|
13. ประกอบเหตุ สังเกตผล สนใจเถิด ประเสริฐนัก สืบมาจากผลแห่งการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อเข้าถึงวิชาธรรมกายระดับไหน เราก็ไม่รู้กับท่าน แต่เราเรียนตามหลวงพ่อมา หลวงพ่อสอนศิษย์ของท่านว่า “ประกอบเหตุ สังเกตผล สนใจเถิด ประเสริฐนัก” เป็นข้อความสั้น แต่ยาก และเป็นยาหม้อใหญ่ เป็นเรื่องครอบจักรวาล ความหมายเบื้องต้นอันเป็นความหมายทั่วไป คือ เรื่องเหตุกับเรื่องผล สรุปแล้ว หากประกอบเหตุดี ก็ย่อมได้รับผลดี ประกอบเหตุอย่างไรก็ได้รับผลอย่างนั้น นี่คือ ความหมายที่เราเข้าใจกันทั่ว ๆ ไป เช่น คนทำโจรต้องได้รับโทษ เหตุคือ โจรกรรม ผลคือ รับโทษ คราวนี้เราค้นเหตุให้ละเอียดเข้าไป ทำไมต้องทำโจรกรรม เพราะโลภะเป็นเหตุ ทำไมโลภะครอบงำเขาได้ เพราะใจของเขาสกปรก ทำไมใจเขาสกปรก เพราะเขาไม่ทำใจให้ใสตามคำสอนของพระศาสดา ตามที่กล่าวนี้ จะเห็นว่า เหตุและผลมีความละเอียดเข้าไปเรื่อย ๆ ความหมายในทางธรรม จับความมาแต่ “เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต เตสญจ โย นิโรโธ เอวํวาที มหาสมโณ” ธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุเกิดและเหตึดับแห่งธรรมเหล่านั้น คำว่า “เหตุ” ที่กล่าวนี้ เป็นของละเอียด มองด้วยตาไม่เห็น ต้องมองโดยรู้ญาณของกายธรรม เหตุที่ว่านี้ กิเลสเขาไว้ในใจ จิต วิญญาณ ของสัตว์โลก การที่สัตว์โลกต้องทุกข์ร้อนกันอยู่ เป็นเพราะเหตุละเอียดที่ว่านี้ พระบรมศาสดาสอนให้เราไปดับเหตุเหล่านั้น ในการค้นคว้าหาเหตุทางวิชาธรรมกาย ตามที่หลวงพ่อท่านสอนนั้น เหตุมันอยู่ลึก คือ อยู่ในละเอียดเข้าไป ไม่มีประมาณ ท่านสอนให้เดินวิชาธรรมกายไปให้ถึง เพื่อดับเหตุเหล่านั้น หากดับเหตุที่ทำให้เราเกิดทุกข์ได้และเหตุที่เกิดสมุทัยได้ เป็นผลให้นิโรธและมรรคของเรามีกำลัง คือ เราจะได้รับความสุข ท่านจึงสอนว่า “ประกอบในเหตุ สังเกตในผล สนใจเข้าเถิด ประเสริฐดีนัก” แต่โดยที่ “เหตุ” มีความละเอียดเข้าไปไม่มีประมาณนี้เอง ท่านให้เราเดินวิชาธรรมกายละเอียดเข้าไป ละเอียดในละเอียดเข้าไป เพื่อดับเหตุที่ว่านั้น แล้วท่านก็สอนว่า “ประกอบที่ในเหตุ สังเกตดูในผล สนใจหนักเข้าเถิด ประเสริฐยิ่งนัก” คำว่า “ประกอบเหตุ” หมายถึงการเดินวิชาธรรมกาย เพื่อสืบรู้สืบญาณไปหาเหตุ วิธีเดินวิชาธรรมกายมีอย่างไร เราต้องเรียน เพราะเป็นความรู้เฉพาะ ทั้งระดับเบื้องต้น ชั้นกลาง และชั้นสูง ตำราว่าด้วยวิชาธรรมกาย ข้าพเจ้าจัดพิมพ์ออกสู่ตลาดไปมากแล้ว เชิญติดตามเพื่อได้ศึกษากันต่อไป เรื่องของเหตุ คือเรื่องใหญ่ คือเรื่องครอบจักรวาล คือเรื่องกรุวิชาพิชัยสงคราม หากท่านสนใจเดินวิชาแล้ว จะเห็นว่า มารเขาสร้างเหตุปกครองสัตว์โลกไว้มาก ขอให้ท่านเรียนตั้งแต่หลักสูตรเบื้องต้น จนถึงหลักสูตรชั้นสูง ท่านจะพบว่า มารเขาสร้างเหตุปกครองทั้งหมด ไม่ว่าอะไรมารปกครองทั้งนั้น เราต้องเรียนรู้ เพื่อจะได้แก้ไข การที่หลวงพ่อสอนว่า “ประกอบเหตุ สังเกตผล สนใจเถิด ประเสริฐนัก” นี่คือ สอนตำราพิชัยสงครามแก่เราแล้ว เราจะเรียนวิชาธรรมกายกันเล็กน้อยไม่ได้แล้ว ขอให้ทุ่มเท บากบั่น อุทิศ เรียนกันให้สุดยอดไปเลย หากท่านสนใจจริงแล้ว ข้าพเจ้าจะเป็นเพื่อนในทางวิชาให้ท่าน ขอให้ติดต่อไปได้ หากท่านเรียนเพียงเล็กน้อย ถือว่าประมาท แม้จะได้มรรคผลนิพพาน มารก็ยังไปรังควานเราได้ อยากรู้เรื่องราว ต้องอ่านหนังสือปราบมาร ข้าพเจ้าเขียนไปแล้ว จะได้ทราบว่า มารเขาไปรังควาญพระพุทธองค์ในนิพพานได้อย่างไร ต้องอ่านจึงจะรู้ หากไม่อ่าน ก็ไม่รู้เรื่องอะไร 14 ชีวิตของเราไม่พอแก่การปฏิบัติธรรม “สว่างแล้วหรือ ทำไมสว่างเร็วนัก ยังปฏิบัติธรรมไม่ได้แค่ไหนเลย ก็สว่างเสียแล้ว เดี๋ยวก็วันเดี๋ยวก็คืน โอ้ ! ชีวิตของเราไม่พอแก่การปฏิบัติธรรม ชีวิตของเราสั้นนัก” นี่คือ คำอุทานของหลวงพ่อ อุบาสิกาถนอม อาสไวย์ เป็นผู้เล่า วันหนึ่งคืนหนึ่งหลวงพ่อไม่ได้นอนเลย ใช้เวลาจำวัดเพียง 2 ชั่วโมงเท่านั้น ควบคุมการปฏิบัติธรรมตลอด พอท่านสั่งวิชาเสร็จ ท่านจะบอกว่า ขอนอนหน่อยหนึ่งแล้วท่านจะหลับทันที พวกเรานอนแล้ว แต่ไม่หลับ เราอยากหลับแต่ไม่หลับ ไม่รู้ว่าหลวงพ่อท่านทำอย่างไร หากท่านปรารถนาจะหลับแล้ว เป็นต้องหลับได้ทันทีทันใด อุบาสิกา ถนอม อาสไวย์ เล้าด้วยความภาคภูมิว่า “หลวงพ่อเป็นแบบอย่างที่ดีทุกเรื่อง ทำวัตรเย็นทำวัตรเย็นและให้โอวาทพระเณร หลวงพ่อไม่เคยขาดแม้แต่วันเดียว ก่อนเข้าอุโบสถต้องปลงอาบัติทุกครั้งแล้วเทศน์ พอเสร็จจากเทศน์ หลวงพ่อคุมวิชาพวกเรา กวดขันจนพวกเรากระดิกตัวไม่ได้เลย เอาจริงเอาจังตลอดเวลา ใครทำวิชาได้ดีหลวงพ่อชมเชย หากใครตอบวิชาไม่ได้ หลวงพ่อจะให้แก้ตัว 3 ครั้ง หาก 3 ครั้งแล้วยังไม่ได้อยู่อีก ท่านจะถามคนต่อไป หลวงพ่อท่านถามป้าปุกเรื่องต้นหว้ารักษาชมพูทวีป ป้าปุกไม่ตอบ บังเอิญหลวงพ่อมาถามฉัน ฉันก็ตอบหลวงพ่อตามที่ฉันเห็น ฉันเห็นอย่างไรฉันก็พูดอย่างนั้น บังเอิญแท้ ๆ ที่ตอบถูก หลวงพ่อชอบใจ” พอพวกเรารู้ว่า หลวงพ่อบันเทิงอารมณ์ ศิษย์ทั้งหลายมาขอเงินกันใหญ่ หลวงพ่อเซ็นให้ทั้งนั้น เอาลายเซ็นไปเบิกเงินจากไวยาวัจกร คือ โยมประยูร สุนทารา วันนั้นโยมประยูร จ่ายเงินไม่น้อย หากตอบความรู้วิชาธรรมกายถูกแล้ว วันนั้นต้องได้เงินใช้ หากตอบความรู้ไม่ได้แล้ว หลวงพ่ออารมณ์ไม่บันเทิง ไม่พอใจในความพากเพียรของลูกศิษย์ นี่คือประวัติมุมหนึ่ง ที่รุ่นคูรูอาจารย์ของเราศึกษาเล่าเรียนวิชาธรรมกายกับหลวงพ่อ อีกองค์หนึ่ง ที่นั่งหลับตาทำความเพียรทั้งคืน คือ หลวงปู่ชั้ว โอภาโส หลวงปู่ชั้วเป็นคนบ้านเดียวกับหลวงพ่อ เห็นท่านที่ไหน ท่านจะอยู่ในอิริยาบถเจริญภาวนาเสมอ เคยถามท่าน ท่านก็ตอบว่า “คืนกับวันมันสั้นนัก ยังไม่จุใจหลวงปู่” พูดถึงความหลังรุ่นเกจิอาจารย์ ข้าพเจ้ามีโอกาสดีมาก ที่ได้รู้จักและได้รับความรู้จากท่าน เช่น อุบาสิกาญาณี ศิริโวหาร คุณฉลวย สมบัติสุข แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น ท่านเจ้าคุณภาวนาโกศลเถระ (พระมหาเจียก) สุดท้ายก็อุบาสิกาถนอม อาสไวย์ เกจิอาจารย์เล่านี้ เด่นกันไปคนละอย่าง มีความเก่งไม่เหมือนกัน ทุกท่านไม่รังเกียจข้าพเจ้า ทุกท่านบอกความรู้แก่ข้าพเจ้า จนเรารับไม่ไหว เกินปัญญาที่เราจะเรียน เราเรียนไม่ไหว มันยากไปหมด ยิ่งเรียนก็ยิ่งไม่รู้ เหตุใดชีวิตของข้าพเจ้าจะต้องมาวนเวียนกับเกจิอาจารย์เหล่านี้ ทั้งที่เราก็รับราชการ เรามีราชการที่ต้องทำ แต่ชีวิตของผมจะต้องโคจรมาพบเกจิอาจารย์หัวกะทิทั้งนั้น เหตุใดชีวิตของเราจะต้องมาพบอย่างนี้ นี่คือประเด็น ถามตัวเองมานานแล้ว ถามแล้วก็ตอบไม่ได้ เพิ่งตอบคำถามได้เมื่อปี พ.ศ. 2527 นี่เอง การได้พบเกจิอาจารย์ฝีมือธรรมกายชั้นครูทั้งปวงนั้น ธาตุธรรมในนิพพานท่านจัดคิวให้ทั้งนั้น ท่านเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง โดยที่เราไม่รู้ เนื้อหาสาระก็คือ ต้องการให้ข้าพเจ้าปราบมาร ก่อนที่จะปราบ ต้องให้มาพบเกจิอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญวิชาธรรมกายเสียก่อนเป็นการปูพื้นฐาน ความรู้ เป็นการมารู้ข้อมูลเบื้องต้น เกจิอาจารย์ท่านจะถ่ายทอดวิชาอะไรและเรื่องราวอะไร เราก็รับฟังโดยดี จำความรู้จำเรืองราวเท่าที่จะทำได้ ที่ข้าพเจ้าแปลกใจว่า ทำไมเกจิอาจารย์ท่านดีกับเราเหลือเกิน ก็เพิ่งทราบในตอนที่ทำวิชาปราบมาร สุดท้าย ข้าพเจ้าก็รับเละ คือ ถูกธาตุธรรมท่านให้ทำวิชาปราบมาร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 เป็นต้นมาตราบเท่าทุกวันนี้ เนื้อหาสาระงานปราบมารเป็นอย่างไรนั้น ขอให้ท่านอ่านหนังสือ ปราบมารภาค 1-2-3 ซึ่งได้พิมพ์เผยแพร่ไปแล้ว หากท่านอยากทราบเรื่องราว ปรดติดตามอ่าน 15. ทางโลกก็เหลว ทางธรรมก็แหลก เหมือนแบกบอน เหลือแต่ กิน นอน เที่ยว สามอันเท่านั้นเอย หลวงพ่อสอนว่า เกิด มาแล้วต้องเอาดีให้ได้ จะเอาดีทางโลกหรือจะเอาดีทางธรรม ให้เลือกเอา จะเอาดีทางโลก ก็ต้องเรียนทางโลกให้เจนจบ เพื่อจะได้มีความรู้ไปทำงานให้แก่โลก โลกจะได้เจริญ หากจะเอาดีทางธรรม ต้องเป็นธรรมกายจึงจะได้ความ หากไม่เป็นธรรมกายแล้ว เอาดีไม่ได้ หลวงพ่อท่านว่าอย่างนี้ เอาดีทางโลกเราพอเข้าใจ ต้องเรียนความรู้ทางโลกให้จบปริญญา แล้วเราก็ออกมารับราชการหรือประกอบอาชีพส่วนตัว ซึ่งเราก็เห็นได้ทั่วไป ตำแหน่งหน้าที่ราชการก็เลื่อนขึ้น เงินเดือนก็เลื่อนขึ้น เราก็ดำรงชีวิตอยู่ได้ การดำเนินชีวิตด้วยการประกอบอาชีพส่วนตัวก็เช่นกัน กิจการขยายออกไป ผลกำไรก็มากไปตามงาน เราก็ดำรงชีวิตอยู่ได้เช่นเดียวกัน แต่การเอาดีทางธรรมตามความหมายของหลวงพ่อนั้น อธิบายยากเหลือเกิน หลวงพ่อท่านพูดอย่างไรหรือ ถึง เราจะรักษาศีลฟังธรรมร้อยวันพันปี ก็เพื่อเป็นอุปการะให้เข้าถึงธรรมกาย แต่เมื่อเราเข้าถึงธรรมกายไม่ได้ แปลว่า เราไม่ได้อะไรเท่าไร ถึงเราจะบวชนานแสนนาน หากเราเข้าถึงธรรมกายไม่ได้ การบวชของเรามีผลน้อย หลวงพ่อท่านว่าอย่างนี้ เป้าหมายทางธรรมของหลวงพ่อก็คือ การเป็นธรรมกาย ต้องเป็นธรรมกายสถานเดียว จึงจะถือว่าเอาดีทางธรรมได้ เหตุผลก็คือ ไม่เป็นธรรมกายแล้วย่อมไม่แจ้งพระนิพพาน ไม่เป็นธรรมกายแล้วย่อมไกลต่อมรรคผลนิพพาน ความรู้นี้เอง ที่เราจะเอาไปวัดเรื่องมรรคผลนิพพาน เพราะมีค่านิยมออกมาว่า อาจารย์องค์นั้นเป็นพระอรหันต์ อาจารย์องค์นี้เป็นอริยบุคคล เราได้ยินเขาพูดกันเรื่อยมา ไม่เป็นธรรมกายแล้วเป็นพระอรหันต์ได้อย่าง ไร ไม่เป็นธรรมกายแล้วเป็นอริยบุคคลได้อย่างไร เพียงแต่บวชมานาน อินทรีย์สงบระงับมากขึ้น เราก็ด่วนว่าท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านเป็นอริยบุคคล ความเห็นเช่นนั้น มันไม่ถูกตำราเลย คนที่จะมีบารมี เข้าถึงธรรมกายนั้น ไม่ใช่ธรรมดา ตราบใดที่ยังตั้งใจไม่ถูกศูนย์กลางกาย โอกาสที่จะเข้าถึงธรรมกายเลิกพูดกัน เพราะผิดทางเสียแล้ว จะพิจารณาอะไรก็พิจารณาไปเถิด แต่มรรคผลนิพพานยังหวังไม่ได้ นี่คือข้อยุติ แต่ในบ้านเรานี้ ยังมีแนวปฏิบัติหลายแนว ก็พูดกันไป ฮือฮากันไป เราไม่เกี่ยว เราไม่วิจารณ์ ไม่มีประโยชน์ที่เราจะไปทำเช่นนั้น แต่ถ้าให้เราแสดงความรู้ กรณีอย่างนี้ เราต้องกล่าวความรู้ ว่าความถูกต้องคืออะไร เป็นเรื่องของความรู้ เราต้องเอาความรู้มาพูดกัน คราวนี้ มาถึงประเด็นที่ว่า “โลกก็เหลว ธรรมก็แหลก เหมือนแบกบอน” ว่ามีความหมายอย่างไร ทางโลกไม่เป็นเรื่องและทางธรรมก็ไม่เอาไหน เราเป็นคนไม่มีน้ำหนักเลย คุณค่าของตัวเราเบาบางเหลือเกิน มีความเบาเหมือนต้นบอนที่เราแกง ก็ตัวเราเบาราคาประดุจแกลบประดุจต้นบอนแกง แล้วจะมีอะไรในตัวเราอีก จะเหลือแค่ กิน นอน เที่ยว เพียง 3 อย่าง เท่านั้น ใครเป็นอย่างนี้ ท่านว่าไม่มีประโยชน์ สรุปแล้ว เรื่องโลกก็เหลว ธรรมก็แหลก เหมือนแบกบอน เหลือแต่กิน นอน เที่ยว สามอัน ก็คือ เรื่องของคนไม่เอาดี มีชีวิตอยู่ไปวันหนึ่ง ๆ รอวันตายที่จะมาถึง ระหว่างที่ยังไม่ตาย ก็เที่ยวไปเตร่ไปหิวขึ้นมาก็กิน กินอิ่มแล้วก็นอน ท่านว่าเป็นชีวิตที่ไร้ประโยชน์ 16. ถ้าอ่อน ให้อ่อนอย่างสำลี ถ้าแข็ง ให้แข็งอย่างเพชร สำลีเป็นวัตถุสีขาว มีความอ่อนละมุนละไม เพชรเป็นวัตถุมีความแข็ง ความแข็งของเพชรเอาไปตัดกระจกได้ มวลหมู่รัตนชาติทั้งปวง เพชรมีความแข็งมากกว่าใครทั้งหมด เพชรมีความแข็งเป็นเอก ลักษณะเด่นของเพชรคือ แข็ง และลักษณะเด่นของสำลีคือ ความอ่อน ความอ่อนและความแข็งนี้ โบราณท่านใช้สอนเป็นคำเปรียบเทียบ เช่น ให้อ่อนเหมือนสนลู่ลม (ต้นสน) อ่อนเหมือนอ้อลู่ลม (ต้นอ้อ)อ่อนเหมือนไผ่ (ต้นไม่ไผ่) จงแข็งเหมือนก้อนศิลา แข็งเหมือนเหล็ก แข็งเหมือนเพชร เป็นต้น ต้นอ้อ ต้นสน และต้นไผ่ เมื่อถูกลมแรง หากไม่ลู่ไปตามลมก็หัก นี่คือต้นไม้เหล่านี้มีกำลังน้อยกว่าลม เมื่อมีกำลังน้อย จึงต้องลู่ไปตามกำลังแรงที่มาปะทะ หมายความว่า ผู้ที่มีกำลังน้อยย่อมแพ้แก่ผู้ที่มีกำลังมาก ผู้ที่มีกำลังมากเขาแรงมา ผู้มีกำลังน้อยก็ต้องอ่อนให้ มิฉะนั้น ผู้มีกำลังน้อยจะอยู่ไม่ได้ คือ ต้องหักแตกสลายไป ตามที่บรรยายมานี้ ไม่เกี่ยวกับคติของหลวงพ่อ แต่เป็นการกล่าวโดยทั่วไป เพื่อประกอบความเข้าใจในการพิจารณาของหลวงพ่อที่สอนว่า “ถ้าอ่อน ให้อ่อนอย่างสำลี ถ้าแข็ง ต้องแข็งอย่างเพชร” คติของหลวงพ่อที่ว่า “”ถ้าอ่อน ให้อ่อนอย่างสำลี ถ้าแข็ง ให้แข็งอย่างเพชร” หลวงพ่อท่านหมายความว่าอย่างไร เมื่อ เราจะอ่อนแล้ว ให้มีความน่ารัก เพราะสำลีอ่อนอย่างละมุนละไม แต่ถ้าหากมีความจำเป็นต้องแข็งก็ต้องแข็งให้ตลอด อย่าได้เปลี่ยนใจมาอ่อนทีหลัง แข็งแล้วมาอ่อนข้อให้ทีหลัง ใคร ๆ ก็ไม่นับถือ เพราะขาดความจริงใจขาดความเด็ดเดี่ยว โอนเอนเหมือนต้นอ้อ ขาดเหตุขาดผล จะเสียการทั้งหมด หากเป็นนักปกครอง ก็จะปกครองใครไม่ได้ หากเป็นผู้นำ ก็จะนำใครไม่ได้ ไม่มีใครนับถือ เพราะเป็นคนไม่มีจุดยืน เป็นคนมีอารมณ์ไปตามอากาศ เสียหายมาก ดังนั้น จะอ่อนหรือจะแข็ง ต้องตัดสินใจให้ดี หาทางเลือกให้ดี อ่อนนั้นไม่มีปัญหา เพราะทำง่าย ไม่ต้องคิดอะไร แต่ถ้าตัดสินใจจะแข็งแล้ว ต้องให้แข็งจริง ๆ ให้แข็งอย่างเพชร เกี่ยวกับงานที่เราทำในชีวิตประจำวันของเรา โดยเฉพาะทำงานกับผู้ใหญ่ จะมีการตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ตลอดชีวิตที่เราทำงาน ว่า เราจะอ่อนอย่างสำลีหรือจะแข็งอย่างเพชร เพราะบางครั้งเราก็ต้องแข็งอย่างเพชรบ้าง และบางครั้งเราก็ต้องอ่อนอย่างสำลี จบเรื่องอ่อนอย่างสำลี และแข็งอย่างเพชรเพียงนี้ มีเรื่องของหลวงพ่อเรื่องแข็งอย่างเพชร มาเล่าสู่กันฟัง อย่างน้อยก็เกิดปัญญาแก่เรา เรื่องที่จะเล่านี้ ได้ยินสมเด็จป๋าทรงเปรย หลวงพ่อเราเคยถูกผู้ใหญ่สั่งให้ทำสิ่งที่ไม่ถูกใจหลวงพ่อ หลวงพ่อเราทำอย่างไร หลวงพ่อท่านยิ้มรับ หลวงพ่อไม่เถียง ไม่โต้แย้งอะไรหมด โต้เถียงให้เหตุผลอะไรก็ไร้ผล หลวงพ่อท่านยิ้มรับ พูดจาอย่างนิ่มนวล อย่าให้เขารู้ว่าเราปฏิเสธในใจ พอปะที่ใดก็ต้อนรับและปฏิสันถารเป็นอันดี พูดจาให้นิ่มนวลเข้าไว้ ผลสุดท้าย หลวงพ่อไม่เสียไมตรี ไม่เสียมิตร พูดให้ดีเข้าไว้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง นี่คือ แข็งอย่างเพชรของหลวงพ่อแล้ว เราต้องจำวิธีไว้ การโต้เถียงเอาชนะไม่เป็นผลดี การมาหักกันไม่เป็นผลดี การกล่าวโทษกัน ไม่ใช่วิธีของนักปราชญ์ เมื่อเราไม่ชอบ เราก็ไม่ติดต่อ เรื่องจะยุติด้วยดี หลวงพ่อเคยถูกวิจารณ์เรื่องการปฏิบัติธรรมของหลวงพ่อ ต่างก็ให้ความเห็นในประการต่าง ๆ มีการพูดกันทั่วไป ข่าวนี้ทราบไปถึงหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็เฉยต่อคำวิจารณ์ คงปฏิบัติธรรมรุดหน้าต่อไป ท่านไม่สนใจคำวิจารณ์นั้น มีคนไปถามหลวงพ่อ หลวงพ่อก็พูดว่า คนไม่รู้มาวิจารณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มันผิดหลักนักปราชญ์ สุดท้ายคำวิจารณ์นั้นก็เงียบไปเอง กลวิธีของหลวงพ่อคือ อย่าไปโต้ตอบ ให้เราปฏิบัติธรรมให้รุดหน้าต่อไป ก็ถูกของหลวงพ่ออีก ถ้าเราตอบหรืทอชี้แจง ผู้รับคำชี้แจงเขาไม่มีความรู้ ถึงเราจะพูดอะไร เขาก็ไม่รู้เรื่อง แล้วเราจะไปตอบโต้ทำไม เราคงปฏิบัติธรรมรุดหน้าต่อไป เกิดประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติ เพราะสภาพใจของผู้ปฏิบัติสูงงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่รับอารมณ์แห่งคำวิจารณ์ คำวิจารณ์มิได้กระทบกระทั่งจิตใจเรา กลับจะมีผลให้การปฏิบัติแก่กล้าขึ้น กลายเป็นผลดีของผู้ปฏิบัติไป คำนินทาก็ดี คำวิจารณ์ก็ดี เมื่อเราได้ยิน เราต้องพิจารณาทันที หากงานที่เราทำเป็นความดี เป็นความถูกต้องและบริสุทธิ์แล้ว ควรดำเนินการต่อไป แต่เราไม่ตอบโต้ เพราะโบราณท่านกล่าวว่า “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ” เรื่องจะไม่ยาวความต่อไป หากแต่เป็นความบกพร่องตามคำวิจารณ์ เราต้องแก้ไขปรับปรุงทันที เพราะคำนินทาและคำวิจารณ์เป็นกระบวนการวัดผลอย่างหนึ่งของสังคม อย่างน้อยเราก็ได้สำรวจงานของเรา 17. ขึ้นชื่อว่าโทษแล้ว แม้เท่าปลายผม ปลายขน อย่าให้กระเซ็นถูก หากถูกเข้า จะเกิดความมัวหมอง อุปมาว่าอุจจาระเป็นของเหม็น แม้มีขนาดเท่าปลายเส้นผมหรือเท่าปลายขน กระเซ็นไปถูกอะไร ก็จะส่งกลิ่นที่นั่น กว่าจะให้ความเหม็นหมดไป ถึงกับต้องเช็ดหรือล้างน้ำ บางทีเช็ดเท่าไรไม่หายเหม็น แม้ล้างเท่าไรก็ยังมีกลิ่นติดอยู่นิด ๆ ความเหม็นที่ยังมีนิดๆ นี่เองคือ ความมัวหมอง ความเหม็นไปอยู่ที่ใด ที่นั่นก็มัวหมอง ยาเสพติดก็ดี เชื้อโรคก็ดี ยาพิษก็ดี เป็นโทษทั้งนั้น เพราะเกิดโทษแก่ผู้สัมผัส โทษคืออะไร โทษคือสิ่งที่เกิดจากทุกข์ อะไรที่จะให้ผลเป็นทุกข์ เป็นโทษทั้งนั้น โทษที่ส่งผลร้ายที่สุดคืออะไร คือ อบายมุขและคบคนชั่วเป็นมิตร หลวงพ่อท่านเน้น ให้ห่างจากคนชั่ว ให้ห่างจากอบายมุข เรื่องของอบายมุข 6 มีสอนในโรงเรียนแล้ว เราเข้าใจกันทั้งนั้น และเรื่องคนพาล มิตรแท้ มิตรเทียม เราก็เรียนกันมาแล้วในโรงเรียน แม้ถึงอย่างนั้น เราก็ยังพบคนชั่วในชีวิตประจำวันของเรา เพราะไม่มีเครื่องหมายบอกว่าเขาเป็นคนชั่ว เวลาที่เขามาติดต่อเรา เขาก็แต่งตัวเรียบร้อย พูดจาดี เราก็อนุญาตให้เขาพักค้างศาลาวัด แต่พอได้จังหวะ เขาก็ขโมยพระพุทธรูปของวัดไป แม้โบราณจะสอนให้ดูคน “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” เราก็เคยเรียนรู้มา “คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล คบคนชั่ว พอตัวให้อับจน” เราก็เคยเรียนมา คราวนี้มาดูธนาคาร พอมีตำแหน่งเป็นใหญ่ขึ้นมา เงินธนาคารหายไป จนธนาคารตั้งอยู่ไม่ได้ นี่คือข่าวที่เราทราบจากหนังสือพิมพ์ ลูกฆ่าพ่อเพื่อเอามรดก เราก็ทราบจากหนังสือพิมพ์เช่นเดียวกัน ตามที่บรรยายมานี้ เรื่องของคนชั่วทั้งนั้น คนชั่วทำให้เกิดทุกข์ได้ทั้งนั้น ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะห่างคนชั่วได้อย่างไร และเราจะทราบได้อย่างไรว่าเขาเป็นคนชั่ว บางคนแต่งกายเรียบร้อย มีตำแหน่งหน้าที่ มีฐานะความเป็นอยู่ดีมาก แต่เข้าที่ไหน วงแตกที่นั่น กว่าเราจะรู้ว่าเขาชั่ว คนของเราแตกกันหมดแล้ว งานของเราเสียหมดแล้ว กรณีอย่างนี้ เราจะรู้ได้อย่างไร จนปัญญาจริง ๆ นี่คือ ความหมายทั่วไป หลวงพ่อท่านสอน เราจะระวังได้แค่ไหน ก็สุดแต่เราจะพิจารณา แต่หลวงพ่อท่านมีวิธีดูคน วิธีของท่านคือ ดูดวงธรรมของเขาผู้นั้น ถ้าดวงธรรมใส หลวงพ่อจะรับเข้าวัด เวลาที่พระเณรจะมาอยู่วัดปากน้ำ หลวงพ่อท่านจะชูนิ้ว 3 นิ้ว ถ้าจะอยู่ด้วยกันต้องเลือกเรียนอย่างหนึ่งอย่างใด จะอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ คือ 1. นักธรรม 2. บาลี 3. ภาวนา ขณะที่หลวงพ่อสนทนานั้น ท่านดูดวงธรรมไปด้วยตามแนววิชาธรรมกาย ท่านใดดวงธรรมใส หลวงพ่อจะรับไว้ ท่านใดดวงธรรมไม่ใส หลวงพ่อจะอิดเอือนแบ่งรับแบ่งสู้ เพราะประเภทดวงไม่ใสนี้ สักวันหนึ่งก็ต้องก่อเรื่อง สุดท้ายความเดือดร้อนก็มาถึงผู้ปกครอง แม้ถึงอย่างนี้ ยังมีหลงหูหลงตา เมื่อเราจะอยู่ร่วมกันเป็นบริษัท ศึกษาเล่าเรียนกันให้ราบรื่น ก็อย่าให้คนชั่วแปลกปลอมเข้ามา มีคนชั่วปนมาเพียงคนเดียว สักวันหนึ่งก็ต้องปั่นป่วน กว่าจะสงบได้ เราเดือดร้อนกันทั้งนั้น จำคำของหลวงพ่อไว้ เป็นการเตือนสติเรา “ขึ้นชื่อว่าโทษแล้ว แม้เท่าปลายผม ปลายขน อย่าให้กระเซ็นถูก หากถูกเข้าแล้ว จะเกิดความมัวหมอง” ไม่ทราบว่า ที่บรรยายมานี้จะถูกใจท่านหรือเปล่า สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |