Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow คู่มือการสอน arrow คู่มือวิปัสสนาจารย์ arrow คู่มือวิปัสสนาจารย์6
คู่มือวิปัสสนาจารย์6 PDF พิมพ์ ส่งเมล

ช.) เรียงลำดับกายรวม ๑๘ กาย

๑. กายมนุษย์หยาบ ๒. กายมนุษย์ละเอียด

๓. กายทิพย์หยาบ ๔. กายทิพย์ละเอียด

๕. กายพรหมหยาบ ๖. กายพรหมละเอียด

๗. กายอรูปพรหมหยาบ ๘ กายอรูปพรหมละเอียด

     รวม ๘ กายนี้ เป็น “สมถะ” (โลกียธรรม)

๙. ธรรมกายโคตรภู ๑๐. ธรรมกายโคตรรภูละเอียด (กายธรรม) (กายธรรมละเอียด)

     สัดส่วนของธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๕ วาหย่อน สูง ๕ วาหย่อน (ไม่เต็ม ๕ วา) เส้นผ่าศูนย์กลางของดวงธรรมเท่าหน้าตักธรรมกาย

๑๑. ธรรมกายพระโสดาหยาบ ๑๒. ธรรมกายพระโสดาละเอียด

     สัดส่วนของธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๕ วา สูง ๕ วา เส้นผ่าศูนย์กลางของดวงธรรมเท่าหน้าตักธรรมกาย

๑๓. ธรรมกายพระสกิทาคามีหยาบ ๑๔. ธรรมกายพระสกิทาคามีละเอียด

     สัดส่วนของธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๑๐ วา สูง ๑๐ วา เส้นผ่าศูนย์กลางของดวงธรรมเท่าหน้าตักธรรมกาย

๑๕. ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ ๑๖. ธรรมกายพระอนาคามีละเอียด

     สัดส่วนของธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๑๕ วา สูง ๑๕ วา เส้นผ่าศูนย์กลางของดวง ธรรมเท่าหน้าตักธรรมกาย

๑๗. ธรรมกายพระอรหัตต์หยาบ ๑๘. ธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด

     สัดส่วนของธรรมกาย หน้าตักกว้าง ๒๐ วา สูง ๒๐ วา เส้นผ่าศูนย์กลางของดวงธรรมเท่าหน้าตักธรรมกาย

     - รวมธรรมกาย ๑๐ องค์ เป็น “วิปัสสนา” (โลกุตรธรรม)

     สรุป - สมถะกับวิปัสสนา แยกกันตรงนี้ ดูให้ดี

          - กายโลกีย์เป็นขั้นสมถะ กายธรรมเป็นขั้นวิปัสสนา

          - พิจารณาขั้นตอนของสมถะและวิปัสสนาตั้งแต่ตรงนี้ และยังต่างกันในเรื่องเนื้อหาบทเรียนด้วย โปรดดูต่อไป

ซ.) หลักสูตรของสมถะ (โลกียธรรม)

๑. กสิณ ๑๐

๒. อสุภะ ๑๐

๓. อนุสติ ๑๐

๔. พรหมวิหาร ๔

๕. อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑

๖. จตุธาตุววัฏฐาน ๑

๗. อรูปฌาน ๔

     - รวมเป็น ๔๐ เรียก สมถะมีภูมิ ๔๐ (นับจำแนก)

หลักสูตรของวิปัสสนา (โลกุตรธรรม)

๑. ขันธ์ ๕

๒. อายตนะ ๑๒

๓. ธาตุ ๑๘

๔. อินทรีย์ ๒๒

๕. อริยสัจ ๔

๖. ปฏิจจสมุปบาทธรรม ๑๒

     - รวม ๖ เรื่อง เรียก วิปัสสนามีภูมิ ๖ (นับหัวข้อ)

     - การจัดแยกหลักสูตรของสมถะและวิปัสสนาไว้เช่นนี้ เป็นตำราทางพุทธศาสนาใช้สืบต่อกันมา

     - เรื่องความรู้แผนกสมถะ เกิดจากกายโลกีย์ทั้ง ๘ คือ กายมนุษย์หยาบ กายมนุษย์ละเอียด กายทิพย์หยาบ กายทิพย์ละเอียด กายพรหมหยาบ กายพรหมละเอียด กายอรูปพรหมหยาบ กายอรูปพรหมละเอียด โดยมีกายมนุษย์เป็นปัจจัย ความรู้ไปเกิดแก่กายละเอียดเหล่านั้น พูดให้ง่ายก็คือ กายมนุษย์เป็นบาทให้กายละเอียดอื่นทำวิชา และวิชาไปปรากฏแก่กายละเอียดเหล่านั้น (จะได้กล่าวต่อไป)

     - ส่วนความรู้แผนกวิปัสสนา จำเป็นต้องใช้รู้และญาณของธรรมกายเรียน เพราะเป็นงานละเอียด จะใช้รู้และญาณของกายโลกีย์ไม่ได้ (จะได้กล่าวต่อไป) เป็นความรู้ขั้น “เห็นแจ้ง” จึงจะเอาเรื่องเอาราวได้ จะได้เหตุได้ผลงานระดับนี้ ต้องอาศัยธรรมกายเท่านั้น

     ท่านเข้าใจคำ “สมถะ” และ “วิปัสสนา” และเข้าใจขั้นตอนของสมถะและวิปัสสนา เข้าใจเนื้อหาของสมถะและวิปัสสนา ตามที่แสดงมาแล้ว

     พึงสังเกตเหตุผลและที่มาที่ไปของความรู้ให้ชัดเจน เพราะคำทั้ง ๒ มีคนพูดกันมาก พูดกันแบบอัตโนมัติเป็นส่วนใหญ่ ไม่แสดงความรู้ว่าอะไรเป็นสมถะ อะไรเป็นวิปัสสนา แต่ด่วนวินิจฉัยว่า อันนี้เป็นสมถะ อันนั้นเป็นวิปัสสนา ข้อนี้มีแต่เสียกับเสีย

ฌ.) เกี่ยวกับที่มาของคำ “ธรรมกาย”

     ๑. วินัยมุขเล่ม ๓ หน้า ๘๗ บรรทัดที่ ๑๓ (กัณฑ์ที่ ๒๗) สมเด็จพระสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ผู้รจนาตำราเล่มนี้ อธิบายคำ “บรรพชา” และ “อุปสมบท” ว่า คำทั้งสองคู่กัน เหมือนกับคำ “รูปกายกับธรมกาย”

     ๒. มีมาในสุตตันตปิฎก “ตถาคตสส เหตํ วาเสฏฐา อธิวจนํ ธมกาโย อิติปิฯ (สามเณรวาเสฏฐ์ ธรรมกายคือ ตถาคต)

     ๓. มีมาในธรรมบท “โย โข วกฺกลิ ธมมํ ปสสติ โส ม ํ ปสสติ โย มํ ปสฺสติ โส ธมฺมํ ปสฺสติ (วักกลิภิกขุ ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นเรา)

     นี่คือ “ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย ธรรมกายคือพระพุทธเจ้า”

๔. คำสอนที่ว่า

พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิสงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิทุติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ

ตติยมฺปิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ

     แปลว่า ข้าพเจ้าขอถึงว่า พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า เป็นที่พึ่งเป็นที่ระลึกถึง

     พระพุทธเจ้า หมายถึง ธรรมกาย

     พระธรรมเจ้า หมายถึง ดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกาย คือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นดวงแก้วขาวใสและสว่างโชติในท้องธรรมกาย

พุทฺโธนตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ (พทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ) เม สรณํ วรํ

     พระสงฆเจ้า หมายถึง ใจ จิต วิญญาณ ของธรรมกาย คือ ความรู้สึกนึกคิดของธรรมกาย

๕. บทสวดที่ว่า

     พุทฺโธนตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ เม สรณํ วรํ

     แปลว่า สิ่งอื่นไม่ใช่ที่พึ่ง ไม่ใช่ที่ระลึกถึง พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเรา

     พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้า หมายถึง “ธรรมกาย”

     ที่พึ่งอันประเสริฐของเราคือ “ธรรมกาย”

ที่มาของกายละเอียดต่าง ๆ

     ถามว่า กายละเอียดของเรามีที่มาจากไหน กายละเอียดของเราได้แก่ กายฝัน กายทิพย์ กายพรหม และกายอรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียด

     โปรดดูหนังสือบาลีเล่ม “ปฐโม ภาโค” หน้า ๑๐ ยมกวคฺควณฺณนา แห่ง ธมฺมปทฏฺฐกถา ปฐโม ภาโค เรื่องพระมหาปาละจักษุพิการ

     มีเรื่องย่อว่า พระมหาปาละตั้งสัจจะปฏิบัติกิจจงกรม ๓ เดือน โดยไม่นอน ต่อมานัยน์ตาเกิดอาพาธ หมอคนหนึ่งนำยาหยอดตามาถวายให้หยอด การหยอกนั้นต้องนอน น้ำยาจึงจะเข้าตา เวลาผ่านไป วันหนึ่งหมอยามาพบพระมหาปาละ เห็นว่านัยน์ตายังไม่หาย หมอจึงถามว่า พระเดชพระคุณหยอดตาด้วยยาที่ถวายไว้หรือเปล่า พระมหาปาละก็นิ่ง ไม่ตอบ หมอถามอีกว่า นั่งหยอด หรือนอนหยอด พระมหาปาละก็นิ่ง แต่เกรงใจเจ้าของยา เพราะเขาถวายยามาแล้ว เลยพูดไปว่า จะปรึกษาดูก่อน หมอถามว่า พระเดชพระคุณจะปรึกษาใครเล่า เพราะในที่นั้นไม่มีใครเลย พระมหาปาละตอบว่า จะปรึกษากับ “กรัชกาย” คัดมาเฉพาะบางตอน ดังนี้

     ๑. คจฺฉาวุโส, มนฺเตตฺวา ชานิสฺสามิ

          (ผู้อาวุโส ข้าขอปรึกษาดูก่อน แล้วจึงจะรู้)

     ๒. เถรสฺส จ ตตฺถ เนว ญาตี น สาโลหิตา

          (ในที่นั้นไม่มีญาติสายโลหิตของพระเถระเลย)

     ๓. เกน สทฺธิ ํ มนฺเตยฺย ?

          (จะปรึกษากับใครเล่า ?)

     ๔. กรชกาเยน ปน สทฺธิ ํ มนฺเตนฺโต

          (ปรึกษากับ “กรัชกาย” อยู่)

     - คำ “กรัชกาย” ได้แก่ กายละเอียด เป็นกายในกาย เพราะกรัชกาย แปลว่า ธุลีในสรีระ

     ธุลี แปลว่า ละออง, ฝุ่น, ละเอียด

     สรีระ แปลว่า ร่างกาย

     - ไม่ทราบว่า พระมหาปาละปรึกษากายละเอียดกายไหน ทราบแต่ว่า กรัชกายบอกว่า จะเห็นแก่ศาสนา หรือเห็นแก่จักษุ เมื่อตั้งสัตย์ว่าจะไม่นอน ก็จงเห็นแก่ศาสนา ต่อมาพระมหาปาละจักษุพิการ ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์

ที่มาของชื่อดวงธรรม

     ดวงธรรมมี ๖ ดวง มีชื่อเรียก ดังนี้

๑. ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน

๒. ดวงศีล

๓. ดวงสมาธิ

๔. ดวงปัญญา

๕. ดวงวิมุตติ

๖. ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     เทียบได้กับธรรมขันธ์ ๕ ในธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๒ คือ

๑. สีลขันธ์ หมวดศีล

๒. สมาธิขันธ์ หมวดสมาธิ

๓. ปัญญาขันธ์ หมวดปัญญา

๔. วิมุตติขันธ์ หมวดวิมุตติ

๕. วิมุตติญาณทัสสนะขันธ์ หมวดวิมุตติญาณทัสสนะ

ที่มาของชื่อธรรมกาย

๑. ธรรมกายโคตรภูหยาบ (กายธรรม)

๒. ธรรมกายโคตรภูละเอียด (กายธรรมละเอียด)

๓. ธรรมกายพระโสดาหยาบ

๔. ธรรมกายพระโสดาละเอียด

๕. ธรรมกายพระสกิทาคามีหยาบ

๖. ธรรมกายพระสกิทาคามีละเอียด

๗. ธรรมกายพระอนาคามีหยาบ

๘. ธรรมกายพระอนาคามีละเอียด

๙. ธรรมกายพระอรหัตต์หยาบ

๑๐. ธรรมหายพระอรหัตต์ละเอียด

     เทียบได้กับมรรค ๔ ผล ๔ ในธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๒ คือ

มรรค ๔

๑. โสดาปัตติมรรค ๒. สกิทาคามิมรรค

๓. อนาคามิมรรค ๔. อรหัตตมรรค

ผล ๔

๑. โสดาปัตติผล ๒. สกิทาคามิผล

๓. อนาคามิผล ๔. อรหัตตผล

     คำว่า “ธรรมกายโคตรภู” นั้น เป็นธรรมกายเบื้องต้น ได้แก่ การยกสภาพจิตใจเข้าสู่ความเป็น “อารยะ"”เป็นโคตรภูบุคคล หลวงพ่ออธิบายว่า ใครทำได้เท่ากับ “บวชใน” คือ บวชกายละเอียดด้วย ถ้าเป็นสตรีเท่ากับบวชใน แต่ถ้าเป็นบุรุษเท่ากับบวชนอกบวชใน เป็นการบวช ๒ ชั้น กรณีนี้เอง ที่สตรีสามารถสร้างบารมีได้เท่าบุรุษ เพราะสตรีไม่สามารถบวชเป็นบรรพชิตได้ มีศีลได้อย่างมากแค่ศีล ๘ แต่ถ้าจะสร้างบารมีให้ทันชาย ก็ต้องทำธรรมกายเป็นเท่านั้น

     ธรรมกายโคตรภู ทำสมาบัติเป็นอนุโลมปฏิโลม ๗ เที่ยว ยกฐานะเป็นธรรมกายพระโสดา มีฐานะเป็นอริยบุคคลทันที ที่มาของคำ “โคตรภู” โปรดอ่านหนังสือพระปฐมสมโพธิกถา (ปฐมสมโพธิ) ดูปริเฉทที่ ๒๙ เรื่องธาตุอันตรธานปริวัตต์ หน้า ๒๕๔ บรรทัดที่ ๕

     “ดูกรสำแดงพระอานนท์ ไปในอนาคตกาล จะหาภิกษุทรงไว้ซึ่งจีวรมิได้ จะมีก็แต่โคตรภูสงฆ์............”

     คำ “โคตรภูสงฆ์” ได้แก่ พระสงฆ์ที่บรรลุธรรมกายเบื้องต้น จะเห็นคำว่า “โคตรภู” เป็นคำเก่าอีกคำหนึ่ง

     เดิมทีเดียว หลวงพ่อวัดปากน้ำ เรียกธรรมกายเบื้องต้นว่า “กายธรรม”

     เรื่องชื่อของดวงธรรม ได้แสดงมาแล้ว ๕ ชื่อ ส่วนดวงธรรมดวงแรกเรียกว่า ดวงปฐมมรรค หรือดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คำว่า “ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน” มาจากไหน คำนี้เป็นชื่ออยู่ในเรื่องสติปัฏฐาน ๔ โปรดทบทวนดู

     ส่วนที่เกี่ยวกับชื่อของกายโลกีย์ ได้แก่ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม ทั้งหยาบและละเอียด มาจากคำ “กรัชกาย” ตามที่กล่าวมาแล้ว และท่านจะพบในพระไตรปิฎกอีก เช่น คำว่า พรหมกายและธรรมกาย เป็นต้น

     ตามที่ได้อ้างอิงมานี้ ก็เพื่อจะแสดงว่า เรื่องของธรรมกายมีที่ค้นคว้า ยิ่งค้นมากก็ยิ่งพบมาก แต่ที่อ้างมานั้นส่วนใหญ่อยู่ในหนังสือ “ธรรมวิภาค ปริเฉทที่ ๒” เป็นหนังสือของนักธรรมโท ท่านหาอ่านได้ง่าย

     คำว่า “ธรรมกาย” มีปรากฏในหนังสือต่าง ๆ มากมาย ที่ผมยกมาแสดงนั้น เพียงเล็กน้อย ท่านที่มีความประสงค์จะค้นคว้าที่มาของคำว่า “ธรรมกาย” ว่ามีในที่ใดบ้างนั้น โปรดค้นจากหนังสือ”ธรรมกาย” (พิมพ์ที่โรงพิมพ์ไทยพาณิชยการ สีลม พระนคร พิมพ์เมื่อเดือนกันยายน ๒๔๙๙) จะพบว่าพระทิพย์ปริญญา (ธูป กลัมพสุต ป.๖) รวบรวมไว้มาก และกล่าวไว้ในหนังสือดังกล่าวนั้นแล้ว

สรุปการบรรยาย

     ๑. ท่านได้เห็น ความสำคัญของการฝึกให้เป็นธรรมกาย พระพุทธองค์ใช้เวลาค้นคว้า ๖ ปี จึงพบธรรมกาย และเมื่อถึงธรรมกายพระอรหัตถ์ละเอียดแล้ว พระธรรมกายแจ้งให้ทราบว่า กายมนุษย์ของพระองค์เป็นสัพพัญญู มีหน้าที่สอนเวไนยสัตว์ และธรรมกายได้ส่งรู้ส่งญาณให้เห็น วิชชา ๓ ในคืนที่เห็นธรรมกายด้วย คือ

- ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติหนหลังได้

- จุตูปปาตญาณ เห็นการเกิดการตายของสัตว์โลก

- อาสวักขยญาณ เห็นวิธีทำให้หมดกิเลส

     ธรรมกายเห็นวิชาอะไร ก็บอกแก่กายมนุษย์ของพระองค์ และพระพุทธองค์ก็นำความรู้นั้นมาสอนพุทธบริษัท ทั้งความรู้เบื้องต้น กลาง ปลาย รวมเป็นปิฎกได้ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์

     วิชาธรรมกายนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าเข้าพิพพานไปแล้ว ๕๐๐ ปี ยังมีผู้ประพฤติ ยังมีผู้ปฏิบัติอยู่ หลังจาก ๕๐๐ ปีไปแล้ว วิชานี้ไม่มีผู้ปฏิบัติต่อ ทำให้ขาดอริยบุคคลไปอย่างน่าเสียดาย

     แต่เรายังโชคดีที่ “พระมงคลเทพมุนี” หลวงพ่อวัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ หรือที่เราเรียกว่า “หลวงพ่อสด” สามารถค้นความวิชานี้ได้มาอีกครั้งหนึ่ง ถือว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่พวกเราทั้งหลายจะต้องผดุงรักษากันสืบไป

     ๒. ธรรมกายเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เราจะหมดภพหมดชาติ พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด แต่ว่าต้องเรียนรู้ให้สูงขึ้นไป และต้องเอาจริง แม้ว่าเราเรียนได้ไม่มาก ก็ยังเป็นนิสัยปัจจัยติดไปปรภพเบื้องหน้า

     ๓. วิชาธรรมกายนี้มีเนื้อหาให้เรียนมาก มีต้น มีกลาง มีปลาย มีหยาบ มีละเอียด มีอ่อน มีแก่ ท่านใดจะเรียนได้เท่าไร สุดแต่ความตั้งใจจริงเป็นสำคัญ ท่านที่ตั้งใจจริง ฝึกจริง เรียนจริง แปลว่า “เราเป็นผู้ตื่นแล้ว” แต่ยังไม่ “เบิกบาน” เพราะ ยังทำไม่เป็น ข้อนี้ต้องเร่งทำความเพียร

     ๔. การฝึกเบื้องต้น ท่านอาจไม่เห็นธรรมโดยตลอด เพราะ เราเริ่มฝึก อย่างน้อยต้องให้เห็นดวงปฐมมรรคไว้ก่อน เพื่อจะได้ไต่เต้าไปถึง “ธรรมกาย” ในวันต่อไป

     ๕. อานิสงส์เบื้องต้น เพียงแต่ “เห็นดวงธรรม” ในท้องของท่าน หรือเห็น”ธรรมกายเบื้องต้น” จะเกิด “หิริโอตตัปปะ” แก่ใจตน ทั้งที่เราไม่ทราบว่าหิริโอตตัปปะคืออะไร ท่านที่มีทุกข์ โศก โรค ภัย ทุกข์ภัยเหล่านั้นจะหมดไป เพราะอานุภาพธรรมกาย “ธรรมกายคือ พระพุทธเจ้า” ในการเล่าเรียนจำต้องให้โอกาสแก่ตนบ้าง อย่าใจร้อน แม้พระพุทธองค์ยังทำความเพียรถึง ๖ ปี น่าเสียดายที่บางคนเรียนยังไม่ถึงแก่น ก็ด่วนออกความเห็นส่วนตัว ท่านควรเรียนให้ลึก ปฏิบัติให้จริง เรียนให้ครบหลักสูตร แล้วจึงมาออกความเห็นกันในตอนนั้น จึงจะถูกหลักนักปราชญ์

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org