|
18. ปูเสฉวนเหมือนกาฝาก ได้แต่อาศัยเขา เรื่องปูเสฉวนนี้ ได้จากสมเด็จป๋า สมเด็จป๋าทรงเล่า แต่ครั้งข้าพเจ้าเป็นครูโรงเรียนวัดบวรนิเวศ พอจะเขียนขึ้นมา ระลึกถึงเรื่องราวไม่ถูก ต้องไปค้นนิพนธ์ของป๋ามาอ่าน จึงได้ทราบว่า หลวงพ่อชอบพูดเรื่องปูเสฉวนบ่อย ๆ ต่อมาระยะหลัง ๆ หลวงพ่อไม่ค่อยได้พูด ปูเสฉวนเป็นตัวอย่างที่หลวงพ่อยกมาเปรียบเทียบ เวลาหลวงพ่ออบรมพระเณรในอุโบสถ หลวงพ่อกล่าวว่า “บวช กันมานาน ๆ แต่ไม่มีภูมิจะสอนผู้อื่น จะเป็นที่พึ่งของศาสนาก็ไม่ได้ ได้แต่อาศัยศาสนาอย่างเดียว ซ้ำร้าย ยังทำให้ศาสนาเศร้าหมองอีกด้วย บวชอย่านี้เหมือนตัวเสฉวน” ปูเสฉวน คือ ปูเล็กที่อยู่ตามชายทะเล มันไปเอาเปลือกหอย มาเป็นเกราะหุ้มตัวของมัน นอกจากจะใช้เป็นเกราะป้องกันตัวแล้ว มันเอามาทำเป็นบ้านของมันด้วย เวลาจะไปไหน มันก็ลากเปลือกหอยติดตัวไป เวลาพบศัตรู มันหลบตัวเข้าอยู่ในเปลือกหอยนั้น เมื่อปูตัวใหญ่ขึ้น มันจะทิ้งเปลือกเก่า ไปหาเปลือกใหม่มาแทน หากเปลือกตัวเดิมชำรุด มันก็ไปหาใหม่เรื่อยไป ไม่เคยที่จะทำนุบำรุงรักษาเปลือกหอยให้คงสภาพ ไม่พอใจมันก็ทิ้ง แล้วหาใหม่ นิสัยไม่ดีตรงนี้ คือ ไม่บำรุงรักษาเปลือกหอย จ้องแต่จะใช่สถานเดียว คือ ขอพึ่งอย่างเดียว ให้มันพึ่งไม่ได้ มันก็ทิ้ง หลวงพ่อท่านเห็นนักบวชสมัยนี้ ได้แต่พึ่งศาสนา แต่ศาสนาพึ่งเราไม่ได้ เปรียบไปแล้ว ก็เหมือนปูเสฉวน บางรายพึงศาสนาอย่าเดียวไม่พอ ยังสร้างความมัวหมองแก่ศาสนา ไม่รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ต้องอาบัติปาราชิก ถึงกับขึ้นโรงขึ้นศาล ตามที่หนังสือพิมพ์นำข่าวมาลง เป็นที่น่าอับอาย มีข่าวเสื่อมเสียอย่างนี้ แทบไม่เว้นแต่ละวัน ได้แต่ภาวนา ให้นักบวชประเภทนี้หมดไปจากแผ่นดินไทย พี่น้องบางหมู่เหล่าไปให้การสนับสนุน เรื่องก็เลยวุ่นวายกันใหญ่ สาวกของมารมีมาก เขาสนับสนุนนักบวชประเภทนั้น เราจะแก้กันอย่างไร ศาสนาของเรามีภัยเสียแล้ว ภัยเกิดจากพวกอาศัยศาสนาบังหน้าหากิน ไม่กลัวบาปกลัวกรรม พระปลอมก็มี ประชาชนบอกไม่ถูกว่าไหนพระจริง ไหนพระปลอม สับสนไปหมด ที่หลวงพ่อว่า “บวชอย่างนี้ เหมือนตัวเสฉวน” นั้น ถูกของหลวงพ่อแล้ว 19. ผลไม้ดก นกชุม น้ำเย็น ปลาชอบอาศัย หลวงพ่อสอนว่า “ผลไม้ดก นกชุม น้ำเย็น ปลาชอบอาศัย” เราเข้าใจอย่างไร ผลไม้ดก นกจึงชุม เป็นเหตุเป็นผลแก่กัน ผลไม่ดกเป็นเหตุเกิดขึ้นก่อน ผลที่ตามมาคือ นกชุม เพราะนกมากินผลไม้ ในทำนองเดียวกัน ถ้าผลไม้ไม่มี ก็ไม่มีนกมากิน เราต้องบำรุงต้นไม้ให้มีผล วิธีบำรุงคืออย่างไร ต้นไม้คือ ศาสนา ผลไม้คือ กิจการของศาสนา ต้นไม่มีอยู่แล้ว กิจการของศาสนาคือ ธุระ 2 ได้แก่ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ ธุระทั้ง 2 นี้เจริญขึ้นเมื่อไร แปลว่า มีผลดก หากธุระทั้ง 2 ยังไม่เจริญ ก็คือ ผลไม่ดก วัดปากน้ำผลไม้ดกแล้ว จึงมีพุทธบริษัทมารับบริการมากมาย นกคือบริษัท น้ำเย็นปลาชอบอาศัย หมายถึงอะไร จะอยู่กันให้เป็นสุข ก็ต้องจัดระเบียบปกครองกันให้ดี ให้เกิดความเย็นอกเย็นใจ เมื่อสบายใจแล้ว แม้คับที่ก็อยู่ได้ หากคับใจแล้วอยู่กันไม่ทน นี่คือความหมายหนึ่ง อีกความหมายหนึ่ง คือ น้ำเย็น หมายถึง ที่อยู่ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ยารักษาโรค คือ ปัจจัย 4 ก็ได้ หากมีปัจจัย 4 บริบูรณ์ แปลว่า น้ำเย็น บริษัทคือ ปลา สรุปแล้ว ทำกงสีให้มั่นคง แล้วบริษัทจะมาเอง เป็นความหมายลึกของหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อเป็นเจ้าบทเจ้ากลอน เป็นเจ้าแห่งความคิด หลวงพ่อพูดอะไร เราต้องตีความ เราจะสร้างบารมีใหญ่กันแล้ว เบื้องต้นต้องทำให้ผลไม้ดกเสียก่อน แล้วนกก็จะมา ไม่ใช่นกมาอย่างเดียว ปลาก็ต้องมาด้วย ทำน้ำให้เย็นเพื่อรอรับปลา สรุปแล้วก็แค่นี้ แต่หลวงพ่อเอาโวหารคารมคมคายใส่เข้าไป เราก็เลยตีความกันให้วุ่นไปหมด ท่านจะตีความอย่างไร ฟังได้ทั้งนั้น สุดแต่เราจะคิดอย่างไร เพราะหลวงพ่อท่านพูดเป็นปริศนา เราต้องตีความ การตีความเป็นเรื่องของแต่ละแนวคิด อาจถูกใจหลวงพ่อหรือเฉียดไปบ้าง ย่อมเป็นสิทธิโดยชอบที่ใครจะคิด เราว่าคนนั้นคนนี้ผิดไม่ได้ อ่านแล้วเห็นว่าฟังได้ ถือว่าใช้ได้ทั้งนั้น สมัยนี้เขาเรียก มุมมอง คือ มองกันได้หลายแง่หลายมุม เป็นอิสระในทางความคิด สุดแต่ใครจะมองมุมไหน การเป็นสมภารเจ้าวัด ไม่ใช่ใคร ๆ ก็เป็นได้ ความรับผิดชอบ มันครอบจักรวาล มาจากคำว่า “สัง” แปลว่า ร่วม “ภาระ” แปลว่า แบก สมภารแปลว่า แบกทุกอย่าง อะไรบ้างที่สมภารไม่แบก แบกทุกเรื่องตั้งแต่เช้าจนเย็น เด็กวัดชกกันก็ถึงเรา เณรน้อยปวดท้องก็ถึงเรา พระไม่มีตำราเรียนก็ถึงเรา กุฏิรั่วก็เรา นักเรียนขาดเรียนก็เราอีก ลงที่เราทั้งนั้น สารพัดเรื่องเป็นความรับผิดชอบของสมภาร พิจารณาคำสอนของหลวงพ่อ ต้องว่าเป็นความรู้สอนผู้ใหญ่ ท่านจะไปเป็นผู้ปกครอง ท่านจะไปเป็นผู้นำ ไม่ว่าฝ่ายโลกหรือฝ่ายธรรม จำใส่ใจไว้แต่วันนี้ ข้อแรก ต้องทำผลไม้ให้ดกเสียก่อน จะทำอย่างไรก็ทำเถิด เมื่อผลไม้ดกแล้ว นกจะตามมา ข้อสอง ต้องหาวิธีทำน้ำให้เย็น น้ำไม่เย็นปลาไม่มา สรุปแล้ว หลวงพ่อสอนอย่างนี้ เราเป็นนักปกครองแบบไหน ทำไมบัตรสนเท่ห์ไปถึงกระทรวง จะเล่าเรียนมาแค่ไหน ไม่ทราบได้ แต่ทำไมมีหนังสือกล่าวโทษไปถึงกระทรวง มันต้องมีข้อบกพร่อง หากไมมีข้อบกพร่องแล้ว บัตรสนเทห์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ไปหลงความรู้ฝรั่ง ความรู้ฝรั่งช่วยอะไรเราได้ ก็บัดนี้มีบัตรสนเทห์ไปถึงกระทรวงแล้ว ไปตามฝรั่งมาแก้ต่างให้ได้ไหม ไม่ใช่แค่นี้ แม้หนังสือพิมพ์ยังลงข่าวขับไล่ สืบสวนเบื้องต้นแล้ว ทราบว่าเขาเหล่านั้น เรียนมาสูง จบจากต่างประเทศ ทำไมเรื่องเช่นนี้ เกิดแก่ผู้มีตำแหน่งราชการสูง ๆ ลืมความรู้ศาลาวัด ไปนิยมความรู้ฝรั่ง คำตอบนี้ ถึงจะผิดไป ก็ผิดไม่มาก ความรู้ไทยที่หลวงพ่อสอนว่า “ผลไม้ดก นกชุม น้ำเย็น ปลาชอบอาศัย” ยังใช้ได้ทุกสมัย นำไปใช้ที่ไหนเกิดความเจริญที่นั่น ความรู้นี้อยู่ในเมืองไทย ไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนถึงต่างประเทศ นี่แหละเขาว่า ใกล้เกลือกินด่าง วัดปากน้ำอยู่ฝั่งธนบุรี ใกล้แค่นี้เอง เรื่องของหลวงพ่อวัดปากน้ำ ตามที่นำมากล่าวนี้ เล็กน้อยเกินไป อยากรู้อะไรให้ละเอียดกกว่านี้ ก็ต้องไปอ่านหนังสือ “อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ” ท่านจะสนุกและบันเทิงใจหลายเรื่อง 20. ไม่สู้ แต่ไม่หนี คติ “ไม่สู้ แต่ไม่หนี” ของหลวงพ่อ มีความพิสดารมากมาย ต้องค่อย ๆ อ่าน แล้วประมวลเรื่องให้ติดต่อกัน จึงจะเข้าใจได้ ข้อมูลที่มาของเรื่อง มีความเป็นมาอย่างไร เราต้องทราบก่อน แล้วจึงมาถึงคติ “ไม่สู้ แต่ไม่หนี” เหตุเกิดจากอะไร เกิดจากหลวงพ่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ผลที่ตามมาเนื่องจากหลวงพ่อมาเป็นจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ทางวัดปากน้ำไม่ยินดี พูออย่างเข้าใจง่ายก็คือ เขาต่อต้าน การต่อต้าน แสดงออกโดยการวิจารณ์ ผลที่เกิดแก่หลวงพ่อ ก็คือ หลวงพ่อโดนมรสุมชีวิต โดยที่หลวงพ่อไม่คาดคิดมาก่อน สถานภาพวัดปากน้ำในครั้งนั้น วัดปากน้ำเป็นพระอารามหลวง แต่วัดมีความเป็นอยู่กึ่งสภาพวัดร้าง ไม่มีอะไรเจริญ มีแต่ปัญหาน้อยใหญ่ ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างลง ทางการสงฆ์ต้องคัดเลือกพระมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อไป ทางการสงฆ์ทราบปัญหาวัดปากน้ำหรือไม่ ทางการสงฆ์ทราบปัญหาของวัดปากน้ำเป็นอันดี กำลังคิดแก้ไข วิธีแก้ทางฝ่ายสงฆ์ ก็คือ คัดเลือกพระดี ๆ มาเป็นเจ้าอาวาส เพื่อจะได้แก้ปัญหาทั้งปวงนั้น วัดปากน้ำในตอนนั้น อยู่ในปกครองของวัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนฯ) เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ในครั้งนั้น คือ สมเด็จพระวันรัต (เผื่อน ติสสทตต) และหลวงพ่อในครั้งนั้น เป็นพระลูกวัดของวัดโพธิ์ นั่นคือ สมเด็จพระวันรัต เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อ สมเด็จฯ ทรงทราบปัญหาของวัดปากน้ำ หากยอมให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างนานไป ยิ่งจะเกิดปัญหาต่อไปอีก เห็นว่าหลวงพ่อมีลักษณะเป็นผู้นำ เป็นพระเคร่งวินัย และสนใจในการเจริญภาวนา