|
การอุทิศชีวิตยอมตายครั้งที่ ๑ เป็นเหตุการณ์ที่หลวงพ่ออยู่วัดโพธิ์ เป็นยุคที่หลวงพ่อกำลังศึกษาคันถธุระ ไปบิณฑบาตแล้วไม่ได้อาหาร จึงไม่มีอะไรจะฉัน หลวงพ่อยอมตาย โดยให้เหตุผลว่า “ผู้มีศีลจะอดตายหรือ” คุณแฉล้ม อุศุภรัตน์ ได้เขียนไว้ว่า หลวงพ่ออกบิณฑบาตเป็นกิจวัตร วันแรกไม่ได้อาหารเลย วันที่ ๒ ได้เพียงส้ม ๑ ผลเท่านั้น เหตุนี้เอง หลวงพ่อมาคิดว่า “ผู้มีศีลจะอดตายเช่นนั้นหรือ” ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง หลวงพ่อยอมตาย เมื่อบิณฑบาตไม่ได้ข้าว หลวงพ่อก็ไม่ฉันของอื่น ยอมอด ด้วยคิดว่า ถ้าเราตายลงไป ภิกษุหมดทั้งนครต้องมีอาหารบิณฑบาตพอฉันทุกรูป เพราะข่าวการตายของเราจะแพร่ออกไป ว่าภิกษุอดอาหารตาย คนเขารู้เข้าก็จะพากันสงสาร ก็จะมาถวายแก่ภิกษุสามเณร พระภิกษุสามเณรจะไม่อดอยาก คิดดังนั้นแล้ว หลวงพ่อก็ไม่ดิ้นรนหาอาหาร คงศึกษาเล่าเรียนคันถธุระไปตามปกติ วันที่ ๓ หลวงพ่อไปบิณฑบาตอีก เดินอยู่จนสาย ได้ข้าว ๑ ทัพพีกับกล้วยน้ำว้า ๑ ผล เดินกลับมาถึงกุฏิด้วยความเหนื่อยอ่อน เพราะไม่ได้ฉันอาหารมา ๒ วันแล้ว ร่างกายอ่อนเพลียมาก ปวกเปียกหากเป็นลมก็คงตาย หลวงพ่อจะเริ่มฉันอาหารจึงนั่งลงจับอาหารในบาตร พิจารณาปัจเวกขณ์เสร็จแล้ว เปิบอาหารฉันไปคำหนึ่ง ไม่ทันได้ฉันคำที่ ๒ พอดีเหลือบไปเห็นสุนัขท้องติดสันหลัง ผอมโซ เดินโซเซเข้ามาใกล้หลวงพ่อ เพราะอดอาหารมาหลายวันจึงผอมโซ เกิดความสงสารสุนัขขึ้นมา เรานี้หรือก็อดแล้ว แต่สุนัขตัวนี้อดยิ่งกว่าเรา หลวงพ่อจึงปั้นข้าวที่เหลืออีก ๑ คำ กับกล้วยครึ่งผล อธิษฐานใจว่า “ขึ้นชื่อว่าความอดอยากเช่นนี้ ขออย่าให้มีอีกเลย” แล้วนำข้าวปั้นกับกล้วยให้สุนัขนั้น สุนัขกินแต่ข้าว แต่ไม่กินกล้วย ไม่ทราบว่าเจ้าไม่กินกล้วย หลวงพ่อคิดอยากจะเอากล้วยคืนมา แต่คิดขึ้นได้ว่า ของสิ่งนั้นได้สละเป็นทานไปแล้ว เหตุใดจึงจะเอากลับคืนมาอีก ได้สละขาดไปแล้ว จะนำมาฉันอีก ก็ต้องประเคนใหม่ ในที่นั้นไม่มีใคร จึงหาคนประเคนไม่ได้ หลวงพ่ออดต่ออีก ๑ วัน รุ่งขึ้นออกไปบิณฑบาตใหม่ด้วยร่างกายที่อ่อนเปียก เพราะไม่ได้ฉันอาหาร ปรากฏว่า หลวงพ่อได้อาหารมากมาย ได้นำอาหารเหล่านั้นมาแบ่งแก่เพื่อนภิกษุ จึงตั้งใจไว้ว่า “ตัวเราเมื่อมีกำลังพอเมื่อไร จะจัดตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระเณรโดยไม่ต้องให้ลำบาก เป็นการเสียเวลาในการศึกษาเล่าเรียน” เมื่อหลวงพ่อได้ไปอยู่วัดปากน้ำ ก็ได้ตั้งโรงครัวทันที วิธีทำของหลวงพ่อน่าสนใจมาก คือท่านเอาข้าวสารมาจากบ้านของท่านก่อน ต่อมามีคนศรัทธาในวิธีของหลวงพ่อ จึงมาช่วยรับเป็นเจ้าภาพ การอุทิศชีวิตยอมตายครั้งที่ ๒ เป็นเหตุการณ์ที่หลวงพ่ออยู่วัดโพธิ์ แต่ได้ไปจำพรรษาอยู่วัดบางคูเวียง (วัดโบสถ์บน จังหวัดนนทบุรี) ชั่วคราว