Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปกิณกะ arrow อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ arrow อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ (15)
อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ (15) PDF พิมพ์ ส่งเมล

สมเด็จป๋าทรงร้องไห้ขณะดำเนินนำศพหลวงพ่อ

     เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เขียนได้พบเห็นวันนั้น เรื่องมีอยู่ว่า วันนั้นเป็นวันนำศพหลวงพ่อเวียนรอบอุโบสถ โดยมีสมเด็จป๋า (ขณะนั้นมีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต) ทรงนำหน้าศพ สมเด็จป๋าทรงร้องไห้ คงจะกลั้นพระทัยไม่อยู่ เป็นที่ประจักษ์แก่ศิษย์หลวงพ่อในวันนั้น เราทั้งหลายไม่ว่าใครร้องไห้กันทั้งนั้น ประหนึ่งว่านัดกันมาร้องไห้ ทุกคนโศกใจที่หลวงพ่อของเขามรณภาพ ซึ่งขณะนี้กำลังนำศพเวียนรอบพระอุโบสถ ตามพิธีประกอบการกุศลทางศาสนา

     สมเด็จป๋าทรงเป็นหลานของหลวงพ่อ ศิษย์หลวงพ่อคงทราบกันไม่มาก แต่ประทับใจที่พระเถระผู้ใหญ่แสดงความเศร้าโศกต่อการมรณภาพของหลวงพ่อ เหตุการณ์ทางสงฆ์ต่างกังวลถึงพระเถระชั้นผู้ใหญ่ ที่จะมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำสืบแทนหลวงพ่อ เพราะวัดปากน้ำมีภิกษุสามเณรมาก รวมทั้งอุบาสกและอุบาสิกาอีก จำนวนไม่น้อย กิจการทางศาสนาในวัดปากน้ำมีมากมาย การเลี้ยงและการศึกษาอบรม ล้วนแต่เป็นเรื่องต้องใช้ทุนรอนทั้งนั้น ท่านใดเหมาะสม สมควรที่จะส่งมารักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ นี่คือเรื่องที่ทางคณะสงฆ์ขบไม่แตก

     ในที่สุดคณะสงฆ์แต่งตั้งสมเด็จป๋าให้มารักษาการเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ท่ามกลางความยินดีแก่ศิษย์หลวงพ่อทั่วไป เพราะวันนำศพหลวงพ่อเวียนรอบพระอุโบสถ ศิษย์หลวงพ่อต่างประทับใจในการที่สมเด็จป๋าทรงกันแสง เป็นการแสดงความเสียใจแก่ศิษย์หลวงพ่อ ที่นัดหมายกันมาร้องไห้ในวันนั้น ไม่ใช่ศิษย์หลวงพ่อเสียใจเท่านั้น แม้สมเด็จป๋าก็ยังทรงเสียพระทัยด้วย หากจะถามผู้เขียนว่า ใครเสียใจมากที่สุด ผู้เขียนขอตอบว่า สมเด็จป๋าทรงเสียพระทัยมากกว่าใคร ๆ โดยมีเหตุผลชี้แจงว่า สมเด็จป๋าทรงอยู่กับหลวงพ่อมานาน ตั้งแต่ครั้งยังไม่มีสมณศักดิ์ ครั้นสมเด็จป๋ามีสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ สมเด็จ ฯ ก็ยังติดต่อกับหลวงพ่อในฐานะหลานกับอา หากป๋าหายไปนาน หลวงพ่อมักบ่นว่า “ธรรมดิลกวัดโพธิ์ไม่อยู่” (ขณะนั้นป๋ามีสมณศักดิ์เป็นพระธรรมดิลก เจ้าอาวาสวัดโพธิ์) และมิช้ามินานป๋าก็จะต้องมาหาหลวงพ่อ บางครั้งหลวงพ่อบ่นว่า “วัดโพธิ์ไปไหน” หากหลวงพ่อบ่นลอย ๆ เช่นนี้ ป๋าต้องมาหาหลวงพ่อทันที ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอานุภาพธรรมกายของหลวงพ่อนั่นเอง

     สมเด็จป๋าทรงได้รับความนิยมสูงสุดจากปวงชนทุกหมู่เหล่า จะไม่ได้รับความนิยมได้อย่างไร หลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านอบรม (ติวเข้ม) หลานของท่านอยู่เรื่อย ป๋าอาจโตในที่อื่น ๆ เนื่องจากมีตำแหน่งสมณศักดิ์สูง แต่กับหลวงพ่อแล้วป๋าไม่โตเลย หลวงพ่อรักป๋ามาก หากป๋าหายไป หลวงพ่อจะบ่นทันที ป๋าต้องอยู่ในสายตาของหลวงพ่อตลอด

     แปลกแต่จริงก็คือ ป๋าไม่เชื่อหลวงพ่อ หลวงพ่อพยากรณ์ว่า ป๋าจะได้เลื่อนเป็นสมเด็จพระสังฆราช ป๋าก็ไม่เชื่อ ที่สำคัญก็คือ ไม่เชื่อในวิชาธรรมกายของหลวงพ่อ แม้หลวงพ่อจะเรืองนามในอานุภาพธรรมกายปานใด ป๋าก็ยังไม่เชื่อหลวงพ่อยู่ดี เพิ่งจะเชื่อตอนที่ป๋าป่วยปอดเป็นจุดนี่เอง

     โดยเหตุที่ผู้เขียนเคยถวายการรับใช้ป๋า ตอนที่ป๋ามีสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต และผู้เขียนรับราชการเป็นครูโรงเรียนวัดบวรนิเวศ ป๋าฝากเด็กเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดบวรนิเวศทุกปี ป๋าเล่าให้ฟังว่า ป๋าป่วย หมอบอกว่าปอดเป็นจุด ป๋าเสวยยายาก จะไปให้หลวงพ่อท่านแก้ โดยวิชาธรรมกายก็นึกอายท่าน เพราะเราไม่เชื่อหลวงพ่อเป็นทุนอยู่แล้ว จึงนำตำราหลวงพ่อมาอ่านดู ว่าท่านภาวนา สัม มา อะ ระ หัง อย่างไร ไม่รับกิจนิมนต์ ๗ วัน หลบแขกไปหาสถานที่ทำภาวนาที่อื่น ภาวนา สัม มา อะ ระ หัง อยู่ ๗ วัน แล้วไปให้หมดฉายแสงดูใหม่ หมอเขาบอกว่าจุดที่ปอดหายไปแล้ว ดีพระทัย แต่นั้นมาก็หมั่นฝึก แต่ภารกิจทางสงฆ์มากมายเหลือเกิน การฝึกได้ผลครึ่ง ๆ กลาง ๆ

     ป๋าเคืองหลวงพ่ออยู่เรื่องหนึ่ง ป๋าเล่าให้ผู้เขียนฟังเอง คือ เรื่องพระของขวัญ ป๋าอยากได้อีกองค์หนึ่ง ที่ได้ไว้แต่เดิม ๑ องค์นั้น ได้ให้เด็กไปเสียแล้ว เกิดความสงสารเด็กคนนั้นคราวเสด็จไปตรวจสนาม สอบต่างจังหวัด เลยควักจากย่ามมอบแกเด็กผู้นั้นไป มีความประสงค์อยากได้อีก ๑ องค์ จึงหาโอกาสไปเลียบเคียงหลวงพ่อ พยายามอยู่หลายครั้ง พอหลวงพ่อทราบว่าจะมาเอาพระ หลวงพ่อจะเปลี่ยนเรื่องพูดทันที ทำเป็นไม่ทราบว่าจะเอาพระ และกลบเกลื่อนเรื่อง แปลว่า หลวงพ่อไม่ให้

     อีกเรื่องหนึ่งที่ป๋าทรงเล่าเอง ก็คือ เรื่องพระของขวัญ ข่าวทราบไปถึงป๋าว่า มีคนนำเงินไปถวายหลวงพ่อถึง ๒๐๐,๐๐ บาท แต่หลวงพ่อมอบพระของขวัญให้แก่ผู้บริจาคเพียงองค์เดียว ป๋ารับสั่งว่า หลวงพ่อเราน่าจะให้พระเขามากกว่านั้น ป๋าจะไปวัดปากน้ำ จะลองถามหลวงพ่อดูสักที เหตุใดจึงให้พระเขาเพียงองค์เดียว พวกเราบูชากันแค่องค์ละ ๒๕ บาท แต่นี่เขาถวายถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท น่าจะให้พระแก่เขาหลาย ๆ องค์ ผู้เขียนได้ฟังแค่นั้น ไม่ทราบว่าป๋ามาพบหลวงพ่อด้วยเรื่องนี้อีกหรือเปล่า

     มาทราบเรื่องที่ป๋าไปพบหลวงพ่อจริง ๆ เกี่ยวด้วยเรื่องถวาย ๒๐๐,๐๐๐ บาท แล้วหลวงพ่อให้พระของขวัญ ๑ องค์ ก็คือ ได้อ่านนิพนธ์ของป๋าที่เขียนให้แก่วัดปากน้ำ ในนิพนธ์นั้นกล่าวว่า ป๋าถามหลวงพ่อว่า เขาถวายเงินแก่วัด ๒๐๐,๐๐๐ บาท เหตุใดหลวงพ่อไม่ให้พระของขวัญสัก ๑๐ องค์ หลวงพ่อตอบว่า พระของขวัญ ๑ องค์นั้นมีค่ามากกว่าเงินเป็นไหน ๆ เมื่อหลวงพ่อตอบเช่นนั้น ป๋าก็ทรงเงียบและทรงเงียบต่อไป อยากชนะหลวงพ่อสักครั้ง แต่ผิดหวัง

     ป๋าไม่เคยชนะหลวงพ่อเลย ไม่ว่าเรื่องใด หลวงพ่อชนะทุกเรื่อง หลวงพ่อตอบแล้วก็อบรมไปทุกเรื่อง แถมยังติวเข้มอีก หลวงพ่อรักป๋า ป๋าก็รู้ ว่ากล่าวทุกอย่างป๋ารับฟัง แปลว่าป๋าทรงเกิดมาเป็นคู่บุญของหลวงพ่อ และหลวงพ่อก็มีป๋าเป็นที่ปรึกษา หากไม่มีป๋าก็ไม่สนุก และหากไม่มีหลวงพ่อป๋าก็วังเวง ภาพยนตร์ของหลวงพ่อมีหลวงพ่อเป็นพระเอก ป๋าทรงเป็นพระรอง ฉายที่ไหนมีคนดูล้นหลาม บัดนี้ไม่มีฉายแล้ว ไม่มีทั้งหลวงพ่อและไม่มีป๋า เป็นเคราะห์กรรมของเราจริง ๆ คิดถึงหลวงพ่อและคิดถึงป๋า เราได้แต่กราบภาพถ่าย ชีวิตแห่งการสร้างบารมีของพวกเราไม่สนุกเหมือนสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ สมมุติว่า ป๋าเป็นธรรมกายเชี่ยวชาญอย่างหลวงพ่อ ภาพยนต์เรื่องนี้จะมีรสชาติกว่าอะไรทั้งหลายในโลกทีเดียว

พระของขวัญคือ

การสอนกัมมัฏฐานอย่างพิสดารของหลวงพ่อ

     เคยเรียนถามท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถระ (พระอาจารย์วีระ) เหตุใดหลวงพ่อต้องทำพระของขวัญ พูดไปเพียงแต่นี้เท่านั้น ไม่ได้ซักอะไรมากไปกว่านี้

     ท่านเจ้าคุณภาวนา ฯ ตอบว่า “หลวงพ่อมีกลวิธีสอนให้คนเรียนภาวนาอย่างแยบยล โดยเอาพระของขวัญเป็นนิมิต เอานิมิตพระของขวัญไปตั้งที่ศูนย์กลางกาย จากนั้นก็ภาวนา สัม มา อะ ระ หัง จนกว่าพระของขวัญกลายเป็นพระพุทธรูปขาวใส (ธรรมกาย) จากนั้นจึงอธิษฐานขอความสำเร็จ” ท่านเจ้าคุณภาวนาฯ บอกว่า หลวงพ่อมีความประสงค์อย่างนั้น

     ปกติพวกเราชอบพระเครื่องกันอยู่แล้ว จะแก้ไม่ให้นิยมพระเครื่องทำไม่สำเร็จ เลยหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง พระของขวัญในครั้งนั้น ใครมาร่วมบริจาคเงินสร้างโรงเรียนพระปริยัติ ๒๕ บาท หลวงพ่อก็มอบพระให้ ๑ องค์ และไม่ว่าใครจะบริจาคมากน้อยแค่ไหน ก็องค์เดียวเหมือนกัน หากองค์ละ ๒๕ บาท กี่องค์จึงจะเป็นพันบาท เงินพันบาทยังทำอะไรไม่ได้ แค่ประสิทธิ์ประสาท ก็เหนื่อยแล้ว แล้วได้เงินมาเพียงพันบาท เมื่อไรจึงจะสร้างโรงเรียนได้ หลวงพ่อไม่มีความประสงค์ต้องการเงิน หลวงพ่อต้องการให้เรียนภาวนาโดยไม่รู้ตัว ถ้าสอนให้เรียนภาวนาแก่คนบางพวก เขาจะรู้สึกเบื่อ วิธีนี้เป็นกลอุบายที่ให้เขาเรียนโดยไม่รู้ตัว เพราะใคร ๆ ก็อยากได้ความสำเร็จ เมื่ออยากได้ ก็ต้องปฏิบัติตามสลากอธิบาย มันยากตรงพิมพ์สลาก เพราะในสลากนั้น ต้องอธิบายวิธีฝึกภาวนาโดยใช้ของขวัญเป็นนิมิต ส่วนเงินค่าก่อสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม พอข่าวทราบไปถึงใคร เขามาบริจาคเงินแก่ทางวัดเอง ด้วยทราบว่า วัดปากน้ำมีพระเณรมาก ยังไม่มีโรงเรียน ใครทราบอานิสงส์ เขาก็มาบริจาค ทางวัดถือว่าพระของขวัญเป็นของที่ระลึกที่ทางวัดจัดให้ ท่านเจ้าคุณภาวนา ฯ อธิบาย

     ไม่ใช่จบเพียงนั้น ท่านเจ้าคุณบรรยายต่อไปว่า หลวงพ่อท่านคำนึงถึงความเหนื่อยยากต่อการหาเงิน เมื่อทางวัดจะทำของขวัญสักครั้ง ของขวัญนั้นต้องมีคุณภาพ ให้สาสมแก่เงินที่เขาบริจาค การสร้างพระของหลวงพ่อต้องใช้ความรู้สูงกันหน่อย นั่นคือท่านใช้วิชาธรรมกายไปอาราธนาพระพุทธเจ้าที่เข้านิพพานไปแล้วมากน้อย ปานใดมาทำวิชาศักดิ์สิทธิ์ เสร็จความรู้ของหลวงพ่อแล้ว จึงนำพระมอบแก่ศิษย์ที่มาร่วมบริจาคเงินสร้างโรงเรียนต่อไป เพราะหลวงพ่อใช้ความรู้วิชาธรรมกายนั่นเอง พระของขวัญจึงศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ต้องการของปวงชนทุกหมู่เหล่า เวลานี้ราคาซื้อขายแพงมาก ไม่ว่าที่ใดแสวงหาแต่พระของขวัญ เลยเป็นจังหวะให้พวกมิจฉาชีพทำพระปลอมขายทั่วไป

     สรุปแล้ว หลวงพ่อประสบความสำเร็จในการเผยแพร่วิชาธรรมกายโดยวิธีพระของขวัญอีกแนวหนึ่ง

     ขอพูดวิธีทำพระของขวัญของหลวงพ่อสักหน่อย หลวงพ่อไม่ได้ทำพิธีพุทธาภิเษกอย่างที่เราเห็น ไม่ต้องมีการสวดมนต์ ไม่มีการจุดเทียนชัย พอได้พระพิมพ์ครบจำนวนแล้ว ทุกท่านที่เป็นธรรมกาย นั่งล้อมวงแล้วเดินวิชาทันที ท่านเป็นฆราวาสก็ทำได้ แต่การทำพระของขวัญนึกจะทำก็ทำ ทำเช่นนั้นไม่ได้ จะต้องให้พระศาสดาทรงเห็นชอบก่อน ว่าที่ทำไปนี้เพื่อการพระศาสนาอย่างไร สมควรหรือไม่ สมควรอย่างไร เรื่องนี้เราต้องเป็นธรรมกายจึงจะทราบ

การปลูกฝังการศึกษาปริยัติธรรมและวิปัสสนาธุระ

ของหลวงพ่อวัดปากน้ำเอาเป็นแบบอย่างได้

     หลวงพ่อวัดปากน้ำได้ปลูกฝังงานการศึกษา ทั้งฝ่ายปริยัติธรรมและวิปัสสนาธุระ ที่วัดปากน้ำ เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร ในสมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่นั้น ถือเป็นแบบอย่างได้อย่างดี

     การศึกษาด้านปริยัติธรรม คือ การศึกษานักธรรมและบาลีนั้น ไม่ต้องอธิบายเลย เพราะเราเห็นอยู่และเข้าใจดีแล้ว ขณะนี้ที่ไหน ๆ ก็จัดได้ ไม่เป็นที่ข้องใจแก่เรา มีหลักสูตร มีครู มีสถานที่ เราก็ทำได้แล้ว ไม่ยากอะไร

     การศึกษาด้านวิปัสสนาธุระ คือ การศึกษาเพื่อแจ้งนิพพานนั้นเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหลาย แม้มีเงินมีสถานที่ มีวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้ เราก็ดำเนินการศึกษาไม่ได้ เพราะขาดหลักสูตร แม้ตำราวิสุทธิมรรคมีให้เราศึกษาก็จริง เราจะจัดการด้านวิปัสสนาธุระไม่ได้ เหตุผลที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ จัดการศึกษาด้านวิปัสสนาธุระขึ้นได้ ก็เพราะหลวงพ่อท่านบรรลุวิชาธรรมกาย คือท่านบรรลุวิธีทำใจให้ใสตามคำสอนของพระศาสดาข้อที่ ๓ ที่ว่า สจิตตปริโยทปนํ ท่าน สามารถกำหนดหลักสูตรวิชาวิปัสสนาธุระได้ เมื่อมีหลักสูตรแล้ว หลวงพ่อก็หาครู ครูจึงได้แก่ผู้บรรลุวิชาตามที่หลวงพ่อสอน เพียงเท่านี้ หลวงพ่อก็สามารถตั้งโรงเรียนวิปัสสนาธุระได้ที่วัดปากน้ำ โดยหลวงพ่อท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นผู้ควบคุมดำเนินการสอน หนังสือหลักสูตรที่หลวงพ่อพิมพ์ขึ้นใช้สมัยหลวงพ่อมี ๒ เล่ม คือ

     ๑. หนังสือมรรคผลนิพพาน (หนังสือ ๑๘ กาย)

     ๒. หนังสือคู่มือสมภาร

     ข้อเสียอย่างหนึ่ง ที่หลวงพ่อลืมนึกถึง ในการตั้งโรงเรียนวิปัสสนาธุระคือ ไม่ได้ขึ้นป้ายอย่างเป็นทางการ คงตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมอย่างเป็นทางการอย่างเดียว คือ โรงเรียนปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ เท่านั้น

     กลับมาดูงานตั้งโรงเรียนวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อกันใหม่ อันที่จริง หลวงพ่อท่านตั้งแล้ว แต่ไม่เป็นทางการเท่านั้น หลวงพ่อท่านเรียกโรงเรียนวิปัสสนาธุระในวัดปากน้ำว่า “โรงงาน” แต่พระทิพย์ปริญญา ท่านว่า คือ กุฏิที่หลวงพ่อใช้สอนวิปัสสนาชั้นสูง ขั้นทำวิชาปราบมาร ผู้ที่จะเข้าเรียนวิชาระดับนี้ หลวงพ่อท่านเฟ้นเอาแต่ระดับหัวกะทิเท่านั้น ส่วนท่านที่เรียนทั่วไป มี ๒ อาจารย์ คือ หลวงพ่อท่านสอนเองบนศาลาบำเพ็ญบุญ และศิษย์ของท่าน หากใครเรียนเก่งถึงขั้นที่หลวงพ่อจะตั้งเงินเดือนให้ หลวงพ่อท่านก็ตั้งเงินเดือนให้ ทราบว่าหัวหน้าเวรเดือนละ ๓๐๐ บาท รองหัวหน้าเวร ๑๕๐ บาท ลูกเวร ๗๐ บาท อาหารการกินอยู่กับกงสีใหญ่ ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค อยู่กับกงสีใหญ่คือ หลวงพ่อ สรุปแล้วหลวงพ่อท่านตั้งโรงเรียนวิปัสสนาธุระขึ้นแล้ว เป็นโรงเรียนกินนอน ที่เราได้ยินว่า “โรงงาน” นั่นเอง

     หลักสูตรวิปัสสนาธุระ หลวงพ่อท่านพิมพ์ขึ้น ๒ เล่ม ระดับชั้นมูลใช้หนังสือมรรคผลนิพพาน ๑๘ กาย ระดับมัธยมใช้หนังสือคู่มือสมภาร ส่วนระดับอุดมศึกษาใช้หนังสือมรรคผลพิสดาร ซึ่งหลวงพ่อสอนเอง (หนังสือมรรคผลพิสดารท่านเจ้าคุณภาวนา ฯ อาจารย์วีระ พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗)

     สรุป แล้ว หลวงพ่อท่านวางรากฐานการศึกษาปริยัติธรรมและการศึกษาวิปัสสนาธุระที่วัดปาก น้ำ อย่างสมบูรณ์แล้ว ถือเป็นแบบอย่างได้เป็นอย่างดี

     ท่านอยากทราบว่า การศึกษาปริยัติธรรมกับการเรียนวิปัสสนาต่างกันอย่างไร

     การเรียนปริยัติธรรม เราลืมตาเรียน แต่การเรียนวิปัสสนาต้องหลับตาเรียน

     การเรียนปริยัติธรรม ต้องท่องจำ เข้าใจ แต่การเรียนวิปัสสนาต้องนั่งสมาธิทำใจ ฝึกใจ ไปตามหลักสูตรที่หลวงพ่อกำหนดไว้

     การวัดผลด้านปริยัติธรรม ต้องสอบในสนามหลวง ส่วนการวัดผลด้านวิปัสสนา อาจารย์วิปัสสนาเป็นผู้ชี้ขาด ว่าใครมีความรู้ระดับใด ครั้งนั้นยังไม่มีใบประกาศนียบัตรให้ ได้แต่ยอมรับกันเองในหมู่พวกเรากันเอง

     ผู้เขียนยอมรับว่าหลวงพ่อมีอภินิหาร ที่สามารถฟื้นฟูวิปัสสนาธุระขึ้นมาได้

     เพราะวิปัสสนา เป็นธุระที่เราควรทำ เพื่อเกิดสภาพแห่งใจใส สภาพแห่งใจใสก่อให้เกิดคุณธรรมแก่ใจตน

     คุณธรรมที่ว่านี้คือ หิริโอตตัปปะ และคนที่มีสภาพใจเป็นหิริโอตตัปปะเป็นคนที่สังคมปรารถนา

     ปัญหาน้อยใหญ่เกิดแก่ชาติบ้านเมืองเราก็ดี เกิดแก่โลกก็ดี มูลเหตุมาจากคนที่มีสภาพใจขุ่นมัวทั้งสิ้น

     ดังนั้น สำนักใดที่มีแต่การศึกษาปริยัติธรรมเพียงอย่างเดียว ย่อมแสดงว่า จัดการศึกษาไม่ครบองค์ตามคติทางพระศาสนา คนของเราจะเจริญแต่ความรู้ แต่ขาดการเจริญทางใจ ส่งผลให้คนของเราทำกรรมบาปอยู่ดี และเมื่อมีการทำกรรมชั่วเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบต่อสังคมทันที คือสังคมจะมีแต่ความทุกข์ร้อน แม้เราไม่ได้ทำ แต่เราก็พลอยได้ทุกข์ไปกับเขาด้วย เหมือนตีวัวกระทบคราด หยิกเล็บแล้วเจ็บเนื้อ ถึงเราจะจัดปริยัติธรรมได้ดีปานใด หากไม่จัดการศึกษาวิปัสสนา เราก็ตกอยู่ใน “ความประมาท” อยู่ดี ไม่ว่านักปราชญ์ไหน ท่านจะว่าเราประมาททั้งนั้น

     ครั้นเราได้โต้ว่าขาดตำรา ขาดครู พูดได้ แต่ฟังไม่ขึ้น เพราะเราทราบทั่วกันว่า วัดปากน้ำภาษีเจริญให้บริการทุกอย่าง หากขาดตำราขอไปได้ หากส่งคนไปเรียน ปัญหาขาดครูสอนก็จะหมดไป

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org