หากให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำแล้ว จะสามารถแก้ปัญหาทั้งปวงได้ นี่คือแนวคิดของพระเถระผู้ใหญ่ การจะเอาหลวงพ่อไปเป็นเจ้าอาวาสไม่ใช่เรื่องทำง่าย ในตอนนั้น พระสด จนฺทสโร ยังมีอายุน้อย กำลังสนุกกับการศึกษาเล่าเรียนทั้งด้านบาลีและวิปัสสนาธุระ หากสมเด็จฯจะใช้อำนาจทางสงฆ์แต่งตั้งโดยทันที จะเป็นการกระทบใจหลวงพ่อมาก จึงหาวิธีหว่านล้อมด้วยประการต่าง ๆ ประการแรกต้องให้หลวงพ่อยินยอมเสียก่อน แล้วสมเด็จพระวันรัตก็ดำเนินการทันที ในฐานะที่เป็นอาจารย์ของหลวงพ่อ สมเด็จฯ ท่านยกย่องหลวงพ่อว่า เป็นนักปกครอง หลวงพ่อเป็นนักการศึกษา หลวงพ่อเป็นวิปัสสนาจารย์ที่มีความรู้ หลวงพ่อเป็นพระเคร่งวินัย หากได้เป็นเจ้าอาวาส ก็จะช่วยกิจการพระศาสนาได้มาก สมเด็จฯ ทรงกล่าวทั้งในที่ประชุมและในที่ลับ แต่ยังไม่บอกว่า จะให้ไปเป็นเจ้าอาวาสที่ไหน หลวงพ่อทราบข่าวว่าสมเด็จฯ อาจารย์ยกย่องก็ดีใจ แต่ยังไม่ยอมรับจะเป็นเจ้าอาวาส เพราะยังสนุกอยู่กับการเรียน วันหนึ่งสมเด็จฯ ทรงเรียกเข้าพบ แจ้งเรื่องวัดปากน้ำให้หลวงพ่อทราบ ขอร้องให้หลวงพ่อรับคำเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อก็นิ่ง ไม่ตอบอะไร แต่พอสมเด็จฯอาจารย์บอกว่า ขอให้คิดว่าช่วยพระศาสนาเถิด คำนี้เองชนะใจหลวงพ่อและหลวงพ่อรับคำทันที ต่อมา หลวงพ่อก็มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ แล้วหลวงพ่อก็พบมรสุมชีวิตทันที คือ เจ้าถิ่นเขาไม่ยอมรับ ในวันที่หลวงพ่อมาถึงวัดปากน้ำ หลวงพ่อทำ 2 เรื่อง คือ 1. เข้าไปไหว้พระประธานในโบสถ์ อธิษฐานใจว่า “ภิกษุใดที่ยังไม่มา ขอให้มา เมื่อมาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข” 2. หลวงพ่อประชุมพระเณรและอุบาสิกา เรื่องที่หลวงพ่อกล่าวสรุปแล้ว มีดังนี้ ขอให้เคารพในการปกครอง ขอให้ช่วยทำกิจของพระศาสนา ขอให้ซื่อตรงต่อพระธรรมวินัย หากเราซื่อตรงต่อพระธรรมวินัยแล้ว เราก็จะเจริญ งานการศึกษาของวัด ยังไม่มี หลวงพ่อจัดทันที เปิดเรียนทั้งฝ่ายบาลีและนักธรรมและวิปัสสนาธุระ หลวงพ่อจัดครูเข้าทำการสอน ส่วนวิปัสสนานั้นหลวงพ่อสอนเอง หลวงพ่อเอาจริงกับงาน ทุกวันต้องรายงานว่ามีใครขาดเรียนบ้าง ขาดเรียนเพราะอะไร ทำบัญชีนักเรียนทุกระดับการศึกษาไว้ เพื่อเป็นข้อมูลตรวจสอบจำนวนสมาชิก ในสมัยนั้น ยังไม่มีสะพานสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า การคมนาคมไม่สะดวก แม้โรงเรียนประถมศึกษาก็ยังมีไม่แพร่หลาย ทำให้เด็กเล็กไม่ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง พูดถึงการศึกษาแล้วยังด้อยอยู่มาก หากเกิดเป็นเด็กชาย จะได้รับการศึกษาจากวัด คือ เรียนจากญาติที่บวชพระเท่านั้น แต่ถ้าเป็นหญิงแล้ว โอกาสทางการศึกษาสิ้นสุดลงทันที ไม่รู้จะไปเรียนที่ไหน วัดปากน้ำอยู่ติดกับบ้านเรือนเอกชน มีเด็กจำนวนหนึ่งเข้ามาเล่นในวัด ล่อแหลมต่อการกระทบกระทั่งกันระหว่างบ้านกับวัด หลวงพ่อคิดขึ้นว่า หากเราตั้งโรงเรียนประถมศึกษาขึ้น ให้ผู้ปกครองนำลูกหลนมาเรียนฟรี ปัญหาน่าจะหมดไป แล้วหลวงพ่อก็ตั้งโรงเรียนประถมศึกษาของวัดขึ้น โดยให้ผู้ปกครองนำลูกหลานมาเรียน ทางวัดให้เรียนฟรี ไม่เสียค่าบริการใด ๆ อุปกรณ์การเรียนการสอนและค่าจ้างครู หลวงพ่อท่านรับเป็นเจ้าภาพ เมื่อหลวงพ่อตั้งโรงเรียนให้เรียนฟรีนั้น เสียงวิจารณ์ลดลงมาก เพราะเห็นความดีของหลวงพ่อ หลวงพ่อกวดขันการศึกษาฝ่ายสงฆ์มาระยะหนึ่ง ปรากฏว่า พระเณรสอบธรรมสนามหลวงได้มาก ทำให้สำนักเรียนวัดปากน้ำเป็นที่สนใจของทางคณะสงฆ์ทันที วัดปากน้ำเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นแล้ว สุดท้ายทางการสงฆ์กำหนดให้วัดปากน้ำเป็นสนามสอบธรรมสนามหลวง แล้ววัดปากน้ำก็เป็นที่นิยมของคนทั่วไปมาตั้งแต่บัดนั้น มาถึงยุคหนึ่ง ประมาณ พ.ศ. 2494 มีข้อมูลออมาว่า วัดปากน้ำมีพระเณรมากที่สุดในประเทศไทย เฉพาะพระเณรมี 1,000 รูป หากรวมอุบาสิกาและศิษย์วัดเข้าด้วย เบ็ดเสร็จไม่ต่ำกว่า 1,500 เหตุใด บริษัทของหลวงพ่อจึงมากขนาดนั้น เป็นเพราะหลวงพ่ออธิษฐานต่อพระประธานในโบสถ์ในวันที่มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำว่า “ภิกษุใดที่ยังไม่มา ขอให้มา เมื่อมาแล้ว ขอให้อยู่เป็นสุข” นั่นเอง ไม่ได้มาแต่ภิกษุ สามเณรและอุบาสิกา รวมทั้งศิษย์วัดก็มาพร้อมกัน เสียงวิจารณ์หลวงพ่อเปลี่ยนไปอีกแนวหนึ่ง กลายเป็นว่า เป็นห่วงหลวงพ่อ กลัวหลวงพ่อเลี้ยงไม่ไหว ผู้คนมากมายขนาดนั้น จะเลี้ยงกันอย่างไร คำตำหนิติเตียนกลายเป็นเคารพยกย่องสรรเสริญ ต้องว่าวัดปากน้ำจัดการศึกษาของสงฆ์ได้ครบ 2 ธุระ คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ แต่วัดทั่ว ๆ ไป จัดได้ธุระเดียวคือ คันถธุระเท่านั้น กลับมาพิจารณาคติของหลวงพ่อที่ว่า “ไม่สู้ แต่ไม่หนี” นั่นมีความหมายอย่างไร “ไม่สู้” คือ ไม่ตอบโต้อะไร ใครว่าอย่างไรก็เรื่องของเขา เมื่อเราประพฤติบริสุทธิ์กาย บริสุทธิ์วาจา บริสุทธิ์ใจแล้ว จะทำงานอะไร งานนั้นก็เป็นงานสะอาด เป็นงานที่มีคุณมีประโยชน์ หากไปตอบโต้เข้า จะเป็นบ่อเกิดแห่งการแตกร้าว ดังนั้น จึงไม่ควรตอบโต้ และคำที่ว่า “แต่ไม่หนี” นั้นคือ อย่างไร เราจะหนีไปไหน ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ใด เราก็ทำความดีทั้งนั้น หนีกับไม่หนีมีค่าเท่ากัน แล้วเราจะหนีทำไม เสียเวลาทำความดีของเราไปเปล่า ๆ นี่คือ “ไม่สู้ แต่ไม่หนี” ของหลวงพ่อ คติของหลวงพ่อ “ไม่สู้ แต่ไม่หนี” ควรที่เราเอามาเป็นแบบอย่าง เพราะชีวิตของเรานั้น ไม่ราบรื่นเสมอไป จะต้องพบกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่มีลาภ ไม่ได้ยศ นินทา ทุกข์ ตามหลักของโลกธรรม ส่วนใหญ่ เรามักพบแต่ ไม่มีลาภ ไม่ได้ยศศักดิ์ นินทา ทุกข์ เป็นประจำ หากเรายอมแพ้แก่ชีวิตด้วยเรื่องเหล่านี้ เราจะไม่มีผลงานอะไรไว้ให้ลูกหลานได้ชมเชย เกิดมาเพื่อตายอย่างเดียวหรือ ขึ้นชื่อว่าความดีแล้ว ทำยากทั้งนั้น หลวงพ่อท่านทำกรรมดี คนเขายังว่าไม่ดี กว่าเขาจะว่าดี เราก็แทบตาย อย่าได้ย่อท้อต่อชีวิตเลย หลวงพ่อท่านทำตัวอย่างไว้ให้ดูแล้ว เราควรจำเอาเป็นตัวอย่าง ขอให้เอาแบบอย่างที่ดี ทีไม่ดีอย่าเอา เห็นเขาเป็นโรคเอดส์ก็เป็นตามเขา เห็นเขาติดยาเสพติด ก็เสพตามเขา เห็นเขาสักตามเนื้อตามตัว ก็ไปสักตามเขา เห็นเขากอดกันในที่สาธารณะก็เอาอย่างเขา แบบอย่างเหล่านี้ไม่ดี อย่าได้เอามาเป็นแบบอย่าง อย่าไปนิยมตามเขา การที่เด็กของเราไปนิยมตามเขานั้น เกิดปัญหาขึ้นแล้ว เป็นตัวสกัดกั้นความเจริญของบ้านเมืองไปแล้ว จะต้องใช้คนอีกเท่าไร จะต้องใช้เงินอีกเท่าไร จะต้องใช้ความรู้อีกเท่าไร เพื่อแก้ปัญหานี้ โปรดช่วยกันคิดเถิด ไม่มีเหา แต่ไปหาเหาใส่หัว ไม่มีเรื่อง ไปหาเรื่องใส่ตัว เวรกรรม เวรกรรม 21. คนจริงไม่กลัว แต่กลัวคนไม่จริง คติของหลวงพ่อ “คนจริง ไม่กลัว แต่กลัวคนไม่จริง” เราอ่านแล้ว เราคิดอย่างไร หลวงพ่อไม่กลัวคนจริง แต่หลวงพ่อกลัวคนไม่จริง หากเราเข้าใจอย่างนี้ แปลว่าเรา เข้าใจตรงกัน แต่ว่าจะตรงกับความหมายของหลวงพ่อหรือเปล่า เรื่องนี้เราต้องพูดกันยาวหน่อย คนจริงหมายถึงอะไร และคนไม่จริงหมายถึงอะไร คนจริงคือ คนที่ทำอะไรทำจริง บากบั่น มั่นคง คนไม่จริงคือ คนที่ทำอะไรไม่จริง ท้อแท้ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หลวงพ่อเป็นคนจริง ทำจริง บากบั่น มั่นคง เมื่อตัดสินใจว่าดีแล้วจึงทำ ทำด้วยความตั้งใจ ไม่ยอมแพ้แก่อุปสรรค ทำอย่างเสมอต้นเสมอปลาย คนจริงอยู่ที่ใด ขอให้หลั่งไหลมาเถิด ขอให้เราได้สมาคม ขอให้เราได้ใกล้ชิดกัน นี่คือ ความหมายของคนจริงไม่กลัว คนไม่จริงอยู่ที่ใด เราต้องลงทุนให้เขามากมาย หากจะให้การศึกษา ก็ต้องจ้างครูมาก ต้องควบคุมมาก ต้องสอนมาก ต้องปกครองมาก ลงทุนให้ถึงขนาดนี้ ยังเอาดีไม่ได้ เผลอไปนิดเดียวทำความเดือดร้อนให้ คนประเภทนี้น่ากลัวมาก เราไม่มีเวลาให้บริการแก่คนประเภทนี้มากนัก แต่เราก็ต้องพบประเภทนี้ กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลวงพ่อพลาดไปแล้ว อย่างไรจึงว่าพลาด เพราะได้ลั่นวาจาไปแล้ว “ภิกษุใดที่ยังไม่มา ขอให้มา เมื่อมาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข” บริษัท ที่เดินทางมาสู่นั้น มีทั้งคนจริงและคนไม่จริง เพราะไม่ได้มีแต่ภิกษุอย่างเดียว มีทั้งอุบาสกคือ ศิษย์วัดและอุบาสิกาด้วย หลวงพ่อต้องรับทั้งหมด หลวงพ่อไม่ได้บอกว่าให้มาเฉพาะคนจริง เมื่อบริษัทจำนวน 1,000 มาสู่วัดปากน้ำ วัดปากน้ำมีเนื้อที่ดินน้อย หลวงพ่อจะรับผิดชอบอย่างไร ในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อจะต้องรับผิดชอบในทุกเรื่อง จะต้องจัดการศึกษาให้เขาทั้งหมด เป็นละครเรื่องยาวไปแล้ว เอาอย่างนี้ จะอ่านกันให้สนุกต้องไปอ่านหนังสือ “อภินิหารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” แล้วจะทราบความละเอียดกว่าที่บรรยายนี้ บริษัทมาแล้ว ทั้งคนจริงและคนไม่จริง หลวงพ่อก็ต้องให้การอุปการะทั้งหมด เขามามอบชีวิตแก่หลวงพ่อแล้ว เขามาอยู่ในปกครองของหลวงพ่อแล้ว เขามาเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อแล้ว ทั้งคนจริงและคนไม่จริง ต่างก็เป็นศิษย์ของหลวงพ่อ หลวงพ่อหมดสิทธิ์ที่จะเลือกที่รักมักที่ชังด้วยประการทั้งปวง หลวงพ่อท่านไม่ได้ว่าอะไร หลวงพ่อท่านรับผิดชอบทั้งหมด แต่เมื่อทำงานไปแล้ว ได้รู้เห็นแล้ว เกิดประสบการณ์แล้ว หลวงพ่อมีความเห็นว่า “คนจริงไม่กลัว แต่กลัวคนไม่จริง” เพราะคนจริงเราลงทุนน้อย คนไม่จริงเราลงทุนมากนั่นเอง ที่ว่าคนจริงลงทุนน้อย ก็คือเรียนจบในเวลาที่กำหนด หลักสูตรเขาให้เรียน 2 ปี สามารถเรียนจบใน 2 ปี เราก็จ่ายเงินค่าเล่าเรียนเพียง 2 ปี แต่คนไม่จริงเรียนบ้าง หลักสูตรเขาให้เรียน 2 ปี แต่เราเรียน 3-4 ปี แทนที่เราจะจ่ายค่าเรียน 2 ปี เราต้องจ่ายถึง 4 ปี นี่คือค่าลงทุนเฉพาะการเรียน หากมาดูค่าเจ็บไข้ ค่ากินอยู่ ค่าเครื่องนุ่งห่ม และอะไรต่อมิอะไรอีก ยังไม่ทราบว่าอีกเท่าไรต่อเท่าไร ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ใครรับผิดชอบ ผู้รับผิดชอบก็คือ กงสีใหญ่ และกงสีใหญ่ก็คือ หลวงพ่อ การที่หลวงพ่อท่านว่า “คนจริงไม่กลัว แต่กลัวคนไม่จริง” ก็คือ ลงทุนให้แก่คนจริงนั้น เราลงทุนไม่มาก แต่การลงทุนให้แก่คนไม่จริงนั้น เราเสียค่าใช้จ่ายมากมายเหลือเกิน หลวงพ่อท่านกลัวคนไม่จริง เพราะหลวงพ่อจ่ายมามากต่อมากแล้ว แต่หลวงพ่อก็ยินดีจ่าย เป็นความรับผิดชอบที่หลวงพ่อบ่ายเบี่ยงไม่ได้ เขาเรียก “หลวงพ่อ” เขาใช้คำว่า หลวงพ่อเพียงเท่านี้ หลวงพ่อก็ใจอ่อน ความเป็นพ่อเขา หลวงพ่อสู้จนกว่าจะจบการศึกษากันไปไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันรุ่นแล้ว นับจำนวนไม่ได้แล้ว 22. กินคนเดียว ไม่พอกิน กินมากคน กินไม่หมด คำที่ว่า “กินคนเดียว ไม่พอกิน กินมากคน กินไม่หมด” เราอ่านพบข้อความนี้เข้า เราไม่เข้าใจอะไร หลวงพ่อกล่าวถ้อยคำนี้ด้วยความประสงค์อันใดหรือ หรือมีเหตุผลอะไร แน่นอนที่สุด คำที่ว่า “คนเดียวไม่พอกิน กินมากคน กินไม่หมด” จะต้องมีที่มาของเรื่องราว หลวงพ่อไม่มีอาหารฉัน หลวงพ่อยอมอดตาย ทำไมหลวงพ่อตัดสินใจอย่างนี้ เราตกใจมาก เราไม่เข้าใจ เมื่อคราวที่หลวงพ่อเป็นพระลูกวัด อยู่วัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพนฯ) หลวงพ่อออกไปบิณฑบาต หลวงพ่อไม่ได้ข้าว เมื่อหลวงพ่อไม่ได้ข้าว หลวงพ่อก็ไม่ได้ฉันอาหาร รุ่งขึ้นหลวงพ่อออกไปบิณฑบาตอีก หลวงพ่อไม่ได้ฉันอาหารอีก หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ไม่ได้ฉันอาหารมา 2 วันแล้ว พระสงฆ์ศีลบริสุทธิ์อย่างหลวงพ่อ ไม่มีอาหารฉัน หลวงพ่อตัดสินใจยอมตาย เอาอย่างนี้ จะอ่านเรื่องตอนนี้ให้สนุก โปรดติดตามอ่านเรื่องราวในหนังสือ “อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ” หากบรรยายละเอียดในวันนี้เกรงว่าเรื่องจะยาวไป แปลกประหลาดมาก ยามที่หลวงพ่อขัดสน หลวงพ่อไม่มีอาหารฉัน หลวงพ่อถึงกับยอมตาย แต่คราวที่หลวงพ่อเฮง หลวงพ่อถึงกับจะเหาะเหินเดินอากาศได้ สนุกกันใหญ่แล้วคราวนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย พระเอกของเรื่องคือหลวงพ่อนั่นเอง ย่อเรื่องมาถึงตอนที่หลวงพ่อเป็นพระลูกวัดของวัดโพธิ์ เมื่อบิณฑบาตไม่ได้ข้าว 2 วัน ก็ไม่ฉันอะไร ยอมอดอยู่อย่างนั้น ตัดสินใจยอมตาย การตัดสินใจนั้น หลวงพ่อให้เหตุผลว่า หากหลวงพ่อตายลงไปเพราะอดอาหาร คนเรารู้ข่าวว่า พระอดข้าวตาย ผู้คนเขาจะมาทำบุญ เลี้ยงพระกันมาก เพราะเกิดความสงสาร จะทำให้พระมีอาหารฉันกันทั่ว หลวงพ่อคิดอย่างนี้ รุ่งขึ้น ร่างกายอ่อนเพลียมากแล้ว แต่ยังไม่ตาย ยังพอเดินไปบิณฑบาตไหว ก็ไปบิณฑบาตตามปกติ วันนี้แปลกกว่าทุกวัน ได้อาหารมากมาย ขณะฉันอาหารเกิดความคิดขึ้นในใจ “วันหนึ่งเราต้องเดินทางไปเรียนตามสำนักวัดต่าง ๆ ที่เขาสอนวิชาการศึกษาของสงฆ์ เช้าไปเรียนแห่งหนึ่ง ตอนบ่ายไปเรียนอีกแห่งหนึ่ง หัวค่ำอีกแห่งหนึ่ง อาหารการฉันขัดข้องอย่างนี้ ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา นึกสงสารพระที่เป็นเพื่อนนักเรียนด้วยกัน เขาก็ขัดสนเหมือนเรา หากเรามีกำลังขึ้นมาเมื่อไร เราจะตั้งโรงครัวเลี้ยงพระเณร ไม่ให้พระเณรต้องมาลำบากอย่างเรา” กาลต่อมา วิถีชีวิตของหลวงพ่อได้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ งานแรกของหลวงพ่อก็คือ ได้ตั้งโรงครัวของวัดขึ้นเพื่อประกอบอาหารเลี้ยงพระเณร แต่แรกสมาชิกยังไม่มาก ในปีต่อ ๆ มา พระเณรมากขึ้นจาก 100 เป็น 500 และเป็น 1,000 ในตอนที่พระเณรมากนี่เอง หลวงพ่อนึกถึงความหลัง ว่าบิณฑบาตไม่ได้ข้าว ถึงกับตัดสินใจยอมตาย เพราะอดข้าว บัดนี้ พระเณรจำนวน 1,000 มีอาหารการฉันบริบูรณ์ หลวงพ่อพูดว่า “กินคนเดียว ไม่พอกิน กินมากคน กินไม่หมด” นี่คือที่มาของเรื่องกินคนเดียว ไม่พอกิน กินมากคน กินไม่หมด สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |