Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรระดับสูง arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2 arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2(23)
วิชชามรรคผลพิสดาร2(23) PDF พิมพ์ ส่งเมล

(๔.๒) การแยกธาตุแยกธรรม

     ทั้งธาตุเป็น-ธาตุตาย ทั้งมนุษย์-ผู้เลี้ยงมนุษย์ ทั้งสายขาว-สายกลาง-สายดำนั้น เบื้องต้นแยกธาตุ ๖ ธรรม ๖ ก่อน ครั้นแล้วแยกพิสดารธาตุ ๖ พิสดารธรรม ๖ ไปทุกๆ อย่าง พิสดารไปจนนับอายุธาตุอายุบารมีไม่ถ้วน

     วิธีนับพิสดาร คือแยกธาตุ ๖ ธรรม ๖ แยกออกไปแล้ว ก็เอาธาตุ ๖ ธรรม ๖ นั้น แยกออกไปอย่างละ ๖ เป็นธาตุ ๓๖ ธรรม ๓๖ แล้วแยกต่อไปอีกอย่างละ ๖ เป็นธาตุ ๒๑๖ ธรรม ๒๑๖ แยกออกไปอีกอย่างละ ๖ เป็นธาตุ ๑๒๙๖ ธรรม ๑๒๙๖ แล้วแยกออกไปอีกอย่างละ ๖ อีก แยกไปโดยนัยนี้ ทวีขึ้นไปไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่า “พิสดารธาตุ-พิสดารธรรม”

     กล่าวถึงกายมนุษย์ ลำดับต่อไปก็มีกายทิพย์ กายปฐมวิญญาณหยาบ กายปฐมวิญญาณละเอียด กายธรรม กายสุดหยาบ-กายสุดละเอียด และมีภพทิพย์ อายตนะนิพพาน ภพกายสุดหยาบสุดละเอียดชุดหนึ่ง ในส่วนของกายทิพย์ก็มีชั้นกายไปจนสุดหยาบสุดละเอียด และมีภพสวรรค์ อายตนะนิพพาน ภพกายสุดหยาบสุดละเอียดอีกชุดหนึ่ง ดังนั้น ในส่วนของกายปฐมวิญญาณหยาบ กายปฐมวิญญาณละเอียด และกายธรรม เป็นลำดับไปจนกายสุดหยาบสุดละเอียด กายหนึ่งๆ ก็มีกายและมีภพสวรรค์มีอายตนะนิพพานตลอดจนสุดหยาบสุดละเอียดของกายและของภพชุดหนึ่งๆ ทุกกาย แล้วตรวจดูว่า ภพไหนมีกายมากน้อยเท่าไร ? ตรวจไปทุกภพ เช่นภพมนุษย์ ให้ตรวจว่ามีมนุษย์เท่าไร ? ภพเล็กภพใหญ่เท่าไร ? กว้างแคบเท่าไร ? และภพอื่นก็ตรวจไปเช่นนี้ทุกภพให้รู้จำนวน แล้วจงแยกกายแยกภพที่กล่าวมาแล้วนั้น เป็นธาตุ ๖ ธรรม ๖ แล้วพิสดารธาตุ ๖ พิสดารธรรม ๖ ตามนัยที่กล่าวมาแล้วจนสุดหยาบสุดละเอียด

     ที่เรียกว่ากายสุดหยาบสุดละเอียด เฉพาะกายมนุษย์กายเดียวเท่านั้น คือกำเนิดธาตุธรรมเดิม เล็กประมาณเท่าปลายเข็ม หรือเท่าเมล็ดไพธิ์เมล็ดไทร เป็นพืชเดิม เมื่อตั้ง “กลละรูป” นั้น เรียกว่ากายสุดหยาบสุดละเอียด เพราะมี “ที่ตั้ง” มี “ธาตุ” คือ ธาตุเห็น-ธาตุจำ-ธาตุคิด-ธาตุรู้ และมี “ดวง” คือ ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ อยู่พร้อมเสร็จแล้วเหมือนกัน แต่ว่าเล็กละเอียดที่สุด เหมือนดังเมล็ดไพธิ์ พืชต้นไม้มีลำต้น กิ่งก้าน สาขา ปรากฏอยู่ในเมล็ดแล้วพร้อมเสร็จ แต่ว่าเล็กละเอียดมาก ส่วนกายสุดหยาบนั้น ได้แก่ กายมนุษย์ที่ขยายสุดหยาบออกมาจากส่วนละเอียดของกำเนิดธาตุธรรมเดิม มาเป็นร่างกายมนุษย์ใหญ่โตเต็มที่ เหมือนดังที่เห็นอยู่ด้วยสายตาของเราในขณะนี้ ธาตุกับธรรมนั้นเท่ากัน ธาตุมีขนาดโตเล็กเท่าไร ธรรมก็มีขนาดโตเล็กเท่านั้น กำเนิดธาตุธรรมเดิมนั้นเท่ากำเนิดมนุษย์เหมือนกันหมด แต่ขยายส่วนเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ถ้ากายมนุษย์หยาบก็ใหญ่ออกไป กายละเอียดก็เล็กลงมา ที่ตั้ง-ธาตุ-และดวงเห็น-จำ-คิด-รู้ ก็ขยายส่วนหยาบส่วนละเอียดเล็กใหญ่ ไปตามธาตุตามธรรมที่หยาบละเอียดเล็กใหญ่นั้น แล้วให้แยกที่ตั้ง แยกธาตุ คือ ธาตุเห็น-ธาตุจำ-ธาตุคิด-ธาตุรู้ และแยกดวง คือ ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ ๓ ฐานนี้ออกเป็นธาตุ ๖ ภาค ๑ เป็นธรรม ๖ ภาค ๑ แล้วพิสดารธาตุ ๖ ธรรม ๖ นั้น ออกไปทุกที ตามนัยดังที่กล่าวแล้ว จนสุดหยาบสุดละเอียด ที่ว่านี้เฉพาะกายมนุษย์กายเดียว เมื่อได้หลักจากการพิสดารกายมนุษย์แล้ว ในการพิสดารกายอื่นๆ ไปจนสุดหยาบสุดละเอียด ตั้งต้นตั้งแต่กายทิพย์เป็นลำดับไป ก็มีนัยดังเช่นกายมนุษย์ที่กล่าวแล้วทั้งสิ้น

(จบข้อ (๔.๒) เพียงนี้)

 

อธิบายข้อ (๔.๒) เรื่องการแยกธาตุแยกธรรม

     บทนี้มีภาษาวิชาธรรมกายหลายคำ ต้องทำความเข้าใจกันก่อน เมื่อเข้าใจภาษาแล้ว ต่อไปก็ดูเรื่องราวว่า ตำราพูดถึงเรื่องอะไร ? เราเข้าใจเรื่องเหล่านั้นอย่างไร ? ค่อยๆ ทำความเข้าใจไปทีละตอน สุดท้ายจึงมาสรุปความรู้ว่า บทเรียนบทนี้เนื้อหาสาระคืออะไร ? เมื่อเข้าใจแล้ว ต้องโยงความรู้ลงสู่การปฏิบัติให้ได้ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ แปลว่าล้มเหลว

 

ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ เกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

     วิชาธรรมกายเป็นเรื่องของการปฏิบัติทางใจ แต่การปฏิบัตินั้น ต้องมาจากความรู้ ความรู้กล่าวไว้อย่างไร ? เช่นบทที่เรากำลังเรียนอยู่ขณะนี้ เป็นความรู้ทั้งหมด ยังเป็นปริยัติอยู่ คือยังเป็นทฤษฎีอยู่ ต่อเมื่อเรานำความรู้นั้นคือนำความรู้ปริยัตินั้น หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าความรู้ทฤษฎีนั้น นำมาปฏิบัติทางใจได้ จึงจะเรียกว่าปฏิบัติ ผลแห่งการปฏิบัติคือได้รู้ได้เห็นอะไร ? นั่นเป็นปฏิเวธ ดังนั้นถ้อยคำ ๓ คำนี้มีความหมายเกี่ยวข้องกัน แต่ในโลกทุกวันนี้ เราเห็นแต่ความรู้ปริยัติ เห็นแต่ความรู้ทฤษฎี เพราะอ่านมาจากพระไตรปิฎก เพราะเรียนมาจากหลักสูตรนักธรรม เพราะเรียนมาจากหลักสูตรภาษาบาลี นั่นคือ ความรู้ปริยัติทั้งสิ้น เป็นความรู้ทฤษฎีทั้งนั้น ยังเข้าไม่ถึงธรรมอะไรเลย ! เพราะยังไม่ได้ปฏิบัติทางใจ ได้แต่รู้ปริยัติเท่านั้น

     ถ้าจะให้เข้าถึงธรรม ต้องปฏิบัติทางใจ ยกความรู้บทใดขึ้นมากล่าว แล้วฝึกใจทำใจให้ได้ตามความรู้นั้นๆ นั่นจึงจะเรียกว่าเข้าถึงธรรม เข้าถึงธรรมอะไรอย่างไร ? ก็ต้องดูบทความรู้นั้นๆ ประกอบกันไป เข้าถึงได้มากน้อยแค่ไหนและอย่างไร ? นั่นคือความรู้ปฏิเวธ ดังนั้น คนที่เข้าถึงธรรมอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านได้รู้ได้เห็นนั้น ยังไม่มี ! มีก็แต่พวกเราที่กำลังเรียนตามหลวงพ่อกันอยู่ขณะนี้

     สิ่งใดที่ไม่มีใจครอง เรียกว่า ธาตุตาย-ธรรมตาย

     ผู้เลี้ยงมนุษย์คืออะไร ? ผู้เลี้ยงมนุษย์ คือ จักรพรรดิในกาย หรือที่หลวงพ่อท่านเรียกว่า “ภาคผู้เลี้ยง” ได้แก่ จุลจักร มหาจักร บรมจักร

     คำว่า “นับอายุธาตุอายุบารมีไม่ถ้วน” หมายความว่า ถ้าจะนับอายุก็นับไม่ถ้วน และถ้าจะนับบารมีก็นับไม่ถ้วน คือมากมายเหลือเกิน

     คำว่า “พิสดาร” หมายความว่า ทำให้ละเอียดยิ่งขึ้น ทำให้มากยิ่งขึ้น เช่น คำว่า “พิสดารธาตุ-พิสดารธรรม” เป็นต้น วิธีนับก็ไม่ยาก ตำราพูดชัดเจนแล้ว

 

ภพ ๓ อายตนะนิพพาน ทั้งนอกและในกาย

     ภพ ๓ และอายตนะนิพพานประเภทนอกกาย ก็ได้แก่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ และอายตนะนิพพาน ดังที่เราเดินวิชาเข้าออกในทุกวันนี้ เรียกว่า ภพ ๓ และอายตนะนิพพานนอกกาย หมายถึงว่า เมื่อเราตายไปแล้ว เราก็ไปสู่ภพเหล่านั้น ตามกำลังแห่งบารมีของแต่ละบุคคล

     อายตนะนิพพานนั้น อยู่สูงกว่าภพ ๓ ขึ้นไป เป็นดวงใสใหญ่

     คำว่า “ภพ ๓” หมายถึง กามภพ รูปภพ และอรูปภพ

     กามภพกินความถึงโลกมนุษย์และสวรรค์ ๖ ชั้น ส่วนรูปภพ คือพรหม ๑๖ ชั้น (รูปพรหม ๑๖ ชั้น) และอรูปภพคืออรูปพรหม ๔ ชั้น ทั้งรูปภพและอรูปภพไม่เกี่ยวข้องด้วยกาม แต่กามภพยังเกี่ยวข้องด้วยกามอยู่

     คราวนี้กลับมาดูภพในกาย ก็เป็นดวงใส เป็นที่อยู่ของกายต่างๆ ดวงใสข้างบนเป็นอายตนะนิพพานในกาย นี่คือความรู้สรุปย่อ

 

แนวเดินวิชา

     สาระสำคัญของบทนี้ ก็คือ ให้พิสดาร ๓ สิ่งต่อไปนี้

(๑.) ที่ตั้ง

(๒.) ธาตุ

(๓.) ดวง

 

ขั้นตอนที่ ๑ คือแยกที่ตั้ง

     “ที่ตั้ง” ก็คือ “จุดใสเล็ก” เมื่อมีการปฏิสนธิแล้ว เกิด “กลละรูป” คือเกิดกำเนิดเดิมนั่นเอง เป็นจุดใสเล็ก ส่งใจนิ่งลงไปที่กำเนิดเดิม นึกขยายจุดใสให้ใหญ่ ก็จะเห็นดวงใสเล็กซ้อนกัน ๒ ดวงใส ดวงใสนอกคือธาตุ ดวงใสในคือธรรม ส่งใจเข้ากลางดวงใสนอก นึกเข้าไปกลางดวงวิญญาณของดวงใส ก็จะได้ธาตุ ๖ แล้ว คือดวงวิญญาณของธาตุ ๑ ดวงและดวงแวดล้อมอีก ๕ ดวง รวมเป็น ๖ ดวง ต่อไปก็แยกธรรม ให้ส่งใจลงไปที่ดวงใสข้างในต่อไป นึกส่งใจลงที่ดวงวิญญาณของดวง ส่งใจนิ่งกลางดวงวิญญาณนั้น ก็จะได้ธรรม ๖ ดวง คือดวงใน ๑ ดวงและดวงแวดล้อมอีก ๕ ดวง รวมเป็นธรรม ๖ ดวง

 

ขั้นตอนที่ ๒ คือแยกธาตุ

     กลับมาดูกำเนิดเดิมใหม่ เมื่อส่งใจนิ่งลงที่ดวงกำเนิดเดิม เราเห็นจุดใสเล็ก นั่นคือดวงกำเนิดเดิม เราแยกเป็นธาตุ ๖ ธรรม ๖ ไปแล้ว คราวนี้จะดูธาตุที่หล่อเลี้ยงกำเนิดเดิม อธิษฐานใจต่อกายธรรมขอดูธาตุที่หล่อเลี้ยงกำเนิดเดิม พอนิ่งลงไปที่กลางดวงกำเนิด ก็เห็น “กลาง” มีลักษณะเป็นจุดใส นิ่งลงไปที่ “กลางอีกครั้งหนึ่ง” ก็เห็นดวงวิญญาณของธาตุ และข้างๆ นั้นเป็นดวงอีก ๕ รวมเป็น ๖ นี่คือดวงธาตุที่หล่อเลี้ยงกำเนิดเดิม คราวนี้จะเดินวิชาเพื่อแยกธาตุ ๖ ธรรม ๖ ให้แก่ธาตุ เราก็ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงวิญญาณของธาตุ ก็เห็นดวงใส ๒ ดวงซ้อนกันอีก ดวงใสนอกคือภาคธาตุ ดวงใสข้างในคือภาคธรรม พอเราส่งใจลงที่ “กลางของดวงใสนอก” นึกพิสดารธาตุไปพร้อมกันเลย โดยส่งใจลงที่กลางดวงวิญญาณของภาคธาตุ แล้วก็ท่องใจดับหยาบไปหาละเอียด ก็เสร็จงานพิสดารธาตุ กลับมาดูดวงใสข้างใน คือดวงของภาคธรรม ส่งใจนิ่งลงกลางดวงวิญญาณของภาคธรรม แล้วก็ท่องดับหยาบไปหาละเอียด ก็จะเกิดธรรม ๖ แก่ธรรมละเอียดเข้าไปอีก

 

ขั้นตอนที่ ๓ คือแยกดวง

     ได้แก่ ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ กลับมาดูขั้นตอนที่ ๒ กันใหม่ ตอนนั้นเราดูธาตุ เราก็เห็นดวงธาตุ ๖ ดวงมาแล้ว และเราก็แยกธาตุแยกธรรมไปแล้ว คราวนี้เราจะดูดวง คือดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ รวม ๔ ดวงซ้อนกัน ซึ่งเราเรียกว่าใจ เราส่งใจนิ่งกลางดวงวิญญาณของธาตุนั้น เราก็เห็นดวงใส ๔ ดวงซ้อนกัน นี่คือ ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ เรามีหน้าที่จะแยกธาตุแยกธรรมต่อไป ดังนี้

 

ลำดับแรก

     ส่งใจนิ่งกลางดวงเห็น ก็จะเห็นดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน คือดวงใสนอกเป็นธาตุ และดวงใสข้างในเป็นธรรม เราจะแยกธาตุให้แก่ดวงธาตุก่อนเสมอไป ก็ส่งใจนิ่งกลางดวงวิญญาณของธาตุ ก็ได้ธาตุ ๖ แล้ว คราวนี้ดูดวงใสข้างในคือดวงของธรรม ส่งใจนิ่งกลางดวงวิญญาณของธรรม ก็ได้ธรรม ๖ แล้ว ประเด็นที่ตำราบอกให้เราพิสดารมากๆ ให้ละเอียดเข้าไป เราก็ท่องตรงดวงวิญญาณว่าดับหยาบไปหาละเอียด เรื่องก็จบแค่นี้ นี่เฉพาะดวงเห็น

ลำดับสอง

     เรามาทำที่ดวงจำ ดวงคิด และดวงรู้ต่อไป ไม่ยากอะไร ! หลักสำคัญก็คือเข้ากลางดวงธรรมเรื่อยไป จะเอาละเอียดแค่ไหน ? ไม่ยากเลย !

 

คำถามท้ายบทเรื่องการแยกธาตุแยกธรรม

     ๑. ที่เรียกว่าธาตุเป็นธรรมเป็นและธาตุตายธรรมตาย คืออะไร ?

     ๒. ที่เรียกว่าพิสดารธาตุพิสดารธรรม คืออย่างไร ? จงแสดงการนับมาให้ดู

     ๓. จงอธิบายความหมายของคำว่า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ กลละรูป นับอายุธาตุอายุบารมีไม่ถ้วน

     ๔. จงแสดงการเดินวิชา แยกธาตุพิสดารแยกธรรมพิสดารมาดู

          ๑.) แยกที่ตั้ง ๒.) แยกธาตุ ๓.) แยกดวง

สารบัญ 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 24 November 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org