Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปกิณกะ arrow อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ arrow อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ (11)
อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ (11) PDF พิมพ์ ส่งเมล

หลวงพ่อไปอยู่วัดใดบ้างและได้ทำอะไรที่วัดเหล่านั้น

     หลวงพ่อได้จาริกไปอยู่หลายวัด แต่ละวัดที่ไปอยู่ได้ทำประโยชน์ เท่าที่ค้นคว้าได้มีดังนี้ วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี วัดโพธิ์ กรุงเทพ ฯ วัดชัยพฤกษ์มาลา กรุงธนบุรี วัดบางคูเวียง (วัดโบสถ์บน ต.บางคูเวียง) จังหวัดนนทบุรี และวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี เหตุการณ์และผลงานมีดังนี้

๑. วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

     วัดสองพี่น้อง ต้องจัดว่าเป็นวัดสำคัญ เพราะเป็นวัดที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อหลายอย่าง คือ เป็นวัดที่ครอบครัวของหลวงพ่อทำบุญวัดนี้เป็นวัดที่หลวงพ่อรับการศึกษา เบื้องต้น เป็นวัดที่หลวงพ่ออุปสมบท เป็นวัดแรกที่หลวงพ่อเรียนกัมมัฏฐาน เป็นวัดแรกที่หลวงพ่อจำพรรษา เป็นวัดที่หลวงพ่อตั้งทุนการศึกษา เพื่อตั้งโรงเรียนปริยัติธรรม และเมื่อหลวงพ่อเป็นเด็ก หลวงพ่อก็มาเล่นที่วัดนี้เหมือนกัน เพราะญาติของหลวงพ่อบวชอยู่วัดนี้ หลวงพ่อมารับการศึกษาเบื้องต้น จำเป็นต้องมาเล่นที่วัดนี้ จึงว่าวัดสองพี่น้องเป็นวัดสำคัญ

     เป็นการบังเอิญหรืออย่างไรไม่ทราบ ที่ผู้เขียนเคยเป็นเด็กวัดสองพี่น้อง เรียนหนังสือระดับมัธยมศึกษาที่วัดนี้ เป็นเวลา ๕ ปี ตั้งแต่ ม.๑-ม.๕ (พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๕) จากโรงเรียนราษฎร์ของวัด ชื่อโรงเรียนอุภัยภาดาวิทยาลัย เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้องสมัยนั้น คือ พระครูอุภัยภาดารักษ์ ชื่อของโรงเรียนใช้ชื่อเจ้าอาวาส อยู่ในความอุปถัมภ์ของวัด โรงเรียนใช้อาคารของวัดเป็นสถานที่เรียน

     กล่าวถึง การศึกษาปริยัติธรรมของวัดสองพี่น้อง มีทั้งแผนกนักธรรมและบาลี มีภิกษุและสามเณรหนึ่งร้อยเศษ เด็กวัดไม่ต่ำกว่าร้อย คณะที่มีพระเณรมากที่สุดคือ แผนกเรียนบาลี ส่วนพระนวกะที่บวชตามฤดูกาล จะเรียนนักธรรม การบวชตามฤดูกาลเคร่งครัดมาก ใครมีอายุครบบวช จะต้องบวชทุกคน ไม่มียกเว้น ใครไม่บวชถือว่าผิดประเพณี อาจถึงกับตัดญาติขาดมิตรกันทีเดียว ใครไม่บวชจะไปขอลูกสาวใคร จะได้รับการปฏิเสธ หากใครได้เปรียญ จะได้รับค่านิยมสูง

     งานการเรียนบาลีอยู่ในการปกครองของ พระครูสุนทรปริยัติกิจ (เก็บ ภทฺทิย ป.ธ. ๗) ครูสอนบาลีได้แก่ พระมหาธรรมนูญ วงษ์บัณฑิต (ป.ธ. ๗) พระมหาจิต ใจสัจจะ (ป.ธ. ๖) พระมหาสุจิตร สุวรรณศิริ (ป.ธ. ๕) พระมหาฉลองและพระมหาสมุน (จำประโยคของท่านไม่ได้)ฯ

     ปีหนึ่งสำนักเรียนวัดสองพี่น้อง มีผู้สอบได้เปรียญจำนวนมาก สำนักเรียนนี้โด่งดัง ใครก็สู้ไม่ได้ในสมัยนั้น จำได้ว่ากลางคืน เราจะได้ยินเสียงท่องหนังสือ ไม่ว่าจะเดินไปคณะไหน มีแต่เสียงท่องหนังสือของพระเณรประชันเสียงกับนักเรียนมัธยม เพราะนักเรียนมัธยมส่วนใหญ่เป็นเด็กวัด เป็นบรรยากาศการเรียนอย่างแท้ แถมยังมีเสียงของนาคท่องมนต์และขานนาคประดังเข้ามาอีก หากใครเป็นคนช่างจำ เราไม่ต้องท่อง เพียงแต่เราเดินผ่านไปสัก ๒ เที่ยว เราแอบจำได้เกือบหมด เด็กวัดรุ่นข้าพเจ้าจำบทสวดมนต์ได้หลายบทโดยไม่ต้องท่อง

     การเรียนบาลีของสำนักเรียนวัดสองพี่น้อง เขาแปลเป็นทำนองน่าฟัง เสียงแปลหนังสือของพระเณรดังไปไกล ใครแปลผิดแปลถูก เราทราบ สามเณรผู้หนึ่งแปลหนังสือไม่ได้ คนฺตฺวา แปลว่าไปแล้ว สามเณรน้อยท่านก็ว่า คนฺตฺวา อยู่ ๓ ครั้งแล้วก็หยุด ครูเขาก็ว่า แปลไปซี แต่เป็นเพราะแปลไม่ได้ จึงหยุดอยู่แค่นั้น กล่าวถึงเพื่อนของสามเณรอีกรูปหนึ่ง เกรงว่าเพื่อนสามเณรจะถูกครูเขาทำโทษ จึงเอาผ้าแดงห่อช้อนโบกไปกับลม สามเณรในชั้นเรียนเห็นผ้าแดงโบก ก็นึกคำแปลได้จึงขึ้นว่า คนฺตฺวา แดงไปแล้ว เท่านั้นเอง ครูก็เอาชอล์กปามา เพราะแปลผิด ครูเขาถามว่า เอาแดงมาจากไหน เพราะคนฺตฺวา แปลว่า ไปแล้ว พอสามเณรออกจากชั้นเรียน ได้ถามว่าเวลาครูเขาปามาทำไมเราไม่หลบ สามเณรตอบว่า “ถ้าเราหลบเดี๋ยวครูปามาอีก” คือถ้าหลบแล้ว ชอล์กจะไม่ถูกเรา เพราะเราหลบ ครูจะไม่หายโกรธ เดี๋ยวจะปามาอีก ตลกแปลบาลี รุ่นผมยังได้ยิน

     คณะที่เรียนบาลี มีโรงครัวด้วย ทราบว่าหลวงพ่อไปตั้งทุนการศึกษาให้ จึงตั้งสำนักบาลีได้ มหาเปรียญรุ่นนั้น ลาสิกขาไปก็มาก และที่อยู่เป็นกำลังสำคัญของพระศาสนาก็มี เช่น พระมหาฉลอง ได้เป็นเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรีมีราชทินนามว่า พระเทพสุพรรณาภรณ์ (วัดป่าเลไลยก์ อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี)

พระกัมมัฏฐานสำคัญ ของอำเภอสองพี่น้องสมัยหลวงพ่อบวช

     พระกัมมัฏฐานสำคัญ คือ หลวงพ่อเหนี่ยง (พระครูวินยานุโยค) เจ้าอาวาสวัดสองพี่น้อง และหลวงพ่อโหน่งเป็นพระลูกวัดในวัดสองพี่น้อง พระเถระสำคัญนี้ อยู่วัดเดียวกัน โด่งดังขึ้นมาพร้อมกันด้วยวิชากัมมัฏฐาน

     หลวงพ่อเหนี่ยง เป็นชาว “บ้านต้นตาล” อำเภอสองพี่น้อง และหลวงพ่อโหน่งเป็นชาว “ท้ายบ้าน” อำเภอสองพี่น้อง บ้านต้นตาลและบ้านท้ายบ้านอยู่ไม่ไกลกัน ส่วนหลวงพ่อวัดปากน้ำเกิด “บ้านสองพี่น้อง” ทั้งบ้านต้นตาล บ้านท้ายบ้านและบ้านสองพี่น้อง ไม่ห่างกันเลย ดินแดนเหล่านี้เป็นที่เกิดของโพธิสัตว์

     หลวงพ่อเหนี่ยงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ของหลวงพ่อ และหลวงพ่อโหน่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์ของหลวงพ่อ ดังนั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำบวชโดยกัมมัฏฐานนั่นเอง เนื่องจากคู่สวดเป็นพระกัมมัฏฐานทั้งคู่

     กล่าวถึงหลวงพ่อโหน่ง ต่อมาย้ายจากวัดสองพี่น้องไปเป็นเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ไม่ไกลจากวัดสองพี่น้องเท่าไรนัก (เดิมวัดอัมพวัน เรียกว่า วัดดอนมะดัน ต่อมาเรียกวัดคลองมะดัน สุดท้ายเรียกวัดอัมพวัน) หลวงพ่อโหน่งนี้ดังเอามาก ๆ แม้ตายไปนานแล้ว ปัจจุบันนี้ก็ยังดังอยู่ พระเครื่องของท่านเป็นที่แสวงหาแก่คนทั้งหลาย รถยนต์โดยสารทุกคันในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องมีรูปถ่ายของหลวงพ่อโหน่ง ติดไว้หน้ารถ เมื่อท่านเข้าเขตอำเภอสองพี่น้อง เทศบาลเขาเขียนป้ายว่า “ขอให้ท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพด้วยอานุภาพของหลวงพ่อโหน่ง”

     คำบอกเล่าที่ได้ยินสืบต่อกันมาเกี่ยวกับหลวงพ่อโหน่งก็คือ ท่านมักนั่งเจริญภาวนาตามโคนไม้ น้ำมนต์ของท่านรินไม่ออกจากขวด แม้ลมพายุแรงหลวงพ่อโหน่งสามารถทำให้ลมหยุดได้ เห็นท่านที่ไหนจะพบท่านในอิริยาบถหลับตาภาวนา เรื่องนี้คล้ายหลวงปู่ชั้ว โอภาโส (ท่านคงรู้จักหลวงปู่ชั้ว โอภาโส เดิมท่านอยู่วัดสองพี่น้อง ต่อมาท่านมาอยู่วัดปากน้ำ เรียนวิปัสสนากับหลวงพ่อวัดปากน้ำ สมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กวัดสองพี่น้องนั้น เห็นหลวงปู่ชั้วที่ใด มักพบท่านหลับตาในอิริยาบถเจริญภาวนา หลวงปู่ชั้วเป็นผู้เชี่ยวชาญวิชาธรรมกาย สมัยที่ข้าพเจ้าไปเรียนวิชาธรรมกายในวัดปากน้ำ ยังได้พบหลวงปู่ชั้วที่วัดปากน้ำ)

     สำหรับหลวงพ่อเหนี่ยง เป็นที่นับถือของชาวบ้าน เชื่อว่าท่านมีสภาพใจสูง สามารถยกจิตข้ามเวทนาได้ เพราะหลวงพ่อเหนี่ยงมีประวัติว่าเป็นฝีเม็ดใหญ่ที่ก้น น่าเจ็บปวด แต่ปรากฏว่าหลวงพ่อเหนี่ยงทำวัตรสวดมนต์และลงอุโบสถเป็นปกติ เหมือนหนึ่งไม่เจ็บไข้อะไร จึงเป็นที่ยกย่องและเป็นที่ศรัทธาของประชาชน

     ข้าพเจ้าเกิดไม่ทันหลวงพ่อเหนี่ยงและหลวงพ่อโหน่ง แต่ข้าพเจ้าเคยเป็นเด็กวัดสองพี่น้องเรียนหนังสือระดับมัธยมศึกษา ได้ยินได้ฟังเรื่องราวของหลวงพ่อเหนี่ยงและหลวงพ่อโหน่งมาบ้าง จึงนำมาเขียน โดยเหตุที่พระเถระทั้ง ๒ มีความเกี่ยวข้องกับหลวงพ่อวัดปากน้ำ ข้าพเจ้าต้องจดจำไว้บ้าง

สุพรรณบุรีดินแดนพระเครื่อง โบสถ์งาม 

ปลาเนื้อหอมหวาน คือแดนเกิดของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

     หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นคนสุพรรณบุรี แต่สุพรรณบุรีเป็นแดนแห่งพระเครื่อง โบสถ์งาม ปลารสหอมหวาน หลวงพ่อคุ้นกับบรรยากาศเช่นนั้น สำนักกัมมัฏฐานประเภททำใจให้ใสตามคำสอนของพระศาสดาที่ว่า สจิตตปริโยทปนํ นั้น ยังไม่มี มีแต่ค่านิยมทางพระเครื่อง

     พระเครื่องเมืองสุพรรณมีชื่อมาก อย่างเช่น ผงสุพรรณ ขุนแผน บ้านกร่าง วังหน้า โคนสมอ ถ้ำเสือ มเหศวร ฯลฯ เป็นต้น พูดถึงเนื้อพระเครื่อง นักเลงพระเครื่องเชื่อว่า ไม่มีที่ใดเกินกรุถ้ำเสือ

     เรื่องโบสถ์งาม ต้องยอมรับว่า วัดในจังหวัดสุพรรณบุรีมีจำนวนมาก แต่ละวัดล้วนสวยงาม โบสถ์มักมุงหลังคาด้วยกระเบื้องสีแดง หากลงเรือแล่นไปในท้องที่อำเภอบางปลาม้าในฤดูน้ำท่วม ท่านจะเห็นความงามของวัด เหมือนหนึ่งประกวดกันในเรื่องวัดงาม แสดงถึง ว่าพี่น้องประชาชนบำรุงพระศาสนาเป็นอันดี

     ปลามีรสหอมหวาน เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดสุพรรณบุรี แม้หนังสือโบราณคดีซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพนิพนธ์ไว้ว่า รับประทานข้าวสวยกับปลาเค็มมีรสอร่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นปลาช่อน ปลาชะโด ปลาสลิด หากนำมาทำเป็นปลาเค็มแล้ว มีรสหอมหวาน ชวนรับประทาน มีเท่าไรก็ไม่พอขาย เคยถามผู้รู้ว่า เหตุใดปลาเมืองสุพรรณ ฯ จึงมีรสหอมหวาน ท่านตอบว่า เมืองสุพรรณ ฯ มีลำคลอง และหนองน้ำเป็นดินโคลน ไม่มีทรายเจือปน เนื้อปลาจึงหอมและหวาน

     คนสุพรรณ ฯ พิถีพิถันเรื่องอาหารการกินมาก รสอาหารต้องอร่อย ถ้าไม่อร่อยต้องไปตามคนมีฝีมือมาทำ จะทำงานแต่ละครั้ง ไม่ว่างานบวชนาคหรือแต่งงาน เจ้าภาพต้องเดินทางไปตามพ่อครัวผู้มีฝีมือเฉพาะอย่างมาประกอบอาหาร เอตทัคคะเหล่านั้นอยู่กันคนละมุมเมือง กว่าจะลงเอยเรื่องพ่อครัว ใช้เวลาติดต่อแรมเดือน หากแขกติว่าอาหารไม่อร่อย เจ้าภาพจะเสียใจมาก แต่ถ้าชมว่าอาหารอร่อย เจ้าภาพจะชื่นใจ อย่างน้ำพริก แกงจืด แกงเผ็ด ต้มยำ พ่อครัวหรือแม่ครัวต้องรับผิดชอบคนละอย่าง คนเดียวจะทำหลายอย่างไม่ได้

     เคยถามคุณยายเจ้าของน้ำพริก ทำไมน้ำพริกคุณยายอร่อยนัก คุณยายตอบว่า เวลาหยิบของต้องกลั้นใจ และอย่าตำมาก เอาเพียงว่าพริกแหลก ฝึกครกแรก เมื่อตักน้ำพริกหมดครกแล้ว ให้เอาน้ำข้าวคลุกก้นครกทันที คุณยายท่านบอกอย่างนั้น

     วัตถุดิบที่จะใช้ประกอบอาหาร ต้องเลือกสรรมาจากตำบลมีชื่อ จะซื้อปลาซื้อผักอย่างธรรมดาไม่ได้

     อย่างเช่นปลาสลิด ต้องนำมาจากดอนกำยาน (ท้องที่อำเภอเมืองสุพรรณบุรี)

     น้ำตาลต้องเอาจากดอนมะเกลือ (ท้องที่อำเภออู่ทอง)

     มะเขือต้องมาจากโคกยายเกตุ (ท้องที่อำเภออู่ทอง)

     ผักกระเฉดต้องมาจากดอนพุดซา (ท้องที่อำเภอบางปลาม้า)

     เขาพูดเป็นคำคล้องจองไว้ว่า “ปลาสลิดดอนกำยาน น้ำตาลหวานดอนมะเกลือ มะเขือโคกยายเกตุ ผักกระเฉดดอนพุดซา”

     เรามาคิดดูว่า คำกลอนของดีทางอาหารเมืองสุพรรณ ฯ กว่าจะเป็นคำคล้องจองกันเช่นนั้นได้ ย่อมแสดงว่าใช้เวลาพิสูจน์กันยาวนาน ไม่ทราบว่าจะกี่ร้อยปี กว่าจะพิสูจน์กัน และกว่าจะเป็นคำกลอนขึ้นได้ และกว่าจะพูดกันให้ติดปาก คงใช้เวลานานไม่น้อย

     สถานที่ตามอำเภอเหล่านั้น คงจะมีแร่ธาตุอะไร ปลูกอะไรลงไป จึงมีรสชาติดีไปหมด แม้อำเภอสองพี่น้อง อันเป็นอำเภอที่หลวงพ่อวัดปากน้ำเกิด แม้เราจะนิยมว่าปลาเค็มรสหอมหวาน เขายังไม่นำเข้าสูตรอาหารดีเมืองสุพรรณ ฯ เขายังไม่ยอมนำเข้าทำเนียบ คงจะเห็นว่าอร่อยสู้ปลาดอนกำยานไม่ได้นั่นเอง

     ข้าพเจ้านำเรื่องของดีทางอาหารมากล่าว ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมืองสุพรรณ ฯอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีอะไรดี ๆ ทั้งนั้น ร่างกายของหลวงพ่อปรุงแต่งด้วยอาหารอันโอชะ หลวงพ่อจึงมีจิตใจมั่นคง บากบั่นจนบรรลุธรรมวิเศษ ขณะที่เขียนอยู่นี้ ชื่อเสียงของหลวงพ่อเลื่องลือไปทั่วโลกแล้ว เขาเห็นว่าหลวงพ่อวัดปากน้ำมีอภินิหาร บัดนี้หลวงพ่อตายไปแล้วกว่า ๓๗ ปี อภินิหารของหลวงพ่อยิ่งเฟื่องฟู ชื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำเข้าสูตร “อภิมหาอมตนิรันดร์กาล” ไปแล้ว

     กลับมาศึกษาประวัติของหลวงพ่อต่อไป ข้าพเจ้าบรรยายว่า สุพรรณบุรี ดินแดนพระเครื่องโบสถ์งาม ปลาเนื้อหอมหวาน เรามาเรียนกันว่า หลวงพ่อสนใจสิ่งเหล่านี้เพียงใดหรือไม่

     จากการศึกษาค้นคว้า จะพบว่า หลวงพ่อไม่นิยมพระเครื่อง ทั้งที่เมืองสุพรรณ ฯ มีพระเครื่องมากมาย แต่หลวงพ่อกลับไม่สนใจ

     ในเรื่องปลารสหอมหวานนั้น หลวงพ่อคุ้นอยู่มาก หากคนสุพรรณ ฯ ขึ้นไปเยี่ยมและนำปลาเค็มไปถวาย ดูว่าหลวงพ่อฉันได้มาก ยุคนั้นเนื้อปลาอร่อยกว่าสมัยนี้ เพราะไม่มีสารเคมี ไม่มียาปราบศัตรูพืช

     กลับมาพิจารณาการฝึกกัมมัฏฐาน หลวงพ่อสนใจมาก ใครว่าอะไรดีที่เมืองสุพรรณ หลวงพ่อติดตามไปเรียนทั้งนั้น ไปเรียนจนทั่ว แต่สุดท้าย แนวการฝึกกัมมัฏฐานที่หลวงพ่อค้นคว้าได้ ไม่เหมือนของเกจิอาจารย์เหล่านั้น ไม่เหมือนกับที่เรียนจากเกจิอาจารย์ เป็นเรื่องที่แปลกเอามาก ๆ

     ท่านผู้ศึกษาอยากทราบในบัดนี้ว่า หลวงพ่อบรรลุกัมมัฏฐานอะไรหรือ โปรดอย่าใจร้อน โปรดอดใจไว้เพื่อไปดูลีลาชีวิตของหลวงพ่อตอนไปอยู่วัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพน ฯ) ท่าเตียน แล้วท่านจะเห็นความอัศจรรย์ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ในบทบาทของพระสด จนฺทสโร ภิกษุลูกวัดของวัดโพธิ์ครั้งนั้น

. วัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม) กรุงเทพมหานคร

     หลวงพ่อวัดปากน้ำในนามของภิกษุหนุ่มพระสด จนฺทสโร ออกจากวัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มาอยู่วัดโพธิ์ เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยตามคติของพระสงฆ์ ถือหลักว่าบวชแล้วต้องเรียน จะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ การเรียนนั้นก็ต้องเลือกสำนักเรียน ว่าสำนักใดขึ้นชื่อลือนาม อย่างสมัยพุทธกาล ก็ต้องไปเรียนที่นครตรรกศิลา เป็นต้น

     หลวงพ่ออยู่วัดโพธิ์หลายพรรษา ถือว่าเป็นสถานที่พำนักสำคัญของหลวงพ่อ หลวงพ่อเรียนพระปริยัติธรรม จนถึงได้ขั้นประกาศนียบัตรพัดเทียบเปรียญ

     แต่เหตุการณ์การเล่าเรียนของหลวงพ่อไม่เหมือนใคร ลำบากยากเข็ญลุ่ม ๆ ดอน ๆ จวนอยู่จวนตาย จะได้อะไรสักอย่าง ถึงขั้นต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันทั้งนั้น ไม่เคยได้อะไรง่ายเหมือนเขาอื่น ยิ่งอ่านไปก็ยิ่งสงสารหลวงพ่อ เกิดมาคราวนี้พบแต่ความยากเย็นแสนเข็ญทั้งนั้น ความยากลำบากทั้งปวงเหมือนเป็นยาหอมชะโลมใจ หลวงพ่อเกิดมีมานะอดทนเดินหน้ากล้าตาย กล้าทำและกล้าพัฒนา เล่ากันว่าหลวงพ่อเป็นนักเรียนบาลี เอากุฏิของท่านตั้งเป็นสำนักเรียนบาลี อาราธนาพระมหาปิ วสุตตมะ (ป.ธ.๕) เป็นครูสอนบาลี หลวงพ่อเป็นฝ่ายจัดหาเงินเดือนค่าสอนถวาย เพื่อให้มีการเรียนบาลีเกิดขึ้น ในเรื่องนี้หลวงพ่อมีบทบาท ๓ บท คือ เป็นนักเรียนบาลีด้วย ต้องเข้าห้องเรียนเมื่อพระมหาปิเข้าสอน มีบทเป็นผู้จัดการโรงเรียนและมีบทบาทหาเงินมาจ้างครู สำนักเรียนบาลีของหลวงพ่อในคราวนั้น ตั้งอยู่ไม่นานก็ต้องเลิกไป เนื่องจากทางการคณะสงฆ์เปลี่ยนหลักสูตรเรียนใหม่ เพราะหนังสือเรียนเดิมใช้ไม่ได้ จำต้องใช้ตำราเล่มใหม่

     ประวัติหลวงพ่อตอนใช้กุฎิหลวงพ่อเป็นสำนักเรียนที่วัดโพธิ์นั้น หลวงพ่อยังเป็นพระหนุ่ม ๆ กล้าแสดงออกถึงการแก้ปัญหาการศึกษาเป็นลางบอกว่า หลวงพ่อเป็นนักพัฒนาการศึกษา เห็นว่าการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็น จึงกล้าทุ่มเท เป็นพระลูกวัดยังถึงปานนี้ หากเป็นเจ้าอาวาส ย่อมมีอำนาจการบริหาร จะสักขนาดไหน หลวงพ่อเป็นผู้ใคร่การศึกษามาแต่หนุ่ม ๆ แล้ว ขาดเรียนไม่เป็น เล่าท่องไม่เลิก ตำราไม่วางห่างตัว เป็นที่ศรัทธาแก่ผู้พบเห็น ดังนั้น จะทำอะไรต้องอ้างชื่อหลวงพ่อ เพราะเขาศรัทธาหลวงพ่อ มีอะไรเขาก็ให้ อ้างชื่อหลวงพ่อแล้ว เป็นอันสำเร็จทุกเรื่อง

     ประวัติหลวงพ่อที่เรียนบาลี มีความขัดสนอาหารการฉัน ไปบิณฑบาตไม่ได้ข้าว แล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีอะไรกิน อย่างเราไม่เป็นไร กระเสือกกระสนไปได้ แต่หลวงพ่อเป็นพระ ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะต้องบังคับตนให้อยู่ในวินัยของพระ จะไปหาใครหรือออกปากขออะไร ทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะวินัยบังคับอยู่ หลวงพ่ออดอาหารเพราะบิณฑบาตไม่ได้ข้าว หลวงพ่อไม่มีทางเลือกอื่น หลวงพ่อตัดสินใจยอมตาย ดังเรื่องราวต่อไปนี้

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org