ณ ที่วัดโบสถ์บน หรือวัดบางคูเวียงนี้ หลวงพี่ได้อุทิศชีวิตยอมตายเพื่อขอเห็นธรรมตามที่กล่าวมาแล้ว ฉะนั้น หลวงพ่อมีประวัติว่า ขอยอมตาย ๒ ครั้ง เป็นเรื่องแปลกหูแปลกตาและแปลกใจแก่เราผู้ศึกษา เพราะเราไม่เคยเห็นเกจิอาจารย์ดัง ๆ ที่ไหนมีประวัติเหมือนหลวงพ่อวัดปากน้ำ หากวิเคราะห์เจาะลึกหลวงพ่อวัดปากน้ำไปทีละเรื่องแล้ว จะพบว่าหลวงพ่อไม่มีอะไรเป็นของตนเองเลย ไม่มีเงิน ไม่มีรถยนต์ และไม่มีอะไรทั้งนั้น แม้กุฏิสำหรับจำวัด ก็คือ ที่สำหรับนั่งภาวนาเพราะวันหนึ่งทำภาวนาตลอด เหลือเวลาไว้จำวัด เพียง ๒ ชั่วโมง การศึกษาประวัติของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็คือการศึกษาผลแห่งการยอมตาย วิชาธรรมกายก็คือผลแห่งการยอมตายของหลวงพ่อ เรานิยมหลวงพ่อว่ามีลาภมาก เลี้ยงพระเณรได้เป็นร้อยเป็นพัน ก็คือ ผลของการยอมตายอดตายของหลวงพ่อ ในประเทศไทยนี้ เห็นก็มีแต่หลวงพ่อวัดปากน้ำเท่านั้น ที่สมารถเลี้ยงพระเณรได้เป็นพัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ คุณแฉล้ม อุศุภรัตน์ แจ้งว่า วัดปากน้ำมีจำนวนพระเณร ดังนี้ พระ ๓๖๐ รูป สามเณร ๓๖๐ รูป อุบาสิกา จำนวนร้อยเศษ รวมทั้งสิ้น ๙๐๐ เศษ ไม่รวมเด็กวัด หากรวมเด็กวัดด้วย คงจะถึง ๑,๕๐๐ หลวงพ่อมาอยู่วัดโพธิ์ ตั้งแต่บวชใหม่ ๆ คือ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๐ และไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๙ แสดงว่าหลวงพ่ออยู่วัดโพธิ์ถึง ๙ ปี สำนักวัดโพธิ์นี้ ทำให้หลวงพ่อมีวุฒิการศึกษาปริยัติธรรมคือ พัดเทียบเปรียญ วุฒิทางวิปัสสนาธุระคือ ธรรมกายศาสตร์ ระหว่างที่อยู่วัดโพธิ์นั้น หลวงพ่อมักถือโอกาสไปจำพรรษาต่างจังหวัด เช่น ออกธุดงค์ในท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เลยถือโอกาสจำพรรษาที่วัดพระศรีมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ออกจากวัดพระศรีมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี มาอยู่วัดสองพี่น้อง (วัดที่หลวงพ่อบวช) อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ออกจากวัดสองพี่น้อง กลับมาอยู่วัดโพธิ์ และออกจากวัดโพธิ์ไปจำพรรษาที่วัดบางคูเวียง คลองบางกอกน้อย จังหวัดนนทบุรี ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน หลวงพ่อก็จะกลับพำนักเดิม คือ วัดโพธิ์ จากนั้นจะไปไหนอีกค่อยว่ากันใหม่ ๓. วัดชัยพฤกษ์มาลา จังหวัดธนบุรี วัดนี้มีประวัติว่า หลวงพ่อเคยอยู่มา แต่ยังค้นคว้าข้อมูลอะไรไม่ได้ จึงไม่มีรายละเอียดมากล่าว ๔. วัดโบสถ์ จังหวัดนนทบุรี วัดนี้เป็นวัดที่หลวงพ่อเคยมาจำพรรษา และได้บรรลุ “ธรรมกาย” ที่วัดนี้หลวงพ่อมาอยู่แบบชั่วคราวเท่านั้น วัดโบสถ์เดิมเรียก วัดบางคูเวียง ต่อมาเรียก วัดโบสถ์ และปัจจุบันเรียกวัดโบสถ์บน ต้องถือว่าเป็นวัดสำคัญมาก เพราะหลวงพ่อมาบรรลุวิชาธรรมกายบัณฑิตที่นี่ และเพราะวิชาธรรมกายนี้เองทำให้หลวงพ่อมีอภินิหารอย่างทันทีทันใด ในชั้นต้นโจษขานกันทั่วประเทศ ต่อมาอีกไม่นานชื่อเสียงของหลวงพ่อไปถึงต่างประเทศ ครั้นหลวงพ่อตายไป กลับมีชื่อเสียงลือไปทั่วโลก มหาบุรุษมักโด่งดังตอนตาย เราเคยอ่านตำรามหาบุรุษที่หลวงวิจิตรวาทการเขียน มักพบว่า มหาบุรุษมามีชื่อเสียงตอนตาย หลวงพ่อของเราก็อยู่ในสูตรนี้เหมือนกัน เมื่อปี ๒๕๓๐ ข้าพเจ้ามีประวัติว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำมาใช้ให้ไปปราบมารที่อินเดีย แต่แรกไม่เชื่อญาณทัสสนะตัวเอง อยู่มาอีกไม่กี่เดือนข้าพเจ้าต้องไปอินเดียโดยเหตุบังเอิญ ต้องไปทำวิชาปราบมารที่อินเดียตามที่หลวงพ่อสั่ง ดังได้กล่าวไว้ในหนังสือ “ปราบมาร” แล้ว การไปปราบมารคราวนั้น เกิดความคิดว่า พระพุทธเจ้าทรงลำบากมาก ประสูติที่หนึ่ง ไปตรัสรู้ธรรมอีกที่หนึ่ง ไปแสดงธรรมอีกที่หนึ่ง และปรินิพพานอีกที่หนึ่ง มานึกถึงหลวงพ่อก็มีลักษณะอย่างนั้นเหมือนกัน เกิดที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มาบรรลุธรรมที่จังหวัดนนทบุรี ไปแสดงธรรมที่อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และมรณภาพที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ อีกเรื่องหนึ่งของมหาบุรุษก็คือ ไม่มีเวลาหลับนอน ไม่มีเวลาพักผ่อน อุบาสิกาถนอม อาสไวย์ ศิษย์เอกวิชาธรรมกายของหลวงพ่อ เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อไม่มีเวลานอนเลย ตลอดวันตลอดคืนหลับตาเจริญภาวนาค้นคว้าวิชาธรรมกายตลอด หากถึงเวรค้นคว้าวิชาที่ไว้วางใจ มักจะสั่งวิชาและขอนอน ๒ ชั่วโมง พอหลวงพ่อสั่งขาดคำ หลวงพ่อกรนทันที แปลว่า หลวงพ่อหลับทันที แม่ชีถนอมท่านเล่าอย่างนั้น ส่วนพวกเราเวลาอยากหลับกลับไม่หลับ ง่ายอย่างหลวงพ่อ แม่ชีเล่าต่อว่าระวังไว้ก็แล้วกัน พอหมดเสียงกรน หลวงพ่อจะตื่นทันที และจะซักถามความรู้วิชาธรรมกานแก่เวรนั้น ๆ ทันทีเหมือนกัน เตรียมตัวตอบให้ดีก็แล้วกัน ใครตอบความรู้ไม่ถูก หลวงพ่อท่านจะตำหนิ กลัวถูกหลวงพ่อต่อว่ากันทั้งนั้น จึงต้องตั้งใจเข้าธรรมกายไปค้นความรู้มารายงานหลวงพ่อให้ได้ เวรหนึ่งมีสมาชิก ๒๐-๓๐ คน ไม่มีใครถือโอกาสที่หลวงพ่อจำวัด แล้วลืมตาออกมาคุยกัน มีแต่ต่างคนต่างเข้าสมาธิค้นคว้าวิชา เพื่อเตรียมไว้รายงานหลวงพ่อกันทุกท่าน ๕. วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี หลวงพ่อมาอยู่วัดปากน้ำ อำเภอภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ โดยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ (พระอารามหลวง) และมรณภาพที่วัดปากน้ำ เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ รวมเวลาที่หลวงพ่ออยู่วัดปากน้ำถึง ๔๓ พรรษา วัดปากน้ำเป็นสมรภูมิสำคัญ ที่หลวงพ่อฟื้นฟูการศึกษาปริยัติธรรมและฟื้นฟูวิปัสสนาธุระ มีเนื้อหาสาระควรแก่การศึกษา ดังต่อไปนี้ สมเด็จพระสังฆราชป๋า ทรงกล่าวถึง การมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำของหลวงพ่อมีเกียรติมาก คือ กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดเรือยนต์หลวงมาส่งหลวงพ่อ ในฐานะที่วัดปากน้ำเป็นพระอารามหลวง มีพระอนุจรติดตาม ๔ รูป กรมจัดสมณบริขารถวายเจ้าอาวาส จัดนิตยภัตต์ถวาย ๔ เดือน ๆ ละ ๓๐ บาท ถวายนิตยภัตต์แก่พระอนุจร ๔ รูป ๆ ละ ๒๐ บาท เจ้าคณะอำเภอคือ เจ้าคุณพระศากยบุตติยวงศ์ พร้อมด้วยพระเถระผู้ใหญ่ในอำเภอ และคฤหัสถ์ชายหญิง ได้มาส่งหลวงพ่อถึงวัดปากน้ำ ขณะนั้นหลวงพ่อเป็นฐานานุกรมของพระศากยบุตติยวงศ์ในตำแหน่งสมุห์ กล่าวถึงสภาพวัดปากน้ำในสมัยนั้น มีสภาพกึ่งวัดร้าง เป็นความหนักใจของหลวงพ่อ ที่จะต้องเร่งรัดให้วัดมีสภาพสมฐานะพระอารามหลวง และยังกล่าวกันว่า สมัยนั้นเป็นสมัยอุทกังเซ (คือชาวบ้านกินน้ำแล้วเมาเข้าวัด อุทกัง แปลว่าน้ำ เซคือ เดินโซเซ) ประเด็นสำคัญที่เราต้องการทราบ ก็คือ หลวงพ่อมีผลงานอะไรบ้างเมื่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ งานของหลวงพ่อเมื่อเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ข้อมูลที่ควรทราบ คือ ข้อมูลการศึกษาของหลวงพ่อ ตั้งแต่บวชเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ที่วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี แล้วมาอยู่วัดพระเชตุพน ฯ และจากวัดพระเชตุพน ฯ ก็มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๔๙-๒๔๕๙ หลวงพ่อได้ศึกษาปริยัติธรรม และศึกษาวิปัสสนาธุระคู่กันมา ผลการศึกษาด้านปริยัติธรรมหรือคันถธุระนั้น หลวงพ่อศึกษาได้พอแก่ความต้องการของหลวงพ่อแล้ว ผลการศึกษาด้านวิปัสสนาธุระนั้น หลวงพ่อได้บรรลุวิชา สจิตฺตปริโยทปนํ (การทำใจให้ใส ตามคำสอนของพระศาสดาข้อที่ ๓) จนได้บรรลุวิชาธรรมกาย เป็นอันว่า หลวงพ่อเสร็จภารกิจธุระทั้ง ๒ ของพระศาสนา เมื่อเสร็จการศึกษาแล้ว ก็เป็นการทำงานต่อ หลวงพ่อได้รับบทหนักคือ บทของเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พระอารามหลวง หลวงพ่อจะแสดงบทบาทอย่างไร ดังจะกล่าวต่อไปนี้ เมื่อถึงวัดปากน้ำ ได้อธิษฐานใจต่อพระประธานในอุโบสถทันที สมเด็จ พระสังฆราชป๋า ทรงนิพนธ์ไว้ว่า เมื่อหลวงพ่อถึงวัดปากน้ำ ก็ได้อธิษฐานใจต่อพระประธานในพระอุโบสถ “ภิกษุใดยังไม่มา ขอให้มา เมื่อมาแล้ว ขอให้เป็นสุข” เป็นเรื่องที่เราควรศึกษา เพราะเราไม่เคยได้ยินได้ฟังที่ไหน เมื่อเราได้ทราบ ความคิดหนึ่งเกิดแก่เราว่า ถ้าเราเป็นเจ้าอาวาสบ้าง เราจะทำอย่างนั้นหรือไม่ เราทราบว่าดี แต่เราไม่มีความรู้ ก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ หลวงพ่อได้แบบอย่างมาจากไหนหรือ จึงอธิษฐานเช่นนั้น ถ้าให้ข้าพเจ้าตีความ ข้าพเจ้าก็ต้องพูดว่า ขึ้นชื่อว่าโพธิสัตว์แล้ว ย่อมมีความคิดไม่เหมือนใคร แต่ความคิดนั้น สรุปแล้วล้วนแต่จะสงเคราะห์เขาอื่นทั้งนั้น แรงอธิษฐานของหลวงพ่อปรากฏผลทันตาเห็น ปรากฏว่า พระเณรหลั่งไหลมาอยู่วัดปากน้ำมากมาย ไม่ใช่พระเณรเท่านั้น อุบาสกอุบาสิกา ก็มาด้วย ไม่ใช่แค่นั้น แถมเด็กวัดตามมาอีก เป็นภาระแก่หลวงพ่อใหญ่หลวง ที่ผู้คนจำนวนมากมาสู่ หลวงพ่อจะบริหารงานอย่างไรในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาส ทั้งเรื่องของการศึกษา เรื่องของที่อยู่อาศัย เรื่องของการกินอยู่ เรืองของการเจ็บไข้ได้ป่วย เท่าที่ทราบจำนวนผู้มาสู่ จากร้อยเป็นหลายร้อย นับเบ็ดเสร็จคงเป็นพัน ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเรื่องอาหารการกิน และยารักษาโรค หลวงพ่อจะต้องจัดหาให้ และต้องบริหารด้วย เห็นจะมีก็แต่วัดปากน้ำเท่านั้น ที่มีสมณะมาสู่มากมายขนาดนี้ ข่าวนี้ทราบไปถึงที่ไหน เขาต่างหนักใจแทนหลวงพ่อวัดปากน้ำกันทั่ว เราทราบแล้วว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำคิดอะไรไม่เหมือนเรา คติของพระศาสนามี ๒ อย่าง คือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ หากธุระทั้ง ๒ มีขึ้นที่ไหน ที่นั่นชื่อว่าสืบต่อพระศาสนาที่แท้ ตั้งสำนักเรียนปริยัติธรรม และสอนวิปัสสนาธุระทันทีที่วัดปากน้ำ สำนัก เรียนที่เปิดแบ่งเป็น ๒ สาย คือ สายนักธรรมและสายบาลี มอบให้พระที่เป็นศิษย์เป็นอาจารย์ใหญ่ของแต่ละสาย แต่ละสายมีครูประจำ ส่วนหลวงพ่อสอนฝ่ายวิปัสสนาธุระเอง พระที่มาสู่สำนักวัดปากน้ำ หลวงพ่อจะชูนิ้ว ๓ นิ้ว เหมือนลูกเสือ แจ้งว่าวัดนี้มีการศึกษา ๓ อย่าง คือ นักธรรม บาลี และวิปัสสนา จะเลือกอย่างไหน เวลาจะรับพระเข้าวัด มีข้อบังคับว่า ต้องเลือกเอาอย่างหนึ่ง จะไม่เลือกเลยไม่ได้ คือ จะมาอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ อันนี้เป็นกติกาของวัด และต้องปฏิบัติตามระเบียบของวัด หากเลือกนักธรรม หลวงพ่อจะสั่งให้ไปหาอาจารย์ใหญ่ฝ่ายนักธรรม ประสงค์จะเรียนบาลีก็ให้ไปอยู่ในฝ่ายบาลี ถ้าจะเรียนภาวนาอยู่กับผม (หลวงพ่อ) วันหนึ่งฝึก ๖ ชั่วโมง ขาดเรียนไม่ได้ ถ้าขาดเรียนแล้ว ที่นั่งถาวนาตรงนั้นจะว่างลง ทราบทันทีว่าใครขาดเรียน หลวงพ่อท่านอธิบายอย่างนั้น งานบริหารของหลวงพ่อ สายนักธรรมและสายบาลี จะมารายงานต่อหลวงพ่อถึงงานต่าง ๆ ที่ดำเนินไป ฝ่ายที่อยู่อาศัย ฝ่ายยารักษาโรค และฝ่ายอาหารการเลี้ยง จะมารายงานผลงานให้หลวงพ่อทราบตลอดเวลา สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |