Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow คู่มือการสอน arrow คู่มือวิปัสสนาจารย์ arrow คู่มือวิปัสสนาจารย์12
คู่มือวิปัสสนาจารย์12 PDF พิมพ์ ส่งเมล

บทที่ ๓

ทำวิชา ๑๘ กายได้แล้ว จะทำวิชาอะไรต่อไป

     วิปัสสนาจารย์ต้องคิดว่า นักเรียนทำวิชา ๑๘ กายได้แล้ว ต่อไปท่านจะให้เรียนวิชาอะไร จึงจะเป็นประโยชน์ต่อตัวของเขา มิใช่ว่าตัวเราเคยเรียนอะไรมา ก็สอนไปอย่างนั้น หรือเคยทำมาอย่างไร ก็จะสอนคนรุ่นใหม่ต่อไปอย่างนั้น โดยไม่คิดปรับปรุงอะไรให้เหมาะสมขึ้นเลย ไม่ปรับปรุงหลักสูตรหรือเนื้อหาสาระให้เป็นหมวดหมู่ อะไรควรเรียนก่อน อะไรควรเรียนหลัง เป็นหน้าที่เราจะต้องคิด และเต็มไปด้วยเหตุผล

     เพราะนักเรียนบางท่าน เป็นนักบริหาร เป็นนักธุรกิจ เป็นพ่อค้า เป็นจอมปราชญ์นักค้นคว้า เป็นนักศึกษา เป็นนักเรียน เป็นนักพรต เป็นผู้หวังบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นนักปฏิบัติหวังบุญบารมี บางคนเรียนเพื่อรู้ไว้คุยอวดกัน บางท่านเรียนเพื่อแก้ทุกข์ ให้เกิดลาภ เกิดยศถาบรรดาศักดิ์

     ท่านจะต้องกำหนดให้เป็นหลักสูตรว่า ระดับใดจะให้เรียนความรู้อะไรบ้าง กำหนดเวลาเรียน กำหนดกลวิธีวัดผล ให้เป็นการเป็นงานขึ้นมา และเรียนไปตามขั้นตอน

     อย่าได้ฟุ้งซ่าน... เร่งให้แจ้งนิพพาน นรก สวรรค์ เรียนเดี๋ยวนี้ จะเอาเหตุผลให้ได้บัดนี้ เป็นต้น อย่าได้ฟุ้งซ่านเช่นนั้น จงค่อยเป็นค่อยไป

     จริงอยู่สิ่งดังกล่าว จะต้องแจ้งแก่เรา ไม่วันใดก็วันใด แต่ก็ต้องเรียนไปตามขั้นตอน เสมือนหนึ่งเรียนชั้นประถม ต่อมัธยม ต่อมหาวิทยาลัย กว่าจะทำราชการได้ ใช้เวลาเรียนหลายปี การเรียนวิชาธรรมกายก็ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง ให้โอกาสตนเองบ้าง และการเรียน ต้องเป็นไปตามหลักสูตร และท่านจะ “แจ้ง” ได้เอง อย่าใจร้อนเลย ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม เหมือนการปลูกต้นไม้ กว่าจะกินผลได้ ก็ต้องใช้เวลาพอสมควร

     ท่านต้องทราบไว้เรื่องหนึ่งว่า มารมันหวงวิชาธรรมกาย วิชาอื่นเขาไม่ว่าอะไร เขาให้ได้ ยอมได้ แต่วิชาธรรมกายเขายอมไม่ได้ การที่เราเห็นธรรมกายกัน แปลว่า มารแพ้พระพุทธเจ้าฝ่ายบุญภาคปราบ แพ้มากแพ้น้อย เราจะได้เรียนกันต่อไป

     ดังนั้น วิชาแรกที่เราต้องทำให้แก่ผู้เรียน หลังจากทำวิชา ๑๘ กายได้แล้ว คือ

          ๑. ฝากธาตุธรรมกับต้นธาตุ

          ๒. ขอรัตนะเจ็ดให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้มีอาวุธป้องกันตัวของเขา

๑. การฝากธาตุฝากธรรมกับต้นธาตุ

     ที่เรียกว่า “ต้นธาตุ” ก็คือต้นของพระพุทธเจ้า มีหน้าที่ปกครองดูแลธาตุธรรมทั้งหมด ถ้าเราไม่ฝากธาตุธรรมของเราไว้ต่อพระองค์ มารเขาก็จะมาระเบิดบารมีของเรา โดยที่เราไม่รู้ ความรู้เรื่องนี้ ต้องเรียนขนาดแก่กล้า จึงจะรู้ได้ มิใช่ความรู้ธรรมดา บางคนก็ไม่รู้ไม่เห็น การจะรู้จะเห็นได้ ขึ้นกับบุญบารมีของตัวเราเองด้วย เป็นธรรมกายด้วยกันก็จริง แต่รู้และญาณต่างกัน บางคนเชี่ยวชาญความรู้ระดับหยาบ ๆ เช่น นรก สวรรค์ เขาเจนจัดนัก แม่นนัก แต่ความรู้ละเอียดส่วนที่เกี่ยวกับนิพพาน เรื่องของธาตุธรรมอย่างละเอียด ท่านไม่สันทัดเลย เอาเหตุเอาผลไม่ได้ อย่างนี้ เป็นต้น

     แม้พระอรหันต์ยังต่างกันในเรื่องของความรู้ ฤทธิ์ ญาณ แต่ก็เป็นพระอรหันต์ด้วยกัน หมดกิเลสด้วยกัน เราชาวธรรมกายต่างก็มีบุญมีบารมีต่างกัน เพราะสร้างมาไม่เหมือนกัน เราจะวิจารณ์กันไม่ได้ เรามีความต่างกันด้วยบารมีอยู่แล้ว เราในฐานะเป็นวิปัสสนาจารย์ พึงเว้นจากการวิจารณ์กัน บางท่านเชี่ยวชาญด้านเผยแพร่ คือ สอนเก่ง สอนเข้าใจ ทำของยากให้ง่าย บางท่านทำได้เฉพาะตน พูดไม่เก่ง แต่มีฤทธิ์ในทางแก้โรค มีฤทธิ์ทำให้ฝนตกได้ แก้สงครามไม่ให้รบกันได้ อย่างนี้ข้าพเจ้าก็พบมาแล้ว บางท่านไปเห็นวิชาขั้นละเอียด ท่านเห็นได้เจนใจ แต่ข้าพเจ้าไม่รู้เรื่องเลย อย่างนี้ข้าพเจ้าก็เห็นมา

     บางคนเห็นธรรมเร็วพลัน บางคนล่าช้า บางคนเห็นชัดเจน บางคนไม่ชัด อย่างข้าพเจ้านี้ทำความเพียรถึง ๑๘ ปี จึงได้เห็นปฐมมรรคกับเขา การทำความเพียรยาวนานอย่างนี้ เพื่อนสหธรรมิกอื่น เห็นจะทนไม่ไหว เพราะนั่งไปแล้วบริกรรมเท่าไร ก็ไม่เห็นอะไรกับเขา เห็น ๆ หาย ๆ อยู่อย่างนั้น จะว่าทำเป็นก็บาป และจะว่าทำไม่เป็นก็บาปอีกเหมือนกัน น่ารำคาญเหลือเกิน

     แต่พอเป็นขึ้นบ้าง ก็สนุกดีเหมือนกัน

     ข้อสำคัญ ขึ้นอยู่กับตัวท่านว่าเอาจริงหรือเอาเล่น

     ถ้าท่านเอาจริง ข้าพเจ้าผู้หนึ่งขอประกันว่า ท่านจะเก่งกว่า ท่านจะยิ่งยงกว่า และยอดกว่าแน่ ๆ

     ไม่ต้องไปรอชาติหน้าให้เสียเวลา

     เอากันสด ๆ ร้อน ๆ ในชาตินี้แหละ

     ข้าพเจ้าตั้งใจจะเขียนวิธีปฏิบัติให้ท่านทั้งหลายทำให้ได้ทุกบทเท่าที่สามารถทำได้ พยายามรวบรวมวิชาของหลวงพ่อมาบันทึก แสดงวิธีทำ เป็นบทเป็นตอนไป และจะรวมวิชาที่ได้รับถ่ายทอดจากอุบาสิกา ผู้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อ เท่าที่ข้าพเจ้าจะสามารถรวบรวมได้ บันทึกไว้เป็นบท ๆ เพื่อจะได้ฝึกกันอย่างเต็มอิ่มสมใจท่าน

     จากนี้ไป ขอเชิญท่านเข้าสู่บทเรียน

          - เมื่อถึงธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด ผู้เป็นวิปัสสนาจารย์ จะต้องเอากายของนักเรียนทุกคน ไว้ในศูนย์กลางกายพระอรหัตต์ละเอียดของท่าน รุ่นนี้มีกี่คน เอาไว้ในศูนย์กลางกายให้หมดทุกคน เพื่อที่จะเข้า นิพพานไปฝากธาตุธรรมต่อต้นธาตุ

          - สั่งให้นักเรียนบริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆๆ” ส่งในมองช่องจมูกธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด เลื่อนไปที่เพลาตา เลื่อนไปในกะโหลกศีรษะของธรรมกาย (ตามวิธีการที่กล่าวแล้ว)

          - จากนั้น ดำเนินดวงธรรมในท้องธรรมกายให้ครบ ๖ ดวง เมื่อถึงดวงธรรมที่ ๖ คือ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ สั่งนักเรียนบริกรม “หยุดในหยุด ๆๆๆ” กลางดวงธรรม นึกให้เห็น “กลาง” (จุดใสเท่าปลายเข็ม) จี้ที่จุดใสเล็กนั้น บริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆๆ”

     ก.) พอจุดใสเท่าปลายเข็ม “ว่างออกไป” จะเห็นดวงใสมหึมาในว่างนั้น สั่งให้นักเรียนปักใจธรรมกายของเขา นิ่งลงไปกลางดวงใสมหึมานั้น และบริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆๆ” จี้ลงไปและนิ่งลงไป

          เมื่อใจ “หยุด” ถูกส่วน จะเห็นดวงธรรม (ดวงปฐมมรรค) ของดวงใสมหึมา ซึ่งดวงปฐมมรรคของดวงใสมหึมานั้น อยู่ในดวงใสมหึมา ให้ลำดับดวงธรรมของดวงใสมหึมาให้ครบ ๖ ดวง คือ ดวงปฐมมรรค ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     ข.) พอถึงดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ให้สั่งนักเรียนบริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆๆ” จี้ใจลงไปที่กลางดวงธรรม ให้เห็น “กลาง” (จุดใสเท่าปลายเข็ม) เมื่อจุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป ในว่างนั้น จะเห็นธรรมกายขาวใสมหึมา เกตุดอกบัวตูม ใหญ่โตเหลือหลาย นี่คือ “ต้นธาตุ”

     ค.) สั่งให้นักเรียนบริกรรม “หยุดในหยุด” เพื่อให้ใจหยุดยิ่งขึ้น จะได้เห็นชัด ถ้าใจไม่หยุดจริง จะเห็นรัว ๆ ลาง ๆ จากนั้น สั่งให้นักเรียนส่งใจธรรมกายของตน มองไปที่ปากช่องจมูกของธรรมกายองค์มหึมานั้น หญิงให้มองช่องจมูกซ้าย ชายให้มองช่องจมูกขวา แล้วเลื่อนใจมองไปที่เพลาตา หญิงมองเพลาตาข้างซ้าย ชายมองเพลาตาข้างขวา จากนั้น ให้เลื่อนใจมองไปในกะโหลกศีรษะของธรรมกายมหึมา บริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆๆ” จากนั้น สั่งนักเรียนให้เลื่อนใจของเรา มองไปในท้องธรรมกายมหึมา บริกรรม “หยุดในหยุด หยุดในหยุด ๆ” นึกให้เห็นดวงธรรมมหึมาในท้องธรรมกายมหึมา

          - สั่งให้บริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆๆ” ดูดวงธรรมมหึมาให้เห็นชัดทุกคน ใครเห็นชัดแล้วให้พยักหน้า เพราะเป็นตอนสำคัญ เราต้องกวดขันและตั้งใจทำเป็นพิเศษ เมื่อทุกคนพยักหน้า แปลว่า เห็นชัดแล้ว

     ง.) งานต่อไปคือ วิปัสสนาจารย์ใช้รู้ใช้ญาณธรรมกายของท่าน ตรวจสอบดูว่า ที่เราเอากายทุกกายของนักเรียนทุกคนเก็บไว้ในท้องธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียดของเรานั้น บัดนี้ ธรรมกายของท่านเข้าไปนั่งในท้องธรรมกายมหึมาแล้วหรือยัง เห็นว่าเรียบร้อยดีแล้ว จึงทำงานขั้นสำคัญต่อไป

     จ.) สั่งให้นักเรียนบริกรรม “หยุดในหยุดๆ” จี้ใจธรรมกายตัวเราเอง ลงกลางดวงธรรมมหึมาในท้องธรรมกายมหึมานั้น นึกให้เห็น “กลาง” คือ จุดใสเท่าปลายเข็ม กลางดวงธรรมมหึมา เมื่อใครเห็นชัดแล้ว ให้พยักหน้า เห็นว่าเรียบร้อยดีแล้ว ให้ทุกคนอธิษฐานในใจตามดังนี้

     “ขอพระองค์ได้ทรงโปรด บัดนี้ข้าพระพุทธเจ้าเป็นธรรมกายแล้ว มานมัสการพระองค์ เพื่อฝากธาตุฝากธรรม ฝากบารมี และอายุขัยต่อพระองค์ ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าเห็นแจ้ง และสร้างบารมีธรรมได้สำเร็จในชาตินี้เถิด”

     เป็นอันว่า “เสร็จกิจสำคัญ” ไปขั้นตอนหนึ่ง

     ลำดับต่อไป เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญมาก จำให้แม่น และทำให้ได้ คือ การขอ “รัตนะเจ็ด” (สัตตรัตนะ) จากพระพุทธองค์ พึงสังเกตการทำวิชาให้ดี

๒. การขอสัตตรัตนะจากพระพุทธองค์

     อาวุธสำคัญของผู้เป็นธรรมกาย คือ สัตตรัตนะ หรือว่า “รัตนะเจ็ด” ได้แก่ แก้ว ๗ อย่าง คือ

๑. ม้าแก้ว

๒. ช้างแก้ว

๓. ขุนพลแก้ว

๔. นางแก้ว

๕. คลังแก้ว

๖. ดวงแก้วมณีโชติ

๗. จักรแก้ว

ลักษณะของรัตนะ ๗ อย่าง

     รัตนะ แปลว่า แก้ว เป็นแก้วสีขาว ใสและสว่างโชติ

     ช้างแก้วและม้าแก้ว ลักษณะขาวและใสเป็นแก้ว มีเครื่องประดับงดงาม ล้วนแต่เป็นรัตนะขาวและใสทั้งสิ้น มีหน้าที่เป็นพาหนะให้แก่กาย เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ช้างก็ดี ม้าก็ดี มีชีวิตจิตใจ ทำวิชาได้ ให้การปกป้องรักษาได้

     ขุนพลแก้ว นางแก้ว คลังแก้ว จักรแก้ว มีลักษณะเหมือน “พระทรงเครื่อง” คือ มีชฎาหรือมงกุฎ กายขาวและใสเป็นแก้ว ต่างกันที่หน้าที่

     ขุนพลแก้ว ให้กำลัง

     นางแก้ว ให้ความสวยงาม

     คลังแก้ว รักษาสมบัติ

     จักรแก้ว ให้ความสำเร็จ

     จักรแก้ว เป็นประธานใหญ่ มีอำนาจสิทธิ์ขาด สั่งงานได้ทั้งหมด เมื่อเราพิสดารจักรแก้ว จะเห็น “จักร” (ลักษณะกลมอย่างที่เห็นในเรื่องรามเกียรติ์) ออกจากกายพระทรงเครื่อง คือ ออกมาจากศูนย์กลางกาย เป็นวงกลมออกมา เราจึงทราบว่ากายนั้นเป็นจักรแก้ว ส่วนใหญ่เรามักเห็นแต่ตัวจักร ไม่เห็นกายที่มาของจักร จักรมีอาการหมุนขวา เข้าที่ไหน ชนะที่นั่น ตัดขาดที่นั่น ละลายที่นั่น มีฤทธิ์มากนัก

     ดวงแก้วมณีโชติ เป็นดวงแก้วขาวและใส รัศมีโชติ ช่วยให้เกิดความสว่าง (เวลาทำวิชาเขาช่วยต่อรู้ต่อญาณให้ได้)

     รัตนะทั้ง ๗ นี้เป็นสมบัติของผู้เป็นธรรมกาย เป็นอาวุธสำคัญ ที่เราจะทำวิชาธรรมกายชั้นสูงต่อไป และให้การปกปักรักษาแก่ผู้ได้ธรรมกาย

     รัตนะเหล่านี้จะได้จากไหน และใครเป็นเจ้าของ เราต้องทราบ

     พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของ ต้องไปขอจากพระองค์ และขอได้เฉพาะผู้เป็นธรรมกายเท่านั้น และขอได้เฉพาะช่วงเวลา “ออกพรรษา” ในระหว่างเข้าพรรษา ขอไม่ได้ เป็นข้อห้าม วิปัสสนาจารย์ต้องจำความรู้เรื่องนี้ไว้จงดี

วิธีขอรัตนะเจ็ดทำอย่างไร

     งานฝากธาตุฝากธรรมกับงานขอรัตนะเจ็ด ต้องทำคราวเดียวกัน

     ถ้าจะทำ ต้องทำพร้อมกัน

     หากเห็นว่าไม่สะดวก ต้องเลื่อนวันออกไป และกำหนดวันนัดให้ผู้เรียนมาพร้อมกันใหม่

     หากเดินวิชาลงไปแล้ว ต้องเดินวิชาให้คลอด และต้องทำวิชาจนเสร็จงานทั้ง ๒ เรื่อง จะทำวิชาเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ ผมเห็นว่าสำคัญมาก จึงขอกำชับไว้

     เมื่อนักเรียนทำวิชา ๑๘ กายได้แล้ว ให้ท่านพิจารณาถึง งานฝากธาตุฝากธรรมกับงานขอรัตนะเจ็ดว่าท่านจะได้ฤกษ์งามยามดีวันใด เวลาไหน แล้วคิดทำงานนั้นให้เสร็จเป็นรุ่น ๆ ธาตุธรรมจึงจะรับว่าพุทธบริษัทนั้น ทำวิชา ๑๘ กายเบื้องต้นสมบูรณ์ เพราะธาตุธรรมมีหน้าที่ต้องคำนวณบารมีให้แก่ผู้ทำหน้าที่เป็นวิปัสสนาจารย์ด้วย

     - ถ้าวิปัสสนาจารย์ทำงานได้สมบูรณ์ ท่านก็จะได้ “บารมีสมบูรณ์” ถ้าท่านทำงานไม่สมบูรณ์ ธาตุธรรมก็ให้รางวัลท่านไม่งาม บารมีของท่านขาดตกบกพร่อง มีแต่ขาด ๆ ลุ่ม ๆ เว้าแหว่ง ท่านคิดงานที่ว่านี้ให้ดี อย่าทำงานส่งเดช อย่าบอกวิชาส่งเดช ธาตุธรรมมองดูท่านท่านไม่รู้ตัว ท่านต้องนึกละอายธาตุธรรม เพราะธาตุธรรมมีรู้มีญาณที่ละเอียด และไกลกว่าเรา เราไม่ทราบท่าน แต่ท่านทราบเรา

     เมื่อเข้าใจเหตุผล และทราบความสำคัญของงานแล้ว จากนี้ ถึงขั้นตอนการทำงานขอสัตตรัตนะ ให้วิปัสสนาจารย์ทำดังนี้

     - ทบทวนถึงขั้นตอนการฝากธาตุธรรม ขณะนั้นธรรมกายของเรายังอยู่ในศูนย์กลางกายของ”ธรรมกายมหึมา” ซึ่งเป็นธรรมกาย “ต้นธาตุ” งานต่อไปก็คือ เราออกจากศูนย์กลางกายของธรรมกายต้นธาตุ แล้วจะเข้าอายตนะนิพพาน เพื่อเฝ้าธรรมกายของพระพุทธเจ้า เราจะได้ขอสัตตรัตนะ เราดำเนินวิชาอย่างไร พึงสังเกตให้ดี

     - ขณะที่ธรรมกายของเราอยู่ในศูนย์กลางกายของต้นธาตุ ทำธุระฝากธาตุธรรมเสร็จแล้ว

     ก.) วิปัสสนาจารย์สั่งให้นักเรียน ลำดับดวงธรรมในท้องธรรมกายต้นธาตุให้ครบ ๖ ดวง หยุดกลางดวงธรรมที่ ๑ เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมนั้น

     จี้ใจกลาง “จุดใสเล็ก” เห็นดวงธรรมที่ ๒

     จี้ใจกลางดวงธรรมที่ ๒ เห็น “จุดใสเล็กกลางดวงธรรมที่ ๒” จี้ใจกลางจุดใสเล็กกลางดวงธรรมที่ ๒ เห็นดวงธรรมที่ ๓

     ลำดับดวงธรรมตามวิธีนี้ จนถึงดวงธรรมที่ ๖ (จะกล่าวชื่อดวงธรรมก็ได้)

     ข.) ให้ทุกคนบริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆ” กลางดวงธรรมที่ ๖ แล้วนึกให้เห็น “กลาง” (จุดใสเท่าปลายเข็ม)

          เมื่อเห็นจุดใสเล็กกลางดวงธรรมแล้ว ให้จี้ใจลงที่ “จุดใสเล็ก” นั้น บริกรรม “หยุดในหยุด”

     ค.) พอจุดใสเล็กกลางดวงธรรมที่ ๖ “ว่างหายไป” ในว่างนั้น ท่านจะเห็นอายตนะนิพพาน เห็นมีแต่ธรรมกายจำนวนมาก ขนาดเท่ากันหมด หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒ วา เกตุดอกบัวตูมทั้งนั้น สว่างด้วยรัศมีของธรรมกาย ประหนึ่งว่า ธรรมกายลอยอยู่บนอากาศ การนั่งของธรรมกาย เว้นระยะห่างเท่ากัน ธรรมกายที่นั่งกลาง รัศมีมากกว่าเพื่อน นั่นคือ ธรรมกายของพระพุทธเจ้า ส่วนธรรมกายอื่น เป็นธรรมกายพระอรหันต์ ที่ว่านี้คือ อายตนะนิพพานที่ ๑ ของพระสมณโคดม ขณะนี้ศาสนาของพระองค์ล่วงมาแล้ว ๒๕๒๖ ปี (นับตาม พ.ศ. ที่เขียนต้นฉบับนี้)

     ง.) วิปัสสนาจารย์บอกนักเรียนบริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆๆ” เพื่อให้ใจนิ่ง จะได้เห็นชัด ถ้าใจไม่นิ่งจะเห็นรัว ๆ เลือนราง และนึกใช้รู้ ใช้ญาณธรรมกายดูอายตนะนิพพานให้ทั่ว ดูธรรมกายองค์นั่งกลาง จะเห็นว่า รัศมีมากกว่าธรรมกายอื่น นี่คือ ธรรมกายของพระพุทธองค์

     จ.) นึกอาราธนาธรรมกายของตัวเรา กราบพระองค์ ๓ ครั้ง แล้วนึกส่งใจมองที่ช่องจมูกธรรมกายพระพุทธองค์ หญิงมองช่องจมูกซ้าย ชายมองช่องจมูกขวา แล้วเลื่อนใจมองไปที่เพลาตาของธรรมกายพระพุทธองค์ หญิงเพลาตาซ้าย ชายเพลาตาขวา แล้วเลื่อนใจมองไปที่จอมประสาท (ในกะโหลกศีรษะธรรมกายพระพุทธองค์) จากนั้น เลื่อนใจของเรามองไปในท้องธรรมกายของพระพุทธองค์ บริกรรมว่า “หยุดในหยุด ๆๆ” แล้วนึกให้เห็นดวงปฐมมรรคในท้องธรรมกายพระพุทธองค์

     ฉ.) บริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆ” นึกให้เห็น จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมนั้น เมื่อเห็น “กลาง” (จุดใสเท่าปลายเข็ม) แล้ว จี้ใจลงที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น บริกรรม “หยุดในหยุด ๆๆ” ให้ยิ่งขึ้น แล้วกราบทูลในใจพร้อมกัน

     “ขอพระองค์ได้ทรงโปรด พระองค์เข้านิพพานมาแล้วถึง ๒๕๒๖ ปี นับถึงปีนี้ ข้าพระพุทธเจ้า (หญิงว่า หม่อมฉัน) เพิ่งทำธรรมกายเป็น จึงมานมัสการพระองค์ได้ ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าแตกฉานเชี่ยวชาญ ให้มีรู้ญาณแม่นยำ และได้บรรลุมรรคผลนิพพานในชาตินี้ ข้าพระพุทธเจ้ามาขอรับรัตนะเจ็ดจากพระองค์”

     นึกเอาใจรับเอาตรงจุดใสเท่าปลายเข็มนั้น เอาทีละอย่าง แล้วนำมาไว้ในท้องธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียดของท่าน

     ใครได้อะไรก่อน อะไรหลัง ดูให้ทัน เวลาพระองค์ประทานให้ เราดูไม่ทัน รู้และญาณของเรายังใช้การไม่ได้ เพียงแค่เห็นตะคุ่ม ๆ เท่านั้น

     ให้ท่านดูในท้องธรรมกายของท่าน อะไรได้แล้ว อะไรยังไม่ได้ ใครขาดอะไรให้นึกขอใหม่

     จะกี่คนก็ได้เหมือนกันหมด พระองค์ทรงพิสดารให้ และให้เท่าไรก็ไม่รู้จักหมด

     - ลำดับต่อมา ให้ท่านทำวิชาบนนิพพานนั้น อย่าเพิ่งถอยธรรมกายลงมา คือ ทำวิชาพิสดารรัตนะเจ็ด ด้วยการจี้ใจของท่านลงไปกลางดวงธรรมในท้องธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียดของท่านเอง บริกรรมใจว่า “จักรพรรดิในจักรพรรดิ ๆๆๆ” นึกให้เกิดรัตนะเจ็ดเพิ่มจำนวนมากขึ้น

     - ทันใดนั้น รัตนะเจ็ดแต่ละอย่างก็มีจำนวนมากขึ้น จนนับไม่ถ้วย คือ ช้างแก้วมากขึ้น ม้าแก้วมากขึ้น ฯลฯ

     - ให้ท่านนึกจ่ายรัตนะเจ็ดเหล่านั้น ไปไว้ในศูนย์กลางกายของท่านทั้ง ๑๘ กาย แล้วรัตนะเจ็ดจะไปอยู่ประจำกายต่าง ๆ ครบทุกกาย โดยอยู่ในดวงปฐมมรรคของกาย ทำหน้าที่ดูแลให้แก่กายต่าง ๆ ของท่าน

          คำว่า จักรพรรดิ หรือรัตนะเจ็ดนี้ เรียกว่า “ผู้เลี้ยง” ของกายต่าง ๆ ทำหน้าที่เลี้ยงดู ให้ความเป็นอยู่ และช่วยทำวิชาด้วย จะได้กล่าวให้พิสดารในบทต่อไป

     - เป็นอันว่า นักเรียนได้รัตนะเจ็ด เป็นอาวุธป้องกันตัวแล้ว ถือว่าเสร็จงานสำคัญไปอีกงานหนึ่ง

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org