|
คติธรรมและคตินิยมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ กลับมาดูคติธรรมและคตินิยมของหลวงพ่อวัดปากน้ำ จะเห็นว่าไม่เหมือนคติธรรมและคตินิยมที่เราอ่านผ่านมา เพราะคติธรรมที่เราอ่านอ่านมานั้น ส่วนใหญ่เป็นคติปริยัติ คือ คติที่เราเรียนเพื่อรู้ ส่วนคติธรรมของหลวงพ่อเป็นคติปฏิบัติ คือได้ปฏิบัติแล้ว ได้ทดลองแล้ว คือ ได้นำปริยัติมาปฏิบัติแล้ว เกิดผลในทางปฏิบัติแล้ว แต่ โดยเหตุที่หลวงพ่อเป็นพระอริยสงฆ์ เป็นผู้มีวาสนาบารมีเข้าถึงธรรมวิเศษ คือ เข้าถึงธรรมกาย ไม่มีใครอีกแล้วในโลกนี้ ที่จะนำความรู้ธรรมชั้นสูงมาสอนชาวโลกได้อีกแล้ว มีก็แต่หลวงพ่อวัดปากน้ำองค์เดียวเท่านั้น ดังนั้น คติธรรมของท่าน และคตินิยมของท่าน จึงควรแก่การศึกษาเล่าเรียน แต่จะเรียนให้สนุก จะอ่านให้บันเทิง ท่านต้องไม่ใจร้อน ควรอ่านให้จบเล่ม ไม่ควรอ่านแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ การตั้งต้นอ่าน ต้องสัญญากับตัวเอง ว่าเราจะอ่านให้จบให้จงได้ เมื่ออ่านจบแล้ว ท่านจะรู้สึกว่า เราโชคดีแล้วที่ได้เกิดมาพบหลวงพ่อวัดปากน้ำ แม้หลวงพ่อจะตายไปแล้ว แต่ความรู้ของหลวงพ่อยังอยู่คู่โลก รอผู้มีบุญมาศึกษาเรียนรู้ แต่การเรียนรู้ต้องตั้งใจด้วยความบากบั่น มีใจมั่นคง มีความเพียรแก่กล้า เพราะเป็นความรู้มรรคผลนิพพาน เป็นความรู้ชั้นสูง ไม่มีความรู้อย่างนี้ที่ใดในโลกอีกแล้ว ที่สุดแห่งความรู้คือ ความรู้วิชาธรรมกายที่หลวงพ่อค้นคว้าไว้ ว่าแต่ตัวเราเถิด เราจะมีวาสนาบารมีเข้าถึงวิชาของหลวงพ่อหรือไม่ ต่อไปนี้ขอเชิญท่านอ่านโดยบันเทิงเถิด หลวงพ่อวัดปากน้ำคิดอะไรไม่เหมือนใคร จากการศึกษา พบว่าหลวงพ่อคิดอะไรไม่เหมือนใคร ความคิดบางอย่างมันน่าอันตราย โปรดดูประวัติในการบำเพ็ญเพียรทำภาวนาของท่านดังนี้ “เรา เรียนธรรมของพระบรมศาสดามามากแล้ว ทั้งหลักสูตรนักธรรมและหลักสูตรบาลี นั่นคือการรู้ตามตำรา ตำราเขาว่าอย่างไร เราก็รู้ตามนั้น แต่เรายังไม่เห็นธรรมกับหูกับตาเรา เราชื่อว่าไม่มีคุณธรรมอะไร ชีวิตของสมณอยู่ได้ด้วยข้าวสุกของชาวบ้าน ก็เราไม่เห็นธรรมอะไร เราอยู่ไปก็เปลืองข้าวสุกชาวบ้าน ชีวิตของเราหาประโยชน์อะไรไม่ได้ นั่งทำภาวนาคราวนี้ หากไม่เห็นธรรมตามที่พระบรมศาสดาทรงเห็นแล้ว ตายเสียได้ก็ดี” สรุปแล้ว หากไม่เห็นธรรม ตามที่พระพุทธองค์ทรงเห็นแล้ว ขอให้ตายไปเลย ชีวิตที่ไม่เห็นธรรม เป็นชีวิตที่ไร้ประโยชน์ นี่คือ ความคิดของหลวงพ่อ เราก็พิจารณาต่อไปว่า เราเคยศึกษาประวัติเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง เคยพบไหม เกจิอาจารย์ใดมีความคิดอย่างนี้บ้าง ตอบได้ว่า ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็นใครคิดอย่างนี้ ทำไมหลวงพ่อต้องคิดอย่างนั้น ความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดของผู้มีบารมีธรรมชั้นสูงเท่านั้น อย่างเราคิดอย่างนั้นไม่เป็น เพราะเราไม่ใช่ผู้มีบารมีธรรมอย่างหลวงพ่อ ประการต่อมา เรามาพิจารณาว่า ทำไมหลวงพ่อคิดว่า สมณะ ถ้าไม่เห็นธรรมของพระบรมศาสดาแล้ว ขืนอยู่ในเพศสมณะต่อไป ก็เปลืองข้าวสุกชาวบ้าน ความจริงหลวงพ่อเป็นพระ มีศีล 227 เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกอยู่แล้ว ไม่มีใครรังเกียจพระที่มีศีลบริสุทธิ์ หลวงพ่อเป็นผู้หนึ่งที่ขึ้นชื่อว่ามีศีลบริสุทธิ์ เหตุไฉนหลวงพ่อมาคาดคั้นเอาแก่ตัวเองมากเกินไป ดูแล้วหลวงพ่อขาดเหตุผล บอกแล้ว บอกแล้วว่า หลวงพ่อคิดอะไรไม่เหมือนใคร หลวงพ่อท่านตีราคาชีวิต “ชีวิตที่มีประโยชน์คือชีวิตที่เห็นธรรมเท่านั้น” ความจริงหลวงพ่อสอนนักธรรมก็ได้ สอนบาลีก็ได้ ทำวัตร สวดมนต์ อันเป็นธุระของพระสงฆ์ ปกครองพระสงฆ์ให้อยู่ในระเบียบวินัย แค่นี้ก็เป็นประโยชน์มากแล้ว อบรมสั่งสอนพระเณรและเทศน์สอนชาวบ้านในวันพระวันโกน หลวงพ่อก็ทำเป็นปกติอยู่แล้ว แค่นี้ก็เป็นประโยชน์เหลือหลายแล้ว แค่นี้ หลวงพ่อท่านว่าไม่ใช่ประโยชน์จริง “ประโยชน์ที่แท้ต้องเห็นธรรมจึงจะเป็นประโยชน์จริง” ต้องเอาธรรมตามที่พระบรมศาสดาทรงรู้ทรงเห็น มาสอนกัน นี่แหละคือ ประโยชน์ หลวงพ่อท่านตีความอย่างนั้น มาถึงคำว่า “ธรรม” ตามความหมายของหลวงพ่อ ไม่ได้หมายความว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า หลวงพ่อหมายเอาว่า หน้าตาธรรม หูตาธรรม รูปร่างลักษณะของธรรม รูปพรรณสัณฐาน เนื้อหนังธรรมนั่นเอง ธรรมที่ว่านี้อยู่ที่ไหน ธรรมที่บอกปิฎกได้อยู่ที่ไหน หลวงพ่อท่านหมายความอย่างนี้ ในที่สุด จากการบำเพ็ญแบบถวายชีวิตของหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เห็น “ธรรมกาย” สมใจของท่าน เห็นที่ศูนย์กลางกายของท่าน ตามเนื้อหาสาระในหนังสือทางมรรคผล 18 กายของหลวงพ่อนั้น เชิญท่านหาอ่านได้ ธรรมกายคือตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย นั่นคือ ธรรมกายคือพระรัตนตรัย พระรัตนตรัยคือตถาคต หลวงพ่อได้เห็นธรรมอย่างนี้ โดยที่ท่านไม่คาดคิด ในตอนหลังหลวงพ่อพูดว่า การที่ได้เห็นพระรัตนตรัย หรือการได้เห็นธรรมกายนั้น เป็นการเข้าถึงกรุวิชาขนานแท้ พบตำราพิชัยสงครามใหญ่ทีเดียว เป็นตำราพิชัยสงครามของพระรัตนตรัย รวมเรียกว่า “วิชาธรรมกาย” ตามที่เราได้ยินได้ฟังนั่นเอง ผู้ค้นคว้าและผู้ค้นพบวิชาธรรมกายเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษ ผู้ค้นคว้าวิชาธรรมกายคือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ เป็นผู้มีคุณสมบัติประจำตัวไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะคิด ไม่ว่าจะทำ มีอะไรแปลกไปจากคนทั้งหลาย ดังที่เราจะเรียนรู้คติธรรมและคตินิยมของท่าน ดังนี้ 1. อย่าโกงตัวเอง “เรามันโกงตัวเองจนเคยตัว” นี่คือคำกล่าวของท่าน หากเราถามตัวเองว่า เราเคยโกงตัวเองบ้างหรือไม่ เราตอบทันทีว่า เราไม่เคยโกง แต่ถ้าเราพิจารณาให้ดีเราจะพบว่า ตลอดวันเราโกงตัวเอง - วันนี้ตั้งใจจะไปทำงานแต่เช้า พอเช้ามืดก็ตื่นนอน แต่ยังนอนไม่อิ่ม ขอนอนต่ออีกหน่อย สุดท้ายนอนตื่นสาย ก็ไปทำงานสายอยู่นั่นเอง - วันนี้จะตอบจดหมายเพื่อน บังเอิญมีอะไรวุ่น ๆ ไม่ได้ตอบจดหมายเพื่อนอยู่ดี - การประชุมนัดนี้สำคัญ เราต้องไปเอง พอมีสาวสวยมาติดต่อราชการ ก็ให้ลูกน้องไปประชุมแทน - จะไม่กินหมูสามชั้น เพราะลดความอ้วน พอมีหมูสามชั้นผัดเผ็ดบนโต๊ะอาหาร เราก็กินไม่ยั้งมือ - ตั้งใจจะอ่านหนังสือให้จบเล่มภายในวันนี้ สุดท้ายอ่านได้ครึ่งเล่ม เราโกงตัวเอง เราจึงเอาดีไม่ได้ ไปโกรธคนอื่นว่าเขาโกงเงินเรา แต่ตัวเราโกงตัวเอง ทำไมไม่โกรธตัวเราบ้าง หลวงพ่อท่านสอน ไม่ให้โกงตัวเอง หากไม่โกงตัวเองแล้วจะได้รับความสำเร็จหลายอย่าง 2. ให้บริจาคทานเรื่อยไป ให้บำรุงปัญญาเขาเรื่อยไป “อยู่ที่ไหน ให้ทานบริจาคเรื่อยไป ไม่ทำอะไรก็สอนหนังสือ สงเคราะห์กุลบุตร” นี่คือคำสอนของหลวงพ่อ ความหมายก็ชัดอยู่ในตัวแล้ว ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ใด ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้เสมอไป ผู้รับก็ยินดี ผู้ให้ก็สบายใจ หลวงพ่อท่านมีลาภมาก ไม่ว่าท่านจะไปอยู่ที่ไหน มักจะมีผู้คนเอาสิ่งของมาถวาย ท่านรับแล้วท่านก็ให้ต่อ ท่านบอกว่าเจ้าของทานเขาได้บุญ 2 ต่อ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ถ้าว่าง คือ ไม่มีงานทำ หลวงพ่อจะสอนหนังสือเด็ก ๆ ท่านบอกว่า ได้ปัญญาบารมี สมัยที่หลวงพ่อเป็นพระลูกวัด หลวงพ่อเอากุฏิของหลวงพ่อเป็นโรงเรียน พอพระนักเรียนกลับ หลวงพ่อก็ใช้เป็นที่นอน ขึ้นชื่อว่าการศึกษาแล้ว หลวงพ่อให้ทั้งนั้น จะเอาอะไรขอให้บอก ไม่มีค่าจ้างครู หลวงพ่อจัดหา ไม่มีครู หลวงพ่อไปเป็นครูให้ เมื่อได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปากน้ำใหม่ ๆ สมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประถมศึกษา หลวงพ่อตั้งโรงเรียนของวัดขึ้น ให้ประชาชนส่งลูกหลายมาเรียนฟรี หลวงพ่อรับเป็นเจ้าภาพค่าจ้างครู ต่อมารัฐบาลประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา รัฐบาลเข้ามารับกิจการโรงเรียนไป หลวงพ่อก็เลยหมดภาระแต่วันนั้น เรื่องนี้ เป็นประวัติที่งดงามที่สุด คงไม่ได้ยินได้ฟังที่ไหนอีกแล้ว วิสัยของโพธิสัตว์ก็อย่างนี้ ไม่อยู่เฉยทำประโยชน์เรื่อยไป อย่างเราทำไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นโพธิสัตว์ เราจะยอมเอากุฏิของเราไปเป็นโรงเรียนหรือ แน่นอนเราไม่ยอม เพราะเราก็ต้องการความสบายส่วนตัว ไม่ว่าใคร ไม่ยอมทั้งนั้น 3. ดอกไม้หอม ไม่ต้องเอาน้ำหอมมาพรม ก็หอมเอง ใครห้ามไม่ได้ ซากศพ ไม่ต้องเอาของเหม็นมาละเลงใส่ ก็แสดงกลิ่นศพให้ปรากฏ ปิดกันไม่ได้ นี่คือ คติของหลวงพ่ออีกบทหนึ่ง ความหมายก็ชัดอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายเลย โบราณท่านว่าไว้ ความดี ความชั่ว ความมี ความจน 4 อย่างนี้ ปิดกันไม่ได้ นั่นคือ ความดีมันก็ดีอยู่ในตัว ถึงใครจะว่าไม่ดี ก็จะว่าได้ไม่นาน กรรมชั่วมันก็ชั่วของมันในตัว ถึงใครจะว่าดี มันก็ดีไม่นาน เพราะมันชั่ว ทองอยู่ที่ไหนก็เป็นทอง จะเป็นตะกั่วไปไม่ได้ หนามแหลมไม่ต้องเสี้ยม ชาดมันแดงของมันอยู่ในตัว ไม่ต้องเอาสีแดงไปแต้ม เกิดการวิจารณ์กันกว้างไกล ต่อคำว่า “ธรรมกาย” ในตอนแรก ๆ แบบต่างคนต่างว่า เสียงวิจารณ์ทราบไปถึงหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านก็ว่า “ดอกไม้หอม ไม่ต้องเอาน้ำหอมมาพรม ก็หอมเอง ใครห้ามไม่ได้ ซากศพ ไม่ต้องเอาของเหม็นมาละเลงใส่ ก็แสดงกลิ่นศพให้ปรากฏ ปิดกันไม่ได้” ครั้นมาพบคำว่า “ธรรมกาย” ในสุตตันตปิฎก ตถาคตสฺส วาเสฎฺฐ เหตํ อธิวจนํ ธมฺมกาโย อิติปิ (สามเณรวาเสฎฐ์ ธรรมกายคือตถาคต) คำวิจารณ์ก็หายไป เป็นข้อเตือนใจในการทำงานว่า หากการงานใด เป็นความดี เป็นความบริสุทธิ์ เป็นความถูกต้อง อย่าไปกลัวคำวิจารณ์ ชีวิตคู่กับงาน ทุกคนเกิดมาต้องทำงาน หากงานที่เราทำเป็นความดี เป็นความถูกต้อง เป็นความบริสุทธิ์ จงทำเถิด หากหวั่นต่อคำวิจารณ์ เราก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะกลัวไปหมด คำวิจารณ์เราก็ต้องพิจารณาด้วย เพราะความดีไม่มีในหมู่โจร คนไม่มีความรู้วิจารณ์ผู้รู้ คนความรู้ด้อยวิจารณ์ผู้มีความรู้สูง ทุศีลวิจารณ์ผู้ทรงศีล อาบอบนวดไปวิจารณ์ฤๅษี เอาลุงดีกลางทุ่งไปวิจารณ์วิทยานิพนธ์ หากเข้าตำราที่ว่านี้ ท่านว่าอย่าฟัง 4. เห็นสิบแล้วเห็นศูนย์ เป็นเค้ามูลสืบกันมา เที่ยงแท้แน่นักหนา ตั้งอนิจจาเป็นอาจิณ จุติแล้วปฏิสนธิ์ ย่อมเวียนวนอยู่ทั้งสิ้น สังขาราไม่ยืนยิน ราคีสิ้นเป็นตัวมา คำกลอนนี้ เวลาหลวงพ่อสอนให้เรียนภาวนาเบื้องต้น ท่านจะยกคำกลอนนี้ขึ้นกล่าว เนื้อหาสาระของคำกลอนนี้ก็คือ ให้เอาใจไปตั้งมั่นไว้ที่ศูนย์กลางกาย เพราะดวงธรรมอยู่ที่ศูนย์กลางกาย เมื่อใจหยุดจึงจะเห็นดวงปฐมมรรค เป็นดวงใสโตเท่าฟองไข่แดงของไก่ เมื่อเห็นดวงปฐมมรรคแปลว่า พบทางเดินแล้ว แล้วการเดินวิชาจะเริ่มจากดวงธรรมนี้ต่อไป “สิบ” คือฐานที่ 6 และ “ศูนย์” คือ ฐานที่ 7 โบราณเรียกฐานที่ 6 ว่าสิบ และเรียกศูนย์กลางกายว่าศูนย์ การตั้งใจที่ศูนย์กลางกายนี้มีมาแต่โบราณแล้ว ตามคำกลอนที่หลวงพ่อยกขึ้นกล่าว แต่เหตุไฉนการเรียนภาวนาตามวัดต่าง ๆ ยังกำหนดใจที่ปลายจมูก และกำหนดในที่อื่น ยังหาที่มาที่ไปไม่ได้ การตั้งใจคือการตั้งต้น เมื่อตั้งต้นพลาดไปแล้ว ก็จะพลาดตลอดไป ฝรั่งเขาถือเคร่งครัดมาก ไม่ว่าอะไรจะต้องตั้งต้นให้ดี ตั้งต้นให้ถูก หากตั้งต้นไม่ดีหรือไม่ถูก ถือว่าล้มเหลว เขาถือว่าตั้งต้นดี ท่ากับสำเร็จครึ่งหนึ่งแล้ว ฝึกพัฒนาใจก็เช่นกัน เมื่อตั้งใจผิดแล้ว เป็นอันหมดหวัง เพราะกิเลสมันจะพาใจเราไปที่ผิดเสมอไป ท่านจึงกล่าวว่า “ผิดศูนย์ผิดทาง” หมายความว่า หากไม่ตั้งใจที่ศูนย์กลบางกายแล้ว ถือว่าผิดทาง ก็เรียนมาร้อยวันพันปี หากไม่ตั้งใจที่ศูนย์กลางกายแล้ว มีใครเห็นธรรมกายบ้าง เราจะพบนักปฏิบัติที่ได้รับการยกย่อง ครั้นเราศึกษาลึกลงไป ว่าท่านเคยเห็นกายธรรมบ้างหรือไม่ กายธรรมมีลักษณะอย่างไร เราจะทราบว่าไม่เคยเห็น ไม่รู้ด้วยว่ากายธรรมคืออย่างไร ทั้งที่ทุ่มเทชีวิตปฏิบัติธรรมมาตลอดชีวิต ดังนั้น การสอนทำภาวนาเบื้องต้น หลวงพ่อท่านจึงยุติประเด็นการตั้งใจก่อน ว่าจะตั้งที่ตรงไหน ดังคำกลอนที่ว่า “เห็นสิบแล้วเห็นศูนย์ เป็นเค้ามูลสืบกันมา” คือการเห็นดวงใสนั้น มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก เห็นดวงใสที่ฐานที่ 6 ก่อน (คือ เห็นที่สิบ) เป็นดวงใสเล็ก ขั้นตอนที่สอง เห็นดวงใสนั้น ลอยจากฐานที่ 6 ขึ้นมาอีก 2 นิ้วมือตนเอง มาสู่ฐานที่ 7 (คือ เห็นที่ศูนย์) คราวนี้ดวงใสเล็กนั้นจะโตขึ้นกว่าเดิม มีขนาดเท่าฟองไข่แดงของไก่ เท่าดวงจันทร์ เท่าดวงอาทิตย์ตามฐานะของธาตุธรรม ใครมีบารมีมากดวงธรรมจะใหญ่ มาถึงประโยคที่ว่า “เที่ยงแท้แน่นักหนา ตั้งอนิจจาเป็นอาจิณ” เราอ่านแล้วก็เข้าใจ ไม่ต้องอธิบาย มาถึงประโยคที่ว่า “จุติแล้วปฏิสนธิ์ ย่อมเวียนวนอยู่ทั้งสิ้น” หมายความว่า สัตว์ที่มาเกิด มีขั้นตอนดังนี้ ลำดับแรก สัตว์โลกผู้จะมาจุติ (จุติ แปลว่า มาเกิด) จะย่อกายเป็นธาตุธรรมละเอียด เป็นดวงใสมีขนาดเท่าเมล็ดโพธิ์หรือเมล็ดไทร โดยดวงใสเล็กนี้ จะมาอยู่กับบิดาก่อน คือ เข้าทางปากช่องจมูกของบิดา หากเป็นชายเข้าทางปากช่องจมูกขวาของบิดา หากเป็นหญิงเข้าทางปากช่องจมูกซ้ายของบิดา แล้วจุดใสนี้ จะเดินไปตาม 7 ฐานของบิดา คือ เพลาตา (หญิงซ้าย ชายขวา) จอมประสาท ปากช่องเพดาน (เพดานปาก)ปากช่องลำคอ ฐานที่ 6 และฐานที่ 7 ของบิดา ขั้นตอนที่สอง เป็น ขั้นตอนการปฏิสนธิ คือ การเข้าสู่ครรภ์ของมารดา ขณะที่บิดากับมารดาประกอบประเวณีกิจคือ การร่วมเพศกัน จุดใสของผู้จะเกิดซึ่งอยู่ที่ศูนย์กลางกายของบิดา ก็จะเคลื่อนย้ายจากบิดามาสู่มารดา คือจะเคลื่อนจากฐานที่ 7 มาฐานที่ 6-5-4-3-2-1 ของบิดา เข้าสู่ฐาน 7 ฐานของมารดา คือถ้าเป็นชายเข้าทางปากช่องจมูกขวาของมารดา (หากเป็นหญิงเข้าทางซ้าย) นั่นคือ จากฐานที่ 1-2-3-4-5-6 พอจุดใสมาถึงฐานที่ 6 ของมารดา ช่วงนั้นเป็น ช่วงเริ่มสุดขีดแห่งการร่วมเพศ เป็นขั้นตอนปฏิสนธิจิต คือ ใจของบิดา มารดา บุตร ประสมกัน เมื่อใจประสมกันแล้ว ขณะนั้นเป็นสุดขีดแห่งรสประเวณี แล้วจุดใสนี้ก็เข้าสู่ครรภ์มารดา เมื่อสุดขีดแห่งรสประเวณี สิ้นสุดลง หมายความว่า จุดใสของผู้เกิดสู่ครรภ์มารดาแล้ว คือ สู่ฐานที่ 7 แล้ว นับแต่วันนี้ไประดูของมารดาก็ขาด ต่อมาจุดใสของผู้มาเกิดก็เจริญเติบโต ในที่สุดเป็นตัวตน แล้วก็คลอดออกมาเป็นทารกน้อย “จุติแล้วปฏิสนธิ์” อธิบายแล้ว “ย่อมเวียนวนอยู่ทั้งสิ้น” ก็คือว่าเกิดแล้วก็เวียนเกิดเวียนตายกันต่อไป มาถึงประโยคที่ว่า “สังขาราไม่ยืนยิน ราคีสิ้นเป็นตัวมา” เมื่อเป็นสังขารร่างกายขึ้นมาแล้ว ร่างกายสังขารของเราไม่จีรังยั่งยืน เป็นทุกข์นับแต่วันที่เราเกิดนั้น ทำไมเกิดแล้วเป็นทุกข์ เพราะเห็น จำ คิด รู้ ของเรา มารเขาเอาดวงทุกข์และสมุทัยใส่เข้าไป เรื่องนี้ไม่ยาก เมื่อเรียนวิชาธรรมกายสูงขึ้นไปแล้ว ท่านจะได้เรียนรู้ในหลักสูตรคู่มือสมภารต่อไป ตามที่บรรยายมานี้ กล่าวถึงสิบและศูนย์ในการเกิด และการเห็นธรรมก็เห็นจุดเดียวกับการเกิด คือ เห็นที่ “สิบ” ก่อน แล้วจึงมาเห็นที่ “ศูนย์” ตามที่กล่าวแล้ว สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |