Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรระดับสูง arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2 arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2(43)
วิชชามรรคผลพิสดาร2(43) PDF พิมพ์ ส่งเมล

กายหนึ่งๆ มีปิฎกอะไร ?

     เป็นความรู้ที่เราต้องรู้ให้ได้ หมายความว่า กายใดมีปิฎกอะไร ? คือภาคขาวมีปิฎกอะไร ? แล้วก็ทราบต่อไปว่า มารเขาเอาปิฎกอะไรมากำกับปิฎกของภาคขาว ? เรื่องการแก้ไขเอาไว้ทีหลัง เจาะความรู้ประเด็นนี้ก่อน กายใดมีปิฎกอะไร ? และมารเขาเอาปิฎกอะไรมาประกบ ? ดังนี้

     ปิฎกพระ ทาน ศีล ภาวนา ในกายมนุษย์

     ปิฎกมาร อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ

 

     ปิฎกพระ ศีล สมาธิ ปัญญา ในกายทิพย์

     ปิฎกมาร โลภะ โทสะ โมหะ

 

     ปิฎกพระ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ในกายพรหม

     ปิฎกมาร ราคะ โทสะ โมหะ

     ปิฎกพระ ปฐมมรรค มรรคจิต มรรคปัญญา ในกายอรูปพรหม ---- ปิฎกมาร กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อวิชชานุสัย

  • สรุปว่า กายโลกีย์คือกายมนุษย์-กายทิพย์-กายพรหม-และกายอรูปพรหม มีปิฎกของมารมาประกบ

ปิฎกพระ โคตรภู ---- ปิฎกมาร สักกายทิฏฐิ

ปิฎกพระ พระโสดา ---- ปิฎกมาร สีลพตปรามาส

ปิฎกพระ พระสกิทาคามี ---- ปิฎกมาร วิจิกิจฉา

ปิฎกพระ พระอนาคามี ---- ปิฎกมาร กามราคะ

ปิฎกพระ พระอรหัต ---- ปิฎกมาร พยาบาท

ปิฎกพระ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ---- ปิฎกมาร รูปราคะ

ปิฎกพระ เข้านิโรธ ---- ปิฎกมาร อรูปราคะ

ปิฎกพระ ตรัสรู้ในนิโรธ ---- ปิฎกมาร มานะ

ปิฎกพระ ตรัสรู้ในมรรค ---- ปิฎกมาร อุทธัจจะ

ปิฎกพระ ตรัสรู้ในมรรคนิโรธ ---- ปิฎกมาร อวิชชา

  • สรุป กายธรรมก็มีปิฎกของมารมาประกบ ตามที่จับคู่ให้ดูนั้น แปลว่า ปิฎกของมารตามประกบเรื่อยไป นั่นเอง

     คำถามจึงมีว่า ทำอย่างไรปิฎกของมารจึงจะมาประกบไม่ได้ ? เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่เราต้องเรียนกันต่อไป ดังนั้น ในขั้นตอนนี้ ขอให้จำชื่อปิฎกทั้งของภาคขาวและของภาคมารให้แม่น แล้วให้จำการจับคู่กันไว้ เพราะต่อไปต้องนำไปใช้ในการทำวิชา

     มาถึงตรงนี้ ทำให้เราเกิดความรู้ว่า พระพุทธเจ้าของเราที่ว่าตรัสรู้นั้น ยังตรัสรู้ไม่ได้ตลอด เพราะปิฎกของมารเป็นตัวขัดขวาง ดังความรู้ที่เราเรียนอยู่ในบทนี้ ส่วนความรู้ที่ลึกซึ้งกว่านี้ เรายังไม่รู้ โปรดค้นความรู้เรื่องปิฎกได้ในเล่ม “ปราบมารภาค ๑” เพิ่มเติม

     ตำรากล่าวว่า กายธรรมเป็นกาย “โลกุตระ” เป็นตัวและเป็นเนื้อหนังอันแท้จริงของปิฎก ๓ คือ พระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระปรมัตถปิฎกที่แท้ มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหมด คือปราศจาก อภิชฌา-พยาบาท-มิจฉาทิฏฐิ-โลภะ-โทสะ-โมหะ-ราคะ-โทสะ-โมหะ-กามราคานุสัย-ปฏิฆานุสัย-อวิชชานุสัย

     เมื่อพิสดารพระไตรปิฎกไปแค่ไหน ? ไกลไปอีกเท่าใดละเอียดไปแค่ไหน ? ทำให้กิเลสเครื่องห่อหุ้มคลายความผูกรัดมัดตรึงออกไปทุกที ส่งผลให้ดวงทาน-ดวงศีล-ดวงภาวนา-ดวงศีล-ดวงสมาธิ-ดวงปัญญา-อธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา-ปฐมมรรค-มรรคจิต-มรรคปัญญา-โคตรภู-โสดา-สกิทาคามี-อนาคามี-อรหัต-ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า-เข้านิโรธ-ตรัสรู้ในนิโรธ “แต่ละดวง” ก็คลี่ขยายตัวใหญ่โตกว้างขวางขึ้นทุกที เหมือนดอกไม้ที่กลีบด้านนอกคลายออกแล้ว กลีบด้านในก็ขยายตัวคลี่แย้มบานออกเต็มที่ฉะนั้น

     แต่ว่า ในขั้นตอนนี้เรายังไม่ได้เรียนวิธีพิสดารพระไตรปิฎก ซึ่งเราจะต้องเรียนในความรู้ต่อๆ ไป

 

ศูนย์ของพระไตรปิฎกอยู่ที่ใด ?

     เราทราบแล้วว่า กายใดมีปิฎกอะไร ? บทเรียนนี้บอกว่า กายหนึ่งๆ ล้วนแต่มีพระไตรปิฎก ๓ ฝ่าย คือ ดี-ชั่ว-กลาง (คือฝ่ายดี-ฝ่ายชั่ว-ฝ่ายกลาง) ประจำอยู่กับ เห็น-จำ-คิด-รู้ ของกายนั้นๆ ทุกกาย ถ้ากายหยาบ พระไตรปิฎกก็หยาบตาม ถ้ากายละเอียด พระไตรปิฎกก็ละเอียดตาม เพราะเป็นเครื่องห่อหุ้ม เห็น-จำ-คิด-รู้ ของกายนั้นๆ “ศูนย์” ของพระไตรปิฎกทั้ง ๓ ประเภทนั้น ต่างฝ่ายต่างก็มี ๘๔,๐๐๐ ศูนย์เท่ากันกับพระธรรมขันธ์ ศูนย์นี้อยู่ในกลางกำเนิดเดิมของกาย คือ

ทาน มีพระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ ศูนย์

ศีล มีพระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ ศูนย์

ภาวนา มีพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ ศูนย์

     แล้วก็มีปิฎกของภาคมาร และปิฎกของธรรมภาคกลางมาหุ้มปิฎกของภาคขาว จำนวนศูนย์ของปิฎกนั้นเท่ากัน

     ตำราให้หลักไว้ว่า ศูนย์หนึ่งๆ ก็มี ต้น-กลาง-ปลาย คือดวงทาน-ศีล-ภาวนา ติดกันไปทุกศูนย์ และในศูนย์ของแต่ละดวงเหล่านี้ ก็มี ต้น-กลาง-ปลาย คือมี ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้ ละเอียดเข้าไปเป็นลำดับ จึงเรียกว่ามี ต้น-กลาง-ปลาย

 

โลกในกายทั้ง ๓ เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก

     คำว่า ขันธโลก-สัตวโลก-อากาศโลก เป็นคำเฉพาะของวิชาเป็นโลกในกาย ๓ อย่าง มีความหมายดังนี้

ขันธโลก ได้แก่ ขันธ์ ๕ เป็นธาตุตาย ทำหน้าที่รองรับธาตุเป็น คือ เห็น-จำ-คิด-รู้

สัตวโลก คือ ธาตุเป็น ได้แก่ เห็น-จำ-คิด-รู้

อากาศโลก คือ อากาศ ให้การหล่อเลี้ยงขันธโลก

     ส่วนโลกในกายนิพพาน หมายความว่า ในนิพพานก็มีโลกในกาย แต่เรียกคำเฉพาะของวิชาเป็นอีกอย่าง ดังนี้

คำว่า “ขันธโลก” ในนิพพานเรียกว่า “ธรรมขันธ์” แทน ขันธ์ ๕

คำว่า “สัตวโลก” ในนิพพานใช้ว่า “อริยสัจจธรรม”

คำว่า “อากาศโลก” ในนิพพานใช้ว่า “ธรรมธาตุ” ก็คือ ธาตุ ๖ แต่เป็นธาตุสะอาด

     มาถึงประเด็นที่ว่า ทำไมเรื่องพระไตรปิฎกจึงมาเกี่ยวข้องกับโลกในกายด้วย ? ตอบว่า เกี่ยวข้องเพราะในกายของเรามีนิพพานและมีภพ (ภพในกายคือภพน้อย) ขณะเดียวกันในนิพพานก็มีกาย ในภพก็มีกาย หมายถึงกายของผู้ที่อยู่ในนิพพาน และกายของผู้ที่อยู่ในภพ เมื่อมีกายก็ต้องมี เห็น-จำ-คิด-รู้ เมื่อมี เห็น-จำ-คิด-รู้ ก็ต้องมีพระไตรปิฎก ๓ ฝ่าย นั่นเอง

     เราเรียนเรื่องพระไตรปิฎกก็เพื่อจะดับปิฎกของมารที่อยู่ในใจของเรา เพื่อให้ใจของเราตรัสรู้ การที่เราไม่เห็นธรรมและการที่เราไม่ตรัสรู้ เป็นเพราะมารเขาเอาปิฎกของมาร มาหุ้มใจของเราไว้ มารเขาต้องการให้ใจของมนุษย์มืดบอด เพื่อไม่ให้เห็นธรรม เมื่อมนุษย์ไม่เห็นธรรมเพียงอย่างเดียว มารเขาก็ต้มเราต่อไปอีกไม่มีที่สิ้นสุด มารเขาต้มเราอย่างไร ? ก็ต้องไปอ่านตำราปราบมารของข้าพเจ้า

 

แนวเดินวิชาเพื่อดูศูนย์พระไตรปิฎก

 

ลำดับแรก

     เดินวิชาเข้านิพพานไปให้ลึกๆ ทำวิชาซ้อนสับทับทวีกับพระพุทธองค์ อาราธนาพระองค์ช่วยต่อรู้ต่อญาณให้แก่เรา เสร็จแล้วเดินวิชาปฏิโลมถอยหลังมาถึงกายมนุษย์ เพื่อจะดูศูนย์พระไตรปิฎกในกายมนุษย์ จะได้ทำวิชาดับปิฎกของภาคมารกับปิฎกของภาคกลาง ให้เหลือแต่ปิฎกของภาคขาวเพียงอย่างเดียว นี่คือวัตถุประสงค์

     เมื่อดูดวงธรรมในท้องกายมนุษย์เห็นแล้ว ให้ดู “กลาง” กลางคือจุดใสเท่าปลายเข็ม พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง อธิษฐานใจต่อกายธรรมขอให้เห็น “กำเนิดเดิม” พอเห็นกำเนิดเดิม ก็นึกดู “ศูนย์” พระไตรปิฎก ศูนย์คือศูนย์กลางของ “ทาน” เป็นพระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ ศูนย์ ก็จะเห็นเป็นดวงใส ดวงใสนี้คือดวงทาน ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงทานก็จะเห็นจุดใส ให้นึกขยายให้ใหญ่ พอขยายใหญ่ได้ นับไปให้ได้ ๒๑,๐๐๐ ศูนย์ นี่คือศูนย์ของพระสุตตันตปิฎก

     ที่เรียกว่าศูนย์ ก็เพราะว่า มีดวงใสตรงกันหมด ตั้งแต่ศูนย์แรกจนถึงศูนย์ที่ ๒๑,๐๐๐ และเห็นปิฎกของภาคมารและปิฎกของภาคกลางมาหุ้มดวงขาว

     ทำวิชาดับดวงปิฎกของภาคมารและปิฎกของภาคกลาง และดับกายที่ทำหน้าที่ปกครองด้วย ตามวิธีที่กล่าวไว้แล้วในบทก่อนๆ ส่งผลให้ศูนย์ของพระสุตตันตปิฎกสว่างใสทั้งหมด แล้วก็เอากายมนุษย์พิเศษของเราซ้อนเข้าไปในกายของผู้ปกครองปิฎก (หรือเรียกว่าผู้บังคับเครื่อง) ตามวิธีที่กล่าวแล้วในบทก่อนๆ เสร็จขั้นตอนดูศูนย์พระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ ศูนย์เพียงนี้

 

ลำดับสอง

     ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงทาน (เดิม) ท่องใจหยุดในหยุด ก็เห็นดวงใสใหญ่อีกดวงหนึ่งที่ซ้อนดวงทาน นี่คือดวงศีล ส่งใจนิ่งกลางดวงศีล ก็เห็นศูนย์ของพระวินัยปิฎกอีก ๒๑,๐๐๐ ศูนย์ จบจากดูศูนย์พระวินัยปิฎกแล้ว ก็ดูศูนย์ของพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ ศูนย์ต่อไป ด้วยการเดินวิชาตามแนวเดียวกันนี้

     การจะให้วิชาเร็วขึ้น ก็ท่องใจดับหยาบไปหาละเอียด งานเดินวิชาก็ไปเร็ว แรกๆเราดูอย่างพิจารณา พอเข้าใจแล้วก็ใช้วิธีดับหยาบไปหาละเอียดเลย แล้วดับปิฎกของมารและปิฎกของภาคกลางไปด้วย

     จบการดูศูนย์พระไตรปิฎกในกายมนุษย์เพียงนี้

 

ลำดับสาม

     ก็มาดูปิฎกในกายมนุษย์ละเอียด - กายทิพย์ (หยาบ-ละเอียด) - กายพรหม (หยาบ-ละเอียด) - กายอรูปพรหม (หยาบ-ละเอียด) - กายธรรมโคตรภู (หยาบ-ละเอียด) – กายธรรมพระโสดา.......กายธรรมพระอรหัตละเอียด ตามลำดับ

 

ลำดับสี่

     กายธรรมพระอรหัตดูดวงธรรมในท้องของพระองค์ เห็น “กำเนิดเดิม” นิ่งลงไปที่ดวงกำเนิดเดิมก็เห็น “ศูนย์ของปิฎก” พระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ ศูนย์ พระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ ศูนย์ และพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ ศูนย์ ให้ดับปิฎกของมาร คือ พยาบาท-รูปราคะ-อรูปราคะ-มานะ หมายความว่า พระอรหัตองค์นี้ดับปิฎกของมารที่ตกค้างอยู่ ถ้าไม่มีก็แล้วไป ถ้ามีอยู่ก็ให้กวาดล้างอะไรก็ตามที่หลงเหลืออยู่ให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษ

     คำว่า “ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า” หมายความว่า กายธรรมพระอรหัตละเอียดยกฐานะของพระองค์ขึ้นมา เนื่องจากดับปิฎกของมารได้ กายธรรมพระอรหัตโตขึ้นและใสขึ้นกว่าเดิม

     คำว่า “เข้านิโรธ” หมายความว่า กายธรรมหยุดนิ่งเดินวิชากำจัดปิฎกของมารและของภาคกลางให้สิ้นสูญ เห็นวิชาเรื่อยไป การเห็นวิชาคือตรัสรู้ เหตุที่ตรัสรู้ได้ เนื่องจากปิฎกของมารถูกดับไป ถ้าปิฎกของมารยังดับไม่หมด ก็ยังตรัสรู้ไม่ตลอด

     คำว่า “ตรัสรู้ในนิโรธ” หมายถึง การเดินวิชาละเอียด นิ่งละเอียด รู้อย่างลึกซึ้ง เป็นลำดับไป ที่ว่าตรัสรู้ หมายความว่า ทั้งเห็นและทั้งรู้อย่างโล่งโปร่งใจ ตรัสรู้ในนิโรธ หมายถึงว่า รู้เห็นละเอียดเป็นลำดับไป ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

     การเดินวิชาตามที่แสดงมานี้ เป็นงานแรกที่จะต้องทำปิฎกภาคขาวให้สะอาด กำจัดปิฎกภาคมารและปิฎกภาคกลางที่มาหุ้มให้สิ้นเชื้อ โดยดับดวงดำ ดวงขุ่นมัว ดวงสีตะกั่ว และดวงอะไรๆ ที่ไม่ขาวทั้งปวง พร้อมทั้งดับกายที่เป็นเจ้าของดวงต่างๆ เหล่านั้น ทั้งที่เป็นกายผู้บังคับเครื่องหรือเป็นกายผู้ปกครองพบเท่าไร ? จงดับให้หมด ! ตามวิธีการที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทก่อนๆ นั้น อย่าลืม !

 

ตำราให้เราดูศูนย์พระไตรปิฎก แต่ยังไม่ได้พิสดารพระไตรปิฎก

     พอเริ่มบทเรียน ตำราก็สั่งให้เราพิสดารพระไตรปิฎกทันที แต่เรายังไม่ได้พิสดารตามที่ตำราสั่ง เราไปสะสางปิฎกของภาคขาวให้สะอาดเสียก่อน ตามแนวการเดินวิชาที่ผ่านมาแล้วนั้น ก่อนที่เราจะทำวิชาพิสดาร ต้องแน่ใจว่าเราดับปิฎกของภาคมารได้ครบถ้วนแล้ว ถ้ายังไม่แน่ใจ ก็จงทำวิชาดับปิฎกมารซ้ำหลายเที่ยว ทำหลายวันจนเราเกิดความแน่ใจว่า เกิดความสะอาดแล้ว จึงจะลองพิสดารพระไตรปิฎกได้ ถ้าเราด่วนพิสดารไปก่อน ปิฎกของภาคมารก็ยังติดปิฎกของภาคขาวไปด้วย แล้วจะได้ประโยชน์อะไรที่เราทำเช่นนั้น ? ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงแนะนำต่อท่านผู้เรียนว่า ไม่ต้องรีบร้อนอะไร !

     จำหลักของข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าแนะนำอะไรจงทำตามเถิด เพราะข้าพเจ้าผ่านร้อนผ่านหนาวมามากแล้ว คือปราบมารมานานปี ได้รู้ได้เห็นอะไรต่อมิอะไรมาจนเจนใจแล้ว ได้รู้ฤทธิ์เดชของมารว่า มารเขาเก่งจริง ! เขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม ! ภาคขาวจะล้มเขา ไม่ใช่ทำได้ง่ายๆ ! ถ้าทำได้ง่าย ภาคขาวก็ชนะภาคมารไปนานแล้ว เรายังไม่ชนะจริง

     ดังนั้น การทำวิชาทุกประการต้องถือหลักของหลวงพ่อที่ว่า

          “ประกอบเหตุ สังเกตผล สนใจเถิด ประเสริฐนัก” และ

          “ประกอบที่ในเหตุ สังเกตดูในผล สนใจหนักเข้าไปเถิด ประเสริฐดียิ่งนัก”

     จงจำคำของหลวงพ่อไว้ !

     เวลานี้ข้าพเจ้าฟังวิชาของสำนักต่างๆ แล้ว ข้าพเจ้าไม่สบายใจ เดินวิชากันแบบตามใจฉัน ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ไม่เคยอ่านตำรา ! ไม่เคยเปิดตำรา ! ไม่เคยสอบกับตำรา ! เคยเรียนมาอย่างไรก็ทำตามนั้น ไม่รู้ว่าถูกหรือเพี้ยน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อการเรียนลักษณะนี้ แม้พระปาฏิโมกข์ยังต้องลงอุโบสถทุกๆ ๑๕ วันต่อ ๑ ครั้ง เพื่อพระสงฆ์ท่านจะได้ทบทวนวินัยของท่าน ความรู้วิชาธรรมกายลึกซึ้งกว่านั้นมากมายนัก ท่านไม่เคยทบทวนตำราเลย มารก็ได้จังหวะหลอกสบายมือ มารก็ได้โอกาสจูงรู้จูงญาณสบายมาก ความรู้ของท่านใช้การไม่ได้เลย กลายเป็นฟุ้งซ่านไปหมด อยากรู้ว่าความรู้ใช้การไม่ได้นั้นคืออย่างไร ? ก็จงเอาเทปของเขามาฟัง แล้วเราก็วิเคราะห์ลงไป เดินวิชาจากจุดนี้ไปจุดนั้นทำอย่างไร ? แค่นี้ก็รู้แล้วว่าฟุ้งซ่าน เดินวิชาแบบปัญญากำเริบ ถามต่อไปอีก ท่านนี้เคยแก้โรคได้บ้างไหม ? ตอบเลยว่า ไม่มี ! ถามต่อไปอีกหน่อย เคยใช้วิชาแก้ทุกข์ร้อนให้แก่ใครได้บ้างไหม ? ตอบอีกว่า ไม่มีประวัติเลย ! นี่คือข้อมูลที่บ่งชัดว่า ความรู้ใช้ไม่ได้ ความรู้เพี้ยนหมดแล้ว ต่อมาถามถึงว่า เคยสอนเบื้องต้นให้ใครเห็นธรรมมีบ้างไหม ? ไม่มีอีก ! แต่เวลาสอนภาพที่ออกมาดูว่าเก่งมากเหลือเกิน ข้าพเจ้าก็บอกแล้วว่าฟุ้งซ่าน !

     เวลานี้ ไม่ว่าที่ใด สถานภาพของการเรียนวิชาธรรมกายใช้การไม่ได้เลย เพราะผู้สอนไม่พัฒนาความรู้ ทำให้วิชาธรรมกายด้อยลงทุกวัน ตำราของข้าพเจ้าทำให้ทุกหลักสูตรแล้ว ข้าพเจ้าช่วยถึงเพียงนี้แล้ว จงหาไปศึกษาค้นคว้าดูเถิด ต้องเข้าใจวิธีเรียน จึงจะผ่านความยากอันนี้ไปได้

 

แนวเดินวิชาเพื่อพิสดารพระไตรปิฎก

     ในประวัติศาสตร์การเรียนวิชาธรรมกาย ถามว่ามีใครพิสดารพระไตรปิฎกได้บ้าง ? ท่านมีวิธีเดินวิชาอย่างไร ? นี่คือประเด็น

 

ลำดับแรก

     กายธรรมเดินวิชาถอยหลังมาถึงกายมนุษย์ ส่งใจนิ่งมองดูดวงธรรมในท้องกายมนุษย์ (ให้ส่งใจไปตามฐาน ๗ ฐาน) นิ่งกลางดวงธรรม เห็น “กลาง” เป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ส่งใจลงที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง ให้ดู “กำเนิดเดิม” นิ่งลงไปที่กำเนิดเดิมก็เห็นดวงทาน นิ่งลงไปกลางดวงทาน ก็เห็น “ศูนย์สุตตันตปิฎก” จำนวน ๒๑,๐๐๐ ศูนย์ เข้ากลางดวงของศูนย์ ร้อยไส้เข้าไปทั้ง ๒๑,๐๐๐ ศูนย์ ดับหยาบไปหาละเอียด ให้เกิดพระสุตตันตปิฎกออกไปศูนย์ละ ๑ ขันธ์

     ฉะนั้น ตรงนี้เกิดพระสุตตันตปิฎกแล้วอีก ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์

     ลำดับต่อมา ให้พิสดารกายมนุษย์พิเศษ เข้าไปในกลางของดวงธรรมขันธ์ โดยให้ซ้อนอยู่ในกายของผู้เดินเครื่องบังคับธรรมขันธ์ เพราะเราเอากายธรรมเป็นผู้เดินเครื่อง เราก็ส่งกายมนุษย์พิเศษไปช่วยเดินเครื่อง ดังที่เคยทำมาแล้วในบทอื่น เสร็จขั้นตอนการเกิดพระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์แล้ว

 

ลำดับสอง

     เราจะทำให้เกิดธรรมขันธ์แก่ดวง “ศีล” เราก็หยุดนิ่งกลางดวง “ศีล” ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางดวงศูนย์ของพระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ ศูนย์ ร้อยไส้เข้าไป ท่องใจหยุดในหยุด ให้เกิดพระวินัยปิฎกอีก ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์ แล้วก็หยุดนิ่งกลางดวง “ภาวนา” แล้วก็เกิดพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ทำอย่างเดียวกับลำดับแรกนั้น ไม่ยากอะไร !

 

ลำดับสาม

     ตามที่เราเดินวิชาในลำดับแรก และลำดับสองนั้น หมายความว่า เราเดินวิชาชั้นเดียว คือเกิดพระไตรปิฎกชุดเดียว คือเกิดพระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์ เกิดพระวินัยปิฎก ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์ เกิดพระอภิธรรมปิฎก ๔๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์เรียกว่าเกิดพระไตรปิฎกชุดเดียว ถ้าเราจะทำหลายชุด ก็ทำดังนี้

     ในขั้นตอนที่เราทำพระสุตตันตปิฎก ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์นั้น หากเราตั้งใจจะทำ ๒ ชุด ก็ให้ทำวิธีนี้คือ เมื่อเกิดพระสุตตันตปิฎกชุดแรกไปแล้ว ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์ เราจะทำชุดที่ ๒ อีก เราก็ส่งใจมาหยุดนิ่งกลางดวงธรรมของธรรมขันธ์ศูนย์แรกอีกครั้ง เพื่อเราจะเข้าศูนย์ของธรรมขันธ์ ๒๑,๐๐๐ แล้วเราก็ใช้วิธีร้อยไส้ โดยตั้งต้นตั้งแต่ศูนย์ธรรมขันธ์ที่ ๑ แล้วก็เข้ากลางร้อยไส้เข้าไป เมื่อร้อยไส้แล้ว ก็ดับหยาบไปหาละเอียด จากศูนย์ที่ ๑ จนถึงศูนย์ที่ ๒๑,๐๐๐ ก็จะได้ธรรมขันธ์เป็นพระสุตตันตปิฎกชุดที่ ๒ อีก ๒๑,๐๐๐ ธรรมขันธ์ หากจะทำชุดที่สามอีก ก็มาตั้งต้นที่ธรรมขันธ์ที่ ๑ นั้นอีก แล้วก็ร้อยไส้ จากหยาบไปหาละเอียดอีก ก็จะได้ชุดที่ ๓ และที่ ๔-๕ เป็นลำดับไป

 

ลำดับสี่

     เมื่อเราทำธรรมขันธ์ให้สุตตันตปิฎกกี่ชุด ก็ต้องมาธรรมขันธ์แก่วินัยปิฎกและอภิธรรมปิฎก ที่ดวงศีลและดวงภาวนา ให้เท่ากันเสมอไป อย่าทำตามใจชอบ ! ดังนั้น ก่อนเดินวิชาต้องวางแผนในใจก่อน ว่าจะทำปิฎกกี่ชั้น ? ทำตามใจชอบไม่ได้ ตั้งใจจะทำแค่ไหน ? ต้องทำให้ได้ตามเป้าหมาย

     นี่คือแนวการเดินวิชา เมื่อทำให้แก่กายมนุษย์แล้ว ก็มาทำให้แก่กายมนุษย์ละเอียด - กายทิพย์ (หยาบ-ละเอียด) - กายพรหม (หยาบ-ละเอียด) - กายอรูปพรหม (หยาบ-ละเอียด) – กายธรรมตั้งแต่กายโคตรภู ถึงกายธรรมพระอรหัตต่อไป

จำหลักไว้ว่า ในดวงทาน-ศีล-ภาวนา มีศูนย์ และในศูนย์มีธรรมขันธ์

     ตามที่เราเดินวิชามาแล้วนี้ เราก็จับหลักความรู้ได้ว่า ในดวงทาน-ศีล-ภาวนา มีศูนย์ และในศูนย์มีธรรมขันธ์ บัดนี้ เราดูศูนย์และพิสดารพระไตรปิฎกครบถ้วนตามที่ตำราต้องการแล้ว

     การเดินวิชาพิสดารปิฎกให้แก่กายอื่นๆ ก็ทำแนวเดียวกัน ตามที่กล่าวนี้ อานิสงส์ของการพิสดารปิฎกมีอย่างไร ? ข้อนี้เราต้องสังเกต ตามที่ว่า “ประกอบเหตุสังเกตผล” ก็คือเราจะเห็นธรรมชัดขึ้น จิตใจของเราโล่งโปร่งใสขึ้น นี่คือข้อสังเกต

 

คำถามท้ายบทเรื่องพระไตรปิฎก

     ๑. พระไตรปิฎกของธรรมภาคขาวและพระไตรปิฎกของธรรมภาคมาร มีเท่าไร ? จงแสดงการจับคู่มาให้ดู

     ๒. การหุ้มปิฎกที่ภาคมารกระทำต่อปิฎกภาคขาวนั้น มารเขาหุ้มอย่างไร ? จงอธิบาย

     ๓. พระไตรปิฎกของธรรมภาคกลาง ที่ว่าอยู่ระหว่างภาคขาวกับภาคมารนั้น คืออย่างไร ? จงอธิบาย การหุ้มปิฎกของธาตุธรรม ๓ ฝ่ายนั้น อยู่ในรูปแบบใด ? จงยกตัวอย่างให้เข้าใจ

     ๔. กายใดมีปิฎกอะไร ? จงกล่าวให้ครบ

     ๕. ที่ว่าปิฎกของมารทำให้เรามืดบอดนั้น คืออย่างไร ? จงอธิบาย

     ๖. คำว่าศูนย์ของพระไตรปิฎก ต่างกับคำว่าธรรมขันธ์อย่างไร ? จงอธิบาย

     ๗. จงแสดงการเดินวิชาเพื่อดูศูนย์พระไตรปิฎกมาดู

     ๘. จงแสดงการเดินวิชาพิสดารพระไตรปิฎกมาดู

     ๙. อานิสงส์ทางปฏิบัติการพิสดารพระไตรปิฎกนั้น เกิดประโยชน์อะไร ?

     ๑๐. ขันธโลก สัตวโลก อากาศโลก เกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกอย่างไร ? จงแสดงการเดินวิชาในส่วนที่เกี่ยวข้องมาดู

     ๑๑. กล่าวเฉพาะกายธรรม ถามว่า ปิฎกของมารที่เกี่ยวข้องกับกายธรรมมีอะไรบ้าง ? จงแสดงปิฎกของมารนั้นๆ มาดู จงแสดงให้ครบทุกกายธรรม

     ๑๒. การฝึกบทเรียนนี้ เกี่ยวกับกายมนุษย์พิเศษด้วย ถามว่า เกี่ยวในเรื่องใด ? จงชี้แจงให้เข้าใจ

สารบัญ 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 24 November 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org