|
ลำดับความเบื้องต้นโดยย่อ - ท่านผู้สอนต้องคิดว่า จะกล่าวความเบื้องต้นโดยพิสดารหรือโดยย่อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผู้เรียนเป็นสำคัญ หากจะกล่าวโดยพิสดาร พึงลำดับความและสาระตามที่ทำไว้แล้ว จะตัดตรงไหน เพิ่มตรงใด โปรดพิจารณาตามที่สมควรเถิด - การกล่าวโดยย่อ จะขึ้นอย่างไร สรุปอย่างไร จึงจะเหมาะแก่เวลา เช่น ก. ยกกายฝันขึ้นกล่าว การที่เรานอนหลับ ฝันว่าไปโน่นมานี่ แต่พอกายมนุษย์ตื่นจากนอนหลับ ไม่ทราบว่ากายฝันของเราไปที่ไหน ถ้าฝันร้าย กายมนุษย์จะทุกข์ร้อน หากฝันดี กายมนุษย์คือ ตัวเราจะปรีดิ์เปรม ทำไมกายมนุษย์จะต้องไปรับแทนด้วย ที่เป็นเช่นนี้ เพราะกายฝันเป็นกายละเอียดของกายมนุษย์ เวลามาเกิด กายฝันเป็นผู้มาก่อน ต่อเมื่อกายฝันเข้าสู่ครรภ์มารดาแล้ว จึงเกิดกายมนุษย์หยาบ ส่วนกายฝันซ่อนตัวอยู่ในดวงธรรมของกายมนุษย์ และถ้ากายมนุษย์ตาย ความรู้สึกของกายมนุษย์ จะถ่ายไปอยู่กับกายฝันทั้งหมด ถ้ากายมนุษย์ทำบุญสุนทาน รักษาศีลเจริญภาวนา กายฝันก็ไปสู่สุคติ ในทางกลับกัน ถ้ากายมนุษย์สร้างบาปกรรมไว้ กายฝันจะไปสู่ทุคติทันที ถ้าต้องการจะไปเห็น “กายฝัน” ก็เอาใจไปหยุดและนิ่งไว้ที่ศูนย์กลางกาย จากนั้นก็แนะนำจุดหมายฐานที่ตั้งของใจ ๗ ฐาน พร้อมทั้งอุปกรณ์ บอกวิธีปฏิบัติตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ถ้ากล่าวแค่กายฝัน ดูจะห้วนไป ควรลำดับไปจนครบ ๑๘ กาย แล้วจึงแสดงอุปกรณ์ ข. ยกพุทธวัจนะขึ้นกล่าว สุตตันนปิฎก “ตถาคตสฺส เหตํ วาเสฏฺฐา อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิฯ” (สามเณรวาเสฏฐ์ ธรรมกายคือ ตถาคต) ธรรมบท “โย โข วกฺกลิ ธมฺมํ ปสฺสติ โส ม ํ ปสฺสติ โย มํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ” (ภิกขุวักกลิ ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นเรา) จากพุทธวัจนะทั้งสอง ได้ความว่า “ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย” คำว่า “ดวงธรรม” ไม่ได้หมายความว่า คำสอนในคัมภีร์ คาว่า “ธรรม” ที่แปลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น เป็นความหมายเบื้องต้น แต่ความหมายขั้นปรมัตถ์ ท่านหมายถึง ดวงธรรมหรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน (ดวงปฐมมรรค) อันได้แก่ ดวงแก้วขาวใสและสว่างโชติ อยู่ที่ศูนย์กลางกายของเราทุกคน ถ้าจะเข้าถึงธรรม คือเห็นดวงธรรมที่ว่านี้ ต้องทำใจหยุด และทำใจนิ่งที่ศูนย์กลางกาย ต่อเมื่อใจหยุดจึงเห็น เป็นการเห็นด้วยใจ ถ้าไม่หยุดแสดงว่า เข้าถึงไม่ได้ เห็นไม่ได้ทีเดียว ที่ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต” นั้นมีความหมาย ๒ อย่าง คือ (๑.) ที่ว่าดวงธรรมก็คือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นดวงธรรมนี้แล้ว ส่งใจนิ่งไปกลางดวงธรรมนั้น ให้นานเท่านาน แล้วจะเห็นธรรมกายใน “ว่าง” ของดวงธรรมนั้น คือ ดวงธรรมเป็นสื่อให้เห็นธรรมกาย ถ้าเห็นดวงธรรมแล้ว เป็นต้องเห็นธรรมกายแน่ ๆ และถ้าเราไม่เห็นดวงธรรม เราก็หมดโอกาสเห็นธรรมกาย ดวงธรรมกับธรรมกายจึงเป็นของคู่กัน (๒.) อีกนัยหนึ่ง เมื่อเห็นดวงธรรมแล้ว ดวงธรรมเหล่านั้นจะเป็นสื่อให้เห็นธรรมกายได้ในที่สุด คือ เห็นดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เห็นกายฝัน กายฝันทำไปอีก ๖ ดวงธรรม ไปเห็นกายทิพย์หยาบ ฯลฯ ..... จนถึงกายที่ ๙ คือ ธรรมกายโคตรภูหยาบ จากนั้นก็เห็นเป็นธรรมกายที่ใหญ่ขึ้นเป็นลำดับไป สรุป การกล่าวนำเบื้องต้น เป็นการให้ความรู้ นำผู้ปฏิบัติไปสู่การปฏิบัติจริง ท่านจะกล่าวโดยแสดงความรู้อย่างพิสดารหรืออย่างย่อ หรือจะตัดต่ออย่างไร ก็สุดแต่ท่านวิทยากรจะเลือกทำ ตามที่แสดงมานั้น เป็นการกล่าวอย่างพิสดารและอย่างย่อ จากนั้นเป็นขั้นตอน การสอนท่านั่ง การบอกจุดหมายทางเดินของใจ โดยแสดงแผนภาพและอธิบาย เสร็จแล้วจึงเริ่มปฏิบัติจริง ขั้นปฏิบัติจริง ก. บทบาทของวิทยากรขั้นตอนนี้ ให้วิทยากรบอกนำ โดยให้ผู้นั่ง “นึกถึงดวงแก้วขาวและใส ลักษณะกลมรอบตัว มีขนาดโตเท่าแก้วตา” เมื่อนึกเห็นแล้ว ให้นึกดวงแก้วนั้นว่ามี “จุดศูนย์กลาง เป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม กลางดวงแก้วนั้น” และให้วิทยากรบอกนำว่า (๑.) ฐานที่ ๑ หญิงน้อมดวงใสเข้าทางช่องจมูกทางซ้าย ชายช่องจมูกทางขวา ส่งใจนิ่งกลางดวงใส แล้วบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ๓ ครั้ง (๒.) ฐานที่ ๒ แล้วนึกเลื่อนดวงใสมาฐานที่ ๒ คือ เพลาตา หญิงเพลาตาซ้าย ชายเพลาตาขวา ตรงรูน้ำตาออก คือ ตรงรูของประตูตา ส่งใจนิ่งกลางดวงใส แล้วบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ๓ ครั้ง นึกให้ดวงใสสว่างขึ้น ให้ใสยิ่งขึ้น (๓.) ฐานที่ ๓ แล้วนึกเลื่อนดวงใส ไปตั้งไว้ที่จอมประสาทในกะโหลกศีรษะของตัวเรา ขณะที่เลื่อนดวงใสไปนั้น ให้ท่านเหลือกตาเหมือนตาของคนที่ชัก คือ เหลือกตาเข้าไปในกะโหลกศีรษะ เพื่อใช้ใจมองดูดวงใสในกะโหลกศีรษะ ทั้งนี้ เพื่อให้ใจเห็นข้างใน ถ้าไม่ทำอย่างนี้ เรามักเห็นดวงธรรมนอกตัว เมื่อเหลือกตาเสร็จแล้ว ส่งใจนิ่งกลางดวงใส แล้วบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ๓ ครั้ง นึกให้ดวงใสสว่างขึ้น และให้ใสยิ่งขึ้น (๔.) ฐานที่ ๔ แล้วเลื่อนดวงใสมาที่ปากช่องเพดาน ตรงจุดหมายที่สำลักอาหาร ซึ่งทุกคนเคยสำลัก นึกให้ดวงใสอยู่ตรงนั้น ส่งใจนิ่งกลางดวงใส แล้วบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ๓ ครั้ง (๕.) ฐานที่ ๕ แล้วเลื่อนดวงใสมาที่ปากช่องลำคอ เหนือลูกกระเดือกนิดหนึ่ง ส่งใจนิ่งกลางดวงใส แล้วบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ๓ ครั้ง (๖.) ฐานที่ ๖ แล้วเลื่อนดวงใสมาไว้ในท้อง ราวสะดือ ให้สมมุติเป็นมโนภาพว่า มีเส้นด้ายเส้นหนึ่ง แทงจากสะดือตัวเองขึงตึงทะลุข้างหลัง อีกเส้นหนึ่งแทงจากสีข้างขวาขึงตึงทะลุสีข้างด้านซ้าย จึงเห็นเป็นมโนภาพว่า ในท้องเรามีเส้นด้ายตัดกัน ๒ เส้น เป็นรูปกากบาท ให้นำดวงใสวางไว้ตรงจุดที่เส้นด้ายตัดกันนั้น ส่งใจนิ่งกลางดวงใส แล้วบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ๓ ครั้ง นึกให้ดวงใสสว่างและให้ใสยิ่งขึ้น (๗.) ฐานที่ ๗ แล้วยกดวงใส ให้สูงขึ้นจากจุดที่เส้นด้ายตัดกันประมาณ ๒ นิ้วมือตัวเอง ส่งใจนิ่งกลางดวงใส แล้วบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ตลอดไป บริกรรมไปร้อยครั้งพันครั้ง นานเท่านาน ต่อเมื่อใจ “หยุด” และ “นิ่ง” ได้ส่วนแล้ว ดวงแก้วสมมุติที่เรากำหนดขึ้นแต่แรกนั้น จะหายไป แล้วท่านจะเห็นดวงแก้วดวงใหม่ รัศมีโชติ นี่คือท่านเห็น “ดวงธรรม” (ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน) แล้ว จากนั้นคอยฟังวิทยากรจะได้ฝึกวิชาชั้นสูงให้ต่อไป ข. บทบาทของวิทยากรหลังจากนั่งเงียบแล้ว ๑๐ นาที - ผู้เรียนบริกรมไปแล้ว ๑๐ นาที จะเกิดปัญหาขึ้น ๒ อย่าง คือ (๑.) บางท่านเอาใจไปนึกเรื่องอื่น ด้วยความเผลอ แต่ใจก็บริกรรม ใจอีกส่วนหนึ่งนึกไปด้วยเรื่องอะไรร้อยแปด ใจไม่เป็นสมาธิ (๒.) บางท่านเห็นความสว่างที่นัยน์ตา หรือไปสว่างที่ศีรษะ บางทีเห็นดวงธรรมข้างนอก บางรายเห็นดวงธรรมในท้อง แบบเห็น ๆ หาย ๆ จึงขอให้วิทยากรเตือน ด้วยการบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ดัง ๆ พอได้ยินและพูดชี้แนะไปด้วย เป็นการแก้ความเผลอและแก้การเห็นที่ผิด เช่น เตือนครั้งแรก - บริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ไว้ อย่าเผลอ - สว่างที่ใบหน้า อย่างส่งใจไปดู - สว่างข้างนอก อย่าส่งใจไปดู - เป็นแสงไฟฉายมาที่หน้า อย่าส่งใจไปดู - ให้ดูในท้องอย่างเดียว ถึงแม้จะยังไม่เห็น ก็ดูแต่ในท้องเท่านั้น และบริกรรมไปด้วย - ปักใจลงตรงไหน ก็ตรงนั้น อย่าเปลี่ยน อย่าส่ายใจไปหาที่สว่าง ปักใจลงแล้วก็ตรงนั้น แต่แรกที่ส่งใจจี้ลงไป ถ้ามืดก็จี้ตรงมืด ถ้าสว่างก็จี้ตรงนั้น อย่าเปลี่ยนที่จี้เป็นอันขาด การเตือน ให้ทำเป็นระยะ สัก ๑๐ นาที พูดหนหนึ่ง ทั้งนี้ ป้องกันการเผลอ แต่ไม่พูดยาวหรือให้ดังเกินไป ต้องพิจารณาว่า ไม่เป็นการรบกวนสมาธิของผู้ปฏิบัติ เตือนครั้งที่สอง - ท่านทั้งหลายบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ให้ติดต่อกัน - สำหรับท่านที่เห็นดวงใส (ดวงปฐมมรรค) แล้ว ให้ส่งใจจี้กลางดวงธรรม เลิกบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” เปลี่ยนคำบริกรรมเป็น “หยุดในหยุด ๆๆ” และจี้กลางดวงธรรมไว้ ดวงธรรมจะโตขึ้น และสว่างขึ้น - ส่วนที่เห็นดวงธรรมนอกตัวคือ ไม่เห็นในท้อง ให้เปลี่ยนวิธีฝึกใหม่ คือ ให้เหลือกตาของตน ช้อนกลับเข้าไปในกะโหลกศีรษะ นึกให้เห็นดวงใสในกะโหลกศีรษะ แล้วนึกเลื่อนดวงใสลงไปในท้องของตน แล้วบริกรรม “สัม มา อะ ระ หัง” ต่อไป เป็นวิธีแก้การเห็นดวงธรรมนอกตัว ค. การวัดผล เมื่อฝึกไปได้เป็นเวลาพอสมควรแล้ว จากนี้ไปเป็นขั้นตอนของการวัดผล วิทยากรประกาศพอได้ยิน - จากนี้ไป วิทยากรจะตรวจสอบการปฏิบัติ ขอให้ทุกท่านบริกรรมต่อไป ท่านใดที่เห็น “ดวงธรรม” แล้ว ขอให้พยักหน้า “อย่าลืมตา” ขึ้นมาเป็นอันขาด โดยวิทยากรจะไปถามใกล้ ๆ ท่านที่ยังไม่เห็นดวงธรรม ก็ไม่ต้องพยักหน้า คงฝึกบริกรรมต่อไป วิธีนี้ ถ้าเป็นนักเรียนจำนวนมาก ใช้ถามเป็นรายบุคคลไม่ได้เพราะ จำนวนมาก ควรใช้วิธี “ยกมือขวา” แต่อย่าลืมตา หากลืมตา ความเห็นอันนั้นจะหาย เพราะใจเคลื่อนเสียแล้ว กรณีที่ตรวจเช็คเป็นรายบุคคล - ท่านเห็นดวงธรรมแล้วใช่ไหม - ผู้ปฏิบัติไม่พยักหน้า แปลว่า ยังไม่เห็น เราต้องกำชับให้บริกรรม สัม มา อะ ระ หัง ให้ยิ่งขึ้น อย่าถามแล้วเดินผ่านไป ผู้ปฏิบัติอาจประหม่าหรือตกใจ ถ้าสั่งให้บริกรรมแล้ว ใจของผู้ปฏิบัติจะไม่เกิดภาวะเช่นนั้น อันนี้เป็นเคล็ดลับ - รายที่พยักหน้า แปลว่า เห็นดวงธรรมแล้ว ให้ท่านรีบบอกวิชาให้เป็น “ธรรมกาย” เดี๋ยวนั้น ยังไม่ต้องให้เห็น “กายฝัน” การเห็นกายฝันหรือกายทิพย์ จะเลือนหายไปได้ ถ้าเห็น “ธรรมกาย” จะไม่หาย และยังไม่ต้องทำ ๑๘ กาย เพราะยากมาก ยึดหลักเบื้องต้นว่า “เห็นดวงธรรมแล้ว ทำให้เห็นธรรมกาย” เป็นอันยุติกันเพียงนี้ก่อน เรื่องทำ ๑๘ กาย รอไว้ทำกันโอกาสอื่น - รายที่เห็นดวงธรรมแล้ว สั่งให้ผู้ปฏิบัติทำวิชาตามที่เราบอก เราสั่งอะไรให้ท่องตาม และทำตามไปด้วย “ว่าตามผมนะครับ” วิทยากรบอกนำว่า “หยุดในหยุด ๆ ๆ ๆ” “พึงนึกให้เห็นดวงธรรมใสขึ้น สว่างขึ้น ชัดขึ้น” จากนี้ไป สมมุติใจท่านเป็น “เข็ม” ให้เข็มเป็นใจ ส่งใจจี้กลางดวงธรรมแล้วท่อง “หยุดในหยุด ๆๆๆ” นึกให้เห็น “จุดเล็กขาวใสเท่าปลายเข็ม” กลางดวงธรรมนั้น เมื่อเห็น “จุดเล็กขาวใสเท่าปลายเข็ม” กลางดวงธรรมแล้วให้พยักหน้า เพื่อบอกเราว่าทำได้แล้ว เราจะได้บอกวิชาอื่นต่อไป ให้เอาใจจี้ ที่จุดขาวใสเท่าปลายเข็ม พร้อมกับบริกรรมว่า “หยุดในหยุด ๆๆๆ” แล้วจุดขาวใสเท่าปลายเข็มจะ “ว่าง” หายไป เกิดสภาวะ เวิ้งว้างเหมือนท้องฟ้าปราศจากเมฆ แล้วจะเห็น “พระพุทธรูปขาวและใส” ใน “ว่าง” นั้น พระปฏิมากรเป็นเกตุบัวตูม นั่งขัดสมาธิอยู่ในท้องเรา เราหันหน้าไปทางไหน พระพุทธรูปขาวใสก็หันหน้าไปทางนั้น พระพุทธรูปขาวใสนี้ คือ “ธรรมกาย” หน้าตักธรรมกายอย่างน้อยให้ได้ ๕ วา เป็นสัดส่วนของธรรมกายพระโสดา จากนั้นให้ท่อง “หยุดในหยุด ๆๆๆ” และท่อง “ใสในใส ๆๆๆ” ให้ยิ่งขึ้น ธรรมกายจะได้ใสยิ่งขึ้น และโตยิ่งขึ้น เป็นอันว่าฝึกเบื้องต้นเสร็จสิ้น เสร็จรายนี้แล้ว ไปตรวจสอบรายอื่นต่อไป รายหนึ่ง ๆ ควรใช้เวลาไม่เกิน ๑ นาที ต้องรีบทำเร็ว ๆ เพราะผู้เห็นดวงธรรมเป็นจำนวนมาก รีบทำให้เสร็จ หากปล่อยทิ้งไว้ ดวงธรรมที่เห็นอาจเลือนหายไปได้ จึงต้องรีบทำให้เป็นธรรมกาย เบื้องต้นเสร็จไปรุ่นหนึ่งก่อน อย่าปล่อยทิ้งไว้เป็นอันขาด สรุปว่า ขั้นตอนนี้ มีกี่รายที่ทำปฐมมรรคได้ และเห็นธรรมกายเบื้องต้นแล้ว แยกประเภทที่ทำได้แล้วไว้ชั้นเรียนหนึ่ง เพื่อไปเรียนทำ ๑๘ กาย ส่วนหนึ่งที่ยังทำไม่ได้ จัดให้เรียนชั้นมูลตามเดิม เป็นหน้าที่ของวิทยากรที่จะต้องคิดได้ ทำได้ บทที่ ๑ มีตอนใดที่ท่านไม่เข้าใจ มีตอนใดที่ทำไม่ได้ โปรดทำความเข้าใจอีกครั้งหนึ่ง เป็นบทแรกที่ยากมาก เพราะเนื้อหามีมากพอสมควร ควรอ่านหลายเที่ยว อย่าข้ามไปข้ามมา ให้แตกฉาน และเข้าใจจริง ๆ เป็นบท ๆ ไป เห็นว่าเข้าใจดีแล้ว จึงตอบคำถามท้ายบท ตอบโดยไม่ดูตำรา สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |