|
อานิสงส์ของการเห็นธรรม การเห็นธรรมนั้น แบ่งเป็น ๒ อย่างคือ การเห็นดวงปฐมมรรคเพียงอย่างเดียวและการเห็นธรรมกาย ประโยชน์จากการเห็นดวงปฐมมรรคนั้นอย่างหนึ่ง และประโยชน์ของการเห็นธรรมกายนั้นอีกอย่างหนึ่ง เราสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงไร ย่อมขึ้นอยู่กับการเห็นของเราว่า เราเห็นเนือง ๆ หรือเห็นกันชั่วครู่ ความต่างกันอยู่ตรงนี้ ถ้าเราเห็นอย่างชัดเจน และเห็นได้เนือง ๆ ย่อมเกิดอานิสงส์มาก เกิดประโยชน์มาก ในทางกลับกัน หากเราเห็นเลือนรางและเห็นได้ไม่นาน ย่อมได้ประโยชน์น้อย เกิดอานิสงส์น้อยลงไป ก. อานิสงส์และประโยชน์ของการเห็นดวงปฐมมรรค อย่างน้อย อานิสงส์และประโยชน์จากการเห็นดวงปฐมมรรค มี ๑๘ ประการคือ ๑. มีใจเป็นหิริโอตตัปปะ โดยที่ไม่ทราบว่าหิริโอตตัปปะ คืออะไร ๒. เปลี่ยนสภาพใจจากแข็งกระด้างเป็นอ่อนโยน จากใจบาปเป็นใจเมตตากรุณา ๓. หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข ฝันเห็นแต่สิ่งมิ่งมงคล ๔. ปราศจากโรคภัย แคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ ๕. พ้นจากไฟพิษ และคมศาสตรา ๖. เทวดาย่อมคุ้มครอง ๗. เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ ๘. ตายแล้วไปสู่สวรรค์ (ไม่หลงตาย) ๙. สุขภาพจิตดี ๑๐. ใบหน้าผ่องใส ๑๑. ไม่แก่เกินวัย ๑๒.ความจำดี ๑๓. ตัดสินใจถูกต้อง ความคิดมีเหตุผล ๑๔. ไม่ฟุ้งซ่าน มีสติ ๑๕. ปกครองตัวเองได้ ไม่หมดอาลัยในชีวิต ๑๖. ทำกุศลขึ้น บุญไม่เสื่อม ๑๗. บริหารงานไม่เหนื่อย แม้เหนื่อยก็สดชื่นคืนสภาพเดิมอย่างเร็ว ๑๘. เกิดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และความคิดทันสมัย
ข. อานิสงส์และประโยชน์ของการเห็นธรรมกาย อย่างน้อย อานิสงส์และประโยชน์ของการเห็นธรรมกาย มี ๑๙ ประการคือ ๑. ปราศจากทุกข์ ภัย โรค ๒. เป็นผู้ช่วยตัวเอง ทำตนให้หมดเวร หนีเวร ๓. เป็นผู้ไม่ก่อหนี้ ไม่สร้างเวรให้แก่ตน ๔. ชื่อว่าบำเพ็ญตบะ เผาผลาญกิเลสให้หมดไปจากใจตน ๕. เป็นการยกสภาพใจ สู่ความเป็นอารยะ ๖. เป็นผู้มีใจเป็นพระ เป็นผู้เข้าถึงพระรัตนตรัย ๗. รู้ทางเดินของพระอริยเจ้า ตามหลักมรรค ๘ ชื่อว่าเจริญรอยตามยุคลบาท ๘. เป็นผู้ตื่นแล้ว เบิกบานแล้ว ๙. เป็นผู้ใกล้ตถาคต ๑๐. เป็นผู้มีมิ่งมงคล แม้เห็นสมณะก็เป็นมงคลอยู่แล้ว แต่เห็นธรรมกายเป็นมงคลร้อยเท่าพันทวี ๑๑. เป็นการทำตนให้หมดชาติ หมดภพ พ้นจากเวียนว่ายตายเกิดเข้าไปทุกที ๑๒.เป็นผู้เข้าถึงโมกขธรรม ๑๓. เป็นหน่อเนื้อพุทธางกูร ดำเนินชีวิตเยี่ยงโพธิสัตว์ ๑๔. เป็นสุคโต คือมาดีไปดีทุกชาติ ไม่ไปอบายภูมิเลย ๑๕. เป็นผู้เห็นแดนเกษม แจ้งนิพพาน ได้มรรค ได้ผล ได้นิพพาน ๑๖. เป็นผู้สืบศาสนา เป็นทนายแทนพระศาสนา ๑๗. เป็นที่พึ่งของศาสนา ไม่เป็นหนี้ศาสนา ๑๘. เป็นเนื้อนาบุญเขต เป็นเนื้อนาบุญของโลก เป็นทักขิไณยบุคคล ๑๙. ได้เห็นวิชชาที่พระพุทธเจ้าทรงเห็น และได้บรรลุธรรมอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงบรรลุ เช่นได้เห็นวิชชา ๓ คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ
การเห็นธรรมกายมีคุณอย่างเดียว โทษไม่มีเลย ความรู้ทั่วไปที่ต้องทราบก่อน ๑. ท่านั่ง ๑. นั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับเท้าซ้าย ๒. มือขวาทับมือซ้าย นิ้วชี้มือขวาจรดนิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย (ไม่ใช่หัวแม่มือจรดกับหัวแม่มือ) ๓. ตั้งกายตรง อย่าให้หลังค่อม พึงยืดกายให้ตรงไว้เสมอ ๔. ตั้งหน้าให้ตรง อย่าก้มหน้า
การวัดผล - ให้ดู เท้า มือ กาย ใบหน้า ว่าเป็นไปตามที่กำหนดไว้หรือไม่ - ตรวจเช็คเป็นรายคน และแก้ไขให้ถูกต้อง - ต้องเข้มงวดกวดขัน เพราะถ้าหลังค่อมจะทำให้เสียบุคลิก อย่าให้เป็นว่า แม้ท่านั่งก็เหลวแต่เริ่มเสียแล้ว - สาธิตท่านั่งที่ถูกให้ดู
๒. ที่เดินของใจ ๗ จุดหมาย วัตถุประสงค์ ให้รู้จุดเดินของใจ เพื่อจะได้ปฏิบัติได้ถูก อุปกรณ์ เตรียมแผนภูมิแสดงที่ตั้งของดวงนิมิต จากฐานที่ ๑ ถึงฐานที่ ๗ ไว้เป็นอุปกรณ์ เพื่ออธิบาย เนื้อหาสาระ ๑. ปากช่องจมูกหญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา ๒. เพลาตา หญิงข้างซ้าย ชายข้างขวา เพลาตาคือ ตรงรูที่น้ำตาออก ๓. จอมประสาทหรือกั๊กกลางศีรษะ
สมมุติว่าเอาเข็มร้อยด้วยเส้นด้าย แทงจากดั้งจมูก เข้าไปในกะโหลกศีรษะขึงตึงทะลุท้ายทอย อีกเส้นหนึ่งแทงจากกระหม่อมลงไปในกะโหลกศีรษะ จะเห็นเป็นมโนภาพว่ามีเส้นด้ายตัดกัน ๒ เส้นในกะโหลกศีรษะ เป็นรูปกากบาท “ตรงจุดตัดกันของเส้นด้าย” เรียกว่า จอมประสาทหรือกลางกั๊กศีรษะ ๔. ปากช่องเพดานหรือเพดานปาก ตรงจุดหมายที่สำลักน้ำสำลักอาหาร ให้นึกเอาว่า สำลักอาหารตรงไหน จุดนั้นเรียก ปากช่องเพดานหรือเพดานปาก ๕. ปากช่องลำคอ อยู่เหนือลูกกระเดือก ณ ที่สุดของลูกกระเดือก สมมุติเอาเข็มร้อยด้วยเส้นด้ายแทงจากจุดลูกกระเดือก ขึงตึงผ่านลำคอตรงออกไปทางต้นคอ มโนภาพของเส้นด้ายที่ขึงตึงไปนั้น เป็นแนวระดับที่วางใจในปากช่องลำคอ และวางใจไว้กลางของปากช่องลำคอแนวเส้นด้ายนั้น ๖. ฐานของศูนย์กลางกายราวสะดือ สมมุติมีเข็มร้อยด้วยเส้นด้าย แทงจากสะดือ ขึงตึงทะลุหลัง อีกเส้นหนึ่งแทงจากสีข้างขวาไปซ้าย ในท้องเราเห็นมโนภาพว่ามีเส้นด้ายตัดกัน ๒ เส้น เป็นรูปกากบาท จุดที่เส้นด้ายตัดกันเรียก “ฐานของศูนย์กลางกาย” เอาใจวางไว้ที่จุดตัดนั้น ๗. ยกใจจากที่เส้นด้ายตัดกันให้สูงขึ้นมา ๒ นิ้วมือของตนเอง (ศูนย์กลางกาย) เมื่อยกใจเสร็จแล้ว ก็ภาวนาต่อไป อธิบาย.- จุดที่เดินของใจเรียกว่า ฐาน มีอยู่ ๗ ฐาน คือ ฐานที่ ๑ ปากช่องจมูก (หญิงซ้าย ชายขวา) ฐานที่ ๒ เพลาตา (หญิงซ้าย ชายขวา) ฐานที่ ๓ จอมประสาท ฐานที่ ๔ ปากช่องเพดาน ฐานที่ ๕ ปากช่องลำคอ ฐานที่ ๖ ฐานของศูนย์กลางกาย ฐานที่ ๗ ยกใจจากฐานที่ ๖ ให้สูงขึ้นมาประมาณ ๒ นิ้วมือตนเอง ไม่ใช่นิ้วฟุต
การวัดผล - ให้บอกตำแหน่งของฐาน ๗ ฐาน ว่าฐานใดอยู่ตรงไหน - ทบทวนให้เกิดความแม่นยำ และจำได้ ๓. การฝึกให้เห็นดวงนิมิต นิมิต - แปลว่า เครื่องหมาย แปลว่า สร้าง ดวงนิมิต - หมายถึง การกำหนดดวงใสด้วยใจ เหตุผลที่กำหนด - ให้เป็นที่เกาะที่ยึดเหนี่ยวของใจ ถ้าไม่กำหนดนิมิต ใจจะไม่มีที่เกาะ เมื่อหาที่เกาะและยึดไม่ได้ ใจก็ส่าย และคิดอะไรต่อมิอะไรไปร้อยแปด ไม่เป็นสมาธิ - นิมิตเป็นสื่อให้เห็น “ดวงธรรม” (ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) ใช้อะไรเป็นนิมิต - ใช้วัตถุสีขาวโปร่งแสง เช่น ดวงจันทร์ ดวงดาว หลอดไฟ ดวงแก้วกลมชนิดขาวใส - อย่าใช้วัตถุที่มีสีอื่น เว้นแต่สีขาวเท่านั้น ข้อเสนอแนะ - ควรใช้ดวงแก้วขาวและใส ชนิดกลมรอบตัวขนาดเล็ก และขนาดใหญ่อีกดวงหนึ่ง ให้นักเรียนดูและให้จำติดตา - ช่วยอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า กลางดวงแก้วมีจุดศูนย์กลาง จุดศูนย์กลางนี้มีลักษณะเป็น“จุดขาวและใสขนาดโตเท่าปลายเข็ม” จะอธิบายด้วยวิธีใดก็ทำได้ทั้งนั้น - พอบอกว่า ให้นึกดวงแก้ว ให้นักเรียนนึกมโนภาพได้ ดวงแรกขนาดเท่าแก้วตา และนึกให้เห็นศูนย์กลางของดวงแก้วได้ด้วย เหตุผลที่กำหนดดวงนิมิตเป็นดวงแก้วขาวใส - เพราะดวงธรรม (ดวงปฐมมรรค, หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) มีลักษณะเหมือนดวงใส กลมรอบตัวเหมือนกัน แต่ดวงธรรมมีรัศมีสว่างโชติช่วง ถ้ากำหนดนิมิตอย่างอื่น จะไม่ใกล้ของจริง ๔. กลางและสุญญตา คืออะไร จุดศูนย์กลางของดวงธรรม มีลักษณะเป็นจุดใสและเล็กเท่าปลายเข็ม เรียกว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” (ทางสายกลาง) หรือเรียกว่า “เอกายนมรรค” (ทางเอก) หรือเรียกว่า “กลาง” ดวงธรรมทุกดวงมี “กลาง” เสมอไป ที่ดวงธรรมมี “กลาง” ใช้ใจมองที่กลางคือ จุดเล็กใสเท่าปลายเข็ม ใช้ใจทับทวีความ “หยุด” และ “นิ่ง” ให้ยิ่งขึ้น พอความหยุดแห่งใจ “ได้ส่วน” จุดเล็กใสเท่าปลายเข็มจะ “ว่าง” คือ ความเวิ่งว้างนั้น เรียกว่า “สุญญตา” ใน “ว่าง” นั้น ท่านจะได้เห็นอะไรต่อไป คำตอบก็คือ เห็น “กายของท่าน” หรือเห็น “องค์ธรรมกาย” ถ้าจุดใสเท่าปลายเข็มยังไม่ว่าง ก็ยังไม่เห็นอะไร และเมื่อจุดเล็กใสเท่าปลายเข็มยังไม่ว่าง แสดงว่า การหยุดและการนิ่งของใจยังไม่ได้ส่วน จำเป็นต้องเพิ่มความหยุดและความนิ่งให้ยิ่งขึ้น ๕. กายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) และธรรมกายกายมนุษย์ละเอียด กายมนุษย์ละเอียด หรือเรียกว่า “กายฝัน” ทำหน้าที่ฝัน เมื่อกายมนุษย์ (คือตัวท่าน) นอนหลับ เป็นกายสำคัญมาก เพราะเป็นกายมาเกิด คือเมื่อจะเกิดกายนี้จะมาก่อน ย่อกายจนเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์หรือเมล็ดไทร เข้าไปอยู่ที่ศูนย์กลางกายของผู้เป็นพ่อก่อน วันที่บิดามารดาเราประกอบประเวณีกิจ จุดใสนี้จะออกจากศูนย์กลางกายของบิดา เข้าไปอยู่ในมดลูกของมารดา แล้วจุดใสเล็กนี้ขยายหยาบขึ้น จนในที่สุดเป็นตัวเราขึ้นมา ตัวเราก็คือ กายมนุษย์หยาบที่กำลังอ่านหนังสืออยู่นี้ กายที่กำลังอ่านอยู่นี้เรียก “กายมนุษย์หยาบ” หรือเรียก “กายมนุษย์” ส่วนกายฝันของผู้มาเกิดแต่แรก (ที่ย่อกายลงจนเล็กเท่าเมล็ดโพธิ์เมล็ดไทร) ซ่อนตัวอยู่ในดวงธรรมของกายมนุษย์หยาบ (รายละเอียดจะได้กล่าวต่อไป ชั้นนี้ว่าย่อ ๆ ก่อน) กายฝัน (กายมนุษย์ละเอียด) ทำหน้าที่ดูแลกายมนุษย์หยาบ ตลอดเวลาที่กายมนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ แต่ครั้งเมื่อกายมนุษย์ตายลงไป กายมนุษย์ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดไปกับกายฝันทั้งหมด รับบุญรับกรรมทุกสถานของกายมนุษย์หยาบ ถ้าเป็นกรรมดี กายฝันก็ไปสุคติ หากเป็นบาป กายฝันก็ไปทุคติ การไปหาภพใหม่ของกายฝัน ในวันที่กายมนุษย์ตายเรียกว่า “ไปเกิด” คือ ไปหาที่อยู่ใหม่ กายฝันเป็นกายละเอียดของมนุษย์ โดยกายมนุษย์เป็น “หยาบ” กายฝันเป็น “ละเอียด” ที่ว่า “ละเอียด” ก็เพราะมองด้วยตามนุษย์ไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ จับต้องไม่ได้ จะให้มาพูดเหมือนกายมนุษย์พูดนั้นไม่ได้ สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |