Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรระดับสูง arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2 arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2(13)
วิชชามรรคผลพิสดาร2(13) PDF พิมพ์ ส่งเมล

อรูปกรรมฐาน ๔

     คำว่า “อรูปกรรมฐาน ๔” ก็คืออรูปฌาน นั่นเอง เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นแก่ใจ อารมณ์ใดเกิดขึ้น ? เข้าลักษณะของฌานใด ? ก็เรียกฌานนั้นๆ เช่น

อากาสานัญจายตนะ

     ได้แก่ การเพ่งอากาศเป็นอารมณ์จนสภาพใจเกิดเป็นสมาธิ เรียกว่า อากาสานัญจายตนะ เป็นฌานที่ ๕

วิญญาณัญจายตนะ

     ได้แก่ การเพ่งอากาศว่างนั้นเป็นลำดับต่อไปอีก เป็นความว่างละเอียดเข้าไปอีก ไม่มีประมาณทีเดียว เรียกความละเอียดแห่งความว่างนั้นว่าวิญญาณัญจายตนะ เป็นฌานที่ ๖

อากิญจัญญายตนะ

     ได้แก่ การเพ่งวิญญาณัญจายตนะนั้นต่อไปอีกจนเกิดสมาธิเรียกอารมณ์นี้ว่าอากิญจัญญายตนะ เป็นฌานที่ ๗

เนวสัญญานาสัญญายตนะ

   ได้แก่ การเพ่งอากิญจัญญายตนะนั้นต่อไปอีก เรากำหนดได้ หมายรู้ได้ เรียกว่าสัญญา ก็คือว่างละเอียด เป็นอารมณ์ฌานที่ ๘

     นี่คืออารมณ์ทางใจที่เกิดจากการเพ่งอากาศ หรือที่เรียกว่าอากาสกสิณ คือการเอาอากาศเป็นอารมณ์ เพ่งอากาศให้เกิดอุคคหนิมิต นี่คือหลัก ! นี่คือเป้าหมายของการฝึก ! แต่อุคคหนิมิตที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความว่าง เป็นว่างอีก ๔ ลักษณะ มีชื่อเรียกเป็นคำบาลี ยากต่อการจดจำ คำไทยใช้ว่าฌาน ๕-๖-๗-๘ หรือเรียกว่าอรูปฌาน หรือเรียกว่าอรูปกรรมฐาน

     พึงตั้งข้อสังเกตให้ชัดเจนว่า อาโลกกสิณ คือเอาแสงสว่างเป็นอารมณ์ กับอากาสกสิณคือเอาอากาศเป็นอารมณ์นั้น มีความใกล้เคียงกัน แต่อาโลกกสิณหยาบกว่า อุคคหนิมิตเกิดเป็นดวงแก้วขาวใส แต่อากาสกสิณนั้นอุคคหนิมิตเกิดเป็นความว่าง

 

ฝึกอรูปกรรมฐาน ๔ ให้เกิด ๑๘ กาย

     จับหลักเกณฑ์ก่อนฝึก เรามีเป้าหมายในการฝึกอย่างไร ? ต้องคิดก่อน อ่านทฤษฎีคือบทบัญญัติให้เข้าใจ มีคำเก่าๆ หลายคำเช่น

     “เจตสิก” แปลว่า อารมณ์ที่เกิดแก่ใจ

     “สัมปยุตจิต” แปลว่า สิ่งปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์

     “เพิกอารมณ์” แปลว่า ถอนอารมณ์

     “ปฐมรูปวิญญาณ” แปลว่า วิญญาณเดิมที่อยู่ในความว่าง หมายความว่า ในว่างนั้นเหมือนกับมีวิญญาณ คือมีชีวิตจิตใจ

     หลักมีอยู่ว่า เขาให้เพ่งอากาศว่าง ๔ แบบให้เกิดอุคคหนิมิตให้ได้ เมื่อได้อุคคหนิมิตแล้ว จะได้ทำปฏิภาคนิมิต ครั้นทำปฏิภาคนิมิตได้แล้ว จะได้เดินวิชา ๓ ดวงธรรมจนเกิดกาย ๑๘ กาย ดังที่เคยฝึกในบทก่อนๆ

     แต่อากาศว่าง ๔ แบบนี้ มันละเอียดมาก จึงยากต่อการทำนิมิต เมื่อยาก ! จะแก้อย่างไร ? เพราะอากาศ ๔ อย่างที่ว่านี้มันละเอียดเข้าไปเรื่อยๆ จนเรายุติไม่ได้ว่าอะไร มีขอบเขตแค่ไหน ? ด้วยเหตุนี้จึงใช้อารมณ์มาวัด อารมณ์ทางใจอย่างไร ? ก็เรียกชื่ออย่างนั้น ! ตามที่กล่าวมาแล้วนั้น

 

ฝึกอากาสาฯ ให้เกิดอุคคหนิมิต เพื่อเดิน ๑๘ กาย

     ลำดับแรก ให้นึกมองดูอากาศรอบตัวเรา ให้เห็นว่า “อากาศคือความว่าง” นึกเอาความว่างนั้นมาทำให้เกิดวงกลม มีขนาดตามความพอใจของเรา (ขั้นตอนนี้เป็นกสิณนอก คือนึกนอกตัวเรา) ต่อไปทำกสิณนอกให้เป็นกสิณใน นั่นคือน้อมเอาดวงอากาสกสิณนั้น เดินทางไปตามฐาน ๗ ฐานในร่างกาย สุดท้ายดวงกสิณว่างนั้นก็ไปอยู่ที่ศูนย์กลางกาย คือไปอยู่ที่ฐานที่ ๗ จากนั้น ท่องใจหยุดในหยุดๆๆ จนดวงอากาศว่างนั้น เกิดลักษณะกลมขึ้น เห็นเป็นดวงชัดขึ้น ถือว่าเกิดอุคคหนิมิตแล้ว จากนั้น เดินดวงธรรม ๓ ดวง เกิดกายต่างๆให้ครบ ๑๘ กาย ดังที่เคยฝึกมาแล้ว

 

ฝึกวิญญาฯ อากิญฯ เนวสัญญาฯ เพื่อเดิน ๑๘ กาย

     มีวิธีฝึกทำนองเดียวกัน เช่น การฝึกเอาวิญญาณัญจายตนะเป็นนิมิต เพื่อทำให้เกิดอุคคหนิมิต แล้วจะได้เดินวิชาดวงธรรม ๓ ดวง จนเกิดกาย ๑๘ กาย ครั้งแรกเราทำอากาสาฯ นั่นคือฌาน ๕ อารมณ์วิญญาฯ คือฌาน ๖ นั้นคืออย่างไร ? เพราะละเอียดกว่าอากาสาฯ อย่างไรจึงเรียกอารมณ์วิญญาฯ ? ตอบว่า เรารู้สึกว่าอารมณ์ละเอียดกว่าอากาสาฯ เมื่อไร ? นั่นคืออารมณ์วิญญาฯ ! ให้ถือว่าเป็นอุคคหนิมิต แล้วก็เดินวิชา ๓ ดวง จนเกิดกาย ๑๘ กายได้

     ต่อมาก็มาถึงอารมณ์อากิญฯ อย่างไรจึงเรียกอารมณ์อากิญฯ ? ตอบว่า เพราะละเอียดกว่าอารมณ์วิญญาฯ ท่านให้เอาอารมณ์วิญญาฯ เป็นหลักไว้ก่อน ประคองใจไปก่อน ท่องใจหยุดในหยุดๆๆ เรื่อยไป จนเกิดสมาธิทางใจ นั่นคืออารมณ์ของอากิญฯ ถือว่าเป็นอุคคหนิมิตของอากิญจัญญายตนะ นำมาเดินวิชา ๓ ดวงธรรมจนเกิดกาย ๑๘ กาย

     ต่อมาให้ยึดเอาอากิญฯ เป็นหลักไว้ก่อน ท่องใจหยุดในหยุด ต่อไป ถ้าสภาพใจประณีตกว่าอากิญฯ ถือว่าเป็นอารมณ์ของเนวสัญญฯ นำมาเป็นอุคคหนิมิต นำมาเดินวิชา ๓ ดวงธรรมจนเกิดกาย ๑๘ กายได้

     การฝึกบทนี้ นับว่ายากที่สุด ! เพราะนิมิตจากอากาศ ๔ แบบนี้ละเอียดมาก แต่มายุติได้ว่า อุคคหนิมิตใดที่นำมาเดินวิชา ๓ ดวงธรรมและเกิดกาย ๑๘ กายได้ ถืออนุโลมว่าผ่าน

ข้อควรสังเกต

     อารมณ์ฌานเกิดเมื่อใด ? แผ่นฌานเกิดตามทันที ! เรื่องนี้เรามักไม่เคยสังเกตกันเลย

     การเรียนวิชาสายธรรมกาย ยืนยันชัดเจนว่า อารมณ์ฌานเกิดเมื่อใด ? แผ่นฌานก็เกิดเมื่อนั้น แต่การเรียนสายอื่น เกิดแต่อารมณ์ฌานเท่านั้น แผ่นฌานไม่เกิด เพราะไม่เห็นกาย ตราบใดที่ยังไม่เห็นกาย ก็ยังไม่เห็นแผ่นฌานอยู่ดี

     ตามที่เราฝึกมาแต่ต้นนั้น เราทราบว่า กายรูปพรหมหยาบและรูปพรหมละเอียดมีรูปฌาน ตั้งแต่กายอรูปพรหมหยาบเป็นลำดับไปจนถึงกายธรรม มีทั้งรูปฌานและอรูปฌานโดยธรรมชาติ กายมนุษย์ละเอียดและกายทิพย์หยาบ-กายทิพย์ละเอียด ไม่มีฌานโดยธรรมชาติ แต่เราก็สร้างให้ได้ ซึ่งเราเคยฝึกผ่านมาแล้ว

ข้อควรจำ

     กสิณสีต่างๆ ๔ สี คือสีเขียว-สีเหลือง-สีแดง-สีขาว ต้องเพ่งให้ขาวให้ใสทั้งหมด

     สีขาวไม่มีปัญหา เพราะขาวอยู่แล้ว แต่สีเขียว สีเหลือง สีแดง ต้องเพ่งให้ขาวและให้ใส จึงจะถือว่าเป็นอุคคหนิมิต นำมาเดินวิชา ๓ ดวงธรรมให้เกิดกาย ๑๘ กายได้ ถ้ายังไม่ขาวยังไม่ใส ยังไม่ถือว่าเป็นอุคคหนิมิต จะนำมาใช้เดินดวงธรรมไม่ได้ เป็นที่ต้องห้ามเด็ดขาด ! ต้องเพ่งให้ขาวและต้องให้ใส จึงจะใช้การได้ อันนี้เป็นกลวิธีสำคัญ !

 

คำถามท้ายบทเรื่องอรูปกรรมฐาน ๔

     ๑. จงให้ความหมายของคำต่อไปนี้ เจตสิก สัมปยุตจิต เพิกอารมณ์

     ๒. คำว่าอรูปกรรมฐาน มีความหมายอย่างไร ? การฝึกอรูปกรรมฐาน ๔ นั้น ใช้อะไรเป็นนิมิต ? มีวิธีการอย่างไร ? จงอธิบาย

     ๓. จงแสดงวิธีฝึกอรูปกรรมฐาน ๔ มาให้ดู การกำหนดนิมิตทำได้ยากในบทนี้ แต่เรามีวิธีวัด วิธีนั้นคืออะไร ?

     ๔. เรื่องกสิณสีนั้น ตำรามีข้อห้ามไว้อย่างไร ?

     ๕. กสิณนอกและกสิณในคืออย่างไร ? จงอธิบาย

     ๖. ท่านได้รับเชิญให้ไปบรรยายเรื่องอรูปกรรมฐาน ๔ แก่ข้าราชการจำนวนหนึ่ง ท่านจะกำหนดหัวข้อการบรรยายอย่างไร ?

     ๗. รูปฌานกับอรูปฌานต่างกันอย่างไร ? จงอธิบาย

 

อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑

     อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือ ท่านสอนให้เราพิจารณาอาหารที่เรารับประทานว่า เป็นสิ่งปฏิกูล เป็นสิ่งโสโครก เป็นของเน่าเสีย น่าเกลียด ก็คือท่านสอนพระสงฆ์โดยตรง ให้เป็นผู้เลี้ยงง่าย ให้เป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค ไม่ให้หลงรสอาหาร ท่านสอนถึงกับให้เอาของเคี้ยวของฉันทุกอย่างใส่ปนลงไปในบาตรทั้งหมด ดังที่เราเห็นในทุกวันนี้

     ท่านให้พิจารณาว่าเน่าน่าเกลียด อันนี้ชัดเจน เพราะอีกครู่เดียวก็บูดเน่า จนกินไม่ได้ ให้เห็นว่าโสโครก ก็คือส่งกลิ่นเหม็น พิจารณาไปจนเกิดนิมิต แล้วน้อมเอานิมิตไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย ดังที่เคยฝึก ให้เกิดอุคคหนิมิต ทำปฏิภาคนิมิต เดินวิชา ๓ ดวงธรรม ให้เกิดกาย ๑๘ กาย ไม่ยากเลย

     ข้าพเจ้าเคยเห็นหนังสือพิมพ์เขาเขียนการ์ตูนล้อว่า พระรูปหนึ่งสั่งจีวรพิเศษมาจากต่างประเทศ เวลาห่มเขาจะได้เห็นว่ามีแสงออกจากตัว และยังสั่งอาหารจากร้านอาหารชั้นดี เคยบิณฑบาตรบ้างหรือเปล่าก็ไม่ทราบ ? ทำอย่างนั้นไม่ถูกคำพระท่านสอนเลย

 

จตุธาตุววัตถาน ๑

 

    จตุธาตุ คือ ธาตุ ๔ ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มาประชุมกันเกิดเป็นกายของเราขึ้น ท่านกล่าวว่า ถ้าแยกธาตุทั้ง ๔ ออกเป็นอย่างๆ แล้ว ก็เป็นกายของเราไม่ได้ คือแยกธาตุดินออกไป ธาตุน้ำก็แยกออกไป ธาตุลมธาตุไฟก็แยกออกไป ก็เป็นกายของเราไม่ได้ เรื่องสำคัญที่ท่านสอนก็คือ ให้พิจารณาว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ก็ถูกของตำราอีก ก็ธาตุ ๔ เราแยกออกมาหมดแล้ว กลายเป็นว่า สิ่งที่แยกออกมานั้น เป็นสิ่งไม่มีชีวิต เพราะเป็นธาตุแยกออกเป็นกองๆ ไม่มีรูปร่างหน้าตา เพราะรูปร่างหน้าตาถูกแยกธาตุไปแล้ว มันก็เป็นวัตถุไป เมื่อแยกออกแล้ว มีสภาพไม่ใช่สัตว์ เพราะไม่มีรูปร่างให้ดูแล้ว ไม่มีตัวตนนั้นถูกแล้ว เพราะไม่มีใจครอง จะว่าเป็นเราเป็นเขาไม่ได้ เพราะไม่มีรูปร่างบ่งบอกว่าเป็นอะไร ? พิจารณาไปจนเกิดสมาธิและเกิดนิมิต แล้วน้อมเอานิมิตไปไว้ที่ศูนย์กลางกาย ทำให้เป็นอุคคหนิมิต แล้วทำปฏิภาคนิมิต แล้วก็เดินวิชา ๓ ดวงธรรมจนเกิดกาย ๑๘ กาย

     ท่านสอนให้เราอย่าหลงตัว อย่าหลงรูปร่างตัวเอง เมื่อไม่หลงแล้วจะได้เร่งทำความดี เพราะความตายคอยอยู่แล้ว เป็นคำสอนที่วิเศษสุด ทุกวันนี้คนเราหลงตัวเองทั้งนั้น แม้พี่น้องก็ฆ่ากันเอง เพื่อแย่งสมบัติ โดยคิดว่าตัวเองไม่ตาย จะเอาสมบัติคนเดียว จึงหาอุบายฆ่าพี่น้องกันเอง ประการสำคัญคือใครขวางทาง กูฆ่าหมด ! กูจะใหญ่ คนเดียวในโลก ! กูจะมีอำนาจคนเดียว กอบโกยทุกรูปแบบ ! โดยคิดว่าตัวเองไม่ตาย จะอยู่ในโลก ๑๐๐ ปี แต่แล้วไม่กี่วันก็ตาย ! เราได้เห็นคนหลงตัวเองมากขึ้นทุกที น่าจะเรียนกรรมฐานบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยตัวเองให้ทำบาปน้อยลง

 

คำถามท้ายบทเรื่องอาหาเรปฏิกูลสัญญา และจตุธาตุววัตถาน

     ๑. ทำไมจึงเอาจตุธาตุววัตถานมาเรียนในหลักสูตรนี้ ? จงอธิบาย และเหตุใดเอาเรื่องอาหาเรปฏิกูลสัญญามาสอน ?

     ๒. จงแสดงการเดินวิชาตั้งแต่ต้นจนเกิดกาย ๑๘ กาย โดยเอาจตุธาตุ ฯ และอาหาเร ฯ มาเป็นนิมิต

สารบัญ 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 24 November 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org