|
23. ทำความดีอะไรก็ทำเถิด แต่เรื่อง ทานนั้นอย่าละทิ้ง นอกจาก เป็นการสงเคราะห์เอื้อเฟื้อกันแล้ว เมื่อไปเกิดในภพชาติต่อไป จะได้ ไม่แห้งแล้ง (ยากจน) นี่เป็นคำสอนของหลวงพ่อ จะทำความดีอะไรก็ทำไป แต่อย่าลืมสร้างทานบารมี เพราะทานบารมีจะส่งผลไม่ให้เกิดความขัดสนในภพเบื้องหน้า หากจะว่าไปแล้ว งานของหลวงพ่อก็คือเจริญทาน เจริญศีล เจริญภาวนา อันเป็นข้อประพฤติของโพธิสัตว์ แต่ทานบารมีเป็นฐานของบารมีทั้งหลาย หากไม่มีทานบารมีรองรับแล้ว บารมีอื่นบำเพ็ญได้ยาก เมื่อเกิดความขัดสนขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะทำการใด ๆ จะขัดข้องด้วยประการทั้งปวง หลวงพ่อท่านสร้างบารมีทานด้วยการตั้งโรงครัวประกอบอาหารเลี้ยงพระ ดังที่เราทราบนั้น อุบาสิกาญาณี ศิริโวหาร เล่าว่าเริ่มเลี้ยงมาตั้งแต่มื้อละ 2 บาท เดี๋ยวนี้ไม่ทราบว่ามื้อละกี่หมื่นบาท ความรู้ว่าด้วยทานบารมีนี้ เคยได้ยินอุบาสิกาถนอม อาสไวย์ เล่าให้ฟัง หลวงพ่อท่านทราบว่า อุบาสิกาถนอมจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระ ท่านเรียกไปสอนว่า ถ้าจะเลี้ยงต้องเลี้ยงให้เหลือเฟือ เราจะได้ไปพบแต่เหลือเฟือ หากเราเลี้ยงแบบพอดี หมูหมากาไก่ก็ไม่ได้กินกับเขา บารมีทานนี้สร้างได้ยาก ต้องมีนิสัยปัจจัยมาแต่ปางหลังจึงจะทำได้ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) วัดสุทัศน์ ท่านใส่บาตรทุกวัน ตอนเช้า ท่านไปยืนหน้าวัด พระกลับจากบิณฑบาตต้องไปรับอาหารใส่บาตรจากท่านก่อนเข้าวัด ทรงเล่าว่า วันใดไม่ได้ใส่บาตรเกิดความไม่สบายใจ อีกรูปหนึ่ง จำลองแบบหลวงพ่อทีเดียว หลวงพ่อทำอย่างไร ท่านก็ทำตาม หลวงพ่อตั้งสำนักบาลี ท่านก็ทำตาม หลวงพ่อมีโรงครัว ท่านก็ทำตาม แต่วิปัสสนาธุระ ท่านมอบให้ข้าพเจ้าไปสอนที่วัดของท่าน ท่านผู้นี้ก็คือ ท่านเจ้าคณะอำเภอป่าโมก (พระครูปาโมกข์คณารักษ์) จังหวัดอ่างทอง ได้รู้จักท่าน และก็ชอบพอกัน ท่านตั้งโรงครัวเลี้ยงพระ มีพระ 60 รูป สามเณร 100 รูป เด็กวัด 200 คน วันใดมีราชการไปตรวจโรงเรียน ถือโอกาสเยี่ยมวัดด้วย เห็นท่านมีโรงครัว ท่านบอกว่า ทำมานานแล้ว เอาแบบหลวงพ่อวัดปากน้ำ พระเณรของท่านมีจำนวนมาก จะพึ่งอาหารบิณฑบาตไม่ได้ จึงตั้งโรงครัวขึ้น ทำมานานแล้ว สำหรับนักเรียนบาลีของท่าน ได้เปรียญ 9 ประโยคไปหลายรูปแล้ว พูดถึงเปรียญ 9 ประโยคแล้ว ท่านดีใจมาก ท่านบอกว่าตัวท่านความรู้แค่ นธ.เอก แต่ทำให้ลูกศิษย์เป็นเปรียญไปมากแล้ว หากพูดถึงเปรียญแล้วเป็นที่ถูกใจ และคุยกันได้นาน คุยไปคุยมา จึงทราบว่าท่านพระครูปาโมกข์ฯ ศรัทธาสมเด็จป๋า สมเด็จป๋าทรงมีเสน่ห์อย่างไรไม่ทราบ ไม่ว่าใครนิยมท่านทั้งนั้น ส่วนใหญ่เขาเรียกป๋า นาน ๆ จะได้ยินสมเด็จป๋า ทางฝ่ายสงฆ์มักเรียกสมเด็จป๋า แต่ฆราวาสแล้วเห็นเรียกป๋าทั้งนั้น ใครจะเรียกอย่างไรป๋าขานรับทั้งนั้น ความนิยมในสมเด็จป๋ามีอย่างไร แม้ท่านพระครูปาโมกข์ฯ ยังเล่าถึงว่า “ศึกษาฯ รู้ไหม” “อะไรหรือใต้เท้า” “ป๋าเราเฮี้ยนใหญ่แล้ว” “เฮี้ยนอย่างไรหรือใต้เท้า” “เวลานี้ใครจะถ่ายรูปป๋า ถ้าป๋าไม่อนุญาตแล้วถ่ายรูปไม่ติด”
เราได้ฟังแค่นี้ก็ทราบความ พระในบังคับบัญชาของป๋า รักป๋าทั้งนั้น จะไม่ให้คนนิยมป๋าได้อย่างไร ก็หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านติวเข้มป๋ามาตลอด เรื่องราวของป๋ากับหลวงพ่อยังสนุกอีกมาก โปรดอ่านหนังสือ “อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ” ได้บรรยายละเอียดแล้วในหนังสือเล่มนั้น รับรองว่าสนุกละบันเทิง สมเด็จป๋าทรงเป็นคู่บารมีของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ชีวิตราชการของข้าพเจ้า ย้ายไปเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดสมุทรสาคร ได้เผยแพร่วิชาธรรมกายที่วัดท่านเจ้าคณะจังหวัด คือ วัดเจษฎาราม ซึ่งท่านเจ้าคุณราชสาครมุนี เป็นเจ้าอาวาส การเผยแพร่ดำเนินมาถึงจุดหนึ่ง ได้ปรารภต่อเจ้าคุณว่า ควรอาราธนาพระเถระที่เป็นธรรมกายมาเลี้ยงที่วัดเราก็จะเป็นทานอันใหญ่ ท่านเจ้าคณะจังหวัดขานรับทันที ได้อาราธนาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ครั้นนั้นยังเป็นพระพรหมคุณาภรณ์) สมเด็จพระรัชมังคลาจารย์ (ครั้งนั้นยังเป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี) และพระเถระอื่น งานถวายทานพระที่เป็นธรรมกายเสร็จไปแล้ว ยังมีผลให้งานเผยแพร่วิชาธรรมกายกว้างไกลไปด้วย ต่อมาข้าพเจ้าย้ายไปเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัดจันทบุรี การติดต่อระหว่างข้าพเจ้ากับท่านเจ้าคณะจังหวัดชักห่างเหินกัน แต่งานเผยแพร่วิชาธรรมกายยังประสานกันอยู่ แต่ก็เกิดเหตุขัดข้องกันขึ้นโดยบังเอิญ คือท่านเจ้าคณะจังหวัดจัดบรรพชาสามเณรฤดูร้อน ข้าพเจ้ารับคำว่าจะไปสอนวิปัสสนาให้ ถึงขนาดว่า กระทรวงศึกษาธิการทำหนังสือขอตัวไปที่จังหวัดจันทบุรี ข้าพเจ้ามีความตั้งใจจะมารับใช้ แต่เกิดเหตุทางราชการขึ้น ข้าพเจ้าเดินทางไปรับใช้ท่านเจ้าคณะจังหวัดไม่ได้ จึงเกิดการขุ่นใจกันขึ้นมาแต่วันนั้น การติดต่อระหว่างข้าพเจ้าและท่านเจ้าคณะจังหวัด ไม่เสมอต้นเสมอปลาย เหมือนกาลก่อนเพราะเราอยู่คนละจังหวัดกัน ท่านเจ้าคณะจังหวัดคงเคืองข้าพเจ้า แม้อาพาธก็ไม่บอกให้ข้าพเจ้าทราบ ข้าพเจ้าทราบข่าวมรณภาพจากหนังสือพิมพ์ ทันใดที่ทราบข่าว เพราะเป็นข่าวด่วน เนื่องจากท่านเจ้าคณะจังหวัดเป็นพระเถระสำคัญ ข้าพเจ้ารีบเข้าวิชาธรรมกายทันที เข้าปกป้องท่านเจ้าคณะจังหวัดอย่างทันด่วน ท่านเจ้าคณะจังหวัดไปไหน อยู่ที่ใด เรื่องนี้ขอให้ท่านอ่านหนังสือ “อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ” ได้กล่าวละเอียดแล้วในหนังสือที่กล่าวนั้น ข้าพเจ้าต้องปกป้อง เพราะท่านเจ้าคณะจังหวัดช่วยข้าพเจ้าเผยแพร่วิชาธรรมกายมาด้วยกัน 24. วัดปากน้ำไม่มีน้ำมนต์ ไม่มีคาถา มีแต่หยุดในหยุด จะเอาเปลือกหรือเอาแก่น ปกติมักมีคนเอาผ้าป่ามาทอด เมื่อทอดเสร็จก็จะเดินทางกลับ ก่อนจะลากลับ มักขอน้ำมนต์พรมหรือขอคาถา หลวงพ่อท่านจะตอบว่า วัดปากน้ำไม่มีน้ำมนต์ ไม่มีคาถา มีแต่หยุดในหยุด คำว่า “หยุดในหยุด” หมายความว่า ทำใจหยุดนิ่งที่ศูนย์กลางกาย แล้วบริกรรมใจว่า หยุดในหยุด จนกว่าใจของเราจะหยุดตามที่ใจเราท่อง พอใจหยุด เราจะเห็นดวงใสโดยใจ และเมื่อท่องหยุดในหยุดกลางดวงใส ต่อไปแล้วเราจะเห็นธรรมกาย กิริยาที่ใจท่องหยุดในหยุดนั้น เป็นการทำนิโรธ นิโรธเป็นตัวกำจัดทุกข์และสมุทัย แต่การทำใจหยุดในหยุดนั้น ทำได้อย่างอ่อนหรือทำได้อย่างใช้การได้ เราต้องมาพิจารณากัน หากทำได้ถึงขนาดเห็นดวงใส และในที่สุดเห็นธรรมกาย ถือว่าใช้การได้ ย่อมมีผลกำจัดทุกข์ร้อนได้ นี่คือวิธีแก้ทุกข์ที่ถูกต้อง หากยังทำใจหยุดได้บ้าง ยังไม่ถึงขั้นใช้การได้ ย่อมมีผลกำจัดทุกข์ได้บ้าง แม้จะไม่มาก แต่ก็ได้บ้าง ดีกว่าพรหมน้ำมนต์ ดีกว่าท่องคาถา เป็นไหน ๆ วิธีนี้เป็นวิธีที่ถูกต้อง เป็นแก่นของวิชา เป็นแก่นของความรู้ เรื่องการพรมน้ำมนต์ เรื่องให้พรเป็นคาถา เป็นวิธีการให้กำลังใจกันเท่านั้น ถือปฏิบัติกันสืบมา หยุดในหยุดนี้ หมั่นเจริญให้ยิ่งขึ้น จนถึงขั้นเห็นดวงธรรม เห็นกาย 18 กาย ตามหลักสูตรหนังสือทางมรรคผล 18 กายของหลวงพ่อ ทางนี้เป็นทางพ้นทุกข์ เป็นเส้นทางสู่มรรคผลนิพพาน เรื่องน้ำมนต์เรื่องคาถา อย่าได้เสียเวลาไปสนใจเลย เพราะเป็นเรื่องเปลือกไม้ ไม่ใช่แก่นไม้ เรื่องน้ำมนต์นั้น เป็นเรื่องการให้กำลังใจ ไม่ใช่วิธีดับทุกข์ ทำกันมาแต่โบราณแล้ว เมื่อมีทุกข์ร้อนเกิดขึ้น ต้องไปรดน้ำมนต์ 7 วัด เราอาบน้ำมนต์กันมากี่ร้อยตุ่มแล้ว ความทุกข์ไม่ได้หายไป แต่ที่เราอยู่มาได้ เป็นเพราะเกิดกำลังใจ เขาว่าอาบน้ำมนต์แล้วจะดี นี่เราก็อาบมา 7วัดแล้ว เรามีกำลังใจในข้อที่ว่า อาบครบ 7 วัด กำลังใจอันนี้เอง ที่ทำให้เราอยู่มาได้ ไม่ใช่ความศักดิ์สิทธิ์ของน้ำมนต์ แต่เป็นเพราะกำลังใจของเรา คือ สร้างใจของเราขึ้นมาใหม่ ใจอันใหม่ คือ ใจที่เราเชื่อว่าครบ 7 วัดแล้ว เมื่อครบ 7 วัดแล้วเราดีแน่ คำว่า ดีแน่นี่เอง คือใจใหม่ เราอยู่ได้เพราะใจใหม่นี้ แยกความรู้ให้ดี ให้เอาความรู้ออกหน้า อย่าเอาความเชื่อออกหน้า ความรู้ที่ถูกต้องคืออะไร เพราะผู้รู้คือ หลวงพ่อ ท่านบอกไว้แล้ว เมื่อเราอยากเจริญ อยากให้ดวงชะตาดีขึ้น หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านก็สอนแล้ว ให้เราบริกรรมใจหยุดในหยุดกำหนดใจตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย ไม่ต้องถึงขนาดเห็นดวงใส เอาแต่เพียงว่าอารมณ์แจ่มใส เพียงเท่านี้เราก็เกิดปัญญาแล้ว เกิดความคิดว่า กิจการที่เราทำอยู่นี้มีอะไรบกพร่อง ค้นพบแล้วเราก็แก้ไข แล้วกิจการของเราก็ก้าวต่อไป ไม่ต้องเสียเวลาแห่กันไปหาน้ำมนต์ เสียค่าน้ำมันรถยนต์ เสียค่าอาหารการกิน เสียหลายอย่าง แล้วได้อะไรขึ้นมาบ้าง เลิกแห่ไปหาน้ำมนต์กันทีเถิด นั่งทำภาวนาอยู่กับบ้าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรทั้งนั้น แล้วเราจะดีด้วยประการทั้งปวง เมื่อใจหยุด ใจใสแล้ว ส่งผลให้ตัวเราดีขึ้นทั้งนั้น อย่า ได้ไปหลงเชื่ออวิชชา บ้านเรามีแต่อวิชชาทั้งนั้น มองไปทางไหน มีแต่อวิชชา ปลุกเสกเลขยันต์ เวทมนตร์คาถา สักตามเนื้อตามตัว หมอเสน่ห์ ผีเจ้าเข้าทรง สารพัดที่เราได้พบเห็น ใครโชคร้ายพลัดเข้าไปยุทธจักรเหล่านั้น แปลว่าหมดโอกาสที่จะได้เห็นพระธรรมแล้ว น่าเสียดายที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา แต่ไม่เห็นธรรม เรียกว่า บุญมีแต่กรรมบัง สิ่งเหล่านี้พระบรมศาสดาไม่ได้สอนเลยแม้แต่น้อย เหตุใดชีวิตของหลวงพ่อมีคุณค่าสูง เราเรียนคติธรรมและคตินิยมของหลวงพ่อจบลงแล้ว ในขณะเดียวกัน เราสังเกตการดำเนินชีวิตของหลวงพ่อไปด้วย เราก็พอทราบว่า หลวงพ่อมีแนวในการดำเนินชีวิตอย่างไร หากยังตอบคำถามไม่ได้ ต้องย้อนไปอ่านทวนดูใหม่ แล้วจะเข้าใจ หลวงพ่อพูดว่า ชีวิตเรามีค่าเท่ากัน แต่ต่างกันที่การบริหาร บริหารผิด ชีวิตก็ไร้ค่า บริหารถูก ชีวิตก็มีคุณค่า บริหารอย่างไรจึงว่าบริหารผิด หากเข้าทำนองว่า “ทางโลกก็เหลว ทางธรรมก็แหลก เหมือนแบกบอน เหลือแต่ กิน นอน เที่ยว สามอันเท่านั้นเอย” บริหารชีวิตอย่างนี้ ผิดแน่แล้ว แล้วชีวิตของเราจะมีค่าอะไร เพราะเราเอาแต่กิน นอน เที่ยว เท่านั้น เราไม่ทำประโยชน์อะไรเลย เราไม่เอาอะไรเลย ชีวิตของเราสูญค่าตรงนี้ หลวงพ่อท่านสอนแล้ว อย่าโกงตัวเอง 1 อย่าทำชีวิตเป็นหมัน 1 อยู่ที่ไหนให้สงเคราะห์กุลบุตร 1 เพียง 3 อย่างนี้ เราไม่เข้าสูตรข้อไหนเลย แล้วเราจะเอาอย่างไรกับตัวเราเอง นี่แหละคือ ชีวิตที่ไร้ประโยชน์ กลับมาดูการบริหารชีวิตแบบหลวงพ่อบ้าง ว่าหลวงพ่อท่านบริหารอย่างไร ไม่ต้องดูกันลึกซึ้ง ดูกันแบบหยาบ ๆ โดยเอาคติธรรม และคตินิยมของหลวงพ่อมาพิจารณา จำกัดขอบข่าย เอาแคบ ๆ แค่นี้ จะเป็นดังนี้ 1. อย่าโกงตัวเอง หลวงพ่อไม่ให้อภัยตัวเอง เมื่อได้เวลาต้องทำงานทันที หน้าที่ของหลวงพ่อทำครบถ้วน 2. อย่าทำชีวิตเป็นหมัน ชีวิตของหลวงพ่อบริบูรณ์ด้วยผลงานนานาประการ 3. อย่าว่าง ถ้าว่างต้องสอนหนังสือกุลบุตร สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาล เกิดเป็นชาย โอกาส ทางการศึกษาคือศึกษาจากวัด หากเป็นหญิงแล้ว โอกาสทางการศึกษาสิ้นสุดลงทันที หลวงพ่อตั้งโรงเรียนของวัดขึ้น ให้ประชาชนนำลูกหญิงชายมาฝากเรียน เป็นการเรียนฟรี โดยหลวงพ่อรับภาระจัดหาครูมาสอน ต่อมาทางรัฐบาลประกาศพระราชบัญญัติประถมศึกษา รัฐบาลมารับโรงเรียนของหลวงพ่อไปอยู่ในความปกครองของรัฐบาล หลวงพ่อหมดภาระโรงเรียนแห่งนี้ แล้วกลับไปโหมการศึกษาฝ่ายสงฆ์อย่างเต็มมือ เราทราบแล้วว่า การศึกษาของสงฆ์มี 2 อย่าง คือ คันถธุระ และวิปัสสนาธุระ ซึ่งคันถธุระได้แก่การเรียนนักธรรมและเรียนบาลี หลักสูตรนักธรรมคือ นักธรรมตรี โท เอก ส่วนแผนกบาลีนั้น ได้แก่ เปรียญธรรม 3 ประโยค ถึงเปรียญธรรม 9 ประโยค วัดทั่ว ๆ ไป อย่างมากมีแค่แผนกนักธรรมและบาลีเท่านั้น คือ จัดได้แค่คันถธุระเท่านั้น แต่วิปัสสนาธุระไม่มีวัดใดจัดได้เลย แต่หลวงพ่อจัดสอนวิปัสสนาธุระด้วย โดยหลวงพ่อเป็นผู้สอนวิปัสสนาธุระเอง เหตุใดวัดทั่วไปจึงไม่จัดสอนวิปัสสนาธุระ ตอบว่า ครั้งนั้นไม่มีหลักสูตร และเหตุที่ไม่มีหลักสูตรก็เพราะไม่มีผู้รู้ในสายการเรียนนี้ ธุระของสงฆ์จึงดำเนินมาได้ธุระเดียวคือ คันถธุระเท่านั้น ส่วนวิปัสสนาธุระไม่มีการสอนในวงการสงฆ์ ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว ตราบเท่าทุกวันนี้ การที่ทางการสงฆ์บัญญัติการศึกษาของสงฆ์ว่ามี 2 สาขา คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระนั้นชอบแล้ว เพราะพระสงฆ์ทำหน้าที่สอนประชาชน จะได้มีความรู้ไปสอนประชาชน คันถธุระคือ เรียนทฤษฎี วิปัสสนาธุระคือ เรียนปฏิบัติพัฒนาใจ พัฒนาใจเพื่ออะไร เราท่องขานนาคกันว่า สัพพทุกขะ นิสสรณะ นิพพานะ ฯ บวชแล้วจะต้องทำใจให้แจ้งนิพพาน เมื่อไม่เข้าหลักสูตรวิปัสสนาแล้วจะแจ้งนิพพานได้อย่างไร คำสอนข้อ 3 ที่ว่า “สจิตฺตปริโยทปนํ” แปลว่า ทำใจให้สว่างใส ทำอย่างไรจึงจะสว่างใส จนในที่สุดแจ้งนิพพาน ก็เมื่อทางการสงฆ์ขาดการศึกษาธุระสายวิปัสสนาแล้ว กุลบุตรจะแจ้งนิพพานได้อย่างไร การศึกษาของสงฆ์ขาดไป 1 ธุระ แม้จนวันนี้ยังไม่แก้ไขอะไร วิปัสสนาธุระไม่เจริญ สภาพใจคนตกต่ำ ทำกรรมชั่วกันมากขึ้นทุกวัน แม้คนทีมีการศึกษาสูง ก็ยังทำอนันตริยกรรม คือทำปิตุฆาต ดังที่เราเห็นในข่าวหนังสือพิมพ์ สังคมจะเป็นสุขได้อย่างไร นี่คือ ปัญหาสังคม ในปัจจุบันซึ่งเราท่านทราบตรงกัน หลวงพ่อเป็นผู้บุกเบิกวิปัสสนาธุระ โดยหลวงพ่อเป็นผู้สอนเอง ในวัดปากน้ำนั้น ตำราที่หลวงพ่อทำไว้ มี 3 เล่ม ดังนี้ 1. หนังสือทางมรรคผล (18 กาย) 2. หนังสือคู่มือสมภาร 3. หนังสือวิชชามรรคผลพิสดาร
นี่คือหลักสูตรวิปัสสนาธุระ นำมาใช้สอนกุลบุตรได้เป็นอย่างดี นำไปศึกษาได้ทั้งสายนักธรรม สายบาลี ทั้งรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ก็ใช้ได้ เมื่อกล่าวถึงตำราวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ 3 เล่ม เห็นว่าพอแล้ว ไม่ต้องกล่าวประการอื่นอีกแล้ว เพียงแค่นี้ชีวิตของหลวงพ่อมีคุณค่ายิ่งกว่าใด ๆ หลวงพ่อบริหารชีวิตของหลวงพ่ออย่างประเสริฐเลิศล้ำแล้ว หนังสือวิปัสสนาของหลวงพ่อ 3 เล่ม ได้รับการพัฒนาให้ปฏิบัติได้ง่ายขึ้นแล้ว ที่มาของการปรับปรุงตำราวิปัสสนาของหลวงพ่อ 3 เล่ม ให้อ่านง่าย และให้ปฏิบัติง่ายขึ้นนั้น เกิดจากการเผยแพร่ในต่างจังหวัด พระท่านปรารภว่า เล่มทางมรรคผล 18 กายนั้น แม้เราจะเห็นดวงธรรม แต่ก็เดินวิชาไม่ได้ กลับมาอ่านตำราอีก และท่องจำไว้ พอเดินวิชาเข้าจริง กลับทำไม่ได้อย่างที่บอกในตำรา เพราะตำราเขียนไว้แต่หลักการ ไม่บอกวิธีปฏิบัติขอแต่ละขั้นตอนไว้ เมื่อนักเรียนเห็นดวงธรรมแล้ว การเดินวิชา 18 กาย เป็นหน้าที่ของวิทยากรจะต้องบอกรายละเอียดการเดินวิชาทั้งหมด มิฉะนั้น การเดินวิชาจะดำเนินไปไม่ได้ นี่คือ ปัญหาของหนังสือวิปัสสนาเล่มเบื้องต้น คือ เล่มทางมรรคผล 18 กาย ต่อมาคือเล่มหลักสูตรชั้นสูง คือ เล่มคู่มือสมภารและเล่มวิชชามรรคผลพิสดาร แม้เป็นนักศึกษารุ่นเก่า เชี่ยวชาญวิชาธรรมกายมาแล้ว ปรากฏว่า เดินวิชาไม่ได้ทุกบทเรียน ทำได้เป็นบางบทเรียนเท่านั้น บางบทถึงอ่านตำราจนท่องได้ แต่เดินวิชาไม่ได้ มักมีคำถามเสมอว่า “ที่ตำราเขาว่าอย่างนั้น เราจะเดินวิชาอย่างไร” นี่คือ ปัญหาของเล่มคู่มือสมภารแลเล่มวิชชามรรคผลพิสดาร คนรุ่นก่อนท่านทำได้ หากสงสัยอะไรหรือทำไม่ได้ตรงไหน ก็ถามหลวงพ่อได้ แต่ว่าไม่ได้บันทึกรายละเอียดของแต่ละความรู้ไว้ ปัญหาจึงตกมาถึงคนยุคเรา คือ อ่านตำราแล้ว เราเดินวิชาไม่ได้ เก่งหน่อยเพียงทำได้บางบท แต่ทำไม่ได้ทุกบทเรียน ข้าพเจ้าได้ยินได้ฟังเสมอ และมักจะมาถามข้าพเจ้า บางบทข้าพเจ้าพอตอบได้ แต่บางบทจนปัญญา หากยุติแค่นั้น ข้าพเจ้าก็สบายใจ เรื่องไม่ยุติแค่นั้น กลายเป็นว่า คุณการุณย์ บุญมานุช เป็นวิทยากรและทำปราบมารด้วย ถ้าคุณการุณย์อธิบายไม่ได้แล้ว ก็ไม่รู้จะให้ใครอธิบาย สรุปแล้ว ข้าพเจ้าเสียหน้า และไม่ทราบว่า จะมีการวิจารณ์ลุกลามไปแค่ไหน คำปรารภข้าพเจ้าทราบ คำวิจารณ์ข้าพเจ้าได้ยิน แต่ท่านต้องให้อภัยแก่ข้าพเจ้าบ้าง คือ บางบทอาจไม่ชัดเจนนัก และต้องถือว่าเป็นแนวทางเท่านั้น หากพูดกันรู้ความอย่านี้ ข้าพเจ้าก็รับทำ คือ ขยายความและทำแนวเดินวิขาหนังสือวิปัสสนาของหลวงพ่อครบ 3 เล่มแล้ว ดังนี้ 1. เล่มทางมรรคผล 18 กาย ขยายความแล้ว ให้ชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า “ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย” (เล่มนี้พิมพ์แล้วไม่รู้กี่ครั้ง ยังไม่พอแก่ความต้องการ บริการไม่ทั่ว ท้าย ๆ นี้ ขออนุญาตพิมพ์กันหลายราย เป็นหลักสูตรเบื้องต้น) 2. เล่มคู่มือสมภาร เป็นหลักสูตรวิชาธรรมกายชั้นสูง มี 15 บท หากรวมบทว่าด้วยภาคผู้เลี้ยงเข้าด้วย จะเป็น 30 บท เขียนแนวเดินวิชาแต่ละบท ว่าบทใดเดินวิชาในรายละเอียดอย่างไร ให้ชื่อหนังสือว่า “แนวเดินวิชาหลักสูตรคู่มือสมภารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” 3. เล่มวิชชามรรคผลพิสดาร เป็นหลักสูตรวิชาธรรมกายชั้นสูงมาก มี 46 บท เขียนแนวเดินวิชาแต่ละบท ว่าบทใดเดินวิชาในรายละเอียดอย่างไร ให้ชื่อหนังสือว่า “แนวเดินวิชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” 4. “วิธีสอนและเทคนิควิธีฝึกให้เป็นธรรมกาย” (คู่มือของวิปัสสนาจารย์) เล่มนี้เป็นเล่มพิเศษ เพื่อวิทยากรหรือวิปัสสนาจารย์ใช้เทคนิควิธีต่าง ๆ สอนความรู้เบื้องต้น หนังสือทั้ง 4 รายการนี้ หากใครต้องการ โปรดติดต่อชมรมเผยแพร่วิชาธรรมกาย ตามที่กล่าวแล้ว หากหนังสือหมดลง โปรดติดต่อโรงพิมพ์เลี่ยงเชียง ยังมีวิชาธรรมกายอีกหลายหลักสูตร ซึ่งเป็นความรู้ชั้นสูง หากเราไม่หยิบยกขึ้นมาพิจารณาทำความยากให้ง่ายลงบ้าง ความรู้นั้นนับวันมีแต่จะสูญ นับวันมีแต่ไม่มีผู้รู้ นับวันมีแต่จะหาคนอธิบายไม่ได้ สุดท้ายความรู้ก็สูญ ดูแต่วิชา ธรรมกายเถิด พระบรมศาสดาเข้านิพพานได้ไม่กี่ปี ความรู้นี้หายไปจากโลก ทำให้มรรคผลนิพพานขาดตอน มาแต่วันนั้น ดีแต่ว่าหลวงพ่อมาค้นไว้ได้ เราต้องช่วยกันอนุรักษ์ ช่วยกันสืบสาน ช่วยกันขยายผล ต่อไป วิชาธรรมกายหลักสูตรใดที่ยังไม่ได้อนุรักษ์ หลักสูตรใดยังไม่ได้สืบสาน หลักสูตรใดยังไม่ได้ขยายผล เราควรนำวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรที่หลวงพ่อทำไว้ มีกี่หลักสูตร หลักสูตรใดมีตำราอยู่ที่ไหน นำมาพิจารณาดูว่ามีหลักสูตรใด เล่มใด มีการเรียนรู้กันไปแล้วอยางไรหรือไม่ การเก็บตำราไว้ในตู้ ไม่มีประโยชน์เลย พิจารณาประเด็นนี้ก่อน เอาตำรามาดูก่อน เมื่อได้ตำรามาแล้ว เราอ่านดูเนื้อหาความรู้ เราจะบอกได้ทันทีว่าเป็นหลักสูตรระดับไหน ลำดับต่อมา เราพิจารณาว่า ความรู้เหล่านี้ ได้มีการเรียนรู้แล้วหรือยัง ใครเป็นคนเรียน เรียนไปอย่างไร พอจะอธิบายอะไรให้เราฟังได้บ้างหรือไม่ ฟังดูแล้ว ถามอะไร ก็ไม่มีใครรู้เรื่อง หากเป็นเช่นนี้ เข้าตำรา มีเงินให้เขากู้ มีความรู้อยู่ในตำรา กรณีนี้เป็นอันตราย ขอให้เอาตำรามาทันที แล้วรีบพิจารณา รีบเรียน เพื่อเราจะอนุรักษ์ สืบสาน และขยายผลต่อไป ข้าพเจ้ากำลังจะเขียนธรรมกายอีกหลายหลักสูตร ขอให้ท่านติดตาม สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |