|
โรงเรียนปริยัติธรรมของหลวงพ่อเกิดขึ้นแล้วที่วัดปากน้ำ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓ เกิดโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นในวัดปากน้ำ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๓ ชั้น ทันสมัย มีอุปกรณ์เครื่องใช้พร้อม ในวงเงิน ๒ ล้านเศษ อันเป็นเงินที่ปวงชนเขาศรัทธาในหลวงพ่อ ถวายแก่หลวงพ่อ ไม่ใช่ได้มาเป็นก้อน เขาถวายทีละเล็กละน้อย สมัยนั้นเงิน ๒ ล้านเศษ ไม่มีทางที่จะหามาได้ เว้นแต่รัฐบาลเท่านั้น ที่จะทำได้ นี่คืออภินิหารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ข้าพเจ้าดีใจมาก เพราะสมัยนั้น ทางการสงฆ์หาศาลาการเปรียญที่ไหนใช้เป็นสนามสอบธรรมสนามหลวงไม่ได้ เมื่อหลวงพ่อสร้างโรงเรียน ทางการสงฆ์ใช้โรงเรียนของหลวงพ่อเป็นที่สอบธรรมสนามหลวง พระเณรไม่ต้องแบ่งแยกย้ายไปวัดโน้นบ้างวัดนี้บ้าง เมื่อมารวมสอบที่วัดปากน้ำแห่งเดียว ย่อมสะดวกหลายประการ การตั้งกรรมการคุมสอบก็ดี การจัดซองข้อสอบก็ดี ตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้ ที่สำคัญก็คือ พระเณรท่านอยากมาวัดปากน้ำ เพราะมีอาหารการฉันบริบูรณ์ เพียงแต่บอกว่า หลวงพ่อเป็นเจ้าภาพ เพียงเท่านี้ ศิษย์ของหลวงพ่อทั่วนครก็เฮโลกันมาสนับสนุน โรงเรียนของหลวงพ่อหลังนี้ต่อมามีชื่อว่า “โรงเรียนพระปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์” ชั้นหนึ่งใช้เป็นโรงเรียนนักธรรม อีกชั้นหนึ่งเป็นโรงเรียนบาลี และอีกชั้นหนึ่งเป็นโรงเรียนวิปัสสนา สรุปแล้ว โรงเรียนหลังนี้ครบธุระ ๒ คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ จึงดีใจกับหลวงพ่อเหลือเกิน ที่โรงเรียนหลังนี้ให้ประโยชน์สูง หลวงพ่อคงจะคิดมาก ครั้งนั้นการเงินหายาก เพราะอยู่ในระหว่างคาบลูกคาบดอกแห่งสงคราม ศิษย์ของหลวงพ่อทราบว่าหลวงพ่อจะสร้างโรงเรียนต่างก็มาบริจาคเงินถวาย ไม่รู้จะเอาอะไรเป็นรางวัลน้ำใจแก่ศิษย์ จึงตัดสินใจทำพระขึ้น หลวงพ่อเรียกว่า “ของขวัญ” ต่อมาเรียก “พระของขวัญ” คือ ให้เป็นของขวัญแก่ศิษย์ที่มาบริจาคเงินสมทบสร้างโรงเรียน ดร.วิลเลียม เปอร์เฟอร์ท แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด มาบวชเพื่อศึกษาวิชาธรรมกาย ในปี พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร.วิลเลียม เปอร์เฟอร์ท แห่งมหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดและอาจารย์มหาวิทยาลัยอีก ๒ คน มาบวชที่วัดปากน้ำเพื่อศึกษาวิชาธรรมกายทั้ง ๓ ท่าน หลวงพ่อให้ฉายาว่า กปิลวัฑโฒ ปัญญาวัฑโฒ และ สัทธาวัฑโฒ เมื่อภิกษุทั้ง ๓ กลับประเทศอังกฤษ ยังได้เผยแพร่วิชาธรรมกาย ดังนั้นการเผยแพร่วิชาธรรมกายในต่างแดน มีมาแต่ครั้งนั้น บัดนี้ งานเผยแพร่วิชาธรรมกาย กำลังเผยแพร่เกือบทั่วโลกแล้ว โดยท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถร (อาจารย์วีระ อาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาวัดปากน้ำเป็นผู้นำร่อง) ศิษย์หลวงพ่อที่เป็นพระสงฆ์ศึกษาอยู่ในต่างประเทศ ได้ทำหน้าที่เผยแพร่ไปด้วย แม้ข้าพเจ้าเองก็มีคนมาติดต่อให้ไปช่วยสอนในต่างประเทศเหมือนกัน วิชาธรรมกายคือ เรื่องการทำใจให้ใส ตามคำสอนของพระศาสดาที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ อานิสงส์เบื้องต้นของการพัฒนาใจ ถ้าทำใจให้ใสได้ เขาย่อมมีใจเป็น หิริโอตตัปปะ หากคนทั้งโลกมีสภาพใจอย่างนี้ สันติจะมาสู่โลกทันที เอาใจช่วยอยู่เหลือเกิน ขอให้วิชาธรรมกายเผยแพร่ได้ทั่วโลกโดยเร็ว สรุปแล้ว งานคันถธุระและวิปัสสนาธุระ เกิดขึ้นที่วัดปากน้ำเกินคาดหมาย งานของพระศาสนา เจริญขึ้นที่วัดปากน้ำ ในสมัยที่หลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาส ถ้าไม่เรียกอภินิหารของหลวงพ่อ แล้วจะเรียกอะไร งานสร้างเสนาสนะสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ งานสร้างเสนาสนะ หลวงพ่อไม่นิยม บางครั้งลูกศิษย์ต้องไปกราบเรียนบอกพระไม่มีกุฏิ เรือนไม้ก็จะพัง หลวงพ่อมักจะบอกว่า ยังไม่จำเป็น การศึกษาจำเป็นกว่า เว้นแต่ผู้มีจิตศรัทธาแจ้งความจำนง หลวงพ่อจึงจะจัดสร้างให้ หลวงพ่อไม่นิยมสร้างพระใหญ่พระโต มีแต่จะสร้างพระเป็น พระเป็นหมายถึง เป็นธรรมกาย พูดถึงที่อยู่อาศัย หลวงพ่อปรารภเสมอว่า การสร้างคนให้เจริญด้วยการศึกษา สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด วันเวลาล่วงไป แต่การศึกษาของเราไม่ทัน เราก็เป็นผู้ล้าหลังอยู่ดี งานก่อสร้างมีเงินแล้วทำได้ ไม่ยากอะไร แต่เสียเวลาเล่าเรียน มัวแต่เอาเวลาไปยุ่งกับวัตถุ ทำเช่นนั้นฉลาดอยู่หรือ หากเราไปก่อสร้าง ย่อมจะเกิดเสียงดัง รบกวนพระที่กำลังท่องตำรา พระเณรของเราก็จะเอาแต่หอบหนังสือไปท่องที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง เสียเวลาเรียนของท่านเปล่า ๆ กุฏิและที่ทางที่เรามีอยู่พออาศัยกันได้ ก็ช่วยกันไป หลวงพ่อกล่าวเช่นนั้น ลุงเปล่ง ศิษย์คนโปรดของหลวงพ่อ กล้าพูดกับหลวงพ่อ เพราะรู้ว่าหลวงพ่อรักและเมตตา “หลวงพ่อครับ กุฏิหลังนั้น มีพระอยู่ตั้ง ๒๐ รูป ห้องส้วมก็ผุใกล้จะพัง ทางวัดน่าจะจัดการ” “เปล่ง เอ็งเฉย ๆ ไว้ เดี๋ยวเทวดาเขาหาคนมาทำ” หลวงพ่อตอบอย่างนั้น อีก ๗ วันต่อมา ลุงเปล่งก็มานมัสการหลวงพ่อดังเคย ลุงเปล่งยังไม่ทันนั่งยังไม่ทันกราบหลวงพ่อ หลวงพ่อเอ่ยขึ้นก่อนว่า “เปล่ง เอ็งมาก็ดีแล้ว” ชี้ไปทางกุฏิหลังนั้น “สัม มา อะ ระ หัง อย่างเดียวเทวดาก็ดลใจเจ้าภาพมาทำส้วมให้เอง” ลุงเปล่งบอกว่า หลวงพ่อท่านว่าเราด้วย บอกให้ฝึก สัม มา อะ ระ หัง นานแล้ว เราก็ยังไม่ได้ทำ กล่าวถึงอาคารใหม่เกิดขึ้น ๒ หลัง ในยุคนั้นฮือฮากันมาก หลังแรกคือ โรงเรียนพระปริยัติธรรม หลังที่ ๒ คือ กุฏิ ๒ ชั้น หลังซึ่งสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อยู่ทุกวันนี้ (อาคารประกอบอื่น โปรดดูเอกสารของวัดปากน้ำ) ขอกล่าวถึงกุฏิหลังงาม คือ กุฏิที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์อยู่ปัจจุบัน ครั้งนั้น ถือว่าสวยงาม ใคร ๆ เห็นเป็นต้องออกปากชมว่า สง่างาม การก่อสร้างประณีต ผู้มีจิตศรัทธาปรารถนาสร้างให้หลวงพ่ออยู่ พอสร้างเสร็จปรากฏว่าหลวงพ่อไม่อยู่ หลวงพ่อก็ยังคงอยู่กุฏิหลังเล็กของหลวงพ่อตามเดิม ต่อมาจำต้องรื้อกุฏิหลังเล็กของหลวงพ่อ เพื่อสร้างอาคารขึ้นใหม่ตามโครงการของวัด หลวงพ่อจึงปฏิเสธไม่ออก จำต้องขึ้นอยู่กุฏิหลังใหม่ โดยภาวะจำยอม เดี๋ยวนี้ วัดปากน้ำเป็นเมืองสวรรค์ เสนาสนะสวยไปหมดทุกตารางนิ้ว เป็นอภินิหารของหลวงพ่อ หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพไปแล้ว หลวงพ่อถือคติว่า ต้อง การให้การศึกษาแก่ทุกคน ทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ ศาสนาเจริญโลกก็เจริญ อย่าไปติดวัตถุ ให้พัฒนาใจก่อน เมื่อคนมีสภาพใจใสเสียอย่างเดียว จะส่งผลให้อะไรทั้งหลายดีไปหมด สมณศักดิ์ของหลวงพ่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ พระสด จนฺทสโร พ.ศ. ๒๔๕๙ พระสมุห์สด (ฐานานุกรมของเจ้ากรมศากยบุตติยวงศ์) พ.ศ. ๒๔๖๔ พระครูสมณธรรมสมาทาน พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นอุปัชฌาย์ พ.ศ. ๒๔๙๒ พระภาวนาโกศลเถระ (พระราชาคณะชั้นสามัญ) พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้รับพระราชทานพัดเทียบเปรียญ พ.ศ. ๒๔๙๘ พระมงคลราชมุนี( พระราชาคณะชั้นราช) พ.ศ. ๒๕๐๐ พระมงคลเทพมุนี (พระราชาคณะชั้นเทพ)
คำว่า”ธรรมกาย” สู่วงการสงฆ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ คำว่า “ธรรมกาย” ไม่คุ้นหูเราท่าน แต่แรกที่ฟัง ย่อมเกิดความเข้าใจกันไปต่าง ๆ แต่คนที่ฝึกหัดพัฒนาใจกับหลวงพ่อเข้าใจคำว่า “ธรรมกาย” เป็นอันดี แต่แล้วคำว่า “ธรรมกาย” ก็สู่วงการของสงฆ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ เหตุมาจากศิษย์หลวงพ่อ คือ อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร ทรงถามอุบาสิกาเนาวรัตน์ว่า อยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับพระครูสมณธรรมสมาทาน (หลวงพ่อสด) แห่งสำนักวัดปากนำนั้น หลวงพ่อท่านสอนอย่างไร และเห็นอะไรบ้าง อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์ ก็กราบทูลเล่าเนื้อวิชาถวาย เรียนอย่างไร ฝึกอย่างไร เห็นอะไรก็กราบทูลเช่นนั้น ปรากฏว่า เป็นที่พอพระทัยของสมเด็จ ฯ จึงทรงบัญชาให้อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์เขียนตำราถวาย อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์ได้นำความไปกราบทูลหลวงพ่อ หลวงพ่อได้แต่แจ้งแก่ศิษย์ว่า นี่เป็นบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช เมื่อทรงบัญชาสั่งมายังพวกเธอ พวกเธอจงช่วยกันรวมความรู้แล้วพิมพ์เป็นเล่มถวายสมเด็จ ฯ จงรีบทำโดยเร็ว เธอทั้งหลายเรียนกันมามากแล้ว ทบทวนความรู้ดูใหม่ ทำหลักสูตรจากง่ายไปหายากลองนึกดูว่าหลวงพ่อสอนอะไรไว้บ้าง รื่องใดแต่ครั้งใด หารือในหมู่พวกเธอกันเอง อย่ามากวนหลวงพ่อมากนัก แต่ถ้าสงสัยเรื่องใดให้ถามเป็นเรื่อง ๆ แล้วหลวงพ่อจะเทศน์ให้ฟังใหม่ ปรากฏว่า ศิษย์หลวงพ่อเหงื่อแตกไปตาม ๆ กัน เพราะไม่มีใครจดโน๊ตความรู้ที่หลวงพ่อสอนไว้เลย ในที่สุด ศิษย์หลวงพ่อก็ต้องมาประชุมกัน ซึ่งประกอบด้วย อุบาสิกาเนาวรัตน์ หิรัญรักษ์ อุบาสิกาสมทรง สุดสาคร และคุณฉลวย สมบัติสุข เป็นตำราออกมาชื่อว่า “คู่มือสมภาร” และได้นำหนังสือ “คู่มือสมภาร” ถวายแต่พระสังฆราช ฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ หนังสือคู่มือสมภาร กล่าวถึงการพัฒนาใจ ตามคำสอนของพระศาสดาข้อที่ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ จนในที่สุดเข้าถึง “ธรรมกาย” เป็นอันว่า คำ “ธรรมกาย” ได้เข้าสู่วงการสงฆ์ แต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นต้นมา การเผยแพร่ธรรมกายครั้งแรก หลวงพ่อเป็นผู้เผยแพร่เอง ตามประวัติค้นได้จากบันทึกของหลวงพ่อว่า หลวงพ่อบรรลุวิชาธรรมกายที่วัดบางคูเวียง คลองบางกอกน้อย จังหวัดนนทบุรี เมื่อออกพรรษาแล้ว ออกจากวัดบางคูเวียงไปสอนที่วัดบางปลา อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม พระสงฆ์เป็นธรรมกาย ๓ รูป ฆราวาส ๔ คน ปี พ.ศ. ใดยังค้นไม่ได้ อีกครั้งหนึ่งคือ คราวที่หลวงพ่อไปจำพรรษาที่วัดพระศรีมหาธาตุ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี เผยแพร่ธรรมกาย แต่ไม่บันทึกข้อมูลไว้ การเผยแพร่ธรรมกายในต่างประเทศครั้งแรก พระ ดร. ทิตเวโทภิกขุ ศิษย์ของหลวงพ่อ ได้ไปต่างประเทศ เมื่อไปถึงประเทศอังกฤษ ได้พบกับ ดร.วิลเลียม เปอร์เฟอร์ท ชาวอังกฤษ ศาสตราจารย์สอนวิชาปรัชญาศาสนา มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด ดร.วิลเลียม คิดอย่างไรไม่ทราบ มาบวชเรียนวิชาธรรมกายที่วัดปากน้ำ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๗ ครั้นต่อมา มีเพื่อนบัณฑิตชาวต่างประเทศ ของ ดร.วิลเลียม มาบวชอีก ๒ ท่าน รวมนักบวชชาวต่างประเทศ ๓ ท่าน จำได้ว่า หลวงพ่อให้ฉายาวัฑโฒ ทั้งนั้น คือ ปญฺญาวฑฺโฒ กปิลวฑฺโฒ และสทฺธาวฑฺโฒ ต่อมาพระชาวต่างประเทศ ๓ รูปกลับไปต่างประเทศ การเผยแพร่วิชาธรรมกายในต่างประเทศ เริ่มแต่ครั้งนั้นแล้ว บัดนี้ศิษย์หลวงพ่อที่ไปศึกษาในต่างประเทศ ได้เผยแพร่วิชาธรรมกายไปด้วย ดูไปแล้ว วิชาธรรมกายเผยแพร่ไปเกือบทั่วโลก แม้ผู้เขียนเอง ก็ยังมีพระท่านมาติดต่อให้ไปสอนต่างประเทศด้วย แต่ยังไม่รับปาก เพียงแต่บอกว่ารอไปก่อน เพราะปัจจุบันหลวงพ่อให้ผู้เขียนทำวิชาปราบมาร งานปราบมารที่หลวงพ่อสั่งให้ทำนี้ ต้องทำทุกวันอีกประการหนึ่ง ผู้เขียนมีภาระจะต้องดูแลครอบครัว จึงไปไหนมาไหนไม่คล่องตัว ต้องขอดูเหตุการณ์ก่อน พูดถึงการเผยแพร่ในต่างประเทศ ท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถระ (พระอาจารย์วีระ) ดำเนินการมา ถึงขั้นตั้งวัดในต่างประเทศไปแล้วหลายประเทศ เป็นผู้นำร่องเรื่องนี้มาแต่ต้น ขณะนี้เป็นยุคใหม่ เท่าที่ทราบก็คือพระสมศักดิ์ มหพฺพโล สำนักปฏิบัติธรรมมงคลธรรมกายาราม ตำบลบ้านโป่งงาม อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย กำลังเผยแพร่วิชาธรรมกายในต่างประเทศ น่าอนุโมทนาและช่วยกันสนับสนุน หลวงพ่อเริ่มอาพาธและมรณภาพในที่สุด หลวงพ่อเริ่มอาพาธมาแต่ปี ๒๔๙๙ ด้วยโรคความดันโลหิตและโรคไส้เลื่อน เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสงฆ์ ๒ ครั้ง เข้าผ่าตัดไส้เลื่อนที่โรงพยาบาลศิริราช ๑ ครั้ง ปกติก็มีหมอมาให้การรักษาที่วัด ครั้นถึงปี ๒๕๐๒ อาการโรครุนแรงขึ้น หลวงพ่อมรณภาพเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๒ เวลา ๑๕.๐๕ น. ณ กุฏิหลังใหม่ในวัดปากน้ำ และได้เคลื่อนศพไปประกอบการกุศลที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมภาวนานุสนธิ์ รวมอายุ ๗๕ ปี รวมจำนวนพรรษา ๕๓ พรรษา ขณะนี้ ศพหลวงพ่อประดิษฐานอยู่หอสังเวชนียมงคลเทพนิรมิต นับแต่หลวงพ่อมรณภาพมาจนถึงบัดนี้ ประชาชนมากราบไหว้ไม่ขาดสาย ทางวัดประกาศไม่ให้เผาศพหลวงพ่อ ความเจริญของวัดปากน้ำปลายสมัยของหลวงพ่อ หลวง พ่อเริ่มอาพาธตั้งแต่ปี ๒๔๙๙ นั้น หลวงพ่อมีสมณศักดิ์เป็น “พระมงคลราชมุนี” จัดว่าเป็นยุครุ่งเรือง เพราะมีผู้มีจิตศรัทธามาสร้างเสนาสนะให้มากขึ้น มีพระเณรมากขึ้น มีคนมาเรียนภาวนากันมากขึ้น สำนักบาลีวัดปากน้ำโด่งดัง เพราะพระเณรสอบเปรียญเอกได้มากขึ้น รวมความว่าชื่อเสียงวัดปากน้ำระบือนามไปทั่ว ที่น่าเป็นห่วงอยู่ก็เรื่องรับแขกของหลวงพ่อ หลวงพ่อต้องรับแขกทั้งที่ป่วย ใครเขามาวัดหากไม่มีโอกาสได้กราบหลวงพ่อก็แปลว่า เขาผิดหวังอย่างมาก ทางวัดแก้ปัญหานี้ไม่ตก ต้องยอมให้ประชาชนได้เข้ามาไหว้ ใกล้จะมรณภาพ หลวงพ่อไม่พูดแล้ว เพราะอาการของโรค แต่หลวงพ่อใช้สายตาพูดด้วย กล่าวคือหลวงพ่อจะมองที่ใบหน้าของเขาทั่วทุกคน แล้วแขกชุดนั้นก็กลับ แขกชุดใหม่เข้ามาอีก หลวงพ่อก็ทำอย่างนั้นอีก เหตุที่ผู้เขียนกล่าวอย่างนี้ เพราะผู้เขียนได้ไปไหว้ก่อนมรณภาพเพียงวันเดียว ได้ถวายของแก่หลวงพ่อ โยมประยูรไวยาวัจกรของวัดยังเอามือหลวงพ่อมาแตะรับของถวายให้ด้วย ไม่นึกว่าหลวงพ่อจะมรณภาพในวันรุ่งขึ้น หากรู้ว่าหลวงพ่อจะมรณภาพในวันรุ่งขึ้นก็จะกราบอย่างทิ้งทวนทีเดียว แต่วันนั้นรู้สึกเฉลียวใจ ทำไมหลวงพ่อมองหน้าเราอย่างจ้องทีเดียว ทุกคราวที่เคยไปกราบระหว่างป่วย มักจะยิ้มให้ด้วยแล้วก็มองหน้า จากนั้นก็มองไปยังแขกผู้อื่น เรารีบกราบแล้วรีบกลับ แต่คราวนี้จ้องหน้า จนเราต้องหลบ รีบกราบแล้วก็กลับ พอมาถึงยุคที่หลวงพ่อได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น “พระมงคลเทพมุนี” วัดปากน้ำยิ่งเจริญมากขึ้น ยุคที่หลวงพ่อเป็น “พระมงคลเทพมุนี” วัดปากน้ำมีลาภผลมาก แต่เรามักกังวลใจที่หลวงพ่ออาพาธถึงขั้นออดแอด แม้กระนั้นหลวงพ่อก็ยังรับแขกเหมือนเดิม การมากราบหลวงพ่อช่วงนี้ หลวงพ่อไม่พูดแล้ว ใช้สายตาคุยกับแขก ในช่วงใกล้มรณภาพ มีเสียงบ่นกันว่า หลวงพ่อหัวเราะให้หรือเปล่า หากรายใดหลวงพ่อหัวเราะให้ ถือกันว่าถูกใจหลวงพ่อ หากประกอบกรรมดี ถือว่าการอันนั้นถูกใจหลวงพ่อ หลวงพ่อถึงกับหัวเราะให้ รายใดที่หลวงพ่อไม่หัวเราะ แปลว่า ต้องปรับปรุงกิจการนั้นใหม่ หลวงพ่อหัวเราะให้ เท่ากับยาทิพย์ชะโลมใจ สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |