|
ความรู้ปฏิเวธ คือ แจ้งนิพพาน เมื่อการพากเพียรมาถึงขั้นทำวิชา 18 กายได้แล้ว ความรู้ปฏิเวธเกิดขึ้นทันที คือ การแจ้งนิพพาน การแจ้งนิพพานนี้ แจ้งมากหรือแจ้งน้อย ขึ้นอยู่กับความพากเพียรของแต่ละบุคคล เรียนจริงหรือเรียนเล่น เมื่อถึงขั้นอนุโลมปฏิโลมวิชาจนกาย 18 กายใสสว่าง และดวงธรรมใสสว่าง ความรู้แรกที่ได้เห็นคือ นิพพาน ผู้ได้มรรคผลนิพพานแล้ว ท่านไปอยู่ที่ไหนและอยู่กันอย่างไร วิธีเข้านิพพานไม่ยากสำหรับท่านที่เป็นวิชา 18 กายเลย พอกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดเดินดวงธรรม 6 ดวงแล้ว เราปรารถนาเข้านิพพาน อายตนะนิพพานท่านก็ดูดกายธรรมของเราเหมือนแม่เหล็กดูดเหล็ก กายธรรมของเราก็เข้านิพพานทันที แต่ถ้ากายธรรมของเรายังเข้านิพพานไม่ได้ พึงทราบเถิดว่า เดินวิชาน้อยไป กายยังไม่สะอาดจริง ต้องขยันเดินวิชาให้หนักมือขึ้น ต่อเมื่อเราปรารถนาเข้านิพพาน แล้วกายธรรมของเราเข้านิพพานได้ทันที แปลว่า ความสะอาดพอใช้การได้บ้างแล้ว นิพพานเบื้องต้นที่เราเห็น เห็นแต่พระพุทธรูปขาวใสเกตุดอกบัวตูมทั้งนั้น อยู่ในว่างใสนั้น ว่างใสนั้นเรียกอายตนะนิพพาน ส่วนกายธรรมทั้งปวงก็อยู่ในว่างใสนั้น จะมีกายธรรมหนึ่งมีรัศมีโชติช่วงกว่าใคร นั่นคือ กายธรรมของเจ้าของนิพพาน ก็คือ กายธรรมของพระบรมศาสดานั่นเอง เราจะเข้าหาพระองค์ ก็นึกเอาใจกายธรรมของเรานิ่งลงไปที่ฐานของกายพระองค์ก่อน ลำดับฐานไปครบ 7 ฐาน บริกรรมใจหยุดในหยุดเรื่อยไป ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมในท้องกายธรรมของพระองค์แล้วจะเห็นจุดใสกลางดวงธรรม นิ่งตรงจุดใสนั้น ได้ยินตรงนั้น ได้ฟังตรงนั้น ฝึกพูดกับพระองค์ได้ ต้องนิ่งจริงต้องหยุดจริง จึงจะฟังรู้เรื่อง นี่คือ ความรู้ปฏิเวธเบื้องต้น เมื่อเราเรียนชั้นสูงขึ้นไป เราจะเป็นวิชาไปเรื่อย ๆ ที่ว่าแจ้งนิพพานนั้นคืออย่างนี้ เราได้ยินว่าอาจารย์องค์นั้นเป็นพระอรหันต์ องค์นี้เป็นพระอรหันต์ จะเป็นไปได้อย่างไร ตราบที่ไม่เป็นธรรมกายแล้ว เลิกพูดเรื่องมรรคผลนิพพาน พูดได้คำเดียวว่า ยังอีกไกล ยังสุดเอื้อม นิยมกันไปเอง ฮือฮากันไปเอง อย่าได้เสียเวลาไปสนใจเลย ไม่มีประโยชน์อะไร วิชาธรรมกายมีหลายหลักสูตรต้องค้นคว้าเรียนรู้ต่อไป หนังสือเล่มนี้สรุปแล้ว เป็นความรู้เบื้องต้นนิดเดียวเท่านั้น แต่การเขียนเรื่องจนเป็นหนังสือเล่มโต ก็เพราะต้องการเชื่อมโยงความรู้ให้เป็นไปทีละขั้นตอน เพื่อจะได้เข้าใจว่า พระพุทธศาสนาของเรานั้นมีความรู้เรื่องมรรคผลนิพพาน แต่มีกี่คนที่เข้าถึง มีกี่คนที่ปฏิบัติได้ มีกี่คนที่ทุ่มเทเพื่อความรู้ลึกซึ้งนี้ เราจะเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเรียนกันมากและปฏิบัติมาก ความตั้งใจมีสูงและศรัทธามีมาก หากไม่พบตำราดีก็ไม่มีประโยชน์ คนดวงดีจะต้องพบตำราดีและพบครูดีด้วย จึงจะถือว่ามีโชค ความรู้ปฏิเวธที่เราควรทราบ เมื่อเราเป็นธรรมกายแล้ว รู้และญาณของธรรมกายทำให้เราเห็นวิชา อันเป็นความรู้ลึกซึ้งที่เราไม่เคยทราบมาก่อน และก็ไม่มีใครบอกความรู้อย่างนี้แก่เราได้ ดังนี้ 1. การสวดมนต์ให้ถึงพระ ต้องตั้งใจกลางดวงธรรม ให้ใจของเราถูกจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมนั้น อย่าให้ใจเคลื่อนได้ เสียงกล่าวคำสวดของเราดังไปถึงนิพพานทีเดียว เป็นการสวดที่ได้บุญบารมี การสวดอย่างที่เราเคยสวดกันมานั้น เป็นเพียงสวดได้เท่านั้น ได้บารมีน้อย 2. ไม่ถูกศูนย์ผิดทาง การฝึกเจริญภาวนานั้น ถ้าไม่ตั้งใจที่ศูนย์กลางกาย ก็แปลว่า ไม่ถูกทาง 3. ไม่เข้ากลางออกนอก หมายความว่า การเดินวิชานั้น ท่านให้เข้ากลางเรื่อยไป คือ กลางดวงธรรมจะมีจุดใสเท่าปลายเข็ม ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น อาจารย์ท่านพูดว่า กลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียด หมายความว่า ส่งใจเข้ากลางดวงธรรมเรื่อยไป ดับหยาบไปหาละเอียด หมายความว่า ไปถึงละเอียดใดก็ให้ตั้งต้นจากละเอียดนั้นไปหาละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก หากเข้ากลางไม่ได้ เรียกว่า ออกนอก คือ กิเลสพอไปนั่นเอง 4. ไม่หยุดไม่ถึงพระ หมายความว่า ต้องทำใจหยุดทำใจนิ่งที่ศูนย์กลางกายได้ จึงจะพบพระบรมศาสดา และพระบรมศาสดาก็คือ ธรรมกายนั่นเอง หากทำใจหยุดไม่ได้ ก็ไปถึงพระไม่ได้ คือ ไปถึงธรรมกายไม่ได้ 5. ไม่ลึกไม่ถึงน้ำ มีความหมายหลายอย่าง อย่างแรกหมายถึง การทำความเพียรเพื่อให้ใจหยุดใจนิ่งนั้น ทำได้ยาก ท่านที่ทำความเพียรอ่อนเรียกว่าไม่ลึก จึงไม่ถึงธรรมกาย อีกความหมายหนึ่ง ท่านหมายถึง การเดินวิชานั้น ต้องเดินวิชาให้ละเอียดยิ่งขึ้นไป หากเดินวิชาหยาบจะไม่เป็นผล เพราะกิเลสยังขัดขวางได้ อุปมาเหมือนการขุดหาน้ำใช้ หากขุดตื้นก็ไม่ถึงตาน้ำ เอาน้ำมาใช้ไม่ได้ 6. การหยุดของใจนั้นต้องหยุดในหยุดให้ละเอียด ในการเดินวิชาธรรมกายนั้น มีกฎเกณฑ์มาก ความจริงเราหยุดได้อยู่แล้วเอาเข้าจริงก็ยังใช้การไม่ได้ หยุดเฉย ๆ ไม่ได้ ต้องหยุดให้ละเอียดยิ่งขึ้นอีก คือ หยุดในหยุดต่อไปเรื่อย ๆ หยุดอันเดิมใช้การไม่ได้ 7. การเห็นนิมิตต้องเห็นข้างใน คือ เห็นที่ศูนย์กลางกาย เดินในท้องของเรา ไม่ใช่เห็นข้างนอก คือ เห็นนอกกาย เห็นในของเรา เห็นนอกของเรา เห็นนอกเป็นความเห็นที่กิเลสเขาหลอก 8. ปัญจกัมมัฏฐานที่อุปัชฌาย์สอนคือ นิมิตให้เห็นพระรัตนตรัย แต่การสอนของอุปัชฌาย์สอนกันตามประเพณีเท่านั้น ไม่ว่าที่ไหนสอนตรงกันหมด แต่ไม่มีใครทำได้เลย ได้แต่กล่าวตามอุปัชฌาย์ไปอย่างนั้นเอง การสอนกัมมัฏฐานเรื่องปัญจกัมมัฏฐานนั้น จึงล้มเหลวด้วยประการทั้งปวง เมื่อเราเป็นธรรมกายแล้ว เราก็ค้นว่า เรื่องราวเป็นอย่างไร รู้และญาณของธรรมกายไปเห็นเข้า จึงได้รู้ว่า ปัญจกัมมัฏฐานคือ สอนให้พระบวชใหม่เข้าถึงพระรัตนตรัย โดยเอานิมิต 5 อย่างนี้ กำหนดเป็นนิมิตเข้า คือ เกสา (เส้นผม) โลมา (เส้นขน) นขา (เล็บ) ทันตา (ฟัน) ตะโจ (หนัง) ท่านให้นึกเอาสิ่งเหล่านี้ ไปกำหนดที่ศูนย์กลางกาย แล้วเพ่งดูการเปลี่ยนแปลงของนิมิตเหล่านั้น สุดท้ายนิมิตเหล่านี้เป็น “ดวงใส” ขึ้น ครั้งเพ่งไปกลางดวงใสหนักเข้า ก็เห็นธรรมกาย ธรรมกายก็คือ พระรัตนตรัย เพื่อพระบวชใหม่จะได้ไม่เบื่อการบวช ทำทั้งอนุโลมและปฏิโลมก็ได้ผลอย่างเดียวกัน หรือจะรวมเอานิมิตทั้ง 5 มารวมกัน แล้วเพ่งที่ศูนย์กลางกาย ก็ได้ผลเช่นเดียวกัน หากเราไม่เป็นธรรมกาย เราก็ตีปัญหานี้ได้ไม่แตก ก็ได้แต่ทำสืบต่อกันมา ยังมีความรู้ที่เราเชื่อมาอย่างผิด ๆ อีกมาก หากมีเวลา ข้าพเจ้าจะนำเสนอให้ท่านทราบในโอกาสต่อไป เหล่านี้คือความรู้ปฏิเวธเบื้องต้น ส่วนความรู้ปฏิเวธชั้นสูง ท่านต้องติดตามหนังสือของข้าพเจ้าที่สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง หรือติดต่อคณะเผยแพร่ของข้าพเจ้า แล้วท่านจะได้ทราบเรื่องราวแปลก ๆ อีกมาก ขอให้ทุกท่านเป็นธรรมกายทั่วกันเถิด แล้วพบกับข้าพเจ้าใหม่ในวิชาธรรมกายหลักสูตรอื่น ข้องใจหรือสงสัยอะไร โปรดติดต่อถามไปได้ ข้าพเจ้ายินดีรับใช้และให้บริการ สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |