|
ความอัศจรรย์ของหลวงพ่อ คือแก้โรคโดยคนไข้ไม่ต้องกินยา เมื่อสมัยหลวงพ่อมีชีวิตอยู่ เราเห็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของวัดปากน้ำ คือ มีกล่องใบใหญ่ เปิดรับใบขอแก้โรค กล่องนี้ตั้งอยู่หน้ากุฏิหลวงพ่อ ใครป่วยเป็นอะไรไม่ต้องกินยา เพียงแต่เขียนบอกแก่หลวงพ่อว่า ป่วยเป็นโรคอะไร ขอให้หลวงพ่อช่วยแก้ให้ โดยบอกชื่อ อายุ และที่อยู่ของคนไข้ เมื่อถึงเวลาหลวงพ่อจะให้สามเณรอ่านใบขอแก้โรค แล้วหลวงพ่อท่านเข้าวิชาธรรมกายแก้โรค ตามความรู้ของท่าน ปรากฏว่าหายจากโรคโดยไม่กินยา มีจำนวนมาก รายที่ไม่หายก็มี ทางวัดไม่ได้คิดเงินทองอะไร เป็นการบริการฟรีแก่ประชาชน ข่าวแก้โรคโดยไม่กินยาแพร่ไปทั่ว วันหนึ่ง ๆ มีคนนำใบแก้โรคไปส่งในกล่องวัดปากน้ำมีจำนวนมาก หลวงพ่อท่านอธิบายว่า วิชาธรรมกายแก้ได้จริง เว้นแต่อาการป่วยถึงขึ้นแก้ไม่ได้ คือ ขั้นอเตกิจฉา หากป่วยใหม่ ๆ แก้หายทั้งนั้น ข้อแรก ผู้ป่วยต้องเรียนภาวนาด้วย กระแสจิตของผู้แก้กับคนไข้จึงถึงกัน การแก้โดยวิธีนี้ได้ผลมาก นอกจากจะหายจากโรคแล้ว ผู้ป่วยยังได้ฝึกภาวนา กุศลจากการฝึกภาวนามีส่วนช่วยคนป่วยอีกด้วย ในเรื่องนี้ต้องจัดว่าเป็นอภินิหารของหลวงพ่อ เพราะเป็นคนแรกของโลกที่รักษาคนป่วยโดยไม่กินยา พี่น้องประชาชนที่ป่วย เป็นผู้ยืนยัน ว่าเขาหายจากโรคร้ายเพราะหลวงพ่อวัดปากน้ำ เขาจึงเห็นหลวงพ่อว่าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ บางรายเขาบอกว่า เขาเองมีแต่ตายกับตายเท่านั้น เป็นโรคอย่างนี้แล้วไม่มีทางรอด ไปหาหลวงพ่อขอลาตาย ไม่มีทางรอดแล้ว ชีวิตนี้หมดหวังแล้ว เมื่อพบหลวงพ่อ หลวงพ่อรับสั่งว่า เธอยังตายไม่ได้ โรคร้ายนี้หลวงพ่อจะแก้ให้ เพียงแต่เธอไปท่องคาถา สัม มา อะ ระ หัง ทุกคืนวัน ไม่ช้าไม่นาน คนไข้ผู้นั้นไปหาหลวงพ่อ ขอกราบที่เท้า แจ้งต่อหลวงพ่อว่า เขาไม่ตายแล้ว หลวงพ่อสำทับไปว่า ให้บริกรรม สัม มา อะ ระ หัง ไว้เนือง ๆ จนกว่าจะเห็นดวงธรรมในท้องของเธอ แล้วเธอจะหายไข้เร็วขึ้น ตัวอย่างกรณีอย่างนี้ เป็นภาพที่เราท่านเห็นเกือบทุกวันที่วัดปากน้ำ รายหนึ่ง ข้าพเจ้าพบมาเอง คือวันรุ่งขึ้นจะรับพระราชทานกระบี่ แต่เป็นเพราะไปทำผิดวินัยเข้า โรงเรียนเขาให้ระงับการรับกระบี่ไว้ก่อน ไปกราบหลวงพ่อให้หลวงพ่อช่วย ต่อมาเห็นนายร้อยผู้นั้นไปกราบขอบคุณหลวงพ่อ บอกว่าเขาได้รับกระบี่ในวันประกอบพิธีด้วย อีกรายหนึ่งจากจังหวัดสุรินทร์ บอกว่าฝนไม่ตก ขอให้หลวงพ่อช่วยให้ฝนตก เพื่อข้าวที่หว่านจะไม่เสียหาย หากฝนตกเขาจะนำข้าวสารมาเลี้ยงพระที่วัดปากน้ำ กาลต่อมาท่านผู้นี้นำข้าวสารมาลำเรือหนึ่ง มาถวายหลวงพ่อเลี้ยงพระ แปลว่า เขาประสบความสำเร็จ ไม่ใช่แก้โรคอย่างเดียวเสียแล้ว หากเล่าไปไม่รู้จบ วิชาธรรมกายบำบัดทุกข์ให้แก่ชาวโลกมากมาย วันหนึ่งหลวงพ่อท่านรับแขกไม่รู้ว่าจำนวนเท่าไร วันหนึ่งอย่างต่ำจำนวนเป็นร้อย แต่ละท่านไปหาหลวงพ่อ ล้วนแต่มีเรื่องทุกข์ร้อนให้หลวงพ่อช่วย ร้อยคนก็ร้อยเรื่อง หลวงพ่อช่วยเขาได้จริง เขาจึงนับถือและสนับสนุนกิจการของหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านฉลาดมาก ถามความทุกข์ของแขกเรียงตัวไปเลย คนนี้จะให้ช่วยอะไร บรรยายไปจบแล้วขึ้นคนอื่นต่อไป จนกว่าจะครบ แขกทุกคนได้พูดกับหลวงพ่อ ที่แปลกมากก็คือ ใครมีอะไรเล่าไปเลย ไม่อายกัน เรื่องของใครก็ของใคร เสร็จแล้วเขาก็ลากลับ กี่ปีกี่เดือนก็เป็นอย่างนี้ น่าเป็นทุกข์แทนหลวงพ่อ เพราะบางเรื่องหลวงพ่อไม่มีความรู้ เขาก็จะให้หลวงพ่อช่วย หลวงพ่อก็ขานรับ รับว่าจะช่วย หากไม่รับปากว่าจะช่วย เขาก็ไม่กลับเพราะไม่รู้จะพึ่งใครแล้ว แม้ทหารจะไปรบ ก่อนเดินทางไปออกสนาม มักจะไปขอพรหลวงพ่อก่อน และเมื่อไปถึงหลวงพ่อแล้ว อ้อนวอนต่อหลวงพ่อ ขอให้ได้กลับมาทั้งหมด ไม่ให้มีการตายจากเลย หลวงพ่อท่านก็รับคำ เราท่านเมื่อเห็นภาพพจน์เช่นนั้นแล้ว ย่อมหนักใจแทนหลวงพ่อ ว่าหลวงพ่อจะทำอย่างไร ทหารของเราจึงจะรอดปลอดภัย หลวงพ่อท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร ภาวนาคาถา สัม มา อะ ระ หัง ไว้แล้วพระพุทธองค์จะรักษาให้ปลอดภัย สรุปว่าเรื่องแก้โรคโดยไม่กินยานั้น วิชาธรรมกายแก้ไขได้จริง และในเรื่องของทุกข์ร้อนน้อยใหญ่ที่บรรดาประชาชนไปให้หลวงพ่อช่วยนั้น หลวงพ่อท่านก็บอกว่า วิชาธรรมกายแก้ไขได้ หากเราเรียนภาวนาแล้ว การแก้ไขจะได้ผล เรื่องสำคัญก็คือ ต้องเรียนภาวนาวิชาธรรมกาย เพราะธรรมกายคือตถาคต และตถาคตคือธรรมกาย การเรียนวิชาธรรมกายก็คือการเข้าถึงพระรัตนตรัยนั่นเอง เมื่อเราเรียนแล้ว อานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยกำจัดทุกข์ กำจัดภัย และกำจัดโรคได้ การที่พี่น้องประชาชน ศรัทธาในหลวงพ่อวัดปากน้ำ ก็เพราะหลวงพ่อบำบัดทุกข์ให้เขาได้ หลวงพ่อได้พิสูจน์อานุภาพของวิชาธรรมกายให้ชาวโลกได้เห็นตั้งแต่หลวงพ่อมี ชีวิตอยู่ จนกระทั่งหลวงพ่อถึงแก่มรณภาพ พอเอ่ยถึงชื่อ “หลวงพ่อวัดปากน้ำ” ทุกคนยอมรับ ไม่มีใครปฏิเสธ เรายอม เราเกรงและกลัวในบุญญาภินิหารของท่าน ทุกวันนี้ คนเป็นต้องพึ่งคนตาย คนเป็นคือเรา เพราะเรายังไม่ตาย ต้องพึ่งคนตาย คือ พึ่งศพหลวงพ่อวัดปากน้ำ นี่คืออภินิหารของหลวงพ่อ ขอกล่าวแถมถึงเรื่องน้ำมนต์กับเรื่องเนื้อมนต์ของหลวงพ่ออีกหน่อย คนสุพรรณ ฯ เขามาทอดผ้าป่าที่วัดปากน้ำ ท่านเหล่านั้นส่วนหนึ่งเป็นคนรุ่นหลวงพ่อก็มีและเป็นคนรุ่นใหม่ก็มี เมื่อทอดผ้าป่าเสร็จ เอ่ยปากขอน้ำมนต์จากหลวงพ่อ อยากให้หลวงพ่อพรมน้ำมนต์ให้ หลวงพ่อตอบว่า วัดปากน้ำไม่มีน้ำมนต์มีแต่เนื้อมนต์ พี่ป้าน้าอาถามว่า ที่ว่าเนื้อมนต์นั้นคืออะไร หลวงพ่อตอบว่า เนื้อมนต์คือ สัม มา อะ ระ หัง ให้ท่อง สัม มา อะ ระ หัง ไว้เนือง ๆ มีอานุภาพยิ่งกว่าน้ำมนต์ร้อยเท่าพันทวี เราจะมางมงายน้ำมนต์อยู่ทำไม ไม่ใช่ทางเดินของพระศาสดา พระศาสดาทรงทำพระทัยนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เมื่อใจยังไม่นิ่งไม่หยุด ให้บริกรรม สัม มา อะ ระ หัง เข้าไว้ เมื่อใจหยุดแล้วจะเห็นดวงขาวใสในท้องของเรา และเมื่อเห็นดวงใสในท้องของเราแล้ว ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางดวงใสนั้น และจะเห็นพระศาสดา พระศาสดาคือ ธรรมกาย ธรรมกายคือ พระศาสดา เมื่อเห็นได้เช่นนั้นทุกข์ร้อนจะหมดไป โรคภัยไข้เจ็บหายหมด แล้วพี่น้องชาวสุพรรณ ฯ ก็ทดลองฝึกเบื้องต้นประมาณ ๑๐ นาที จากนั้นหลวงพ่อสวดอนุโมทนา จบเรื่องไม่มีน้ำมนต์มีแต่เนื้อมนต์เพียงนี้ ทำอย่างไรเราจึงจะมีอภินิหาร อย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำบ้าง ประเด็นสำคัญ ที่ท่านอยากให้ผู้เขียนสาธกออกความเห็นก็คือ ทำอย่างไร เราจึงจะมีอภินิหารอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำบ้าง ไม่ใช่ท่านเท่านั้นที่อยาก ข้าพเจ้าอยากยิ่งกว่าท่านมากมายนัก ชีวิตของข้าพเจ้า อุตสาห์เผยแพร่วิชาธรรมกายมาตลอด ทั้งที่ขยันและไม่ขยัน อุตสาห์เขียนตำราวิชาธรรมกายไว้มาก ทั้งที่รู้จริงบ้าง รู้เพี้ยนไปบ้าง และทำวิชาปราบมารก็โดยหวังว่าจะมีอภินิหารอย่างหลวงพ่อบ้าง ไม่ถึงขนาดเท่าหลวงพ่อ แม้เพียงกระเส็นกระสายของหลวงพ่อ ข้าพเจ้าก็พอใจแล้ว อันที่จริง ข้าพเจ้าก็เดินทางอย่างหลวงพ่อ หลวงพ่อทำอย่างไร ข้าพเจ้าก็ทำตาม อานิสงส์เกิดแก่ข้าพเจ้าแน่ไม่ต้องสงสัย แต่จะมากน้อยเพียงใดเท่านั้น จะให้ถึงขั้นมีอภินิหาร อาจเป็นไปได้ แต่ว่าจะเพียงใดและแค่ไหน และเมื่อไรนั้น ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ คำว่า “อภินิหาร” แปลว่า อำนาจแห่งบารมี อำนาจบุญที่สร้างสมไว้ อำนาจเหนือปกติธรรมดา พจนานุกรมเขาว่าอย่างนั้น แต่ข้าพเจ้าสังเกตดูหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว เข้าใจคำว่า “อภินิหาร"”ว่าความสำเร็จเกิดได้โดยอัศจรรย์ เพราะผู้คนที่เข้าไปไหว้ศพหลวงพ่อ ฟังเขาบรรยายทุกข์ร้อนและฟังความต้องการของเขาแล้ว แล้วแต่เป็นเรื่องที่คนอย่างเราทำไม่ได้ แต่เขาเหล่านั้นก็ได้รับความสำเร็จตามปรารถนาของเขา นี่คืออภินิหาร อะไรที่เป็นฐานแห่งอภินิหาร ต้องยอมรับว่า อำนาจแห่งบารมีคือ บุญบารมีที่สร้างสมไว้ แต่ครั้งปุเรภพชาติและปัจจุบันชาติแน่ ๆ หลวงพ่อท่านอธิบายถึงบารมี ๑๐ ทัศ อุปบารมี ๑๐ ทัศ และปรมัตถบารมี ๑๐ ทัศ ว่าบารมีคือ ผลบุญที่เราสร้างสมเป็นบารมี แล้วกลั่นดวงมาเป็นอุปบารมี และกลั่นจากอุปบารมีมาเป็นดวงปรมัตถบารมี ต้องให้ได้ดวงใหญ่อย่างต่ำเส้นผ่าศูนย์กลางต้อง ๑ คืบ จึงจะเข้าข่ายอริยสาวกของพระศาสดา หากจะเอาดียิ่งกว่านั้น ดวงบารมีต้องโตกว่านั้น และยังได้อธิบายต่อไปว่า บารมีไพศาลคือ การเห็นดวงธรรมเพียงชั่วไก่กระพือปีก ช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ท่านว่าบารมีไพศาลยิ่งนัก บุญอะไรในโลกสู้ไม่ได้ทั้งนั้น ได้ยินหลวงพ่ออธิบายแต่ครั้งข้าพเจ้าเป็นเด็กแล้ว หากท่านอยากมีอภินิหาร และประสงค์สร้างบารมีอย่างข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าจะแนะนำ เพื่อให้ท่านช่วยสนับสนุนอุดหนุน ส่งเสริม สำหรับข้าพเจ้าขณะนี้อายุ ๖๑ ปี เผยแพร่วิชาธรรมกายมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ขณะนี้ทำวิชาปราบมารด้วย หากท่านอยากทราบความเป็นไปเป็นมาของข้าพเจ้า โปรดอ่านหนังสือ “ปราบมาร” ซึ่งข้าพเจ้าได้พิมพ์ไปแล้ว โปรดติดตามค้นหา รายที่ข้าพเจ้าเสนอแนะให้ท่านช่วยอุปถัมภ์ก็คือ ศิษย์หลวงพ่อเรียนวิชาธรรมกายกับแม่ชีปุกเป็นเวลา ๑๐ พรรษา ขณะนี้กำลังเผยแพร่วิชาธรรมกายโดยส่งหนังสือวิชาธรรมกายหลักสูตรต่าง ๆ ที่ข้าพเจ้าเขียนไปเกือบทั่วประเทศ ในต่างประเทศก็ส่งหนังสือไปแล้วคือ สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ออสเตรีย ฮอลแลนด์ เยอรมันตะวันตก ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ ฮ่องกง ไตหวัน มาเก๊า ญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป (ข้อมูลเก่า เดี๋ยวนี้ไปได้มากกว่านี้) ขณะนี้กิจการของท่านยังไม่มั่นคง ยังขาดเหลืออยู่มาก ท่านช่วยผู้ที่ขาดเหลือได้กุศลแรง รายอื่นเขาก็มั่นคงกันแล้ว ข้าพเจ้าไม่แนะนำ แต่รายนี้ต้องประชาสัมพันธ์ให้ท่านช่วย กำลังรอเพื่อนสหธรรมมิก เพื่อร่วมสนุกงานสร้างบารมีร่วมกัน โปรดมีจดหมายติดต่อตามจ่าซองดังนี้ พระสมศักดิ์ มหพฺพโล สำนักปฏิบัติธรรมมงคลธรรมกายาราม ซอย ๑ บ้านสันติสุข หลังหมวดการทางแม่สาย บ้านถ้ำ หมู่ ๑ ต.โป่งงาม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ๕๗๑๓๐ โทร. (๐๕๓) ๗๐๙๕๒๐, ๗๐๙๕๒๗ ข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนอภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ นามผู้เขียน นายการุณย์ บุญมานุช อดีตผู้ช่วยศึกษาธิการจังหวัด จันทบุรี ผลงานเขียนวิชาธรรมกาย ๑. ตื่นเป็นสุข หลับเป็นสุข ๒. ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ตถาคตคือธรรมกาย ๓. วิธีสอนและเทคนิควิธีฝึกให้เป็นธรรมกาย (คู่มือวิปัสสนาจารย์) ๔. ไม่หยุดไม่ถึงพระ ๕. สร้างคุณธรรมสู่แผ่นดินธรรม สำหรับผู้ปกครองและผู้บริหาร ๖. ปราบมารภาค ๑ ปราบมารภาค ๒ ปราบมารภาค ๓ (วิชาธรรมกายชั้นสูง) ๗. พระศาสดาพาเราสู่ความเป็นอารยะ ให้เราสุขภาพดี เกิดสันติแก่โลกด้วยวิธีการอย่างไร ๘. อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ ๙. แนวการเดินวิชาตามคู่มือสมภารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (วิชาธรรมกายชั้นสูง) ๑๐. แนวเดินวิชาหลักสูตรวิชชามรรคผลพิสดารของหลวงพ่อวัดปากน้ำ (วิชาธรรมกายชั้นสูง) ๑๑. คติธรรม คตินิยม การดำเนินชีวิตของหลวงพ่อวัดปากน้ำ
หนังสือปราบมารเป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง หนังสือ ปราบมาร เป็นวิชาธรรมกายชั้นสูง ได้พิมพ์ไปแล้ว สมควรอย่างยิ่งที่เกจิอาจารย์ต้องเรียนรู้และรีบศึกษา เพราะเป็นการเตรียมตัวไว้แต่บัดนี้ หากรอไว้ จะเสียท่ามารเขาอีกแน่ ๆ การเตรียมคนและเตรียมวิชา ต้องทำแต่ชาตินี้ จะรอไว้ชาติหน้าไม่ได้ หากท่านได้อ่านหนังสือปราบมาร ท่านจะทราบว่าบุญและบารมีของเรา มารเขามาย่อยแยก ระเบิด เอาไป ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร เมื่อเราไปรู้ไปเห็นเข้า เราสลดใจ และใครก็ช่วยไม่ได้ทั้งนั้น แม้พระพุทธองค์เขาก็ไม่เว้นน่าอนาถใจ เป็นงานรับช่วงจากหลวงพ่อวัดปากน้ำ ทำวิชารบมาแต่ปี ๒๕๒๗ ตราบเท่าทุกวันนี้ คืนหนึ่ง ๆ แทบไม่ได้นอนเลย ต้องทำวิชาสู้มารมาตลอด เป็นความรู้ที่ผู้คงแก่เรียนจะต้องเรียนและต้องทำ เรื่องราวของการปราบมาร และความรู้ที่ใช้เดินวิชา ได้พิมพ์ออกมาแล้วคือ ปราบมารภาค ๑ (พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๓) ปราบมารภาค ๒ (พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๖) และปราบมารภาค ๓ (พิมพ์เมื่อ ๒๕๓๙) และปราบมารภาค ๔ กำลังจะตามมา ประสบการณ์ทางวิชาธรรมกาย ข้าพเจ้ากับวิชาธรรมกายเกี่ยวข้องกันมาตลอด พอเรียนหนังสือจบ ก็ออกรับราชการ ระหว่างที่เรียนหนังสือ ได้เรียนวิชาธรรมกายไปด้วย คู่กันไปกับการเรียนวิชาทางโลก ระหว่างที่ทำราชการ เหตุการณ์จะต้องไปเป็นวิทยากรสอนวิชาธรรมกายมาตลอดชีวิต เราไม่อยากสอนก็มีคนมาบังคับให้ไปสอน เขียนหนังสือนั้นแค่งู ๆ ปลา ๆ ก็มีคนมาบังคับให้เขียน เขียนได้แต่วิชาธรรมกาย อย่างอื่นไม่เคยเขียนเลย พอแก่ตัวเข้าหน่อย กลับถูกธาตุธรรมบังคับให้ทำวิชาปราบมาร ทำไมวาสนามันอย่างนั้นก็ไม่ทราบ คือ ถูกบังคับอยู่เรื่อย ทางโลกก็โดนบังคับ ทางธรรมก็โดนบังคับ เมื่อถูกกำกับตัวให้ปราบมาร งานราชการต้องสละหมด เพราะขืนไปดำรงตำแหน่งเข้า จะไม่มีเวลาทำวิชาเลย ระบบของราชการเพียงไปประชุมอย่างเดียวก็หมดวันแล้ว จะต้องตัดสินใจว่า จะเอาราชการหรือจะเอาธรรม เลือกเอาอย่างหนึ่ง จะเอา ๒ อย่างพร้อมกันไม่ได้ นี่คือปัญหาประจำวันของข้าพเจ้า ซึ่งไม่คาดคิดมาก่อนว่า ตัวเราจะต้องมาเป็นอย่างนี้ หากข้าพเจ้าอยากดัง ก็น่าจะดังไปนานแล้ว เพราะมีจังหวะที่เขามายกตำแหน่งทางธรรมให้ แต่เราหนี เราไม่ยินดี เราหนีไปทำราชการ แต่ไม่พ้น แม้เป็นฆราวาสครองโลกมีครอบครัว พระท่านก็มาเชิญไปสอนวิปัสสนา ต้องมาเขียนตำราวิชาธรรมกาย สุดท้ายโดนให้ทำวิชาปราบมาร ครบเครื่องในยุทธจักรแห่งวิชาธรรมกาย หนีได้ที่ไหน ยิ่งหนีก็ยิ่งใกล้ นี่คือข้าพเจ้า ชะตาชีวิตของข้าพเจ้าเป็นอยู่นี้ หนีธาตุธรรมท่านไม่พ้น ยิ่งหนียิ่งใกล้ ท่านใช้ให้เราทำอย่างนี้ นี่คือข้อต่างกันระหว่างท่านกับข้าพเจ้า หากใครนึกสงสารข้าพเจ้า แปลว่า ท่านคิดถูกแล้ว น่าสงสารตัวเอง เป็นอย่างนี้ตลอดชีวิตแน่ ถึงเวลานอนเราไม่ได้นอน จะต้องไปแสดงวิชาธรรมกายตามบทบาท อย่างปีที่ไปสอนที่จังหวัดยโสธร ปีอะไรจำไม่ได้เสียแล้ว เพราะเป็นเหตุการณ์นานมาแล้ว ไปถึงวัดเวลาเกือบ ๓ ทุ่ม เดินทางไปกับพระ เดินท่าไหนไม่ทราบ พลัดตกลงไปในแปลงปลักควาย เปื้อนโคลนไปทั้งตัว กว่าจะเดินถึงวัด กว่าจะอาบน้ำ และกว่าจะสอนได้ ทุลักทุเลน่าดู เป็นวิทยากรสอนวิชาธรรมกายแก่พระสงฆ์ที่อยู่ปริวาสกรรมในต่างจังหวัด เป็นวิทยากรให้แก่สถานศึกษาและหน่วยราชการ เป็นเวลาเกินกว่า ๒๐ ปี ทำวิชาปราบมารมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๗ ตราบเท่าทุกวันนี้ ในสมัยที่เป็นวิทยากร เรายังพอมีเวลาว่าง วันใดไม่มีการสอน เราก็ว่าง ได้พักผ่อน แต่ทำวิชาปราบมารนี้ฉกาจฉกรรจ์ยิ่งนัก ต้องทำวิชาทุกวัน เว้นแม้วันเดียวก็ไม่ได้ ความรู้จะหยาบทันที หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านคาดคั้นว่า ถ้าศึกษา ฯ แพ้ ก็แพ้กันหมด ถ้าชนะ ก็ชนะกันหมด คำนี้เอง ทำให้เราว่างไม่ได้เลย เพราะเรากลัวจะแพ้เขา ความรู้ว่าด้วยวิชาปราบมาร ตามที่พิมพ์ไปแล้วนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเรียนรู้ แม้จะยาก เราต้องขวนขวาย เหตุการณ์อาจเป็นว่า ตัวท่านเองต้องมาทำวิชาบ้าง อย่างเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าประสบมา ท่านจะทำอย่างไร จะอ้างว่าความรู้นี้เราไม่ได้ ความรู้นั้นเราไม่เข้าใจ อ้างอย่างนั้นได้ที่ไหน สารบัญ
Powered by AkoComment 2.0! |