งผล พุทธวัจนะที่ว่า “มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา” สิ่งทั้งหลายมีใจถึงก่อน“โนเสฏฺฐา” มีใจเป็นใหญ่“มโนมยา” สำเร็จแล้วด้วยใจ นี่แสดงว่า ธรรมฝ่ายไหนชนะ คือ ยึดครองใจสัตว์โลกได้ เราก็นึกไปทางนั้น ทำไปในทางนั้น เมื่อยึดใจได้แล้ว เป็นอันชนะทั้งหมด และถ้าแพ้ก็แพ้หมด ตกอยู่ใต้ปกครองของธรรมภาคดำ ถ้าชนะ ก็ตกอยู่ใต้การปกครองของพระ คือ ธรรมภาคขาว แต่ถ้ายังไม่แพ้และก็ยังไม่ชนะ แปลว่า ตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของธรรมภาคกลาง ธรรม 3 ฝ่าย อยู่ในใจท่าน ใจของท่านจะให้ธรรมฝ่ายไหนปกครอง ท่านต้องการใจใสใจสว่าง แปลว่า ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของธรรมภาคบุญ สภาพใจขุ่น ใจมัว คือ ความไม่ใส เป็นสภาพใจที่ธรรมภาคมารปกครอง หากสภาพใจไม่ใส เราก็หมดหนทางได้มรรคผล การที่เราฝึกใจเรา ให้ใจเราพ้นจากความขุ่นมัวเป็นใจใสใจสว่าง เพื่อให้พ้นจากการปกครองของอวิชชา บางท่านเรียกว่า “นึกเอาเอง” เป็นวิปัสสนึก ไม่ใช่วิปัสสนา ความเห็นอย่างนี้รับฟังไม่ได้ ต้องชี้แจงความเห็นนั้นอย่างมีเหตุผล มีหลักวิชชาจึงจะฟังกันได้ อย่าด่วนตัดสินใจ วิจารณ์โดยอัตโนมัติเลย ท่านผู้เจริญ อันความคิดและความนึกนี้ สำคัญนัก ขอให้ความนึกและความคิด เป็นฝ่ายสัมมาทิฏฐิเถิด และให้นึกและคิดละเอียดยิ่งขึ้นไป และใสยิ่งขึ้น ตัว “นึก” ตัว “คิด” ตัว “ใส” นี่แหละคือ โพธิญาณ เพราะ “คิดได้” “นึกเห็น” และ “ใสได้” ก็คือ การตรัสรู้ทางใจ แต่“คิดไม่ได้” “นึกไม่เห็น” และ “ไม่ใส” ก็คือ การบอกแห่งใจ ตัวการทำให้คิดได้ นึกเห็น และใสได้ คือใครอยู่ที่ไหน ตัวการนั้นอยู่ที่ใจของเราทั้งนั้น 6. การเรียกชื่อธรรมกาย ก. กายธรรม (โคตรภูหยาบ) กายธรรมละเอียด (โคตรภูละเอียด) ข. ธรรมกายพระโสดาหยาบ (พระโสดามรรค, ปฏิมรรค) ธรรมกายพระโสดาละเอียด (พระโสดาผล, ปฏิผล) หน้าตักกว้าง 5 วา สูง 5 วา ค. ธรรมกายพระสกิทาคามีหยาบ (พระสกิทาคามีมรรค, ปฏิมรรค) ธรรมกายพระสกิทาคามีละเอียด (พระสกิทาคามีผล, ปฏิผล) หน้าตักกว้าง 10 วา สูง 10 วา ง. ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ (พระอนาคามีมรรค, ปฏิมรรค) ธรรมกายพระอนาคามีละเอียด (พระอนาคามีผล, ปฏิผล) หน้าตักกว้าง 15 วา สูง 15 วา จ. ธรรมกายพระอรหัตต์หยาบ (พระอรหัตต์มรรค, ปฏิมรรค) ธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด (พระอรหัตต์ผล, ปฏิผล) หน้าตักกว้าง 20 วา สูง 20 วา 7. การเรียนวิชชาธรรมกาย ไม่ทำให้งมเข็มในมหาสมุทร - ให้ท่านลองศึกษาดูว่ามีแนวทางปฏิบัติอย่างไร ถ้าท่านอ่าน “หนังสือทางมรรคผล (18 กาย)” ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จะทราบว่า ก. มีเกณฑ์การปฏิบัติ ทำสิ่งนี้ได้แล้วต่อไปจะทำอะไร ออกจากจุดนี้แล้ว ต่อไปจะไปจุดไหน จุดไหนให้ทำอะไร และทำอย่างไร ทำให้ได้อะไร มีลำดับ มีขั้นตอน มีวิธีการ มีปฏิบัติการ มีแนวปฏิบัติชัดเจน อย่างเช่น บริกรรมจนเห็นดวงแก้วแล้ว ดำเนินดวงธรรมให้ครบ 6 ดวง จะไปถึง กายทิพย์หยาบ ... ธรรมกาย ... ธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด เป็นต้น ไม่เป็นการงมเข็มในมหาสมุทร เมื่อทำวิชชาเบื้องต้นเป็นแล้ว ก็ต้องเรียนวิชชาชั้นสูงต่อไป เป็นบท เป็นสูตร ต่อไปไม่มีวันจบสิ้น แต่จะทำได้มากหรือน้อย ขึ้นกับความตั้งใจจริง ของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ แปลว่า ใจของท่านมีงานทำเป็นขั้นเป็นตอน ต่อกันเป็นลูกโซ่ ท่านมีโอกาสได้เลื่อนขั้น ไม่ใช่นั่งบริกรรมกำหนดกันอยู่เป็นปี ทั้งชาติ โดยไมเห็นฝั่งเห็นฝาอะไรเลย จะได้อะไร จะถึงอะไร เกจิอาจารย์ก็ไม่แจ้ง ได้แต่บอกว่าทางสำเร็จ จะหมดกิเลส ถ้าพบตำรับนี้ พบเกจิอาจารย์อย่างนี้ ผู้เรียนจะเกิดความเบื่อหน่าย ข. ลองเปรียบเทียบวิชชาธรรมกาย กับ กัมมัฏฐานอื่น ๆ อยากให้ท่านประมวลความรู้ รวบรวมการปฏิบัติกัมมัฏฐานแบบต่าง ๆ ดูว่า แบบใดมีกฎเกณฑ์อย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร เรียนไปให้ได้อะไร แล้วลองเปรียบเทียบเนื้อหาสาระ กับแนววิชชาธรรมกายดูบ้าง ท่านจะพบว่า มีแต่งมเข็มในมหาสมุทรเป็นส่วนใหญ่ มีแต่บริกรรมกันชั่วนาตาปี เมื่อไรก็เมื่อนั้น เลื่อนชั้นไม่ได้สักที เมื่อไรก็อยู่แต่ชั้นบริกรรมอยู่อย่างนั้น มีอาจารย์เก่งคนเดียว ลูกศิษย์ไม่เก่งเท่าท่าน จะพบเห็นแต่อย่างที่ว่ามานี้ แทบทั้งนั้น แต่การเรียนกัมมัฏฐานวิชชาธรรมกาย จะต้องแบ่งผู้เรียนเป็น 3 ชั้น คือ ชั้นบริกรรม หมายความว่า ยังทำปฐมมรรคไม่ได้ ถ้าทำได้แล้วจะเลื่อนไปเรียนวิชชาชั้นต้น คือ ชั้นทำวิชชา 18 กาย เมื่อทำวิชชา 18 กายได้แล้ว จะต้องไปเรียนวิชชาชั้นสูง แปลว่า ต้องมีวิทยากรอย่างน้อย 3 คน จึงจะสู้งานนี้ได้ แสดงว่ากัมมัฏฐานวิชชาธรรมกาย ท่านไม่มีโอกาสงมเข็มในมหาสมุทร ท่านมีโอกาสเลื่อนชั้น ท่านมีโอกาสได้เห็น “ธรรมกาย” เว้นแต่ท่านเกียจคร้านไม่ทำจริง และถ้าท่านไม่เอาจริง ท่านก็อยู่ชั้นบริกรรมเหมือนกัน เป็นที่น่ายินดีว่า นักเรียนวันนี้ ทำธรรมกายเป็นวันนี้ ได้เรียนวิชชาชั้นสูงในเวลาไม่นาน กลับทำได้เก่งกว่าอาจารย์ ปฏิบัติได้เชี่ยวชาญกว่าอาจารย์ มีรู้มีญาณแม่นกว่า ตัวอย่างนี้มีไม่น้อยเลย แปลว่า ไม่ใช่อาจารย์เก่งคนเดียว วิเศษอยู่คนเดียว ศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ มีตัวอย่างมาแล้ว เพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น ก็เพราะเขาเอาจริง เขาทราบแนวทาง เขาทราบทางเดิน จากนั้นเขาก็โกยเอาโกยเอา วิชชาธรรมกายเป็นสากล ทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับชั้น ใครขยันมาก ก็ได้มาก วิชชาธรรมกายนี้ เป็นที่พึ่งได้ ไม่ใช่การสร้างวิมานในอากาศ เรียนวันนี้ทำเป็นวันนี้ รุ่งขึ้นก็ใช้ความรู้ที่เรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ทันที ไม่ต้องรอถึงเมื่อโน้นเมื่อนี้ ไม่ต้องรอผลเอาชาติหน้า เอาผลกันเดี๋ยวนี้ อย่างสด ๆ ร้อน ๆ กันทีเดียว ท่านอยากเห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะเคยแต่รู้สึก เหมือนหนึ่งเกิดอารมณ์ฌานขึ้นแก่ใจ แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าตาว่า เป็นอย่างไร อยู่ที่ไหน ท่านเคยถามอาจารย์ดัง ๆ ท่านก็ตอบอย่างคลุมเครือ ไม่แจ้ง ท่านจะให้แจ้งได้อย่างไร ไม่เป็นธรรมกาย แล้วจะเอาอะไรไปเห็น เมื่อไม่เห็นแล้วจะเอาอะไรมาพูด พึ่งตำรา ตำราก็เขียนไว้สั้น ๆ แล้วจะให้ท่านแจ้งอะไรได้ เรื่องยากทั้งหลายทั้งปวงนี้ อันได้แก่ บาป บุญ อริยสัจ 4 ฌาน นรก สวรรค์ นิพพาน และอะไรต่อมิอะไร อันเป็นเรื่องยากและเร้นลับ มันก็ยากและรี้ลับต่อไป แต่ถ้าเราเรียนวิชชาธรรมกายให้แก่กล้า เราจะเห็นและเข้าใจเรื่องเหล่านั้นได้ แต่การเห็นและการเข้าใจนั้น ขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงแห่งการเรียนเป็นสำคัญ เพราะธรรมกายมีต้น มีกลาง มีปลาย มีอ่อน มีแก่ มีหยาบ มีละเอียด ตายแล้วสูญหรือตายแล้วเกิด ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ อันเป็นเรื่องที่นักปราชญ์ถกเถียงกันมานานแล้ว เรื่องนี้จะยุติเมื่อท่านเป็นธรรมกายระดับแก่กล้าแล้ว ขอแต่ว่าทำธรรมกายให้เป็นและให้แก่กล้าเท่านั้น ถ้าเราไม่เป็นธรรมกาย เราก็ขาดเครื่องมือค้นคว้า ต่างก็แสดงความเห็นอัตโนมัติกันทั้งนั้น ไม่มีประโยชน์อะไร มาทดลองค้นคว้าวิชชาธรรมกายกัน เสมือนโรงงานผลิตจรวดยิงส่งไปในโลกพระจันทร์ อย่างนี้เข้าท่ากว่า 8. วิชชาธรรมกายมีหลักสูตรให้เรียนมากมาย วิชชาธรรมกายมีหลักสูตรให้ท่านเรียนมากมาย ตามรายชื่อหนังสือที่จะกล่าวต่อไป ทั้งความรู้สมถะ (โลกิยะ) ความรู้วิปัสสนา (โลกุตระ) ครบถ้วน ท่านที่เป็นเด็กเล็ก นักเรียน ก็มีหลักสูตรให้เรียนพอควรแก่วัยและหน้าที่ ท่านที่เป็นนักศึกษาเป็นนักค้นคว้าทดลอง ก็มีหลักสูตรให้เรียนตามสมควรแก่หน้าที่และเวลา ท่านที่เป็นผู้ครองเรือน ประกอบธุรกิจการค้า มีหลักสูตรให้เรียนตามความเหมาะสม แก่ผู้มีอาชีพนั้น ท่านที่เป็นข้าราชการ นักบริหาร มีหลักสูตรให้เรียนตามความรู้และความสามารถของท่าน ท่านพุทธบริษัทที่ต้องการบรรลุ โพธิญาณ และเรียนความรู้ขั้นปรมัตถ์ ระดับปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิชชาธรรมกายระดับสูง ก็มีหลักสูตรให้เรียน อย่างครบครัน บัดนี้ มีท่านผู้รู้ให้ความรู้แก่ท่านทุกหลักสูตรทุกระดับชั้น อย่างนี้แล้วคงเป็นที่พอใจท่าน ยังอยู่แต่เรา เราจะพร้อมที่จะเรียนหรือไม่ เราจะเอาจริงหรือไม่ วิปัสสนาจารย์พร้อมที่จะช่วยท่านอยู่แล้ว น่าเสียดายที่ท่านมีกำลังวังชาดี อายุยังหนุ่มยังแน่น ปรารถนาบรรลุวิชชาวิเศษของพุทธศาสนา อ่านตำราแล้วได้แต่อยาก แต่ได้ใช้ความหนุ่มแน่นของเขาไปในเรื่องไร้สาระ ถ้าได้ใช้ความหนุ่มแน่นของเขา ได้ใช้พลังใจอันเข้มแข็งของเขา ไปในเรื่องฝึกและปฏิบัติให้ถูกทาง เขาเหล่านั้นก็จะเป็นกำลังสำคัญของพระศาสนา ส่วนท่านที่มีความปรารถนา มีความอยาก แต่ขาดครูอาจารย์ชี้แนะ ขอท่านได้โปรดนึกถึงคณะของผม โดยเฉพาะตัวผมเองพร้อมที่จะรับใช้ ขอให้บอกมาคำเดียว สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |