|
ประสบการณ์ในการทำวิชาปราบมาร ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาทำวิชาปราบมาร งานปราบมารนี้คือ หัวใจสำคัญของชีวิตหลวงพ่อ พูดอย่างเข้าใจง่ายก็คือ หลวงพ่อมาเกิดคราวนี้ ก็เพื่อมาทำวิชาปราบมาร งาน อื่นเป็นงานแฝงไม่ใช่หัวใจสำคัญของงาน หัวใจสำคัญของงานที่แท้คือ “ปราบมาร” เราท่านทราบตรงกันว่า หลวงพ่อท่านตั้งเวรทำวิชา ๖ เวร ๆ ละ ๓ ชั่วโมง ทำติดต่อกันมากว่า ๓๐ ปี ต่อเมื่อหลวงพ่อมรณภาพแล้ว งานปราบมารขาดตอนลงเพียงนั้น งานปราบมารมาเริ่มใหม่อีกครั้งหนึ่ง เริ่มแต่วันเข้าพรรษาปี ๒๕๒๗ เป็นต้นมา งานปราบมารมาตกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพูดอะไรไม่ออก เมื่อธาตุธรรมท่านร้องขอ เราก็ทำมาแต่วันนั้น ตราบเท่าทุกวันนี้ ขณะนี้เป็นปี ๒๕๓๙ (เดือนกันยายน) แปลว่า ข้าพเจ้าปราบมารมาแล้ว ๑๒ ปีเต็ม ย่างเข้าปีที่ ๑๓ ครบ ๑๒ ปีเต็มเมื่อวันเข้าพรรษาของปี ๒๕๓๙ คือครบ ๑๒ ปีเต็ม เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๓๙ ได้เขียนตำราปราบมารไปแล้ว ๓ เล่ม คือ ปราบมารภาค ๑(พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๓) ปราบมารภาค ๒ (พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๖) และปราบมารภาค ๓ (พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๙) และปราบมารภาค ๔ กำลังจะตามมาในโอกาสต่อไป กล่าวถึงประสบการณ์ที่เราได้รับ ก็ต้องว่าเป็นโชคดีที่เราได้รู้เรื่องราวในนิพพาน ก่อนนี้เราไม่รู้ เพราะเราเดินวิชาเบื้องต้นอย่างนั้น ครั้นเรามีหน้าที่รับผิดชอบเข้าจริง เราได้รู้เห็น ได้รู้ปัญหา ปัญหาใหญ่คือ มารยึดอำนาจปกครอง การที่มารยึดอำนาจปกครองนี้เอง ทำให้เราไม่แจ้งนิพพาน ได้แต่รู้เรื่องของนิพพานตามตำรา แต่ยังไม่เห็นกับหูกับตาตัวเอง ยังไม่ได้สัมผัสจริง แม้ว่าจะศึกษาจริงจัง ก็ยากที่จะแจ้ง เพราะมารเขาขวางรู้ขวางญาณอยู่ตลอดเวลา ถึงจะรู้เห็นบ้าง ก็เพียงเฉียดเฉี่ยวเท่านั้น จะอ้างว่าบารมีมากหรือบารมีพิเศษ ฟังไม่ได้ทั้งนั้น มารขวางรู้ขวางญาณทั้งนั้น เพราะมารเขาเป็นผู้ปกครอง มารเขาเป็นเจ้าธาตุเจ้าธรรม ยากที่ใครจะรู้ ยากที่ใครจะเห็น ยากที่ใครจะเข้าถึง เสร้างบารมีกันมาก ๆ ก็เพื่อมรรคผลนิพพาน เราว่าตัวเราบารมีมาก ตัวเรามีบารมีธรรมสูง โปรดอ่านเรื่องราวในหนังสือปราบมาร ๓ เล่มนั้นก่อน เมื่ออ่านทั่วแล้ว จึงมาคิดกันใหม่ ทบทวนอ่านอีกเที่ยวหนึ่ง จึงมาประเมินผลตัวเอง และขอร้องให้สร้างขันติบารมีอีกครั้งหนึ่ง คือ ให้พากเพียรอ่านให้จบอีกเที่ยวหนึ่ง คราวนี้มาประเมินผลตัวเองดูใหม่ อย่าเพิ่งออกความเห็นก่อนอ่าน เมื่ออ่านไม่จบหรืออ่านไม่ทั่ว โปรดอย่าเพิ่งวิจารณ์ ทำใจเย็น ๆ ไว้ก่อน การด่วนออกความเห็นโดยไม่อ่านให้ทั่ว ย่อมเกิดความพลาดพลั้งได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีแก่ผู้มีบารมีธรรม นี่คือประสบการณ์ กล่าวไม่ละเอียด หากจะให้ละเอียด ทราบเนื้อวิชา ทราบเรื่องราว ต้องอ่านหนังสือปราบมารทั้ง ๓ เล่มนั้น ข้าพเจ้าตกที่นั่งลำบาก ที่ต้องมามีหน้าที่ปราบมาร ดังนั้น เมื่อรู้เห็นอะไร ก็ควรนำมาเล่าสู่กันฟังบ้าง อย่างน้อยก็เป็นข้อมูลพื้นฐานให้แก่ผู้มีบารมีธรรมได้ศึกษาค้นคว้า ครั้นเราเดินวิชารบมาถึงปีที่ ๑๑ เกิดความคิดอย่างหนึ่งสู่ใจคือ เห็นใจหลวงพ่อและเห็นใจศิษย์ผู้คงแก่เรียนที่ร่วมเป็นเวรทำวิชาปราบมารตาม ที่หลวงพ่อมอบหมาย งานปราบมารต้องใช่วิชาสูง ใช้ความเพียนสูง ใช้ความอดทนสูง ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้แล้ว ทุ่มเทเวลาไปแล้วกว่า ๓๐ ปี ได้งานอะไรบ้าง นี่คือประเด็นที่เราอยากทราบ เพราะผู้รับช่วงงานต้องรู้ต้องทราบ จะไม่รู้ไม่ทราบไม่ได้ เพื่อเราจะได้ทำงานถูก เหมือนการเป็นสมภารเจ้าวัดเหมือนกัน สมภารองค์ก่อนทำอะไรไว้แค่ไหน สมภารองค์ใหม่จะทำอะไรบ้าง เพราะเรามีหน้าที่มารับผิดชอบงาน เราจะต้องทำงานสานต่อไป นี่คือประสบการณ์ เมื่อเดินวิชามาครบ ๑๒ ปี คนที่น่าสงสารที่สุดคือข้าพเจ้า เพราะบารมีธรรมน้อยกว่าหลวงพ่อ เห็นวิชาน้อยกว่า และน้อยกว่าในทุกเรื่อง ความพร้อมที่จะทำวิชาไม่มีเลย อุปกรณ์ที่จะช่วยทำวิชาไม่มีเลย ไม่มีอะไรเลยในทุกอย่าง ขาดแคลนทุกอย่าง แต่สู้มาด้วยความอดทน ไม่รู้จะหลบเลี่ยงอย่างไร เรียกร้องอะไรจากใครก็ไม่ได้ ปรับทุกข์กับใครก็ไม่ได้ มองไปทางไหน มีแต่ทางตัน สุดท้ายก็ต้องเอาความอดทนเข้าสู้ เขียนหนังสือปราบมารได้ ๓ เล่ม เล่มที่ ๔ และเล่มต่อไปกำลังจะตามมา ปีนี้เป็นปีที่ ๑๓ ความคิดเปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว ที่ว่าปราบมารนั้น ยังไม่ใช่ปราบมาร เดินวิชารบมา ๑๒ ปี เวลา ๑๒ ปีเต็มที่เดินวิชารบมาตลอดนั้น ไม่ใช่ขั้นตอนงานปราบมาร เป็นเพียงไปติดตามทรัพย์สินทั้งปวงที่โจรมาลักขโมยไป นำกลับคืนมา นำกลับคืนมาได้ครบหรือไม่ ยังไม่ทราบ ทั้งนี้ ดูจากข้อมูลที่ได้ ส่วนวิชาปราบมารแท้ เพิ่งทำมาได้ไม่กี่วันนี้เอง ผลงานปราบมารจะมีอะไรต่อไป ยังตอบไม่ได้ การเดินวิชาต่อไปนี้จะได้อะไรบ้าง ยังตอบไม่ได้ แม้การเดินวิชาจะทำอย่างไร ต้องอ่านหนังสือปราบมารภาค ๓ จึงจะทราบ หนังสือปราบมารภาค ๑ และหนังสือปราบมารภาค ๒ ยังพอมีอยู่บ้าง หากท่านใดสนใจโปรดแจ้งความจำนงให้ข้าพเจ้าทราบ หรือติดต่อไปที่คณะของข้าพเจ้า บริการฟรีทั้งนั้น หนังสือปราบมารภาค ๓ โปรดติดต่อที่โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร โทร (๐๒) ๘๗๒-๕๙๗๕-๙ โทรศัพท์ถามคุณถนอมศักดิ์ จงพิพัฒน์ยิ่ง นี่คือประสบการณ์ ครั้นเดินวิชาปราบมารมาถึงปีที่ ๑๒ ความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นทันที ความรู้ว่าด้วยวิชาธรรมกายนี้เป็นหลักสูตรกว้าง ละเอียด ลึกซึ้ง หากไม่ทำวิชาปราบมารไว้เป็นทุนสำรองแล้ว ท่านว่าอันตราย บารมีทั้งปวงที่ท่านสร้างสมไว้นั้น ช่วยได้ยาก เพราะมารไม่กลัว แม้เราได้มรรคผลนิพพาน มารก็ไปรังควานได้ บารมีตัวจริงอยู่ที่ปราบมาร เข้ากายธรรมไปถามพระพุทธองค์ดูได้ ข้อมูลนี้ชัดเจนตั้งแต่ “ปราบมาร ภาค ๓” แล้ว ขอให้ท่านรีบอ่านและเรียนรู้แต่บัดนี้ เอาอย่างนี้ ให้ท่านติดตามหนังสือปราบมารทั้ง ๓ ภาค แล้วจะรู้เรื่องราวละเอียดกว่าที่กล่าวนี้ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่ต้องรู้ ความรู้อย่างนี้ไม่มีที่ไหนอีกแล้ว ประเทศไหน ๆ ก็ไม่มี แม้ข้าพเจ้าก็เพิ่งรู้ตอนที่ทำวิชาปราบมารนี้เอง และหนังสือปราบมารภาค ๔ กำลังจะตามมา งานปราบมารต้องทำทำต่อไป โปรดติดตาม ประสบการณ์เผยแพร่วิชาธรรมกาย ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อนว่า ตัวเองจะต้องมามีชีวิตเกี่ยวข้องกับวิชาธรรมกาย รับราชการมาได้ระยะหนึ่ง ก็มาเปลี่ยนหน้าที่ราชการจากครูมาเป็นศึกษาธิการอำเภอ การเป็นศึกษาธิการต้องไปทำงานบ้านนอกคือ ในต่างจังหวัด เรื่องก็มีอยู่ว่า ท่านเจ้าคณะจังหวัดอ่างทอง เชิญไปเป็นวิทยากรหน้าที่วิปัสสนาจารย์ จากงานปริวาสกรรมของท่าน ข้าพเจ้าก็ไปทำหน้าที่ด้วยความเกรงใจ เพราะการเป็นศึกษาธิการจะต้องขึ้นลงกับพระ ด้วยหน้าที่ราชการเป็นลักษณะนั้น นับแต่วันนั้น จวบจนวันนี้เผยแพร่วิชาธรรมกายเรื่อยมา พอตำแหน่งราชการเลื่อนมาเป็นผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด ก็มาเป็นวิทยากรให้แก่โรงเรียน วิทยาลัยและให้การอบรมผู้บริหาร เป็นเวลาเกินกว่า ๒๐ ปี แต่ที่มีความตั้งใจทำนั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๖ เพราะได้บันทึกข้อมูลไว้ ก่อนปี ๒๕๑๖ นั้นไม่ได้บันทึกข้อมูล เมื่อชีวิตข้าราชการของข้าพเจ้าต้องมาทำอย่างนี้ ก็เป็นเรื่องเลยตามเลยเรื่อยมา สาเหตุของการเขียนตำรานั้น เป็นเรื่องจำยอมอีก คือเราเป็นวิทยากร ใครทำอะไรไม่ได้ ก็มาหาเรา ใครเดินวิชาไม่ได้ ก็มาหาเรา ข้าพเจ้าจึงตกที่นั่งลำบาก จะบ่ายเบี่ยงก็ทำไม่ได้ เพราะเราเป็นวิทยากร จะตอบไม่รู้ได้อย่างไร เหตุการณ์เป็นเช่นนี้ตลอดชีวิต เหตุนี้เอง ข้าพเจ้ากับวิชาธรรมกาย จึงเกี่ยวข้องกันมาตลอด ท่านอยากสร้างบารมีธรรมบ้าง จะทำอย่างไร อย่าเอาแต่คิด คิดแล้วไม่ทำ ไม่มีประโยชน์อะไร คิดแล้วต้องรีบทำ และต้องทำเดี๋ยวนี้ เพราะเรายังมีชีวิตอยู่ คือเรายังไม่ตาย ข้าพเจ้าขอแนะนำดังนี้ ๑. ซื้อหนังสือรายการที่ข้าพเจ้าเขียนนี้ถวายวัด มอบให้โรงเรียน มอบให้ห้องสมุด เล่มที่จะถวายวัด และที่จะมอบแก่โรงเรียนนั้น ก็คือ เล่ม “ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย” และเล่ม “วิธีสอนและเทคนิควิธีฝึกให้เป็นธรรมกาย” (คู่มือวิปัสสนาจารย์) เพื่อทางวัดและโรงเรียนจะได้สอนกันไป แค่นี้ก็ได้อานิสงส์แล้ว เล่มใด จำนวนเท่าไร สุดแต่จะพิจารณา แต่ถ้าจะซื้อมอบแก่ห้องสมุดแล้ว ต้องพิจารณาว่า ห้องสมุดของเราจะมีใครระดับไหนมาค้นคว้า ให้ท่านเลือกรายการหนังสือได้ตามใจชอบ ๒. งานวันเกิดหรืองานศพหรืองานใด ๆ หนังสือรายการต่าง ๆ นี้ใคร ๆ ก็ต้องการ บัดนี้ สังคมบ้านเรา นิยมหาหนังสือแจกในงานศพ ข้าพเจ้าไปงานศพมามากแล้ว หนังสือที่แจกเขาไม่อ่าน พอกลับถึงบ้าน เขาก็โยนเข้ากอง แล้วอย่างนี้จะเอาอะไรอุทิศให้แก่ผู้ตาย เอาอย่างนี้ หนังสือแจกงานศพ ให้ท่านติดต่อเนิน ๆ กับ สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร โทร. (๐๒) ๘๗๒-๕๙๗๕-๙ ติดต่อถามคุณถนอมศักดิ์ จงพิพัฒน์ยิ่ง แล้วปัญหาทุกอย่างจะหมดไป หากท่านมีโอกาสไปกรุงเทพด้วยตัวเอง โปรดไปที่ สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง ๖๗๙/๗๑-๗๔ ถนนประชาอุทิศ ซอย ๔๕ เขตราษฎร์บูรณะ ไปดูรายการหนังสือ และข้อตกลงต่าง ๆ แล้วปัญหาทุกอย่างจะหมดไป อานิสงส์ของการสร้างบารมีอย่างนี้ เคยได้ยินหลวงพ่อท่านพูดว่า “เรา เป็นอุปการะให้มีการสอนการเรียนวิชาธรรมกายขึ้นที่ใด หากมีใครเห็นดวงใสหรือเห็นพระพุทธรูปขาวใสเกตุบัวตูม อานิสงส์ที่เราได้รับไพศาลนัก บวชพระเป็นพันรูปหมื่นรูปยังไม่เท่า” คงจะอย่างนี้เองที่หลวงพ่อท่านสอนภาวนาตลอดมา แม้สู่ความมีอายุ หลวงพ่อก็ไม่หยุดสอน หากกลับมามองกันอีกมุมหนึ่ง คือมองกันในทางโลก ใครก็ตามที่ประพฤติเช่นนี้ เอาใจใส่เช่นนี้ เราได้ชื่อว่า สร้างคุณธรรมให้แก่สังคม หากคนในสังคมมีใจใสใจสว่าง สังคมนั้นชื่อว่ามีคุณธรรม ชื่อว่าเป็นแผ่นดินธรรม สถานศึกษาพบปัญหา ไม่รู้จะให้การศึกษาอย่างไร นักเรียน นักศึกษา จึงจะมีคุณธรรม สถานศึกษาของรัฐ คือ โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย ทั้งของรัฐและเอกชน มีปัญหาว่า ไม่รู้จะให้การศึกษาอย่างไร นักเรียนและนักศึกษาจึงจะมีคุณธรรม คุณธรรมคืออะไร คุณธรรมคือ สภาพใจที่ละอายบาปและเกรงกลัวบาปกรรม (หิริโอตตัปปะ) จะต้องสร้างคุณธรรมเรื่องนี้ให้เกิดแก่ใจนักเรียน นักศึกษา ปัญหาที่พบอยู่ ก็คือไม่รู้จะให้การศึกษาแก่นักเรียนนักศึกษาอย่างไร หาผู้รู้สอนไม่ได้ ครูอาจารย์ที่มีอยู่ก็ไม่มีความรู้ในทางนี้ ปัญหานี้เรื้อรังมานาน และพูดกันมานานแล้ว ได้แต่พูดกัน แต่ไม่แสวงหาความรู้ ปัญหาก็คงมีอยู่อย่างนั้น คือ นักเรียนนักศึกษาจบการศึกษาในหลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ มามากแล้ว เขาเหล่านั้นเป็นผลผลิตทางการศึกษาทั้งสิ้น เขาเหล่านั้นจะต้องไปดำเนินชีวิตในสังคม หากสังคมของเราสงบระงับ ย่อมเป็นที่ปรารถนาของเรา หากสังคมไม่สงบไม่ว่าจะเรื่องใด มาจากคนของเราขาดคุณธรรมทั้งสิ้น เพราะปัญหานั้นเกิดจากการกระทำของคน คำ ถามที่ตามมาก็คือ มีการศึกษารูปแบบใดหรือไม่ ที่จะเสริมสร้างให้คนของเรามีคุณธรรม ตอบว่ามี และทำไม่ยาก เพียงแต่สถานศึกษา เอาหนังสือ ๒ เล่มของเราไปศึกษา แล้วก็จัดการเรียนการสอนกันขึ้นในสถานศึกษา หนังสือ ๒ เล่มนั้นคือ ๑. เล่ม “ผู้ใดเห็นดวงธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย” ๒. เล่ม “วิธีสอนและเทคนิควิธีฝึกให้เป็นธรรมกาย” (คู่มือวิปัสสนาจารย์) ท่านอ่านหนังสืออภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำจบแล้ว ท่านได้อะไรบ้าง เมื่ออ่านจบแล้ว ต้องถามตัวเองเสมอว่า เราอ่านแล้ว ได้อะไรจากการอ่านบ้าง นี่คือเป้าหมายของการอ่าน หากตอบว่า อ่านจบแล้ว สนุกดีเหลือเกิน นั่นคือ การบันเทิงอารมณ์ เวลาที่ใช้ในการอ่านเกิดประโยชน์แล้ว แต่วัตถุประสงค์ของผู้เขียน ไม่ได้มีแค่นั้น หลวงพ่อวัดปากน้ำมีอภินิหารอย่างไร ท่านต้องเล่าได้ ใครชวนเราไปคุยหรือให้เราบรรยายหน้าชั้นเรียน เราต้องบรรยายได้ แต่เรื่องของหลวงพ่อวัดปากน้ำยังไม่จบแค่นี้ จะให้ดีก็ต้องอ่านอีกเล่มหนึ่งคือ “คติธรรม คตินิยม การดำเนินชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ” หากอ่านเล่มนี้จบแล้ว เราจะได้ความรู้อีกมาก พิมพ์เสร็จแล้ว โปรดติดต่อ สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เราจะทราบว่า ธรรมอะไรที่ทำให้หลวงพ่อโด่งดัง คตินิยมอะไรที่ทำให้หลวงพ่อมีคุณค่าสูงสุด การดำเนินชีวิตของหลวงพ่อท่านดำเนินมาอย่างไร เป็นเรื่องที่เราต้องเรียนต้องศึกษาแต่วันนี้ เพราะชีวิตของเรามีค่า หากบริหารชีวิตไม่ดี ชีวิตก็ไร้ค่า ประเด็นต่อมา ถามท่านว่าตลาดวิชาธรรมกายอยู่ที่ไหน ท่านตอบได้ไหม ต้องตอบทันทีทันใดเดี๋ยวนี้ หากตอบว่า ตลาดวิชาธรรมกายอยู่ที่สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียงเพราะวิชาธรรมกายน้อยใหญ่ ประชุมอยู่ที่นั้น ทั้งหลักสูตรเบื้องต้นและระดับยาก ตามรายการต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วนั้น นั่นคือ ท่านตอบถูก คำถามต่อมา ถามท่านว่า ผู้เขียนวิชาธรรมกายคือใคร เขียนหนังสืออะไรบ้าง และผู้เขียนวิชาธรรมกายท่านนี้มีประสบการณ์ในงานวิชาธรรมกายมาแล้วอย่างไร ตอบให้ดี หากนึกไม่ออก ให้กลับไปอ่านใหม่ ถ้ามีความประสงค์จะถามวิชา ประสงค์จะให้ทบทวนวิชา และอยากถามเรื่องราวทั้งปวง จะพบผู้เขียนได้ที่ไหน เขาอยู่ที่ไหน จะติดต่อได้อย่างไร ต้องตอบได้ทันที เครือข่ายของนายการุณย์ บุญมานุช มีใครบ้าง ติดต่อได้ที่ใด เรื่องนี้ต้องเขียนติดข้างฝาไว้ เพื่อสะดวกต่อการติดต่อ พระอัสสชิดำรัสว่า “คบคนเช่นไร ก็เป็นคนเช่นนั้น” บัดนี้ ท่านได้เข้าสู่แวดวงของวิชาธรรมกายแล้ว กำลังจะกอบโกยดวงบารมี หลวงพ่อดำเนินการมาอย่างไร เราก็จะดำเนินเช่นนั้น ต่างกันแต่ว่าเราทำได้บ้างไม่ได้บ้างเท่านั้น แต่เราทำได้ไม่เท่าหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อมีบารมีสูง ส่วนเรานั้นกำลังดำเนินตามรอยบาท สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |