Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปกิณกะ arrow คติธรรมฯ arrow คติธรรม 6
คติธรรม 6 PDF พิมพ์ ส่งเมล
Saturday, 28 October 2006

9. เห็น ใดฤามาตรแม้น ธรรมกาย
จำ สนิทนิมิตหมาย มั่นแท้
คิด ทำเถิดหญิงชาย ชูช่วย ตนแฮ
รู้ ยิ่งเบญจขันธ์แท้ แต่ล้วนอนิจจัง

     คำกลอนนี้ คือเรื่อง เห็น จำ คิด รู้ นั่นก็คือเรื่องของใจ ใจก็คือ เห็น จำ คิด รู้ หลวงพ่อท่านสอนว่า ให้เอา เห็น จำ คิด รู้ มารวมกันให้เป็นจุดเดียวกัน เอาไปตั้งมั่นที่ศูนย์กลางกายตัวเราเอง แล้วบังคับให้หยุด อย่าปล่อยให้เห็น จำ คิด รู้ พรากจากกันเป็นอันขาดทีเดียว เห็น จำ คิด รู้ เมื่อบังคับให้หยุดแล้ว จะเห็นธรรมทันที ถ้ายังไม่หยุด ก็ยังไม่เห็น หยุดเมื่อไร เห็นธรรมเมื่อนั้น

     ธรรมที่ว่านี้ ในเบื้องต้นเห็นเป็นดวงใส โตเท่าฟองไข่แดงของไก่ ครั้นเอาใจจรดอยู่กับดวงใสนี้ให้มั่นคงแล้ว เราจะเห็นธรรมในลำดับต่อไป คือ เห็นกายธรรม เป็นพระพุทธรูปขาวใสเกตุดอกบัวตูม กายธรรมที่ว่านี้คือ ธรรมกาย อันเป็นกายวิเศษ เมื่อเห็นได้เมื่อเข้าถึงได้ จะช่วยให้เราพ้นทุกข์พันภัยเป็นอเนกประการ

     ที่เราได้ยินว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย” นั้น ก็คืออย่างที่กล่าวนี้

     หลวงพ่อท่านสอนว่า เห็นใดฤามาตรแม้นธรรมกาย คือ ไม่มีอะไรเลิศเลอไปกว่าการเห็นธรรมกายอีกแล้ว จำสนิทนิมิตหมาย มั่นแท้ ก็คือว่า การฝึกใจให้เป็นธรรมกายนั้น หลวงพ่อท่านสอนให้กำหนดดวงนิมิตขึ้นก่อน เพราะการที่จะทำใจให้หยุดนั้น ทำได้ยาก ต้องมีวิธีการ 2 อย่างประกอบกัน คือ กำหนดดวงนิมิตขึ้นก่อน เป็นการนึกขึ้นโดยใจ คือ นึกเห็นดวงเพชรใสที่เจียระไนแล้ว เป็นดวงกลมโตเท่าแก้วตา เอาดวงเพชรใสนี้ไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกาย นี่เป็นวิธีการที่หนึ่ง และประกอบด้วยวิธีการที่สอง คือ เอาใจจรดนิ่งลงไปที่ดวงนิมิตนั้น แล้วบริกรรมในใจด้วยคาถาว่า สัมมา อะระหัง บริกรรมเรื่อยไป จนในที่สุดเกิดสภาพใจหยุดใจนิ่ง ดวงนิมิตเพชรใสจะหายไป แล้วเราจะเห็นดวงธรรมในท้องของเรา เป็นดวงขาวใสบริสุทธิ์ แปลว่า เราเห็นดวงธรรมเบื้องต้นแล้ว ต่อไปเราก็เอาใจจรดนิ่งกลางดวงธรรมที่เราเห็นนั้น แล้วเราก็จะเห็นธรรมกายต่อไป ความยากของการฝึกอยู่ที่การกำหนดดวงนิมิต หลวงพ่อจึงกำชับว่า จำสนิทนิมิตหมายมั่นแท้

     “คิดทำเถิดหญิงชายชูช่วยตนแฮ” ก็คือ หลวงพ่อท่านชักชวนให้ฝึกแต่บัดนี้ ให้คิดรีบเรียนรีบฝึกตั้งแต่วันนี้ทีเดียว อย่ารอไว้วันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้เราอาจตายไปก่อนก็ได้ ไม่มีอะไรแน่นอน ที่แน่นอนคือ วันนี้ ให้เรียนเดี๋ยวนี้

     “รู้ยิ่งเบญจขันธ์แท้แต่ล้วนอนิจจัง” เมื่อเป็นธรรมกายแล้ว ให้เร่งฝึกเร่งเรียนความรู้ชั้นสูงต่อไป พระบรมศาสดาทรงเรียนอย่างไร เราก็เรียนอย่างนั้น ขอบข่ายของความรู้วิชาธรรมกายนั้นกว้างขวาง ละเอียด ลึกซึ้ง หลวงพ่อท่านเขียนเป็นตำราไว้ 3 เล่ม คือ

     1. ทางมรรคผล 18 กาย เล่มนี้เป็นเล่มเบื้องต้น ทุกคนต้องเรียนได้

     2. คู่มือสมภาร เป็นความรู้ชั้นสูง มี 15 บท หากรวมบทภาคผู้เลี้ยงเข้าด้วย เป็น 30 บท

     3. วิชชามรรคผลพิสดาร เป็นความรู้ชั้นสูง มี 46 บท

     ข้าพเจ้าได้พัฒนาวิชาธรรมกายให้ง่ายต่อการเรียนของคนรุ่นใหม่ มีความประสงค์ให้วิชาธรรมกายง่าย ให้ทุกคนเรียนได้ ให้เป็นสากล ไม่เจาะจงเฉพาะผู้มีบารมีธรรมเท่านั้น ทุกคนต้องเรียนได้ ทุกคนต้องฝึกได้

     หนังสือวิชาธรรมกายของหลวงพ่อทั้ง 3 เล่ม เมื่อได้มาขยายความให้ง่าย แล้วทำแนวเดินวิชาแล้ว เป็นดังนี้

          1. เล่มทางมรรคผล 18 กาย ให้ชื่อในเล่มใหม่ว่า “ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย”

          2. เล่มคู่มือสมภาร ให้ชื่อเล่มใหม่ว่า “แนวเดินวิชาหลักสูตรคู่มือสมภาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ”

          3. เล่มวิชชามรรคผลพิสดาร ให้ชื่อใหม่ว่า “แนวเดินวิชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ”

     เหตุผลที่นำหนังสือวิชาธรรมกายของหลวงพ่อมาขยายความและทำแนวเดินวิชา เกิดจากประสบการณ์ที่ข้าพเจ้าเผยแพร่วิชาธรรมกายในต่างจังหวัด สมัยที่ข้าพเจ้ามีตำแหน่งราชการเป็นศึกษาธิการอำเภอ พระสงฆ์ในจังหวัดต่าง ๆ มักเชิญข้าพเจ้าไปเป็นวิทยากรสอนวิชาธรรมกาย ส่วนใหญ่เป็นงานปริวาสกรรม มักจะมีพระสงฆ์มารวมกันมาก ๆ เจ้าสำนักมักจัดให้มีการฝึกภาวนา หน้าที่สอนภาวนาเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้นำหนังสือ 18 กายของหลวงพ่อไปถวาย แล้วก็ติดตามดูว่าจะเกิดผลอะไรบ้าง ท่าที่ได้ฟังมา พระท่านบ่นว่า หนังสือเล่มนี้บอกแต่หลักการ ไม่บอกแนวปฏิบัติ จึงยากต่อการฝึก อ่านตำราแล้วก็ว่าทำได้ ครั้นหลับตาเดินวิชาแล้ว กลับเป็นว่าทำไม่ได้ตามตำรา คำวิจารณ์นี้ได้ยินมานานแล้ว

     แม้ได้ยิน แต่ก็ไม่อาจแก้ปัญหาได้ เพียงแต่รับฟังไว้เท่านั้น

     เป็นอันว่า เมื่อท่านใดเห็นดวงธรรม การเดินวิชา 18 กาย เราจะต้องบอกวิชาเองทั้งหมด วิทยากรเหนื่อยมาก บางครั้งต้องต่อวิชาคราวละ 100 ราย วิทยากรแทบไม่ได้พักเลย เพราะการสอนกันทีละขั้นตอนไปทีเดียว ก็เล่มเบื้องต้น มีปัญหาถึงขนาดนี้ แล้วเล่มวิชาธรรมกายชั้นสูง จะมีปัญหาขนาดไหน

     นี่คือที่มาของการเรียนขยายความและทำแนวเดินวิชาธรรมกาย ครั้นทำแนวปฏิบัติแล้ว ก็ง่ายต่อการเดินวิชา ใคร ๆ อ่านก็เข้าใจ บัดนี้ หนังสือทั้ง 3 เล่มพิมพ์ออกสู่ตลาดแล้ว ขอเชิญท่านติดตาม

     เมื่อเราเรียนสูงขึ้นไปแล้ว เราก็เห็น ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ นั่นคือเราได้เห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเรียกว่า เบญจขันธ์ รูปคือกาย เวทนาคือเห็น สัญญาคือจำ สังขารคือคิด วิญญาณคือรู้ พูดอย่างเข้าใจง่ายก็คือ กายกับใจเป็นทุกข์ เพราะมารเขาเอาทุกข์และสมุทัยมาใส่ไว้ สัตว์โลกจึงแก่ เจ็บ ตาย รู้เห็นได้ด้วยรู้ญาณของธรรมกาย เท่านั้น จะรู้เห็นโดยวิธีอื่นไม่มี

     ที่ เราได้ยินเขาพูดกันว่า เบญจขันธ์เป็นทุกข์ นั่นคือ การรู้ตามตำรา แต่เรายังไม่เห็นกับตา จะเห็นได้ก็ต้องฝึกใจให้เป็นธรรมกาย เพราะรู้ญาณของธรรมกายสามารถเห็นอริยสัจได้ไม่มีวิธีอื่นเลย

คำประพันธ์ของหลวงพ่อบทนี้สำคัญมาก

     ขอให้ท่านท่องจำให้ได้ เพราะมีความสำคัญสุดยอด ที่ว่าสำคัญ ก็คือ เรื่องธรรมกายนั้น เป็นธรรมวิเศษที่พระพุทธองค์ทรงเห็นในวันวิสาขบูชา พูดอย่างถ้อยคำทางพระก็ว่า เป็นธรรมวิเศษที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ในวันวิสาขบูชาหลังจากที่ทรงทำความ เพียรมา 6 ปี หลังจากที่ทรงเห็นธรรมกายแล้ว ธรรมกายของพระองค์ก็บอกปิฎก 84,000 ธรรมขันธ์ ตามที่เราศึกษาเล่าเรียนปิฎกนั้นในทุกวันนี้ ไม่ว่าใครเมื่อตรัสรู้แล้ว ถือว่ามีฐานะเป็นพระพุทธเจ้า ก็ต้องบัญญัติพระไตรปิฎกอย่างนี้ทั้งนั้น

     เรื่องที่เราต้องพูดกันในวันนี้ ก็คือ วิชาธรรมกายนี้มารเขาหวง เพราะหากใครได้เข้าถึงได้เห็น ย่อมจะมีรู้มีญาณไปเห็นวิชาของมารเข้า ว่าเขาข่มเหงสัตว์โลกอย่างไร เริ่มตั้งแต่ทำให้เรา แก่ เจ็บ ตาย เกิดวิบัติ ข้าวยากของแพง สารพัดเรื่องที่เขาจะทำ โดยไม่มีใครไปรู้เห็นวิธีการ ของเขา วิชาธรรมกายนี้เป็นสื่อสำคัญที่จะต่อรู้ส่องญาณให้เราไปรู้เห็นความลี้ลับ ความเร้นลับที่อยู่ของมาร ว่าเขาอยู่กันอย่างไร ไปรู้เห็นวิชาที่เขาทำไว้เพื่อข่มเหงรังแกสัตว์โลก เขาจึงดับวิชา ธรรมกายโดยเร็วพลัน เมื่อพระบรมศาสดาเข้านิพพานได้ไม่นาน วิชาธรรมกายก็ดับสูญ ไม่มีพระสงฆ์ปฏิบัติสืบต่อ ทำให้มรรคผลนิพพานขาดตอนมาแต่บัดนั้น ให้สังเกตดูพระไตรปิฎก จะมีเรื่องวิชาธรรมกายอยู่บ้าง ดูว่าเล็กน้อยเหลือเกิน แต่วิชาของมารมีเต็มเมือง เช่น ไสยศาสตร์ เวทมนตร์คาถา เล่นแร่แปรธาตุ เป็นต้น

     เป็นโชคดีของชาวโลก ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำมาเกิด ค้นวิชาธรรมกายมาได้อีกครั้งหนึ่ง เราต้องช่วยกันรักษา ช่วยกันอนุรักษ์ ช่วยกันเรียน โดยเฉพาะตำราวิชาธรรมกายของหลวงพ่อ 3 เล่ม ที่กล่าวแล้วนั้น ต้องเรียนกันให้ได้ ไม่ว่าใครทั้งนั้น หากไม่เป็นวิชาธรรมกายแล้ว มรรคผลนิพพานไกลสุดเอื้อม พูดตรงแล้ว พูดสั้นแต่ได้ความ

เกิดมาชาติ นี้ ไม่ว่าใครทั้งนั้น หากไม่เป็นธรรมกายแล้ว ไม่มีประโยชน์เลย ถึงจะรวยล้นฟ้า ถึงจะมีอำนาจล้นโลก ดูว่ามีประโยชน์น้อยนัก เพราะไม่เห็นของจริง อำนาจก็ดี ความรวยก็ดี ติดตัวไปในวันตายไม่ได้ทั้งนั้น แต่ธรรมกายติดตัวเราในทุกโอกาสและทุกสถานะ ช่วยเราได้ทุกโอกาสและทุกสถานะ

 

10. ด้วยความหมั่นมั่นใจไม่ประมาท 

รักษาอาตม์ข่มใจไว้เป็นศรี

ผู้ฉลาดอาจตั้งหลักพำนักดี

อันห้วงน้ำไม่มีมารังควาน

     เป็นคติธรรมของหลวงพ่อ หลังจากที่หลวงพ่อเป็นธรรมกายแล้ว หลวงพ่อก็เรียนวิชาธรรมกายเรื่อยมา เราทราบตรงกันแล้วว่า ธรรมกายคือ ตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย อีกนัยหนึ่งก็คือ ธรรมกายคือ พระรัตนตรัย พระรัตนตรัยคือธรรมกาย วิชาธรรมกายคือวิชาที่ว่าด้วยพระรัตนตรัย พระรัตนตรัยทรงศึกษาเล่าเรียนอย่างไร เราก็เรียนอย่านั้น อยู่ที่ว่าเราจะเรียนได้มากหรือน้อยเท่านั้น แต่การจะเรียนได้เราต้องเป็นธรรมกายก่อน ถ้าไม่เป็นธรรมกายแล้ว เรียนไม่ได้เลย ความยากอยู่ตรงนี้ คือ ต้องเป็นธรรมกายจึงจะเรียนได้นั่นเอง

     หลังจากที่หลวงพ่อเป็นธรรมกายแล้ว หลวงพ่อก็เรียนวิชาธรรมกายเรื่อยมา คือหลับตาเรียน การเรียนวิชาการทางโลกใช้วิธีลืมตาเรียน แต่การเรียนทางธรรมต้องหลับตาเรียน คือ เข้านิโรธค้นคว้าเรื่อยไป จะเป็นหลักสูตรอะไรก็ไม่ทราบ หลวงพ่อท่านแต่งคำประพันธ์มีข้อความว่า

     “ด้วยความหมั่นมั่นใจไม่ประมาท รักษาอาตม์ข่มใจไว้เป็นศรี ผู้ฉลาดอาจตั้งหลักพำนักดี อันห้วงน้ำไม่มีมารังควาน

     คำประพันธ์นี้ถอดออกมาแล้ว ได้ความว่า ตัว เรานี้ขยันหมั่นเพียรแล้ว พบว่าการรักษาคนนั้นต้องสำรวมใจจึงจะขึ้นชื่อว่าประเสริฐ จึงจะชื่อว่าไม่ประมาท การสำรวมใจนั้นทำให้ยิ่งแล้ว จะเกิดความมั่นคงเป็นหลักฐานปราการทีเดียว ทำได้อย่างนี้กิเลสที่ชื่อว่าห้วงน้ำ 4 หรือ โอฆะ 4 จะไม่มารังควาญ ใครทำได้อย่างนี้ เรียกว่า คนฉลาด

     ข่มใจก็คือ สำรวมใจ ตามแนวการฝึกวิชาธรรมกาย

     ตั้งหลัก คือ เอาใจตั้งที่ศูนย์กลางกาย เกิดพำนักคือ เกิดหลักฐานมั่นคง หรือเกิดปราการมั่นคงก็ต่อเมื่อเป็นธรรมกายแล้ว หากยังไม่เป็นธรรมกายแปลว่า ยังไม่เกิดพำนัก ครั้นเมื่อเกิดพำนักแล้วจึงจะเห็น ห้วงน้ำ 4 หรือโอฆะ 4 ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา นั่นคือเรียนวิชาธรรมกายจนมั่นคงแล้ว ท่านว่ากามตัณหาก็ดี การเวียนว่ายตายเกิดก็ดี ความคิดผิดก็ดี และความเขลาก็ดี จะไม่มีในเราอีกต่อไป นั่นคือ ย่อมห่างจากกาม สิ้นสุดแห่งการเวียนว่าย หมดจากทิฏฐิมานะ ย่อมแจ้งในธรรม

     สรุปแล้ว เป็นธรรมกายแล้วดีด้วยประการทั้งปวง ในทำนองเดียวกัน หากไม่เป็นธรรมกายก็ไม่ดี ไม่ดีอย่างไร ขณะนี้มีข่าวเป็นที่รู้กันทั่ว จากการเสนอข่าวของโทรทัศน์ ข่าวแรกคือ ลูกได้รับการศึกษาสูงฆ่าพ่อของตัวเอง ข่าวที่สองคือ ข่าวบิดาข่มขืนลูกน้อยของตนอายุเพียง 4 ขวบ จนลูกถึงแก่ความตาย หากเราคิดกันว่า ถ้าให้เขาฝึกวิชาธรรมกาย จนเขาเห็นดวงธรรมเบื้องต้น เอาแค่นี้ก่อน ถ้าคุณที่จบปริญญาโทต่างประเทศคนนั้นและคุณผู้เป็นบิดา ซึ่งเป็นข่าวนั้น ถ้าได้เรียนวิชาธรรมกาย จนถึงขั้นเห็นดวงธรรม ถามว่าเขาจะฆ่าพ่อไหม และคุณบิดาที่ข่มขืนลูกน้อยของเขา จะกระทำบาปเช่นนั้นหรือไม่

     นี่คือประเด็น แน่นอน ถ้าเขาเห็นดวงธรรมใส ย่อมเกิดคุณธรรมทันใด 2 ประการ คือ หิริและโอตตัปปะ คือ กลัวต่อบาป และละอายต่อบาป เขาย่อมไม่ทำบาป และหากเขาเพียรพยายามต่อไปจนถึงขั้นเห็นธรรมกาย จิตใจของเขาก็จะเจริญไปในทางที่ดี นี่คืออานิสงส์ของวิชาธรรมกายในเบื้องต้น อานิสงส์อย่างสูงนั้น สุดที่จะประมาณได้

     บัดนี้ เราทราบชัดแล้วว่า หลวงพ่อได้ให้ทรัพย์ประเสริฐแก่โลกไว้แล้ว คือ วิชาธรรมกาย 3 หลักสูตร

     ความรู้อีกอย่างเราทราบตรงกัน คือเกิดสภาพใจต่ำในสังคมบ้านเราแล้ว บ่งบอกว่าการศึกษาสูงไม่ช่วยให้สภาพใจสูงตามความรู้ เราควรเอาความรู้วิชาธรรมกายเบื้องต้นไปสอนในสถานศึกษาทุกสังกัด แม้ในภาคเอกชนคือ บริษัท ห้างร้าน องค์กรต่าง ๆ ต้องเรียนกันหมด เพื่อเป็นการยกสภาพจิตใจ ผู้สอนควรเป็นพระสงฆ์ สอนแล้วก็ต้องมีการวัดผล พระสงฆ์จะอ้างว่าสอนไม่ได้ เพราะไม่มีความรู้ อ้างอย่านั้นได้อย่างไร เพราะเรามีหน้าที่ต่อสังคม เรื่องของความรู้จะยากอะไร ก็เรียนกันให้รู้ เรียนกันให้ทำได้ แล้วเราก็จะทำงานได้ ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร ตำราเราก็มีให้ คิดกันเถิด ทำกันเถิด สังคมเราวุ่นวายลงทุกวัน วิชาธรรมกายเท่านั้นที่จะช่วยได้

     พูดไปพูดมา ก็จะมาถึงปัญหางานสร้างวิทยากร ไม่มีปัญหา เพราะเรามีตำราให้แล้ว

 

11. พายเถอะนะเจ้าพาย 

ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า

โซ่ไม่แก้ กุญแจไม่ไข

จะไปกันได้อย่างไรละเจ้า

     หลวงพ่อเป็นคนอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ภูมิประเทศของท้องที่อำเภอสองพี่น้องนั้น เมื่อถึงฤดูน้ำท่วม เราใช้เรือเป็นพาหนะ คือ ใช้เรือพาย เรือจึงไปถึงจุดหมาย เมื่อหมดธุระแล้ว ต้องเอาเรือมาเก็บ วิธีเก็บเรือ ต้องใช้กุญแจด้วย เพื่อป้องกันขโมย นี่คือลักษณะการสัญจรไปมาในสมัยที่หลวงพ่อใช้ชีวิตฆราวาสที่บ้านเกิดของท่าน

     ครั้นหลวงพ่อบวชเป็นพระ ภาพชีวิตก็ยังติดตาติดใจหลวงพ่ออยู่ โยงมาถึงการปฏิบัติธรรมของท่าน ท่านเอาภาพพจน์แห่งชีวิตมาเปรียบเทียบเป็นคำกลอนตามที่ยกมานั้น

     ประโยคที่ว่า พายเถอะนะเจ้าพาย ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า คือ เมื่อเราลงเรือแล้ว ให้รีบพาย จะได้ไปถึงจุดหมายเร็ว ๆ หากล่าช้า เมื่อเราไปถึงตลาด จะซื้อของไม่ได้ เพราะตลาดวาย คือ แม่ค้าเขาเก็บสินค้าหมดแล้ว เราซื้ออะไรไม่ได้แล้ว สายบัวที่เรามีไป ตั้งใจจะเอาไปขาย เห็นจะขายไม่ได้เสียแล้ว มันเน่ามาตามทางแล้ว เพราะเราไม่เร่งพายเรือเป็นเหตุ แปลว่าทุกอย่างเสียการหมด ซื้อของไม่ได้ แถมสินค้าของเราก็เน่าเสีย เพราะความล่าช้านั่นเอง

     นี่คือ ความหมายทางภาษา แต่ความหมายที่หลวงพ่อต้องการก็คือ สอน ให้รีบปฏิบัติธรรม เมื่อมีความตั้งใจแล้วให้รีบปฏิบัติ อย่าผัดวันประกันพรุ่ง จะรอเมื่อนั้นเมื่อนี้ จะเสียโอกาส สุขภาพร่างกายยังพอทำได้ ก็น่าจะรีบทำ หากเกิดความชรา เราจะทำได้น้อย เพราะสุขภาพร่างกายไม่อำนวยเสียแล้ว

     ประโยคที่ว่า โซ่ไม่แก้ กุญแจไม่ไข จะไปกันได้อย่างไรละเจ้า” เราตั้งใจจะไปกันแล้ว เอาเข้าจริง โซ่เรือยังไม่ได้แก้ แม้กุญแจเรือก็ยังไม่ไข ที่ว่าเราจะไปไหนกันนั้น เป็นอันระงับ เพราะไม่มีความพร้อมอะไรเลย

     นี่คือ ความหมายทางภาษา แต่ความหมายของหลวงพ่อ ท่านต้องการให้เรามีความพร้อม เมื่อจะทำอะไร ต้องเตรียมอะไรให้พร้อม หากไม่พร้อมแล้ว เราทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น

     หลวงพ่อของเรามีประวัติว่า ท่านปรารภจะบวช แต่บวชไม่ได้เพราะห่วงมารดา จึงขจัดความห่วงทั้งปวง ด้วยการที่หลวงพ่อรีบทำการค้า เพื่อให้มารดาของท่านมีเงินใช้ตลอดชีวิต ครั้นมารดาของหลวงพ่อมีเงินก้อนใหญ่แล้ว หลวงพ่อบวชทันที คราวนี้ไม่มีห่วงแล้ว เพราะแก้โซ่เรือแล้ว ไขกุญแจเรือแล้ว ความห่วงทั้งปวงและความกังวลทั้งปวงเป็นข้าศึกต่อการปฏิบัติธรรม

     สรุปคติชีวิตของหลวงพ่อบทนี้ว่า การเดินทางสร้างบารมีนั้น ต้องรีบทำ ต้องวางแผนว่าจะทำอะไร เตรียมการให้เสร็จทุกเรื่อง มิฉะนั้นงานสร้างบารมีดำเนินไปไม่ตลอด เราก็เห็นหลวงพี่มาหลายรูป ที่บวชอยู่แต่ต้องสึกออกมา ทั้งที่ท่านทำหน้าที่ทางศาสนาได้เป็นที่ประทับใจเรา เราพอใจในฝีมือของท่าน แต่ท่านก็รับใช้พระศาสนาไม่ได้นาน

     บางคนมาคิดบวชเอาตอนแก่ เราทำกิจศาสนาไหวไหม เราทำกิจธุระลุล่วงไหม เพราะเราเป็นคนแก่ มาคิดเรียนภาวนาเอาตอนแก่ ใจของคนแก่ดัดยาก ไม่เหมือนใจของเด็ก ใจของเด็กดัดง่ายกว่ามาก ข้าพเจ้าเคยฝึกนักเรียนหญิงชั้น ม.6 จำนวน 200 คน ให้เจริญภาวนาวิชาธรรมกาย เพียง 2 คืน นักเรียนฝึกได้ยกชั้น จึงได้ข้อคิดว่า อย่าไปทำอะไรในตอนที่เราอายุมากเลย เพราะตลาดวายแล้ว สายบัวเน่าแล้ว จริงอย่างที่หลวงพ่อท่านว่า โอกาสไม่ให้แล้ว ร่างกายไม่เอากับเราแล้ว สภาพใจของคนที่มีอายุกร้านมาก ยากต่อการดัด ไม่เหมือนใจของเด็ก สภาพใจของเด็กดัดได้ง่ายกว่ามาก

     อีกความหมายหนึ่งของคำ “ตลาดวาย” ก็คือ ในขณะที่มีครูอาจารย์ที่จะสอนให้ได้ ควรจะรีบเรียน รีบกระวีกระวาด หากไม่มีครู ไม่มีอาจารย์ เกิดนึกอยากจะเรียนเอาตอนนั้น นี่ก็เข้าลักษณะตลาดวายเหมือนกัน

     หลวงพ่อของมีอะไรแปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือจะพูดอะไร มักเป็นปริศนา เราต้องตีความเสมอไป เช่น พายเถอะนะเจ้าพาย ตลาดจะวาย สายบัวจะเน่า หมายความว่า จะทำอะไรก็จงรีบทำ หากล่าช้าก็จะเสียข้าวเสียของ โซ่แม่แก้ กุญแจไม่ไข แล้วจะไปได้อย่างไรละเจ้า หมายความว่า เมื่อดูไปแล้ว พวกเราไม่มีอะไรพร้อมเลย แล้วเราจะไปเอามรรคผลนิพพานที่ไหนกัน คือ หลวงพ่อท่านเตือน เราจะเข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ก็ได้ สุดแต่ว่าเราจะเอาความหมายอย่างไร คือ เรามีสิทธิตีความได้หลายอย่าง

 

12. เกิดมา ว่าจะมาหาแก้ว

พบแล้วไม่กำ จะเกิดมาทำอะไร

สิ่งที่อยาก เขาก็หลอก

สิ่งที่หยอก เขาก็ลวง

ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย

เลิกอยาก ลาหยอก รีบออกจากกาม

เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป

เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร

เรียกว่า นิพพานก็ได้

     คติธรรมของหลวงพ่อบทนี้ นับว่าสำคัญมาก เพราะบอกวัตถุประสงค์ของการเกิด ว่าเกิดมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร คือ บอกว่า เกิดมาคราวนี้ จะมาทำงานอะไรนั่นเอง

     ท่านก็บอกชัดแล้วว่า เกิดมาคราวนี้จะมาหาดวงแก้ว หลวงพ่อได้ดั้นด้นจนพบดวงแก้ว ตามความประสงค์ของท่านแล้ว ดวงแก้วตามความหมายของหลวงพ่อคือ ดวงปฐมมรรค คือ วิชาธรรมกาย เมื่อพบแล้ว ต้องเรียนค้นคว้าให้จำเริญยิ่งขึ้นไป หากไม่เรียนไม่ค้นคว้ากัน ก็ไม่ควรที่จะเกิดมาเลย สรุปแล้วเกิดมา ถือว่าไม่มีประโยชน์ในการเกิดมาเลยเพื่อค้นคว้าวิชาธรรมกาย ทุมเทกันให้คลอดชีวิตไปเลย จึงจะเกิดผลคุ้มค่าแก่การมาเกิด

     คราวนี้มาดูประโยคที่ว่า สิ่งที่อยากเขาก็หลอก สิ่งที่หยอกเขาก็ลวง ทำให้จิตเป็นห่วงเป็นใย ว่าจะมีความหมายอย่างไร สิ่งที่อยากคืออะไร คือมรรคผลนิพพาน หลวงพ่ออยากได้มรรคผลนิพพาน แต่มรรคผลนิพพานไม่ใช่จะได้ง่ายอย่างที่เราอยาก เพราะมีกิเลสหลอกอยู่ โดยที่กิเลสนั้นมันหลอกโดยที่เราไม่รู้ทัน คือ มันจะแสดงการหยอกด้วยการทำเป็นทีเล่นทีจริง แต่ว่าแฝงไว้ด้วยการลวงทั้งนั้น การที่เราต้องมาพบการหลอก การหยอก การลวง ของกิเลส นั้น ทำให้ใจเราวกวนไม่เดินหน้า

     “หลอก” ก็คือ ของหลอกของปลอม ลวง ก็คือลวงตา ได้คิดว่าเป็นจริง หยอก ก็คือ ทีเล่นทีจริง เหมือนหมาหยอกไก่ พอได้ทีหมาก็กัดไก่ตาย ตัวหลอก หยอก ลวง ก็คือ โลกธรรม 8 ได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เส้นทางแห่งมรรคผลนิพพาน จะต้องพบโลกธรรม 8 เพราะจะส่งผลให้ใจไม่ดิ่งไปสู่ธรรม การที่ใจไม่ดิ่งนี่เอง คือ จิตเป็นห่วงเป็นใย

     คราวนี้มาดูประโยค เลิกอยาก ลาหยอก รีบออกจากกาม เดินตามขันธ์สามเรื่อยไป ว่าจะมีความหมายอย่างไร คราวนี้เราไม่อยาก เมื่อไม้อยากก็ไม่มีอะไรมาหยอก ไม่มีอะไรมาลวง ไม่มีอะไรมาหลอกท่านให้ออกจากกาม คือ ให้เว้นจากการมีชีวิตระคนด้วยกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส นั่นคือ ควรเป็นชีวิตถือบวช จึงจะเว้นได้จริง แล้วจะต้องประพฤติใจให้เข้าหลักของอริยมรรค ให้ใจเดินเข้า ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ในกายของเราเรื่อยไป (ขันธ์ 3)

     สุดท้ายมาถึงประโยคที่ว่า เสร็จกิจสิบหก ไม่ตกกันดาร เรียกนิพพานก็ได้ นั่นคือ เมื่อใจเดินเข้าดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ในกายเรื่อยไปแล้ว ก็มาถึงหลักสูตรกิจโสฬส (คือ กิจ 16) คือ กายธรรมพระโสดา กายธรรมพระสกิทาคา กายธรรมพระอนาคามี กายธรรมพระอรหัตต์ รวม 4 กาย เห็นอริยสัจ 4, กายหนึ่งเห็นได้ 4, รวม 4 กาย เห็นได้ 16 เสร็จกิจโสฬส อย่างนี้นิพพานเป็นที่หวังได้ แต่ถ้าหารใจตกกันดาร คือ สภาพใจไม่ใส ก็ไม่สามารถเห็นอริยสัจ 4 คือ ไม่ผ่านหลักสูตรกิจ 16 กรณีอย่างนี้ ต้องทำความเพียรกันต่อไป

     สรุปแล้ว คติธรรมของหลวงพ่อบทนี้ เกี่ยวข้องด้วยข้อธรรมหลายบท เช่น โลกธรรม 8 ขันธ์ 3 กามคุณ 5 อริยสัจ 4 โสฬส 16 หากท่านมีเวลาก็ลองอ่านดู ยากอยู่เรื่องหนึ่ง คือ อริยสัจ 4 ให้ท่านติดตามหนังสือ “แนวเดินวิชาหลักสูตรคู่มือสมภาร ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” เพราะพิมพ์ออกสู่ตลาดแล้ว การเดินวิชาเพื่อดูอริยสัจ 4 นั้นมีวิธีอย่างไร และเรื่องกิจ 16 หรือโสฬส 16 นั้น ไม่มีใครอธิบายได้ มีหลวงพ่อของเราองค์เดียวเท่านั้นที่อธิบายได้ การค้นมาอธิบาย ใคร ๆ ก็ทำได้ แต่ถามว่าเดินวิชาอย่างไร และทำอย่างไรจึงเรียกกิจ 16 ก็เห็นหลวงพ่อของเราเท่านั้นที่อธิบายได้ และหลวงปู่ชั้ว โอภาโส อีกองค์หนึ่ง ท่านอธิบายได้ เพราะท่านเรียนวิชาธรรมกายมากับหลวงพ่อ

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org