Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรระดับสูง arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2 arrow วิชชามรรคผลพิสดาร2(53)
วิชชามรรคผลพิสดาร2(53) PDF พิมพ์ ส่งเมล

อธิบายเรื่องภพพิสดาร

 

ภพน้อย - ภพใหญ่

     เรื่องภพน้อย-ภพใหญ่ ให้ท่านไปเรียนในเล่ม “แนวเดินวิชามรรคผลพิสดาร ภาค ๑” จะเกิดความเข้าใจ ในบทนี้ขอทำความเข้าใจความรู้เบื้องต้น เพื่อให้สะดวกต่อการเรียนเรื่องภพ ดังนี้

     ภพที่เราอาศัยอยู่ขณะนี้ คือ ภพน้อย ภพ” กินความถึงภพนอกกายและภพในกาย

     ทั้งภพในกายและภพนอกกายมีความเกี่ยวข้องกัน เพราะภพใหญ่ปกครองภพที่เล็กกว่า การตัดสินว่า ภพใดเป็นภพใหญ่ ท่านให้เอากายของเราเป็นเกณฑ์วัด คือเอากายมนุษย์ของเราเป็นเกณฑ์ ถ้ากายใหญ่กว่ากายมนุษย์ของเรา ถือว่าเป็นภพใหญ่ ดังนั้น ถ้าเราเดินวิชาทำให้กายมนุษย์หยาบกว่ากายมนุษย์ตัวเรานี้ กายที่เราทำนั้น ก็เป็นภพใหญ่ เพราะมีกายโตกว่ากายมนุษย์กายนี้

     ภพของทิพย์ ภพของพรหม ๑๖ ชั้น ภพของอรูปพรหม ๔ ชั้น ก็ต้องเป็นภพใหญ่ เพราะกายของผู้อาศัยในภพเหล่านั้น มีกายโตกว่ากายมนุษย์ตัวเรานี้ ส่วนภพของอายตนะนิพพาน ก็เป็นภพใหญ่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะกายของพระพุทธองค์โตกว่ากายมนุษย์ของเรา

 

ภพลับ ภพเปิดเผย - ภพเลื่อนลอย

     คำว่า “ภพลับ” หมายถึงภพที่อยู่ “กลาง” ของอากาศโลก-ขันธโลก-สัตวโลก คือโลกในกาย ซึ่งเราเรียนผ่านมาแล้ว

     ส่วนคำว่า “ภพเลื่อนลอย” ตำราให้หมายถึงภพในอากาศโลก-ขันธโลก-สัตวโลก อีกความหมายหนึ่ง ท่านหมายถึงภพที่ตั้งอยู่ไม่เป็นที่ เลื่อนลอยไปตามอากาศ ภพเลื่อนลอยจึงเป็นภพที่รู้เห็นได้ยาก

     ส่วนคำว่า “ภพเปิดเผย” นั้น เราเข้าใจอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบาย

 

ความหมายของถ้อยคำ

     การเรียนบทเรียนนี้ ให้จับประเด็นก่อน ว่าอะไรคือความรู้สำคัญ ? เราจับความรู้นั้นมาเรียนก่อน ส่วนที่เป็นความรู้ประเทืองปัญญาคือความรู้ประกอบนั้น เราพิจารณาทีหลัง มาถึงตรงนี้ไม่มีอะไรยากแล้ว

     ถ้อยคำที่ใช้ เช่น คำที่ว่า ภพยิ่งเข้าไปข้างในละเอียดมากๆเท่าไร ? พระนิพพานและพระพุทธเจ้าก็ยิ่งแก่และละเอียดมากและยิ่งใหญ่ (คือโตขึ้น) มากขึ้นไปทุกที หมายความว่า ในการเดินวิชาเข้าไปในภพของนิพพานนั้น นิพพานหนึ่งก็เป็นภพหนึ่ง ซ้อนกันเข้าไปอย่างละเอียด เมื่อยิ่งเดินวิชาละเอียดเข้าไป พระนิพพานและพระพุทธเจ้าก็ยิ่งแก่ ก็คือพระพุทธเจ้าที่มีตำแหน่งปกครองเรียกพระนิพพาน ส่วนพระพุทธเจ้าในปกครองก็เรียกพระพุทธเจ้า

     คำว่า ก็ยิ่งแก่” คือ บารมีแก่กล้า

     คำที่ว่า ละเอียดมาก” หมายความว่า กายของพระองค์มีความละเอียดไปตามขีดขั้นของบารมี

     คำที่ว่า ยิ่งใหญ่มากขึ้นไปทุกที” หมายถึงกายใหญ่ขึ้น ยิ่งตรัสรู้มากธรรมขันธ์ ส่งผลให้กายใหญ่ คือ ตรัสรู้พื้นฐาน ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ กายก็ใหญ่ ๒๐ วา ตรัสรู้เพิ่มอีก ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ กายก็ขยายออกอีก ๒๐ วา ข้าพเจ้าก็เพิ่งได้รู้ในตอนปราบมาร แต่ก่อนนี้ก็ไม่รู้เรื่องอะไร ? แต่พอมีประสบการณ์ทำวิชามาพอสมควร จึงอ่านตำราของหลวงพ่อรู้เรื่อง

     อีกตอนหนึ่ง หลวงพ่อกล่าวถึงเรื่องภพ ท่านยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับ “โบสถ์” ดังนี้ เอาภพที่เราตั้งอยู่นี้เป็นเกณฑ์ นับเข้าไปข้างในมากน้อยเท่าไร ? เป็นภพส่วนละเอียดเข้าไปข้างในเท่าไร ? ข้างนอกก็มีภพหยาบออกไปแค่นั้น ตัวอย่างเช่น สถานที่โบสถ์ โบสถ์นั้นก็เหมือนภพที่เราอยู่นี้ นับเข้าไปข้างในคือ นับภพที่อยู่ภายในโบสถ์ ซ้อนกันอยู่อเนกอนันต์นับไม่ถ้วน เหมือนอากาศซ้อนอยู่ในโบสถ์ฉะนั้น (คำว่า “ฉะนั้น” ก็คือคำว่า นั่นเอง) ภายนอก คือ ภพที่ซ้อนอยู่ภายนอกตัวโบสถ์ออกมาเป็นส่วนหยาบ ส่วนละเอียดข้างในนับได้มากน้อยเท่าไร ? ส่วนภพหยาบภายนอกก็มีเท่ากันกับข้างในนั้น ภพละเอียดข้างในนั้นคือ ยิ่งละเอียดเท่าไร ? ก็ยิ่งแก่มากและใหญ่มากเท่านั้น

     คือในโบสถ์นั้น อากาศซ้อนกันละเอียดเข้าไปไม่รู้ว่าเท่าไร ? คราวนี้มาดูนอกโบสถ์บ้าง ในโบสถ์เป็นส่วนละเอียด นอกโบสถ์ก็เป็นส่วนหยาบ ถ้าเราเข้าไปให้ละเอียดเท่าไร ? ข้างนอกคือความหยาบก็มีหยาบเท่ากับความละเอียด ใช้คำว่าละเอียดมาก ก็คือแก่มากและใหญ่มาก เหมือนเรื่องนิพพานที่กล่าวนั้น

 

เรื่องกลละรูป

     มียากอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องของคำว่า “กลละรูป” ซึ่งท่านต้องอ่านเล่ม “แนวเดินวิชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร” ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ พิมพ์ไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๑ โดยสำนักพิมพ์เลี่ยงเชียงเป็นผู้จัดพิมพ์ (ราษฎร์บูรณะ กรุงเทพ)

     “กลละรูป” คือย่อส่วนธาตุธรรมของกุมารที่จะเกิด ย่อส่วนเท่าเมล็ดโพธิ์หรือเมล็ดไทร มีขนาดโตเท่าปลายเข็ม มาอยู่ที่ศูนย์กลางกายของบิดาก่อน เมื่อบิดามาประกอบประเวณีกิจกับมารดา จุดใสนี้ก็ถ่ายจากศูนย์กลางกายบิดา มาสู่มดลูกของมารดา นับแต่วันนั้นมา ระดูของมารดาก็หยุดเดิน แปลว่า กุมารเกิดแล้วตั้งแต่วันนั้น จุดใสนี้เกิดจากการสนธิจิตของบุคคล ๓ คนคือ บิดามารดาและผู้มาเกิด เรียกจุดใสนี้ว่า กลละรูปหรือกำเนิดเดิม นั่นเอง

     ต่อมาเราเรียนรู้ว่า กำเนิดเดิมเจริญเติบโตมาอย่างไร ? มาเป็นขันธ์ ๕ แล้วขันธ์ ๕ มีการเติบโตมาอย่างไร ? ขันธ์ ๕ มีการเติบโตเป็น ๓ ระยะ คือ

          ระยะแรก ขันธ์ ๕ เป็น รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ

          ระยะที่ ๒ ก็เจริญมาเป็น ดวงเห็น-ดวงจำ-ดวงคิด-ดวงรู้

          และระยะที่ ๓ ก็มาเป็น กาย-ใจ-จิต-วิญญาณ

     แล้วโยงความรู้มาถึงเรื่อง ขันธโลก-สัตวโลก-อากาศโลก

     เราเรียนมาแล้วว่า อากาศโลกหล่อเลี้ยงรองรับขันธโลก และขันธโลกหล่อเลี้ยงสัตวโลกให้ดำรงอยู่ สัตวโลกอยู่ได้ เพราะอาศัยขันธโลกและอากาศโลกหล่อเลี้ยงไว้

  • ขันธโลก ได้แก่ ขันธ์ ๕ เป็นธาตุตาย สำหรับรองรับธาตุเป็น ธาตุเป็นคือ เห็น-จำ-คิด-รู้
  • สัตวโลก ได้แก่ ธาตุเป็น คือ เห็น-จำ-คิด-รู้ ซึ่งซ้อนอยู่ในขันธ์ ๕ เนื่องจากขันธ์ ๕ รองรับไว้
  • เห็น-จำ-คิด-รู้ ทั้ง ๔ นี้เป็น “นาม” หมายความว่า เป็นชื่อ มีตัวตนที่เห็นได้ยาก
  • ที่ตั้งหรือที่อยู่อาศัยของ เห็น-จำ-คิด-รู้ “เป็นรูป” หมายความว่า มีรูปร่างให้เห็นได้
  • นี่คือ การเกี่ยวข้องของขันธโลกและสัตวโลก โดยมีอากาศโลกให้การอุปการะหล่อเลี้ยง

 

เรื่องกำเนิดและสัณฐานของภพ

     จากนี้ไป ก็ดำเนินเรื่องตามตำรา ตำรากล่าวอย่างไร ? เราก็ทำความเข้าใจตามไป สรุปเรื่องย่อให้ได้เป็นลำดับไป คือ

          ก. กำเนิดภพ มีกำเนิดเท่ากับเมล็ดโพธิ์หรือเมล็ดไทร ท่านเปรียบเทียบว่าเหมือนกำเนิดของมนุษย์ ดังเรื่อง “กลละรูป” ซึ่งเราทำสรุปย่อมาแล้ว การเรียงตัวนั้น เรียงกันเหมือนดอกกระทุ่ม “กระทุ่ม” เป็นต้นไม้ภาคกลาง เวลามีดอกจะสวยมาก คือมีเส้นๆออกมารอบดอก ปลายเส้นจะมีสีขาว เด็กๆ ชอบเอาดอกกระทุ่มมาแต้มที่หน้า ทำให้สีขาวของดอกกระทุ่มมาแต้มที่ใบหน้าของเราเหมือนเราปะแป้ง ตำราว่าอย่างไร ? เราจำไว้ !

          ข. สัณฐานของภพ ภพใหญ่ตั้งอยู่กลาง ต่อไปเป็นภพน้อย เรียงออกไปเหมือนเส้นดอกกระทุ่ม กล่าวถึงการปกครองภพว่าปกครองกันอย่างไร ? ปกครองโดยพระพุทธเจ้า เมื่อมีพระพุทธเจ้ามาเกิดก็ต้องมาทำงานปกครอง งานปกครองคืออย่างไร ? โยงมาถึงเครื่องปกครองภพมี ๘ เครื่อง พระพุทธองค์ก็ต้องมาทำเครื่องปกครองแล้วทำหน้าที่บังคับเครื่อง อะไรบ้างที่อยู่ในเครือข่ายของเครื่องปกครอง ? เครื่องนั้นก็ครอบคลุมไปถึง

          ค. วิธีดูภพ ตำราบอกว่า ให้ดูที่กำเนิดเดิมของเรา นั่นคือ เราเป็นเครือข่ายที่เครื่องใหญ่มาถึงเรา แล้วเราก็สาวเข้าไปให้ถึงเครื่องใหญ่ เครื่องก็มาจากอายตนะนิพพาน นั่นเอง

 

เรื่องสีต่างๆ - สายต่างๆ

     ก. แยกสีออกไปว่า สีใดเป็นสีของพระ ? สีใดเป็นสีของมาร ? และสีใดเป็นสีของธรรมภาคกลาง ? สีของพระคือสีขาว สีของมารคือสีดำ และสีของธรรมภาคกลางคือสีระหว่างขาวกับดำ จะขาวก็ไม่ใช่ จะดำก็ไม่ดำแท้ คือสีตะกั่ว สีปรอท ต่อมาเป็นสีเข้ม คือ สีน้ำตาลแก่ ไม่ทราบว่าสีเข้มนี้มาอย่างไร ? และสีตะกั่วหรือสีปรอท กลับเป็นสีของมาร ข้าพเจ้ายังไม่มีความรู้

          เรายึดหลักไว้ก่อนว่า สีของพระคือสีขาว สีของมารคือสีดำ และสีของธรรมภาคกลางคือสีเข้มและสีตะกั่ว (สีปรอท) ส่วนการวิวัฒนาการจะเป็นอย่างไร ? เรามาเรียนรู้กันต่อไป เครือข่ายของสีภาคขาวคือสีอะไรบ้าง ? นี่คือประเด็นที่เราต้องเรียนรู้ คำตอบก็คือ อย่าเป็นสีของมารแท้และอย่าเป็นสีของภาคกลางก็แล้วกัน

     ข. โยงเข้าเรื่องที่เราจะเรียนคือเรื่องของสี ว่าตำราสอนอย่างไรกันต่อไป

     เราต้องทราบก่อนว่า ทิศอะไรมีสีขาว ? ทิศนั้นจะเป็นทิศของภาคขาว ซึ่งก็คือทิศตะวันออก ทิศสีดำคือทิศของภาคมาร ซึ่งก็คือทิศตะวันตก ทิศสีกลาง (คือสีตะกั่ว สีปรอท สีขี้เถ้า) เป็นทิศของธรรมภาคกลาง ได้แก่ ทิศอุดร (ทิศเหนือ) นี่เป็นความรู้หลัก เราต้องทราบก่อน

     เราจะพบว่า การตั้งโบสถ์จะต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเสมอไป พระประธานในโบสถ์จะต้องหันพระพักตร์ (หน้า) ไปทางทิศตะวันออกเสมอ กลับมาดูเรื่องการเวียนซ้ายเวียนขวาบ้าง ภาคขาวเวียนขวา แต่ภาคมารเวียนซ้าย มาดูการแต่งกายบ้าง แต่งกายไปงานศพ จะแต่งชุดสีดำ แต่เวลานี้ไม่ถือสากันแล้ว เห็นสาววัยรุ่นแต่งชุดดำถือว่าเป็นแฟชั่นโก้เก๋

 

แนวเดินวิชา

     เราจะเดินวิชาแยกสี ตามที่ตำราสั่ง เราต้องทราบความรู้สำคัญก่อน ทิศนั้นอยู่ตรงไหน ? สีใหญ่มี ๘ สี ทิศมี ๘ ทิศตามที่ตำราแสดงให้ดู คราวนี้มาดูภพ เพื่อเราจะได้ดูที่ตั้งของภพ แล้วเราก็จะได้ดูทิศ แล้วก็เดินวิชาได้ ดังนี้

 

ลำดับแรก

     เราเดินวิชาเข้านิพพาน แล้วปฏิโลมกลับมาถึงกายมนุษย์ ดูดวงธรรมในท้องของกายมนุษย์ เห็นดวงธรรม นิ่งกลางดวงธรรม เห็น “กลาง” นิ่งลงไปที่กลาง จะเห็นกำเนิดเดิมของกายมนุษย์ อธิษฐานใจต่อกายธรรม ขอดูกำเนิดของภพ ท่องใจหยุดในหยุดเรื่อยไป จนกว่าเราจะเห็นกำเนิดภพ เป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม นี่คือกำเนิดของภพ หยุดนิ่งลงไปที่กำเนิดภพ จะเห็นจุดศูนย์กลางของภพ เป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง เราก็เห็นสีประจำภพทันที

     ทิศข้างหน้าของเราเป็นทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของภาคขาว (สีขาว) ทิศตรงข้ามกับทิศตะวันออกคือทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศของภาคมาร (สีดำ) ทิศทางซ้ายคือทิศเหนือ (ทิศอุดร) ซึ่งเป็นทิศของภาคกลาง (สีกลาง คือสีตะกั่ว สีปรอท) ทิศทางขวาคือทิศใต้ (ทิศทักษิณ) ซึ่งมีสีแดง ในขั้นตอนนี้เราได้ ๔ ทิศแล้ว อีก ๔ ทิศก็คือ ระหว่างทิศตะวันออกกับทิศเหนือ คือทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เป็นสีน้ำกรักแดงคือสีน้ำตาลทรายแดง ระหว่างทิศตะวันออกกับทิศใต้คือ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ (คืออาคเนย์) เป็นสีเหลือง ระหว่างทิศเหนือกับทิศตะวันตก คือทิศตะวันตกเฉียงเหนือ (ทิศพายัพ) เป็นสีม่วงอ่อน ระหว่างทิศตะวันตกกับทิศใต้ คือทิศตะวันตกเฉียงใต้ (ทิศหรดี) เป็นสีเขียว มาถึงตรงนี้ เราได้ทิศ ๘ ทิศ และได้สี ๘ สีครบแล้ว

 

ลำดับสอง

     ตำราสั่งให้เราแยกสี คือให้พิสดารสีออกไป การพิสดารสีมี ๓ ระดับ คือ ระดับพิสดารชั้นต่ำ ระดับพิสดารชั้นกลาง และระดับพิสดารชั้นสูง การพิสดารระดับต่ำนั้น ท่านให้พิสดารออกไปสีละ ๖ สี เป็นลำดับไป มาถึงการพิสดารชั้นกลาง ท่านให้พิสดารไปสีละ ๑๒ เป็นลำดับไป ส่วนการพิสดารชั้นสูง ท่านให้พิสดารไปสีละ ๑๐๘ สี ตามที่ตำราอธิบายนั้น ไม่ยากอะไรเลย ขอให้ท่านอ่านให้เข้าใจในรายละเอียด จากนี้ข้าพเจ้าจะเดินวิชาให้ดู ดังนี้

     ตำราสั่งให้พิสดาร “ฉัพพรรณรังสี” เราก็มาดูว่า ฉัพพรรณรังสีคือสีอะไรบ้าง ? สีนั้นอยู่ทิศอะไร ? แล้วเราก็พิสดารไปตามคำสั่ง เราก็ได้คำตอบว่า ฉัพพรรณรังสีคือสี ๖ สี คือ

(๑.) สีขาว

(๒.) สีเหลือง

(๓.) สีแดง

(๔.) สีเขียว

(๕.) สีชาดหรคุณ (สีเหลืองอ่อน)

(๖.) สีเลื่อมปภัสสร (คือสีเขียว-แดง-ขาว-เหลือง)

     การเดินวิชา เราก็จรดใจลงไปที่ทิศตะวันออกคือสีขาว สีเหลืองคือทิศตะวันออกเฉียงใต้ (อาคเนย์) สีแดงคือทิศใต้ สีเขียวคือ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ (หรดี) สีชาดหรคุณ (สีเหลืองอ่อน) คือทิศตะวันออกเฉียงใต้ (อาคเนย์) และทิศสุดท้าย คือสีเลื่อมปภัสสร (ตำราบอกว่ามีสีเขียว-แดง-ขาว-เหลือง รวม ๔ สี) จะได้แก่ทิศอะไร ? กรณี ๔ สีนี้ คือสีเลื่อมปภัสสร ประกอบด้วย ๔ สี คือ เขียว-แดง-เหลือง-ขาว ให้เราส่งใจหยุดไปที่ทิศตะวันออกจะได้สีขาว แล้วมาซ้อนทิศตะวันออกเฉียงใต้ (อาคเนย์) จะได้สีเหลือง แล้วซ้อนมาทิศใต้ (ทักษิณ) ได้สีแดง แล้วมาซ้อนทิศตะวันตกเฉียงใต้ (หรดี) จะได้สีเขียว นี่คือการวางแผนเบื้องต้น สรุปแล้ว ยากอยู่สีเดียว คือสีเลื่อมปภัสสร เพราะเราต้องโยงมาถึง ๔ ทิศ

 

ความยากที่สกัดเราคืออะไร ?

     คือจะทำอย่างไรให้ได้ ๖ สี นั่นคือสีเดียวนี้จะทำให้เป็น ๖ สีได้อย่างไร ? นี่คือทางตันของพวกเรา อ่านตำราแล้ว ก็เพียงให้ผ่านสายตาไป ไม่มีการเดินวิชา นี่คือทางตันของพวกเรา ข้าพเจ้าถามว่า สีขาว ๑ สีนี้ทำอย่างไรจะได้สีขาวอีก ๖ สี ตรงนี้คือทางตัน ! มาถึงวันนี้แล้ว ใครๆ ก็ทำให้เป็น ๖ สีไม่ได้ ! ควรทำโทษตัวเอง ไม่ดูหลักเกณฑ์ที่ข้าพเจ้าเคยบอกไว้

 

ลำดับสาม

     คือขั้นตอนการพิสดาร ส่งใจนิ่งลงกลางดวงสีขาว เพราะขั้นตอนแรกเราเดินวิชามาถึงตรงนี้แล้ว (คือทิศตะวันออก) นิ่งลงไปกลางดวงสีขาว เห็นจุดใสเล็ก นิ่งลงไปกลางดวงจุดใสเล็ก เห็นดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน ดวงใสข้างนอกคือดวงใสของภาคธาตุและดวงใสวงข้างในใสกว่าเป็นดวงใสของภาคธรรม คราวนี้เราจะพิสดารเป็นธาตุ ๖ และธรรม ๖ นั่นคือ ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงใสดวงข้างนอก นึกไปให้ถึงดวงวิญญาณของธาตุ ท่องใจหยุดในหยุด ก็จะเห็นดวงใสใหม่ เกิดขึ้นทีเดียว ๖ ดวง คือดวงใสในเป็นดวงวิญญาณของธาตุ และดวงใสที่มาแวดล้อมอีก ๕ ดวง คือดวงธาตุดิน-ธาตุน้ำ-ธาตุไฟ-ธาตุลม-ธาตุอากาศ ดังนั้น ๖ ดวงตรงนี้คือได้ธาตุ ๖ แล้ว ต่อไปก็พิสดารดวงภาคธรรมบ้าง ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงใสข้างในคือดวงของภาคธรรม ท่องใจหยุดในหยุดๆ นึกไปให้ถึงดวงวิญญาณของภาคธรรม ก็จะเห็นดวงใสชุดใหม่เกิดทีเดียว ๖ ดวง คือดวงในเป็นดวงวิญญาณของภาคธรรมและอีก ๕ ดวงของภาคธรรม ดวงใส ๕ ดวงนี้มาแวดล้อมดวงวิญญาณของภาคธรรม ดังนั้น ตรงนี้ได้ ๖ ดวงของภาคธรรมแล้ว ฉะนั้น ในขั้นตอนนี้ได้ธาตุ ๖ ธรรม ๖ ของสีขาวแล้ว

     ลำดับต่อมา ก็มาทำให้แก่สีเหลือง (ทิศตะวันออกเฉียงใต้ คือ อาคเนย์) ลำดับต่อมา เราก็มาทำให้แก่สีแดง (ทิศใต้ คือ ทิศทักษิณ) ลำดับต่อมา ก็ทำให้แก่สีเขียว (ทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือ ทิศหรดี) ลำดับต่อมา ก็ทำให้แก่สีชาดหรคุณ คือสีเหลือง (ทิศตะวันออกเฉียงใต้ คือ ทิศอาคเนย์) ประสมกับสีขาว นั่นคือ ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงสีขาวแล้ว ซ้อนลงที่ดวงสีเหลือง (จะได้สีเหลืองอ่อน) ก็เกิดดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน คือดวงใสนอกและดวงใสใน แล้วเราก็ทำให้เกิดดวงธาตุ ๖ ดวงธรรม ๖ ต่อไป สุดท้าย เราก็มาทำให้แก่สีเลื่อมปภัสสร เราต้องหยุดซ้อนกันถึง ๔ จังหวะ คือ

          จังหวะที่ ๑ หยุดลงที่ดวงสีเขียว (ทิศตะวันตกเฉียงใต้ คือ ทิศหรดี)

          จังหวะที่ ๒ ซ้อนลงไปที่ดวงสีแดง (ทิศใต้ คือ ทักษิณ)

          จังหวะที่ ๓ หยุดลงไปที่ดวงสีเหลือง (ทิศตะวันออกเฉียงใต้ คือ ทิศอาคเนย์)

          จังหวะที่ ๔ หยุดลงไปที่ดวงสีขาว (ทิศตะวันออก)

     ท่องใจหยุดในหยุดๆๆ แล้วเราจะเห็นดวงใสใหม่เกิดซ้อนกัน ๒ ดวง นั่นคือ ดวงทั้ง ๔ ประสมกันแล้ว เกิดเป็นดวงใส ๒ ดวง ดวงนอกคือดวงภาคธาตุ และดวงข้างในคือดวงของภาคธรรม แล้วก็ทำดวงภาคธาตุให้เกิดธาตุ ๖ และทำดวงภาคธรรมให้เกิดธรรม ๖ ตามวิธีที่กล่าวมาแล้ว

     นี่คือการพิสดารสีออกไป เป็นสีละ ๖ สี เดินวิชามาแล้ว ๖ สี ได้สีพิสดารออกไปแล้ว ๓๖ สี แล้วก็เดินวิชาพิสดารในรอบที่สองต่อไปอีก คือจาก ๓๖ สี จนได้อีกสีละ ๖ รวมเป็น ๒๑๖ แล้วก็พิสดารจาก ๒๑๖ นี้ออกไปอีก ตามวิธีนี้เรียกว่าการพิสดารชั้นต่ำ

 

ลำดับสี่

     เป็นการพิสดารชั้นกลาง คือพิสดารออกไปสีละ ๑๒ คือเดินวิชาเป็น ๒ จังหวะ สมมุติว่า เราจะพิสดารดวงสีขาว ในขั้นตอนที่เราหยุดลงไปที่ดวงสีขาวแล้ว เกิดดวงใส ๒ ดวงซ้อนกัน คือดวงใสดวงนอกเป็นดวงภาคธาตุ และดวงใสข้างในเป็นดวงภาคธรรม เราจะทำให้เป็นสีละ ๑๒ เราก็เดินวิชาเป็น ๒ จังหวะ คือ จังหวะแรก ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธาตุ นึกให้ถึงดวงวิญญาณของธาตุ ท่องใจหยุดในหยุด เกิดดวงใส ๖ ดวง นี่คือดวงของธาตุ ๖ ดวง จังหวะที่ ๒ ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงวิญญาณของภาคธาตุอีก ท่องใจหยุดในหยุด เกิดดวงธาตุอีก ๖ ดวง รวม ๒ จังหวะได้ดวงภาคธาตุ ๑๒ ดวงก็คือ ๑๒ สี ต่อไป เราก็หยุดลงที่ดวงใสข้างใน คือดวงของภาคธรรม เราก็เดินวิชาเป็น ๒ จังหวะอีก ให้เกิดดวงภาคธรรม ๑๒ ดวง ก็คือ ๑๒ สี

     ก็แปลว่า วิธีนี้ได้สีอย่างละ ๑๒ แล้ว ถือหลักว่าทำให้ละเอียดเข้าไป จะเดินวิชากี่จังหวะก็ตามใจเรา แต่ให้เพิ่มเป็นสีละ ๑๒ ก็แล้วกัน สุดแต่ท่านจะคำนวณออกมา ท่านจะทำอย่างไรก็ได้ มีข้อแม้ว่า ต้องให้ได้สีละเอียดเข้าไปตามที่ตำราต้องการ จึงจะถือว่าใช้ได้ ! เสนอแนวคิดคำนวณไว้แล้ว สุดแต่ท่านจะคิดทำ รวมทั้งการพิสดารชั้นสูงด้วย แนวเดินวิชามีอยู่แล้ว ส่วนการคิดคำนวณจะทำอย่างไร ? สุดแต่ท่านจะเห็นสมควรต่อไป (ขอจบการพิสดารสีไว้แค่นี้)

สารบัญ 

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Friday, 24 November 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org