|
5. ไม่หยุดไม่ถึงพระ หยุดเป็นตัวสำเร็จ นี่คือ ความรู้สำคัญ ต้องสนใจให้มาก “ไม่หยุดไม่ถึงพระ” มีความหมายว่า ตราบใดที่ยังทำใจหยุด ใจนิ่งที่ศูนย์กลางกายไม่ได้ เราก็เข้าไม่ถึงพระ พระในที่นี้หมายถึงธรรมกาย หมายถึงพระบรมศาสดา หมายถึงนิพพาน ใจหยุด หมายถึง การเพียรภาวนาที่ศูนย์กลางกาย โดยเบื้องต้น ท่านให้นึกเอาดวงนิมิตขึ้นก่อน คือ กำหนดเป็นดวงแก้วขาวใส มีขนาดเท่าแก้วตาดำของเรา แล้วน้อมดวงนิมิตนี้ไปตั้งไว้ที่ศูนย์กลางกายในท้องของเรา ตามรายละเอียดที่กล่าวในหนังสือทางมรรคผล 18 กายนั้น เอาใจ คือ ความรู้สึกรวมให้เป็นจุดเดียวกัน แล้วนิ่งลงไปที่ดวงนิมิตใสนั้น บริกรรมใจว่า สัมมา อะระหัง เรื่อยไป จนกว่าใจของเราจะหยุด เมื่อใจหยุด เราก็เห็นดวงธรรมใสในท้องของเรา แล้วดวงใสนี้ จะเป็นอุปการะให้เราเห็นธรรมกายได้ในที่สุด รายละเอียดของการฝึกมีอย่างไร โปรดอ่านหนังสือดังกล่าวนั้น ตามที่กล่าวนี้เป็นสังเขปเท่านั้น ลักษณะของใจหยุด คือ รถยนต์เบรค ใจนิ่ง คือ สภาพเรียบของใจ ประดุจผิวน้ำในโอ่ง ไม่มีลมสัมผัสให้กระเพื่อม ใจแน่น คือ สภาพใจที่หยุดดีแล้ว ประหนึ่งเสาหินปักลงไปในดิน ลมพัดเท่าไรก็ไม่สั่นคลอน แต่การทำใจให้หยุดนั้น ทำยาก ไม่ง่ายอย่างที่เราคิด ต้องขยันฝึก แต่บางท่านทำได้เก่งมาก ฝึกเดี๋ยวเดียวเขาก็ทำได้ เด็กมักทำได้เก่งกว่าผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ใจรับอารมณ์ใด ๆ ไว้มาก เด็กไม่มีเรื่องคิด เด็กจึงทำได้เร็วกว่า แต่เด็กไม่รู้คุณค่า เหมือนไก่ได้พลอย หากไม่หมั่นเอาใจจดจ่อประคองไว้ เอาแต่เล่น นิมิตก็จะหายไป คราวนี้กล่าวถึงการเห็นนิมิตกับการเห็นดวงธรรมนั้นต่างกัน ประการแรกเป็นการกำหนดนิมิตได้ นิมิตคือ การนึกโดยใจ นึกได้และกำหนดได้ นั่นเป็นขั้นตอนของการกำหนดนิมิต ดวงนิมิตเป็นอุปการะให้เห็นดวงธรรม คือ เมื่อกำหนดนิมิตได้แล้วสภาพแห่งความหยุดความนิ่งทางใจ เมื่อได้สัดส่วนดีแล้ว ดวงนิมิตจะหายไปอย่างเร็ว จากนั้นจึงจะเป็นขั้นตอนของการเห็นดวงธรรม ที่ว่าดวงธรรมเท่าฟองไข่แดงของไก่ เท่าดวงจันทร์ เท่าดวงอาทิตย์ คือ ขั้นตอนนี้ เมื่อทำใจหยุดได้ เกิดความสำเร็จเบื้องต้นแล้ว คือ เห็นดวงธรรมและต้องหยุดให้ยิ่งขึ้นไป หยุดให้ละเอียดขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะเป็นอุปการะให้เกิดความสำเร็จในลำดับต่อไปอีก คือ เห็นกายและเห็นธรรมกาย ตามหลักสูตรทางมรรคผล 18 กายนั้น และเมื่อเดินวิชา 18 กายได้แล้ว ถึงขั้นเข้านิพพานได้ เราจะพบกายธรรมในนิพพาน กายธรรมหรือธรรมกายในนิพพานนั้น คือ ความหมายของคำว่า พระ กายธรรมที่มีรัศมีโชติช่วงกว่าเพื่อนในนิพพานใด องค์นั้นคือ กายธรรมของพระบรมศาสดาของนิพพานนั้น หรือเรียกว่าพระนิพพาน คือ เป็นพระประธานของนิพพานนั้น ส่วนกายธรรมอื่น เป็นกายธรรมของพระอรหันต์และผู้ได้มรรคผลนิพพาน บัดนี้ ท่านเข้าใจแล้วว่า “ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย” คืออย่างไร และเข้าใจแล้วว่า “ไม่หยุดไม่ถึงพระ” คืออย่างไร และคำที่ว่า “ตัวหยุดเป็นตัวสำเร็จ” นั้น คืออย่างไร แต่ความหมายของคำว่า “ตัวหยุดเป็นตัวสำเร็จ” ไม่ได้หมายความเพียงเท่านี้ ตามที่บรรยายมานั้น กล่าวว่า “หยุด” ให้เกิดความสำเร็จในเบื้องต้น คือ ให้เห็นดวงธรรม ให้เห็นกายต่าง ๆ ให้เห็นธรรมกาย ตั้งแต่กายเล็กจนถึงธรรมกายใหญ่ และเห็นกายธรรมในนิพพาน นี่เป็นความสำเร็จระดับหนึ่งด้วยอานุภาพของ “หยุด” ความสำเร็จที่จะมีต่อไปนี้ หยุดจะต้องละเอียดขึ้น หากหยุดไม่ละเอียดขึ้น จะเห็นวิชาอะไรได้ยาก ได้แก่วิชาธรรมกายชั้นสูง คือ วิชาธรรมกายหลักสูตรคู่มือสมภาร และวิชาธรรมกายหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดาร เป็นต้น ไม่ว่าจะเรียนอะไร ตัวหยุดต้องเป็นอุปการะให้ทั้งนั้น หากหยุดไม่ละเอียดขึ้นแล้ว จะไม่ประสบความสำเร็จในวิชาชั้นสูง ขอบข่ายแห่งวิชาธรรมกายนั้นละเอียดมากและลึกซึ้งมาก บัดนี้ วิชาธรรมกายชั้นสูง ท่านยังไม่ได้เรียนเลย ยังไม่เห็นหลักสูตรด้วยซ้ำไป ยังไม่ทราบว่าหนังสือของหลสงพ่อทั้ง 2 เล่มนั้น มีเนื้อวิชาอะไรบ้าง บทใดท่านทำได้ บทใดท่านทำไม่ได้ ย่อมแปลว่า ความรู้ของเรายังอ่อนไป ขอให้ซ้อมความหยุดให้ละเอียดเข้าไว้ เพื่อเรียนวิชาธรรมกายชั้นสูงทั้ง 2 เล่ม ดังกล่าวต่อไป วิชาธรรมกายชั้นสูง ไม่มีแค่นั้น หากท่านยังทำวิชาปราบมารไม่ได้ บ่งบอกว่า เราเข้าใจคำว่า “หยุด” น้อยไป หลวงพ่อวัดปากน้ำสอนวิชาธรรมกายไว้มากน้อยแค่ไหน เราต้องศึกษาเล่าเรียนให้ได้ทั้งหมด หากเรียนไม่หมดความรู้ของหลวงพ่อ เราจะไม่มีความรู้ไปสู้มาร เพราะวิชาปราบมารใช้ความรู้สูง ต้องทำได้ทั้งหมด ต้องเข้าใจทั้งหมด ต้องเห็นได้ทั้งหมด ต้องเข้าถึงได้ทั้งหมด หมายความว่าวิชาธรรมกายทุกหลักสูตร ไม่ว่าระดับไหน เราต้องทำได้ทั้งหมด ครั้นแล้ว เราจะรู้ว่ามารเขาปกครองสัตว์โลกอย่างไร ให้ท่านเดินวิชาปราบมาร ติดต่อกัน 10 ปี แม้วันเดียวก็ไม่เว้น เราจะเข้าใจคำว่า “หยุด” ดีกว่าเดิม คือ “หยุด” เป็นตัวสำเร็จตามที่หลวงพ่อสอน แต่การหยุดนั้นมีขีดขั้นและมีระดับสูงขึ้นไป หยุดเป็นตัวนิโรธ มารเขาเอา ส่าย ไหว ริบ รัว ออกสู้ ไม่ว่าที่ใดมารเขาไประเบิดได้ทั้งนั้น เพราะอะไร เพราะเราหยุดสู้เขาไม่ได้ คือ สู้ ส่าย ไหว ริบ รัว ของมารเขาไม่ได้นั่นเอง คือ เขาเหนือหยุดของเรานั่นเอง กรณีอย่างนี้ ตกเป็นฝ่ายแพ้มารทั้งนั้น เราตกอยู่ในปกครองของมารทันที แล้วมารเขาก็ระเบิด ดวงบารมี ดวงรัศมี ดวงกำลัง ฯลฯ เอาไปโดยที่พวกเราไม่รู้กันเลย เพราะพวกเราเอาแต่เรียนวิชาเบื้องต้น จึงไปรู้ไปเห็นไม่ได้ เมื่อไม่รู้ไม่เห็น ก็แปลว่า เราตกอยู่ในอำนาจปกครองของมารด้วยประการทั้งปวง เรามัวเพลิดเพลินเจริญใจกันแต่ความรู้อ่อน ๆ สร้างคานิยมกันเองว่าเก่ง สรุปแล้ว ความรู้ก็แค่นั้น มารเขาก็ชอบใจ เพราะไม่มีใครไปรู้ไปเห็นเขา อะไรที่เราจะรวยได้ เพื่อนก็หนุน อะไรที่เราจะดังได้ เพื่อนก็โหม อะไรที่เราหลง เพื่อนก็เอายศมาให้ เราเต้นอยู่ในจังหวะเพลงของมาร โดยที่เราไม่รู้ ครั้นเรารู้ทัน จึงออกหนังสือเผยแพร่ เพื่อจะได้ผู้รู้มาช่วยกันปราบมาร เราสู้คนเดียวไม่ไหว เพราะมันรุมเราต้องการหาเพื่อนมาช่วย บัดนี้ ออกหนังสือปราบมารไปแล้ว 3 เล่ม คือปราบมารภาค 1 ปราบมารภาค 2 และปราบมารภาค 3 ใช้เวลารบ 14 ปี เขียนได้ 3 เล่มเท่านั้น พิมพ์เสร็จแล้วก็บริการฟรี ฟรีทุกรูปแบบ ฟรีทั้งนั้น ปรากฏว่า ยังไม่พบผู้มีบารมีธรรมที่จะช่วยปราบมาร คอยมาแต่วันนั้น จวบจนวันนี้ หาคนที่มีความรู้ที่จะปราบมารได้ ยังไม่พบเข้าผู้นั้น บริการทั้งปวงที่ข้าพเจ้าทำนี้ ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนเลย ทำเป็นการกุศลทั้งหมด โดยมาคิดว่า เราตกที่นั่งลำบาก ธาตุธรรมท่านวางตัวให้ทำวิชาปราบมาร พอเดินวิชาทำไปได้ 3 ปี ก็ได้ข้อคิด มันไม่ใช่ธรรมดาเลย เรื่องมันยาก ยากอย่างไร ท่านต้องอ่านหนังสือปราบมาร 3 เล่ม ตามที่กล่าวนั้น แล้วจะทราบเรื่อง เมื่ออ่านครบ 3 เล่มแล้ว คราวนี้จะได้ข้อคิด เมื่อคิดได้แล้ว มีอะไรข้องใจโปรดไปพบข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายินดีไขความ ยินดีจะให้ดูหลักฐานทั้งปวง ถ้าอย่างนี้แปลว่า เราพอพูดกันรู้เรื่อง หากยังอ่านไม่จบ ยังอ่านไม่ทั่ว จ้องแต่วิจารณ์ จ้องแต่ออกความเห็น ด่วนให้ความเห็น กรณีอย่างนี้ ท่านว่าอันตรายมาก สุดท้ายเราก็แพ้เหลี่ยมมารอยู่ดี สวดมนต์ไหว้พระ อธิษฐานใจ ขอให้พบคนเก่งที่เข้าเรื่อง ขอให้พบคนที่มีงานเข้าท่า เพื่อจะได้มาช่วยกัน ปรากฏว่า ล้มเหลว หาคนเก่งที่เข้าตากรรมการไม่ได้ บางวันเข้ากายธรรมไปนิพพาน รำพึงในใจแก่ตนเอง หนังสือปราบมาร 3 เล่ม พิมพ์บริการไปแล้วจนบัดนี้ ยังหาเพื่อนมาช่วยทำวิชาไม่ได้ น้อยใจอยู่เหมือนกัน เรามาแบกอยู่คนเดียวเป็นการไม่สมควร ผู้มีบารมีธรรมลงไปเกิดในโลกมีจำนวนมาก เขาน่าจะรู้ อีกครู่หนึ่ง เกิดความโล่งใจ เพราะมีข้อมูลว่า พระอาบัติปาราชิก หลวงเขาจับได้ไล่ทัน หลวงเขาจะให้สึก เพราะหมดความเป็นพระแล้ว เพื่อศาสนาจะได้ไม่เศร้าหมอง แต่ดื้อดึงไม่ยอมสึก อยากอยู่เป็นพระเน่า ๆ ต่อไป ตามเรื่องราวที่เราท่านได้เห็นประจักษ์ทั่วกันแล้ว ปรากฏว่า มีผู้คนออกมาต่อต้าน ผู้ต่อต้านคือ สาวกของเขา มีจำนวนมาก เขาทำชั่ว ทำไมเราเห็นว่าดี เขาปาราชิกถึงกับมีลูก เป็นพระแต่มีเมียได้ เราว่าดีกระนั้นหรือ นี่มันอะไรกัน เขาประพฤติชั่ว กลับมีคนให้การสนับสนุน นี่คือ อานุภาพของมารเขา เขาทำได้ เขาไปดลใจให้ชอบได้ เขาดลใจให้ประชาขนฮือฮาได้ทั้งนั้น เขาทำให้ผิดเป็นชอบได้ เขาทำให้ข้าวยากของแพงได้ เขาทำให้เกิดกลียุคก็ได้ ทำให้เกิดสงครามก็ได้ มารมีธรรมกายสีดำ กายละเอียดของเขาสีดำ กายสิทธิ์ของเขาสีดำ ทำหน้าที่ปกครองสัตว์โลก ให้สัตว์โลกทั้งปวงเดือดร้อน ให้สัตว์โลกเกิดทุกข์เข็ญ แม้พระพุทธเจ้าในนิพพาน มารเขายังไปถล่มทลาย พระพุทธองค์ไม่ได้รับความสุข ถ้าจะให้เป็นสุข ต้องทำวิชาปราบมาร ดังที่ข้าพเจ้าทำอยู่นี้ งานทำวิชาปราบมาร ทำมาจนถึงขั้นเขียนตำราเผยแพร่ และเผยแพร่มานานแล้ว เหตุผลที่เผยแพร่ ก็เพื่อจะได้ผู้มีบุญที่เป็นวิชาธรรมกายมาช่วยกันเดินวิชา ปรากฏว่า ไม่มีใครสนใจ เราทำดีแต่ไม่มีใครช่วย แต่ทำชั่วกลับมีคนสนับสนุน ดังตัวอย่างพระปาราชิกที่เราเห็นกันนั้น แปลว่า มารยังมีกำลังอีกมาก เมื่อแจ้งแก่ใจข้าพเจ้าเช่นนี้ นับแต่วันนั้นมา ข้าพเจ้าทำใจใหม่ วางใจเฉยเพื่อสู้ และข้าพเจ้าก็เดินหน้ากล้าตายต่อไป ทำวิชารบต่อไป สู้ต่อไป สู้ไม่เลิก เราคนเดียวนี้แหละสู้ได้ทุกเรื่อง ตามที่บรรยายมานี้ ก็คุยสู่กันฟัง เพื่อให้ท่านทราบว่า ปราบมารนั้น ทำยาก ใช้ความรู้สูง มารเข้าไม่โง่ที่จะให้ใครมาช่วย เพราะถ้าใครมาช่วย แปลว่าข้าพเจ้ามีกำลัง เมื่อข้าพเจ้ามีกำลังแล้ว มารก็จะแพ้สถานเดียว เหตุนี้เองที่มารเขาจะทำทุกวิถีทาง ไม่ให้ใครมาช่วยข้าพเจ้าเพื่อข้าพเจ้าจะได้หมดกำลัง และเมื่อเราหมดกำลัง ก็แปลว่า เราแพ้ก็เหมือนกับการทำสงคามในโลก ต่างฝ่ายต่างตัดเสบียงกัน ฝ่ายใดไม่มีเสบียงก็เป็นฝ่ายแพ้ไป ถ้าไม่ปราบมาร โลกก็วุ่นวายกันอยู่อย่างนี้ สังคมก็ยังสับสนกันอยู่อย่างนี้ คนชั่วก็มีหน้ามีตา คนดีถูกเขากดหัว คดโกงร่ำรวย สุจริตยากจน คนมีอิทธิพลชูคอได้ คนสมถะต้องเดินถนน อวิชชาร่ำรวย เพียงแต่ท่องคาถา เงินก็มา ทั้งที่ไม่มีความรู้อะไร ดูเอาเถิดท่านทั้งหลาย ปราบมารได้หมดเมื่อไร โลกจะเป็นสุข สังคมจะสงบ ความดีจะชะความชั่ว คุณธรรมจะชนะอธรรม หลวงพ่อท่านกำชับนักให้ปราบมาร “ปราบมารเถิดศึกษาฯ เอ๋ย ถ้าศึกษาฯ ทำได้ โลกจะเป็นสุขและธรรมก็สุขด้วย ใครไม่เห็น แต่พระพุทธเจ้าท่านเห็น” นี่คือ โองการของหลวงพ่อ แล้วข้าพเจ้าทำวิชาปราบมาร นับแต่วันที่มีโองการ จนถึงทุกวันนี้ ผลงานปราบมารมีอย่างไรบ้าง โปรดอ่านหนังสือปราบมาร 3 เล่ม ดังที่เสนอไปแล้วนั้น ตามที่บรรยายมานี้ แสดงถึง “หยุดมีหลายระดับ” หยุดได้แค่ไหน ก็สำเร็จได้แค่นั้น การหยุดบางระดับไม่เป็นอันตรายต่ออำนาจปกครองของมาร มารเข้าจะไม่ว่าอะไร เขาจะปล่อยให้เรามีเงินทองกัน แต่เขาจะจ้องตะครุบอยู่ข้างหลัง มารเขาเก่งอย่างนี้ เขาจึงเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม พอเรารวยเราหลงว่าเราเก่ง เราเชื่อวิชาของเรา นี่คือความเข้าใจผิด ปราบมารกันให้รู้ดีรู้ชั่วกันไปเลย ถึงอย่างไรเราก็เรียนวิชาธรรมกายมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ได้แต่เชิญชวนเท่านั้น เมื่อท่านอ่านปราบมาร 3 ภาคจบลงแล้ว ปราบมารภาค 4 กำลังจะตามมา ถ้าจะให้ดี ท่านต้องไปเร่งรัดโรงพิมพ์เลี่ยงเชียง ถนนประชาอุทิศ ซอย 45 ราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ (คุณถนอมศักดิ์ จงพิพัฒน์ยิ่ง) โทร (02) 8725975-9 หากท่านไปเร่งรัด หนังสือจะออกมาเร็วขึ้น 6. ผิดศูนย์ผิดทาง ไม่เข้ากลางออกนอก นี่คือ เรื่องของความรู้มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา มรรคผลนิพพานนั้น จะต้องมีจุดตั้งต้น ถ้าตั้งต้นผิด มรรคผลนิพพานก็ล่มสลาย จะเป็นจริงไปไม่ได้ ได้แต่ปรารถนาเท่านั้น เรื่องตั้งความปรารถนานั้น ก็ปรารถนามรรคผลนิพพานกันทุกคน การที่เราบริจาคทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ก็เพื่อหวังมรรคผลนิพพาน ถ้าจะให้ได้มรรคผลนิพพาน ก็ต้องตั้งต้นที่ศูนย์กลางกาย คือ ทำใจหยุดที่ศูนย์กลางกาย เพราะศูนย์กลางกายเป็นจุดเริ่มต้น เมื่อตั้งต้นแล้วก็เดินทาง และการเดินทางนั้น จะเดินอย่างไร ท่านให้เข้ากลางเรื่อยไป ถ้าไม่เข้ากลาง ก็จะออกนอกเส้นทาง คือ เข้าป่าเข้ารกไป เมื่อเข้าป่าเขารกแล้ว เป็นอันว่าไม่ถึงนิพพาน คงอยู่ในป่าในรกนั้น เหตุนี้เอง ท่านจึงสอนว่า “ผิดศูนย์ผิดทาง ไม่เข้ากลางออกนอก” จะเริ่มมรรคผลนิพพานหรือยัง ถ้าเริ่มก็จงเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกาย จะเดินทางหรือยัง ถ้าเดินก็จงเข้ากลาง มีกฎเกณฑ์อย่างนี้ ต้องเรียนรู้ ต้องจดจำกฎเกณฑ์ ไม่ใช่เรื่องง่าย การเริ่มต้นที่ศูนย์กลางกายนั้น ได้อธิบายมาแล้ว ตั้งแต่วิธีฝึก ฝึกเป็นแล้วเห็นดวงธรรม เห็นดวงธรรมแล้วเห็นกาย เห็นกายธรรมตามที่กล่าวแล้วในคติธรรมที่ผ่านมานั้น จะไม่กล่าวรายละเอียดในที่นี้อีก คราวนี้มาถึงประเด็นที่ว่า ไม่เข้ากลางออกนอก คือ การเดินวิชา ว่าเดินวิชาอย่างไร เราทราบแล้วว่า กลางก็คือกลางดวงธรรม จะมีจุดใสเท่าปลายเข็ม ให้ส่งใจลงที่จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม แล้วจะเห็นดวงธรรมอื่นเป็นลำดับไป เมื่อเห็นกายต่าง ๆ ตั้งแต่กายโลกีย์จนถึงกายธรรม ไปถึงกายใด ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมในกาย และจรดใจลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมเสมอไป แล้วจุดใสเล็กกลางดวงธรรมจะว่าง จากดวงธรรมหนึ่งไปถึงอีกดวงธรรมหนึ่งด้วยการเข้ากลางเสมอไป เราจะได้ยินเขาพูดว่า “กลางของกลาง ดับหยาบไปหาละเอียด” นี่ก็คือ เข้ากลางนั่นเอง ท่านไม่ให้ส่งใจไป นอก ใน ซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง ระหว่างหัวต่อกาย เพราะเป็นป่ารก เพราะเป็นเส้นทางที่กิเลสจะนำพา เป็นทางตัน ท่านจึงห้ามไม่ให้เดินวิชาไปทางนั้น เส้นทาง ที่เขาให้เดิน คือ ทางสายกลาง ทางคือ ดวงมรรค ได้แก่ดวงธรรมต่าง ๆ สายกลางอยู่ตรงกลางดวงธรรม ก็คือ ตรงจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมนั้น สายที่เขาห้ามเดินคือ นอก ใน ซ้าย ขวา หน้า หลัง บน ล่าง หัวต่อกาย เส้นทางที่จะเดินได้เป็นทางเส้นเดียวเท่านั้น ไม่มีสอง ไม่มีสาม เป็นเอกายนมรรค เป็นทางเอก กิริยาที่ใจเดิน คือ กิริยาหยุด ถ้าใจหยุดคือ ใจเดิน ถ้าไม่หยุด แปลว่า ใจไม่เดิน จุดหมายที่ใจไปสู่ คือ มรรคผลนิพพาน อย่างไรจึงเรียกว่ามรรคผลนิพพาน เรื่องนี้ต้องเรียนวิชาธรรมกายตั้งแต่ความรู้เบื้องต้นจนความรู้ชั้นสูง แล้วจะทราบเอง สรุปแล้ว “ผิดศูนย์ผิดทาง ไม่เข้ากลางออกนอก” ก็คือ ตั้งต้นถูก เดินวิชาถูก นี่คือสูตรสำเร็จ 7. ขุดบ่อหล่อธารา ขุดตื้น ๆ น้ำบ่มี ขุดถึงที่น้ำจึงไหล (สำนวนหนึ่ง) ขุดบ่อหล่อธาราให้อุตสาห์ขุดร่ำไป ขุดตื้น ๆ น้ำบ่มี ขุดถึงที่น้ำจึงไหล (สำนวนหนึ่ง) ในการทำความเพียรให้เห็นธรรมกายนั้น ต้องตั้งใจฝึก ต้องบากบั่น ต้องมีมานะอดทน หลวงพ่อท่านเล่าว่า หลวง พ่อเองถึงกับสละชีวิต จึงได้เห็นธรรมกาย เห็นพวกเราท้อถอยต่อการฝึก ท่านก็ให้คติว่า การทำความเพียรนั้น เหมือนกับการขุดบ่อเพื่อจะหาน้ำมาใช้ หากขุดกันแต่ผิวดินคือ ขุดตื้น ๆ ก็จะไม่ถึงตาน้ำ เมื่อไม่ถึงตาน้ำเราจะไม่ได้น้ำใช้ ท่านให้ขุดลึกๆ จึงจะถึงน้ำ ขุดตื้น ๆ ก็คือ ทำความเพียรน้อยไป ท่านให้ขุดลึก ๆ คือ ทำความเพียรให้มาก ความสำเร็จจะเกิดขึ้น ไม่วันใดก็วันใด หลวงพ่ออธิบายว่า ในการทำความเพียร จะต้องไม่ให้มีเรื่องกังวลใจ ให้เอาใจนึกดูดวงนิมิตในท้องเราแล้วบริกรรมใจว่า สัมมา อะระหัง เรื่อยไป ในอิริยาบถ 4 คือ นั่ง นอน ยืน เดิน แม้จะนอนก็ให้ภาวนาจนหลับไปเอาจริงแบบนี้ทำเป็นทุกคน ไม่ใช่นึกสนุกขึ้นมาก็ฝึกหนหนึ่ง อย่างนี้ทำไม่เป็นแน่นอน ข้อสำคัญ จะต้องจำกัดอารมณ์ตัวเอง ท่านให้เอาใจจดจ่อแต่เรื่องให้ใจหยุดเพียงสถานเดียว หากใจเรายังรับอารมณ์อื่นอยู่ เช่น ฟังเพลง อยากไปเที่ยว เอาเรื่องการงานมาคิด ติดละครโทรทัศน์ อย่างนี้อารมณ์ยังไม่เป็นหนึ่ง ยังฟุ้งซ่านเรื่องอื่นมาก โอกาสที่จะทำเป็น ดูจะยาก ความรู้ใดที่เคยอ่านหรือเคยได้ยินหรือเคยเรียน อย่าเอาความรู้นั้นเข้ามาประหวัดใจเป็นอันขาด สลัดเรื่องเหล่านั้นออกจากใจไปก่อน หากสลัดไม่ได้ก็ยากที่จะทำเป็น ท่านให้กำหนดสภาพใจเป็นเด็กน้อย ไม่ใช่ใจผู้ใหญ่ ไม่ต้องการเหตุผลอะไรแล้วก็จะทำเป็น เรื่องการฝึกเบื้องต้นนี้ ให้ท่านอ่านหนังสือ “เทคนิควิธีฝึกให้เป็นธรรมกาย” (คู่มือวิปัสสนาจารย์) จะเป็นประโยชน์ในการฝึกมาก หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่ออุปการะแก่วิปัสสนาจารย์โดยตรง เหมาะสำหรับเกจิอาจารย์และวิทยากรที่จะไปสอนวิชาธรรมกายหลักสูตรเบื้องต้น 8. รักษ์ร่างพอสร่างร้าย รอดตน ยอดเยี่ยม“ธรรมกาย”ผล ผ่องแผ้ว เลอเลิศกุศล ใดอื่น เชิญท่านถือเอาแก้ว ก่องหล้า เรืองสกล บท ประพันธ์ของหลวงพ่อบทนี้ มีถ้อยคำบางคำที่เราต้องทำความเข้าใจ เช่น “รักษ์” ก็คือรักษา “สร่าง” แปลว่า ทุเลา สร่างไข้ แปลว่าทุเลาจากไข้ สร่างโศก แปลว่า คลายจากโศก “ก่อง” แปลว่างาม แปลว่าสว่าง “หล้า” แปลว่า โลก, แผ่นดิน “สกล” แปลว่า ทั่วโลก เป็นต้น เวลาเราแปลเอาความคือ เอาความหมาย ว่าบทประพันธ์นี้หลวงพ่อสอนอะไร ต้องการเพียงแค่นั้น หากถอดคำประพันธ์ออกมาแล้ว จะได้ความดังนี้ การจะเอาตัว รอดได้นั้น จะต้องเป็นธรรมกาย ธรรมกายให้ผลประเสริฐแก่ผู้ปฏิบัติ เป็นยอดกุศล ไม่มีบุญกุศลใดเทียมเทียบได้เลย เชิญท่านทั้งปวงเอาธรรมกายนี้เป็นประทีปส่องโลกให้สว่างเถิด เคยได้ยินหลวงพ่อเทศน์ ท่านบอกว่า การ บำเพ็ญภาวนา จนถึงขั้นเห็นดวงธรรมในท้องเรา เพียงชั่วไก่กระพือปีก ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ไม่มีกุศลใดในโลกสู้ได้เลย แม้จะสร้างวัดร้อยหลังพันหลังก็สู้ไม่ได้ ไม่มีกุศลใดสู้ได้ทั้งนั้น ท่าน อธิบายว่า กุศลที่เกิดจากการบำเพ็ญภาวนานี้ออกนอกภพได้ แต่กุศลก่อสร้างทางวัตถุออกนอกภพไม่ได้ ขอให้เราทำความเพียรให้ใจใสใจสว่าง ตามคำสอนขององค์พระศาสดาที่ว่า “สจิตฺตปริโยทปนํ” ซึ่งแปลว่า ทำใจให้ใส เมื่อสำรวมใจที่ศูนย์กลางกายได้แล้ว ประคองให้ใส ประคองให้หยุด ในที่สุดก็เห็นดวงธรรมและเห็นธรรมกายในที่สุด นี่คือความหมายของคำสอนที่ว่า ทำใจให้ใส ก็คือดังกล่าวนี้ และเมื่อเราเป็นธรรมกายแล้ว ไม่ว่าอะไร จะดีขึ้นทั้งหมด ชีวิตจิตใจเราดีขึ้นกว่าเดิม หากมีโรคประจำตัว โรคนั้นจะพลันหาย เคยมีโมโหโทโส อารมณ์ร้ายนั้นจะหมดไป เคยผลุนผลันทันด่วนตัดสินใจจนกิจการร้านค้าเสียหาย จะกลายเป็นคนรอบคอบใครครวญ กิจการค้าจะดีขึ้น เคยนอนฝันร้าย จะกลายเป็นมีมงคล นี่คืออานิสงส์เบื้องต้น หากมีความประสงค์จะแจ้งนิพพาน ก็เรียนวิชาธรรมกายชั้นสูงต่อไป หลักสูตรวิชาธรรมกายทุกหลักสูตร ข้าพเจ้าทำไว้ต้อนรับท่านผู้มีบุญแล้ว หากมีความประสงค์อยากได้ตำราของข้าพเจ้า โปรดติดต่อดังนี้ 1. ชมรมเผยแพร่วิชาธรรมกาย หากหนังสือของชมรมหมด โปรดติดต่อโรงพิมพ์เลี่ยงเชียง 2. โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง ถนนประชาอุทิศ ซอย 45 ราษฎร์บูรณะ กทม. 10140 โทร (02) 8725975-9 (คุณถนอมศักดิ์ จงพิพัฒน์ยิ่ง) สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |