|
อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ ชื่อ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” เรียกขานกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ชื่อนี้กล่าวขึ้นในที่ใด เราต่างถวายความเคารพ เห็นว่า เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อมีทุกข์ร้อนขึ้นแก่ตน จะต้องท่องคาถา สัม มา อะ ระ หัง ทราบว่าคาถานี้ เป็นคาถาของหลวงพ่อวัดปากน้ำ หากท่องคาถานี้แล้วทุกข์ร้อนจะผ่อนคลาย ที่เจ็บก็จะคลาย ที่ไข้ก็จะหาย หากอยากได้รับความสำเร็จมักจะไปไหว้ศพหลวงพ่อ ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร เชื่อว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๓๔ มีข่าวออกทางโทรทัศน์ว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำรับเป็นเจ้าภาพสร้างหอสมุดให้แก่พุทธมณฑล เป็นวงเงิน ๑๕๐ ล้านบาท กล่าวคือ ศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำรวมตัวกันในนามของหลวงพ่อวัดปากน้ำ งานวางศิลาฤกษ์อาคารหอสมุดได้เริ่มแล้ว โดยกราบบังคมทูลสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ เสด็จวางศิลาฤกษ์ ณ บริเวณพุทธมณฑล อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ข่าวสร้างหอสมุดพุทธมณฑลกระจายไปทั่ว การโจษขานถึงอภินิหารศพหลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง นี่เป็นอภินิหารของศพหลวงพ่อ หากหลวงพ่อยังไม่ตายจะขนาดไหน และยังกล่าวในประการต่าง ๆ สรุปแล้ว ยอมรับในอภินิหารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ชื่อ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” จึงเป็น อภิมหาอมตนิรันดร์กาล หลวงพ่อวัดปากน้ำ ได้มรณภาพไปแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ ปีนี้เป็นปี ๒๕๓๙ ก็แปลว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำมรณภาพไปแล้ว ๓๗ ปี แต่ชื่อของ”หลวงพ่อวัดปากน้ำ” นับวันมีแต่จะก้องยิ่งขึ้น เป็นที่สนใจแก่ท่านทั้งหลายยิ่งขึ้น แจ้งแก่ผู้เขียนประวัติหลวงพ่อวัดปากน้ำ โดยให้เหตุผลว่า ผู้เขียนเป็นศิษย์หลวงพ่อ เรียนวิชาธรรมกายมาจากหลวงพ่อ พอจะกล่าวอะไรได้บ้าง แม้ปฏิเสธก็ไม่ฟัง อ้างว่าผู้เขียนเคยเขียนตำราวิชาธรรมกาย ยากขนาดไหนยังเขียนได้ ประวัติของหลวงพ่อไม่ยากขนาดนั้น บางท่านโด่งไปถึงว่า ให้เขียนประวัติหลวงพ่อภาคสวรรค์ หลวงพ่อวัดปากน้ำภาคพื้นดินหาที่วัดปากน้ำอ่านได้ แต่ภาคสวรรค์ไม่รู้จะไปหาอ่านได้ที่ไหน บางท่านบอกว่าให้เขียนหลวงพ่อวัดปากน้ำในต่างประเทศ เพราะชื่อเสียงหลวงพ่อไปดังในต่างประเทศอีกแล้ว ข้าพเจ้าตกที่นั่งลำบาก จำต้องจัดให้ตามแต่จะทำได้ สำหรับคราวนี้ เอาเป็นว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำภาคพื้นดินฉบับย่อก่อน ฉบับอื่นตามที่ร้องขอเก็บไว้พิจารณาในโอกาสต่อไป ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี คือถิ่นกำเนิดของหลวงพ่อ หลวงพ่อเกิดเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๗ ตรงกับวันศุกร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก ณ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นบุตรของนายเงิน นางสุดใจ มีแก้วน้อย และนายเงิน นางสุดใจ มีแก้วน้อย มีบุตรธิดา ๕ คน คือ ๑. นางดา เจริญเรือง ๒. หลวงพ่อวัดปากน้ำ (พระมงคลเทพมุนี) เดิมหลวงพ่อชื่อนายสด มีแก้วน้อย ๓. นายใส มีแก้วน้อย ๔. นายผูก มีแก้วน้อย ๕. นายสำรวย มีแก้วน้อย
บิดาหลวงพ่อเป็นชาว “บางปลา” อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม และมารดาของหลวงพ่อเป็นชาว “สองพี่น้อง” อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ตั้งถิ่นฐานทำมาหากินที่บ้านเดิมของมารดาคือ ที่บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี บ้านสองพี่น้องที่หลวงพ่อเกิด อยู่คนละฝั่งกับวัดสองพี่น้อง เมื่อครอบคัวของหลวงพ่อจะไปทำบุญที่วัดสองพี่น้อง จะต้องข้ามสะพานโค้ง สะพานโค้งนี้เชื่อมระหว่างฝั่งหนึ่งไปยังวัดสองพี่น้อง เป็นสะพานไม้ บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้องนี้ มีนักปราชญ์เกิดที่นี่ทีเดียว ๓ ท่าน มีบ้านอยู่ใกล้กัน หัวบันไดบ้านเกือบติดกัน คือ หลวงปู่ชั้ว โอภาโส (อายุมากกว่าหลวงพ่อ เป็นญาติของหลวงพ่อ เชี่ยวชาญวิชาธรรมกาย มาเรียนวิชาธรรมกายกับหลวงพ่อที่วัดปากน้ำ) ต่อมาคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ และต่อมาคือ สมเด็จพระสังฆราชป๋า กล่าวถึงสมเด็จป๋า สมเด็จป๋าทรงมีฐานะเป็นหลานของหลวงพ่อ เหตุนี้เอง จึงว่า บ้านสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง เป็นมาตุภูมิของนักปราชญ์ ทุกคราวที่ผู้เขียนผ่านหมู่บ้านนี้ จะต้องยกมือไหว้ คารวะว่านี่คือ ดินแดนที่หลวงพ่อเกิด หน้าบ้านของหลวงพ่อมีแม่น้ำไหลผ่าน และผ่านไปหน้าวัดสองพี่น้องและยาวเรื่อยไป ไม่ทราบว่าไปสิ้นสุดตรงไหน หน้าบ้านหลวงพ่อมีผักปลานานาชนิด ปลาชุมมาก และเมื่อถึงหน้าวัดสองพี่น้องด้วยแล้ว ปลายิ่งมากขึ้น เหมือนกับว่ามาประชุมกันหน้าวัด สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็กวัดสองพี่น้อง ปรากฏว่าปลายังชุมอยู่ เวลาพายเรือไปบิณฑบาตกับพระในฤดูแล้ง หากอยากแกล้งใคร เพียงโยนก้อนอิฐก้อนเดียวลงไปที่หน้าวัด ปลาชะโดหมื่นแสนก็จะพร้อมกันกระโจนครู่ใหญ่ มันอ้าปากด้วย แล้วปลานั้นก็จะโดนเขาผู้นั้น ถูกศีรษะบ้าง ถูกลำตัวบ้าง ปลาไปดิ้นอยู่ในเรือของเขาบ้าง วิธีนี้ดีกว่าวิธีชกต่อยกัน การอาบน้ำหน้าวัด ต้องระวังให้มาก หากโชคไม่ดี เราจะโดนปลากรายกัดเอา ตามที่กล่าวนี้ แสดงว่าหลวงพ่อเกิดในดินแดนแห่งความสมบูรณ์ ไม่ทราบว่ารุ่นหลวงพ่อจะสมบูรณ์ปานไหน ในเมื่อรุ่นผมเป็นเด็กวัดยังขนาดนี้แล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำเมื่อครั้งเด็กน้อย เด็กชายสด มีแก้วน้อย เมื่อครั้งเดินเตาะแตะ กำลังพูด กำลังซน กำลังน่ารัก หลวงปู่ชั้ว โอภาโส เล่าให้ฟังว่า พี่เลี้ยงหลวงพ่อชื่อยายบู่ คืนไหนดวงจันทร์สว่าง หลวงพ่อเห็นดวงจันทร์บนท้องฟ้าแล้ว เป็นต้องร้องจะเอาดวงจันทร์ทุกครั้ง เอาอะไรให้แทนก็ไม่ยอม ยังร้องไห้อยู่อย่างนั้น จะเอาดวงจันทร์อย่างเดียว สร้างความหนักใจแก่พี้เลี้ยงมาก พี่เลี้ยงก็ฉลาด บอกแก่หลวงพ่อว่า อย่าร้องนะ เดี๋ยวยายจะไปเอาไม้กระทู้ยาว มาพาดชายคาบ้าน แล้วยายจะปีนกระทู้ขึ้นไปหยิบเอาดวงจันทร์มาให้ เพียงเท่านั้น หลวงพ่อก็หยุดร้องไห้ จับตาดูยายบู่พี่เลี้ยงไต่กระทู้ขึ้นไปจนถึงชายคาบ้าน ยกมือสองข้างยื่นออกไปทำเป็นว่าจะหยิบดวงจันทร์ แต่เกินที่ยายจะเอื้อมถึง ยายหยิบดวงจันทร์มาให้หลานไม่ได้ พอพี่เลี้ยงพูดอย่างนี้ หลวงพ่อไม่ร้อง หยุดร้องไปเฉย ๆ แปลกใจว่า ยายบู่พี่เลี้ยงหยิบดวงจันทร์มาให้ไม่ได้ ทำไมหลวงพ่อไม่ร้องต่อ หลวงปู่อธิบายว่า หลวงพ่อเป็นคนมีเหตุผลมาแต่เด็กเล็กแดงแล้ว ดวงจันทร์คืออะไร ดวงจันทร์คือดวงธรรมนั่นเอง แสดงแววที่จะเห็นธรรมมาแต่เด็กน้อยแล้ว อีกเรื่องหนึ่ง อุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น (ศิษย์ธรรมกายของหลวงพ่อ) เล่าให้ฟังว่า ตอนหลวงพ่อเป็นเด็กเล็ก ชอบร้องเพลง แต่เพลงที่หลวงพ่อร้อง มีเนื้อร้องไม่เหมือนที่ชาวบ้านเขาร้อง เพลงของหลวงพ่อมีแต่เรื่องนรกสวรรค์ ไม่ทราบว่าจำมาจากใคร หรือหลวงพ่อร้องได้เองตามสัญชาตญาณ (INSTINCT) ของท่านเอง เด็กร้องเอาดวงจันทร์ เราไม่เคยได้ยิน เคยได้ยินแต่เรื่องแพ้ท้อง การแพ้ท้องของมารดาบ่งบอกถึงอนาคตของเด็กได้เหมือนกัน อย่างพระพรหมมุนี (ผิน ธรรมประทีป) อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เล่าว่าเดิมอาตมาเป็นคริสต์ โยมหญิงเล่าให้ฟังว่า ตอนโยมแพ้ท้อง โยมอยากกินแต่น้ำชา พออาตมามาเกิด ได้เข้านับถือพุทธ บวชเป็นพระเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นหิรัญบัตร จวนจะได้เป็นสมเด็จอยู่แล้ว หากไม่มรณภาพเสียก่อน ได้เลื่อนเป็นสมเด็จแน่ ๆ การศึกษาเบื้องต้นของหลวงพ่อ เมื่อหลวงพ่อจำเริญวัยขึ้น ควรได้รับการศึกษาเบื้องต้น คือ การศึกษาระดับประถมศึกษา แต่ไม่มีโอกาส เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาล หากเป็นหญิงแล้วไม่มีโอกาสเลย แต่เป็นชายโอกาสยังมี นั่นคือ การศึกษาจากวัด ใครมีญาติบวชพระก็จะมีโอกาสได้เรียนขั้นอ่านออกเขียนได้ แต่ถ้าไม่มีญาติเป็นพระ โอกาสทางการศึกษาหมดลงทันที แต่หลวงพ่อโชคดีที่มีญาติบวชพระ จึงได้รับการศึกษาเบื้องต้น ดังนี้ สำนักเรียนแรก คือ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เรียนหนังสือเบื้องต้นกับพระน้าชายของหลวงพ่อ สำนักเรียนที่สอง คือ วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ได้เรียนอักษรขอม ด้วยญาติของฝ่ายบิดาบวชอยู่วัดนี้ หลวงพ่อจึงมีโอกาสเรียน (พระอาจารย์ทรัพย์ เป็นเจ้าอาวาส) ผลการเรียน ทราบว่า อ่านพระมาลัยได้ เขียนอักษรขอมได้ เป็นการศึกษาอย่างไม่เป็นทางการ การประกอบอาชีพเบื้องต้น เมื่อเรียนหนังสือจากสำนักวัดแล้ว หลวงพ่อมีวัยโตขึ้น จึงช่วยบิดาประกอบอาชีพ อาชีพของหลวงพ่อคือ ค้าขาย ล่องเรือเอี้ยมจุ๊นไปขายข้าวกับบิดา ในจังหวัดนครปฐมและตามโรงสีในกรุงเทพ ฯ ต่อมาหลวงพ่อต้องกำพร้าบิดา เนื่องจากบิดาได้ตายไป หลวงพ่อจึงทำการค้าแทนบิดาเรื่อยมา งานการค้าของหลวงพ่อดำเนินมาเป็นปกติ อยู่มาวันหนึ่งหลวงพ่อเกิดเบื่อหน่ายต่ออาชีพที่ทำอยู่ ด้วยเหตุเส้นทางเดินเรือมีโจรจะปล้นจี้ ความเบื่อหน่ายของหลวงพ่อ เกิดจากประสบการณ์จริง เป็นเหตุการณ์ซึ่งหน้า หลวงพ่อพิจารณาจนเกิดอารมณ์กัมมัฏฐานสู่ใจ กัมมัฏฐานที่ว่านั้นคือ “อสุภกัมมัฏฐาน” ได้แก่ การระลึกรู้สู่จิต ว่าความตายจะมาถึง เราหนีความตายไปไม่ได้ จนเกิดความสลดใจ แล้วคิดจะบวชเป็นพระ ตอนนั้นหลวงพ่อเป็นฆราวาสอายุระหว่าง ๑๘-๑๙ ปี อยู่ในวัยหนุ่ม ยังไม่มีความรู้เรื่องพระเรื่องเจ้า แม้จะเคยอยู่วัดเพื่อเรียนหนังสือ ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะนำความรู้ที่ได้ยินได้ฟังมาขบคิด เพราะตอนนั้นเป็นเด็กเล็ก เขาให้เรียนหนังสือ ก็มุ่งแต่จะให้อ่านออกเขียนได้สถานเดียว การที่คนหนุ่มเกิดการระลึกรู้เทวทูต ๔ คือ การแก่ การเจ็บ การตาย การเป็นสมณะ นับว่าถูกหลักของโพธิสัตว์ทีเดียว แม้ไม่มีใครสอนก็นึกได้ โปรดศึกษาเรียนรู้บันทึกของหลวงพ่อ ซึ่งหลวงพ่อบันทึกไว้เอง ดังนี้ ค้า ขายมาตั้งแต่อายุ ๑๔ ปีเศษ ๆ นับแต่บิดาล่วงไปก็เป็นพ่อค้าแทนบิดา เลี้ยงมารดามาจนถึงอายุ ๑๙ ปี ตรงนี้ได้ปฏิญาณตัวบวชจนตาย ด้วยมามีอุปสรรคเกิดขึ้นในระหว่างขายข้าวแล้วนำเรือเปล่ากลับบ้าน เข้าลัดที่คลองบางอีแท่น (ปากลัดเข้าคลองบางอีแท่น) เหนือตลาดใหม่ แม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐมในลัดนี้ไม่สู้ไกลนัก แต่พวกโจรชุกชุม ครั้นเข้าลัดเข้าไปเล็กน้อย ก็มาคิดในใจของตัวว่า คลองก็แสนเล็ก โจรก็ร้าย ท้ายเรือก็ไล่เลี่ยกับฝั่ง ไม่สูงไม่ต่ำกว่ากันเท่าไรนัก น่าหวาดเสียวอันตราย เมื่อโจรมาก็ต้องยิงหรือทำร้ายคนท้ายก่อน ถ้าเขาทำเราได้ก่อน เราก็ไม่มีทางที่จะสู้เขา ถ้าเราเอาอาวุธปืนแปดนัดไว้ทางหัวเรือ แล้วเราไปถ่อเรือทางลูกจ้าง หากโจรมาทำร้าย เราก็จะมีทางสู้ได้บ้าง คิดดังนี้แล้วก็เรียกลูกจ้างที่ถ่อเรือแถบหัวเรือมาถือท้าย แล้วเราออกไปถ่อแทน ถ่อเรือไปก็คิดไป เรือก็เกิดเข้าที่เปลี่ยว ยิ่งขึ้นทุกที ความคิดก็ถี่ขึ้นว่า ลูกจ้างที่เราจ้างมานี้ คนหนึ่งก็ไม่กี่บาท เพียง ๑๑ บาท หรือ ๑๒ บาทเท่านั้นส่วนตัวเราเป็นเจ้าของทั้งทรัพย์ทั้งเรือหมด ส่วนการตาย จะให้ลูกจ้างตายก่อนเป็นการไม่ถูกต้อง เอาเปรียบลูกจ้างมากเกินไปไม่สมควร ถ่อไปก็คิดไปดังนี้ และคิดถี่หนักเข้า แล้วจึงตัดสินใจเด็ดขาดลงไป “เราผู้เป็นเจ้าของให้เราตายก่อนดีกว่าจึงจะสมควร” คิด ตกลงแล้วก็เรียกลูกจ้างให้มาถ่อ ตัวเองก็หยิบปืนแปดนัดที่เอาไปไว้ข้างหัวเรือ มาไว้ให้ใกล้ตัวเมื่อใกล้จะออกปากลัด น้ำขึ้น เรือข้าวที่หนักก็ตามน้ำขึ้นเข้ามาประดังกันแน่น จีนก็ส่งเสียงแต่ว่า ตู้อ้า ๆ ครั้นออกก็ไม่ได้ ครั้นจะเข้าก็ไม่ได้ แต่พอน้ำน้อยลง เรือของเราต่างฝ่ายต่างปักหลักกรานหน้าจอดนิ่งกันอยู่ เรา เป็นคนท้าย เมื่อผ่านพ้นอันตรายมาแล้ว ก็มาคิดว่า การหาเงินหาทองนี้ลำบากจริง ๆ เจียวหนา บิดาของเราก็หามาดังนี้ เราก็หาซ้ำรอยบิดาตามบิดาบ้าง เงินแลทองที่หากันทั้งหมดด้วยกันนี้ต่างคนก็ต่างหา ไม่มีเวลาหยุดด้วยกันทั้งนั้น ถ้าใครไม่รีบเร่งหาให้มั่งมี ก็เป็นคนต่ำและเลว ไม่มีใครนับถือและคบหา เข้าหมู่เขาก็อายเขา เพราะเป็นคนจนกว่าเขา ไม่เทียมหน้าเทียมไหล่กับเขา ปุรพ ชนต้นสกุลของเราก็ทำกันมาดังนี้ เหมือน ๆ กัน จนถึงบิดาของเราและตัวของเรา ก็บัดนี้ ปุรพชนแลบิดาของเราไปทางไหนหมด ก็ปรากฏแก่ใจว่า ตายหมดแล้ว แล้วตัวเราเล่าก็ต้องตายเหมือนกัน ใจก็ชักเสียว ๆ เมื่อนึกถึงความตายที่จะมาถึงตัวโดยไม่มีข้อสงสัยเลย เราต้องตายแน่ ๆ บิดาของเรามาล่องข้าว ขึ้นจากเรือข้าวก็เจ็บมาตามทางแล้ว ขึ้นจากเรือข้าวไม่กี่วันก็ถึงแก่กรรม วันที่บิดาถึงแก่ กรรม เราช่วยพยาบาลอยู่ ไม่ได้เห็นเลยที่จะเอาอะไรติดไป ผ้าที่นุ่งแลร่างกายเราก็ดูแลอยู่ ไม่เห็นมีอะไรหายไป ทั้งตัวเราแลพี่น้องของเรา ที่เนื่องด้วยแกตลอดถึงมารดาของเรา ก็อยู่ไม่เห็นมีอะไรเลยที่ไปด้วยแก แกไปผู้เดียวแท้ ๆ ก็ตัวเราเล่าก็ต้องเป็นดังนี้ เคลื่อนความเป็นอย่างนี้ไปไม่ได้แน่ เมื่อ คิดตกลงใจได้ดังนี้แล้ว ก็ลองทำเป็นตายดู นอนแผ่ลงไปที่ท้ายเรือนั้นแล้วก็ทำตาย ครั้งตายแล้วก็ทำเป็นไปหาคนที่เป็นญาติบ้าง พี่น้องบ้าง เพื่อนที่ชอบกันบ้าง เขาก็ไม่เห็นเรา เพราะเราเป็นผี เราก็เอาก้อนดินบ้าง ไม้บ้างโยนหรือปาเข้าไปให้ถูก เพราะเขาไม่เห็นตัวเรา เขาก็ต้องบอกผีโยนมาหรือปาเข้ามา ไปหาคนโน้นก็ไม่เห็น มาหาคนนี้ก็ไม่เห็น คิดดังนี้แหละจนเผลอตัว แต่พอรู้สึกตัวขึ้นมา ก็รีบลุกขึ้นจุดธูป อธิษฐานในใจของตัวเองว่า “ขออย่าให้เราตายเสียก่อน ขอให้บวชเสียก่อนเถิด ถ้าบวชแล้วไม่สึกจนตลอดชีวิต” ตรงนี้ บวชจริงมาเสียแต่อายุ ๑๙ ปีเศษแล้ว ตั้งแต่ นั้น ก็ประกอบอาชีพตามปกติของพ่อค้า จนอายุครบ ๒๒ โดยปีแล้วก็ปรารภถึงการบวชในปีนั้น พอถึงเดือน ๘ ข้างขึ้น ก็ขนข้าวลงเรือเต็มลำ บอกแก่ลูกจ้างให้นำไปขายโรงสีในกรุงเทพ ฯ ส่วนตัวก็เข้าอยู่วัดเป็นเจ้านาค ฝึกหัดเบื้องต้น แห่งการอุปสมบท ในสำนักพระปลัดยัง ผู้เป็นหลวงตาของตัว ฯ (นี่คือ บันทึกของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตอนหนึ่ง) สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |