|
วิจารณ์และตั้งข้อสังเกต การศึกษาวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ เหตุที่เราต้องวิจารณ์และตั้งข้อสังเกตการศึกษาวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ เพราะเหตุว่าวิปัสสนาธุระเป็นภาคปฏิบัติพัฒนาใจ เพื่อให้แจ้งนิพพาน ตามที่กล่าวแล้ว แต่การที่จะพัฒนาใจ จำต้องมีความรู้ และความรู้นั้นจะได้จากไหน ความรู้คือ คำสอนของพระศาสดานั้น เป็นภาษาบาลี หลักสูตรการศึกษาของสงฆ์ท่านกำหนดไว้ เรียกว่า การศึกษาปริยัติธรรม และการศึกษาปริยัติธรรมนั้น แบ่งออกเป็น ๒ แผนก คือ แผนกนักธรรมและแผนกบาลี เมื่อเรียนจบปริยัติธรรมแล้ว จึงเรียกว่าจบคันถธุระ ครั้นเรียนจบปริยัติธรรมแล้ว จึงขึ้นวิปัสสนาธุระ ถือว่าเป็นการเรียนระดับสำคัญ เพราะเป็นเรื่องทำนิพพานให้แจ้ง เรื่องทำนิพพานให้แจ้งนี้เป็นยอดปรารถนาของพระพุทธศาสนา และการทำนิพพานให้แจ้งนั้น มีแต่พระสงฆ์เท่านั้นที่ทำได้ เพราะมีหลักสูตรให้เรียน ซึ่งเรียกว่า วิปัสสนาธุระ แต่หลักสูตรวิปัสสนาธุระของสงฆ์ยังไม่มี การศึกษาด้านวิปัสสนาธุระจึงไม่มี พระสงฆ์เรียนจบปริยัติแล้ว (คันถธุระ) ไม่รู้จะไปเรียนวิปัสสนาธุระที่สำนักเรียนไหน รวมความว่า การศึกษาด้านวิปัสสนาธุระของสงฆ์ไม่ได้รับการรื้อฟื้น หยุดชะงักมานาน แม้มีเรียนกันบ้างในบางวัด แต่ไม่เป็นโล้เป็นพาย ยังหาข้อยุติในเนื้อวิชาไม่ได้ ไม่ชัดเจนในเรื่องหลักสูตร ไม่ชัดเจนในเรื่องวิธีการ ไม่ชัดเจนในเรื่องปฏิบัติการ ไม่ชัดเจนในเรื่องวัดผล ในที่สุดก็เสื่อม ครั้นมายุคหลวงพ่อวัดปากน้ำ ท่านตั้งความปรารถนาเรียนทั้ง ๒ ธุระ ว่าถึงวิปัสสนาธุระ ท่านก็พยายามไปเรียน ใครว่าอาจารย์ดีที่ไหน หลวงพ่อไปเรียนทั้งนั้น ตามที่เราค้นคว้าได้ ปรากฏว่าหลวงพ่อเรียนมาตั้ง ๕ อาจารย์ แต่ละอาจารย์ก็ว่ากันไปคนละอย่าง ข้อสังเกตความรู้วิปัสสนาธุระที่หลวงพ่อค้นพบ ความรู้ที่หลวงพ่อค้นพบ ไม่เหมือนความรู้ที่เคยเรียนมาจากอาจารย์ทั้งหลาย ความรู้ที่ได้พบเห็นเป็นคนละเรื่องกันทีเดียว กล่าวคือ ความรู้ของเกจิอาจารย์ครั้งนั้น เป็นความรู้ทางอานาปานัสสติ (กำหนดลมหายใจ) เป็นความรู้กำหนดสติ (หนอ) เป็นความรู้ทางกสิณ เช่น กสิณดิน น้ำ ไฟ ลม ความรู้เหล่านี้ไม่ได้กำหนดใจไว้ที่ศูนย์กลางกายเลย มีแต่กำหนดใจนอกศูนย์กลางกายทั้งนั้น แม้หลวงพ่อก็ได้รับการสอนมาอย่างนั้น แต่ความรู้ที่หลวงพ่อได้พบเห็น ปรากฏว่าเห็นที่ศูนย์กลางกาย สิ่งที่เห็นคือ ดวงธรรม และในที่สุดคือ เห็น “ธรรมกาย” ตามรายละเอียดหนังสือมรรคผล ๑๘ กาย ของหลวงพ่อนั้น ธรรมกาย คือ พระรัตนตรัย สรุปแล้วหลวงพ่อค้นพบพระรัตนตรัย นั่นคือ รู้วิธีปฏิบัติทำใจ ว่าทำอย่างไร จึงเข้าถึงพระรัตนตรัย วิธีทำใจเช่นนั้น คือ วิธีการทำใจให้ใส ตามคำสอนของพระศาสดาข้อ ๓ ที่ว่า สจิตฺตปริโยทปนํ ซึ่งแปลว่า การทำใจให้ใส นั้น มีวิธีการอย่างไร มีวิธีปฏิบัติการอย่างไร มีวิธีวัดผลอย่างไร ตั้งแต่ต้นจนปลาย การค้นพบ “วิธีการทำใจให้ใส” นับว่าแก้อวิชชาขนานสำคัญ เพราะคำสอนของพระศาสดา ที่ว่าทำใจให้ใสนั้น คำสอนนี้ เราทราบกันทั้งนั้น แต่เราไม่ทราบวิธีทำว่ามีวิธีอย่างไร และเราไม่ทราบว่าการปฏิบัติทางใจนั้นทำอย่างไร ทำให้การศึกษาด้านวิปัสสนาธุระสูญหายมานานแสนนาน ความประสงค์ที่เราต้องการให้แจ้งนิพพาน นั้นเป็นอันแจ้งไม่ได้ มานานแสนนานเช่นกัน ข้อสังเกตในการเอาจริง ต่อการเรียนวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ จากบันทึกของหลวงพ่อ ซึ่งบันทึกว่า “บัดนี้ ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้เห็นเราก็ยังไม่ได้บรรลุ เรายังไม่รู้ไม่เห็น สมควรแล้วที่เราต้องกระทำอย่างจริงจัง” เหตุใดหลวงพ่อมีความเห็นเช่นนั้น เพราะเรียนกัมมัฏฐานมาจากอาจารย์ต่าง ๆ ๕ อาจารย์แล้ว ความรู้ที่ได้เหล่านั้น เป็นอย่างไร เหตุใดหลวงพ่อจึงว่า “ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็นเราก็ยังไม่ได้บรรลุ เรายังไม่รู้ไม่เห็น” นี่คือ ข้อสังเกตที่เราท่านต้องพิจารณา เพื่อให้เกิดความรู้ถูกต้องแก่เรา เพราะก่อนที่เราจะมาพบหลวงพ่อ เราต่างก็เรียนกัมมัฏฐานกันมาคนละหลายแบบหลายอย่าง แต่ความรู้ของเราไม่ก้าวหน้า เมื่อไรก็ทำได้อยู่แค่นั้น ความรู้ของเรากี่ปีก็แค่นั้น เป็นอยู่อย่างนั้น แถมยังยึดมั่นถือมั่นเอามาก ๆ ด้วย ข้อสังเกตการบำเพ็ญ ขอบรรลุวิปัสสนาธุระต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จากบันทึกของหลวงพ่อ ซึ่งบันทึกว่า “ตั้งสัตย์อธิษฐานแน่นอนลงไปว่าถ้านั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการเป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต” ยังไม่เคยพบประวัติของเกจิอาจารย์ใดเป็นเช่นนี้เลย เพิ่งมาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นรูปแรก การเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ถือว่าเป็นการลงทุนสูง ไม่มีอะไรสูงไปกว่านี้อีกแล้ว เท่าที่เคยศึกษามา พบแต่พระพุทธองค์เท่านั้น หลวงพ่อกล้าหาญปานนี้ เป็นการเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค์ เป็นการรื้อฟื้นวัฒนธรรมมหาวิริยะของพระพุทธองค์ เราท่านเคยอ่านพุทธประวัติทราบตรงกันว่า พระพุทธองค์ทรงอธิษฐาน ที่ใต้โคนต้นโพธิ์ หากไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งเหลือแต่เส้นเอ็น พระองค์จะไม่ลุกจากบัลลังก์ (อาสนะหญ้าคา) นั้น (จตุรังควิริยะ กระดูก ๑ หนัง ๑ เนื้อ ๑ เลือด ๑ แม้จะแห้งไปก็ไม่ละความเพียร) หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นที่เกรงแก่คนทั้งหลาย ต่างถวายความเคารพ คงจะเป็นเพราะหลวงพ่อเป็นคนจริง สมเด็จพระสังฆราชป๋าทรงเคยเล่าว่า หลวงพ่อท่านเป็นคนจริงมาตั้งแต่เด็กแล้ว ครั้นมาศึกษาวิปัสสนาธุระ ก็แสดงความเด็ดเดี่ยวอีก ลองค้นประวัติหลวงพ่ออ่านดู จะทราบว่าหลวงพ่อเป็นคนจริง เรื่องการแสดงความจริงจังต่อการบำเพ็ญธรรมนั้น อย่างเราทำไม่ได้ ต้องมีวาสนาบารมีแต่ปางหลัง บารมีต้องเข้าขั้นจึงจะทำอย่างนั้นได้ ใคร ๆ ก็อยากเห็นธรรมวิเศษกันทั้งนั้น และทราบว่าการเอาจริงเป็นของดี แม้หลวงพ่อทำเป็นตัวอย่างให้เราดูมาแล้ว เราก็เอาอย่างท่านไม่ได้ ทั้งที่เราอยากจะทำ แต่เราทำไม่ได้ เพราะบารมีเราไม่โตเท่าบารมีหลวงพ่อนั่นเอง เรื่องของหลวงพ่อวัดปากน้ำ แรก ๆ ยังไม่ยอมรับกันเท่าไร มีเสียงวิจารณ์กันบ้าง แต่บัดนี้ ไม่ว่าที่ใด เอ่ยชื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำ ต่างให้ความยำเกรงและถวายความเคารพ แม้แต่คนรุ่นใหม่ เกิดมาไม่เคยเห็นหลวงพ่อ ล้วนแต่เคารพหลวงพ่อ ไปไหว้ศพหลวงพ่อเนืองแน่นในวันเสาร์อาทิตย์ ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ตอนเช้าคนไม่มาก แต่พอสายหน่อย คนจะแน่นทันที ข้อสังเกตคำอธิษฐานขอเห็นธรรม รับเป็นทนายศาสนาตลอดชีวิต จากบันทึกของหลวงพ่อ “ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ อย่างน้อยที่สุดแลง่ายที่สุดที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้ว แด่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้วเป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานแด่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้ารับเป็นทนายศาสนาในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” หากอ่านบันทึกของหลวงพ่อที่คัดลอกมานี้หลายเที่ยว เราพอสรุปสาระได้ ดังนี้ ๑. ธรรมที่พระราชทานนั้น เป็นธรรมที่พระศาสดาทรงตรัสรู้แล้ว ชนิดง่ายที่สุด๒. ธรรมที่พระราชทานนั้น ต้องเป็นคุณแก่พระศาสนา หากเป็นโทษแล้วอย่าทรงพระราชทาน ๓. หลวงพ่อรับเป็นทนายให้แก่ศาสนาไปตลอดชีวิต เรา ทราบแล้วว่า หลวงพ่อเห็นธรรมตามคำสอนข้อ ๓ คือ สจิตฺตปริโยทปนํ แปลว่า การทำใจให้ใส นั้นมีวิธีการอย่างไร มีวิธีปฏิบัติทางใจอย่างไร ในที่สุด เห็นธรรมกาย ซึ่งธรรมกายนี้ก็คือ พระรัตนตรัยนั่นเอง ซึ่งมีเนื้อหาสาระในหนังสือ ๑๘ กายของวัดปากน้ำ ข้อที่เราควรตั้งข้อสังเกต ก็คือ หลวงพ่ออธิษฐานใจว่า เมื่อเห็นธรรมแล้วรับเป็นทนายให้แก่ศาสนา ตลอดชีวิตของหลวงพ่อ ทนายศาสนา ก็คือ การสงเคราะห์กิจการพระศาสนา ระงับอธิกรณ์ต่าง ๆ ทั้งด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ นี่คือ ความหมายย่อ ๆ เรามาศึกษากันว่า หลังจากหลวงพ่อบรรลุธรรมกายแล้ว หลวงพ่อเป็นทนายให้แก่ศาสนาอย่างไรบ้าง สรุปผลการศึกษาปริยัติธรรมและวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ ด้านปริยัติธรรม หลวงพ่อได้รับพระราชทานพัดเทียบเปรียญ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔ ด้านวิปัสสนาธุระ บรรลุวิชาธรรมกาย (ธรรมกายศาสตร์ – ธกศ.) สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |