Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปกิณกะ arrow อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ arrow อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ (9)
อภินิหารหลวงพ่อวัดปากน้ำ (9) PDF พิมพ์ ส่งเมล

เกิดอารมณ์กัมมัฏฐานตั้งแต่อายุ ๑๙

     ตอนบันทึกของหลวงพ่อเราจะพบว่า หลวงพ่อเกิดความเบื่อหน่ายต่ออาชีพที่ทำอยู่ ในเมื่อกลัวโจรจะปล้นจี้ ปล่อยใจจินตนาการไปตามหลักของกัมมัฏฐาน คือ ระลึกถึงบิดา บิดาก็ตายแล้ว บิดาไปคนเดียว ไม่เอาอะไรไปได้เลย และตัวเราก็หนีความตายไปไม่ได้ ต้องตายอย่างบิดาเหมือนกัน ลองทำเป็นตายจริง ๆ ถึงกับนอนท้ายเรือ แล้วลองไปหาญาติ พี่น้อง เพื่อน ปรากฏว่าไม่มีใครเห็นเราทั้งนั้น

     ครั้งรู้ตัวว่าคิดนึกไป จึงลุกขึ้น แล้วจุดธูปอธิษฐานใจ ขออย่าให้ตายไปก่อน แล้วจะบวชไม่สึก

     อารมณ์เช่นนี้ จัดเป็นอารมณ์ทางกัมมัฏฐาน อนุเคราะห์เข้าอสุภกัมมัฏฐาน เด็กหนุ่มอายุ ๑๙ ปี เกิดอารมณ์ทางกัมมัฏฐาน เราไม่เคยได้ยิน และหลวงพ่อคงไม่ทราบเหมือนกันว่า เหตุใดหลวงพ่อต้องมาคิดนึกเช่นนั้น

เหตุใดหลวงพ่อจึงทำการค้าซื้อง่ายขายคล่องกำไรงาม

     เมื่อหลวงพ่อรู้ตัวว่าจะบวช จึงรีบค้ารีบขายเพื่อรวมเงินไว้ให้มารดาใช้จ่ายตลอดชีวิต ปรากฏว่า ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เพราะได้เงินมาให้มารดาเป็นกอบเป็นกำ พอใช้จ่าย

     เหตุใดหลวงพ่อจึงประสบความสำเร็จเช่นนั้น พิจารณาดูแล้ว หลวงพ่อประกอบอาชีพถูกตำราของพระศาสนา เพราะการสงเคราะห์บิดามารดาเป็นมงคลสูงเข้าหลัก มาตาปิตุอุปฏฐานํ เอตมมงคลมุตตมํ แปลว่า การสงเคราะห์บิดามารดาเป็นมงคล

หลวงพ่ออุปสมบทเมื่ออายุย่างเข้า ๒๒ ณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง สุพรรณบุรี

     หลวงพ่ออุปสมบทเมื่ออายุย่างเข้า ๒๒ ปี อุปสมบทเมื่อเดือน กรกฎาคม ๒๔๔๙ (ต้นเดือน ๘) ณ วัดสองพี่น้อง ตำบลสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี มีฉายาว่า จนทสโร

     พระกรรมวาจาจารย์ คือ พระครูวินยานุโยค (เหนี่ยง อินฺทโชโต) วัดสองพี่น้อง

     พระอนุสาวนาจารย์ คือ พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง

     พระอุปัชฌายะ คือ พระอาจารย์ดี วัดประตูสาร อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

     บวชแล้วพระภิกษุสด จนทฺสโร จำพรรษาอยู่ที่วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

การศึกษาในเพศของสมณะของหลวงพ่อ

     มีคนบ่นกันมาก ว่าหลวงพ่อมีความรู้ทางบาลีอย่างมาก มีวาทศิลป์ในการเทศน์

     ใครเทศน์ก็ไม่น่าฟังเหมือนหลวงพ่อเทศน์

     คำบาลี ไม่รู้ว่าจำมาจากไหน เวลาเทศน์ถือแต่ใบลาน ไม่เคยดูใบลาน เหตุใดจำบาลีได้มากปานนั้น

     ในเรื่องความเก่งของหลวงพ่อนั้น บิดาของข้าพเจ้า นายเหลียง บุญมานุช (ขณะนี้อายุ ๙๔ ปี)บ้านบางพลับ อำเภอสองพี่น้อง เคยบวชอยู่กับหลวงพ่อ ๒ พรรษาที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เล่าให้ฟังว่า หลวงพ่อเก่งทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติ สอนได้ทั้งปริยัติและสอนบาลีด้วย การให้โอวาทแก่พระสงฆ์หลังจากทำวัตรเช้าแล้ว ไม่ซ้ำสูตรกันเลย ไม่รู้ว่าไปเอาความรู้ที่ไหนมา แสดงได้ไม่ติดขัด

     บิดาของผู้เขียนเล่าต่อว่า อยากได้เงินค่าแสดงปาฏิโมกข์ในอุโบสถวัดปากน้ำ เพื่อจะนำเงินนั้นเป็นค่าใช้จ่ายไปเยี่ยมย่าที่สุพรรณบุรี หลวงพ่อคุมการสวดปาฏิโมกข์ คุมทั้งอักขระและคุมเสียงด้วย ติดขัดนิดหนึ่งหลวงพ่อก็ไม่ยอม ต้องเล่าให้ได้ทั้งอักขระและเสียงด้วย เล่นเอาเหงื่อแตกทั้งตัว กว่าจะได้ค่าแสดงปาฏิโมกข์ ๒๐ บาท จึงค้นคว้าว่า หลวงพ่อศึกษาเล่าเรียนมาอย่างไร พบว่า หลวงพ่อเรียนทั้งปริยัติและปฏิบัติคู่กันไป ซึ่งไม่เหมือนใคร ปกติเขาเรียนกันแต่ปริยัติเท่านั้น

     ว่าถึงการเรียนภาวนาหรือที่เราเรียกว่าปฏิบัตินั้น หลวงพ่อเทศน์ให้ฟังเองว่า บวชวันแรกยังไม่ได้เรียนภาวนา เพราะจะต้องทำกิจของพระเกี่ยวกับเรื่องพินทุผ้า พอรุ่งขึ้นเป็นวันที่ ๒ แห่งการบวช หลวงพ่อก็เรียนภาวนาทันที ใครว่าดีที่ไหนไปเรียนทั้งนั้น

หลวงพ่อศึกษาทั้งปริยัติและปฏิบัติคู่กันไป

     สำหรับด้านปริยัติ ได้แก่การเรียนทางวิชาการของสงฆ์ ซึ่งแบ่งออกเป็นฝ่ายนักธรรมและฝ่ายบาลี ถ้าใครได้ น.ธ. เอก ถือว่าจบหลักสูตรนักธรรม และถ้าใครสอบได้เปรียญ ๙ ถือว่าจบหลักสูตรเปรียญเอก

     แต่ยุคของหลวงพ่อ แทบจะเรียนอะไรไม่ได้เลย เพราะงานการศึกษาของสงฆ์ยังไม่เจริญ วัดต่าง ๆ ยังไม่อาจเปิดสำนักเรียน มีเปิดสำนักเรียนก็ได้แก่วัดใหญ่ ๆ เช่นวัดพระเชตุพน ฯ (วัดโพธิ์) วัดมหาธาตุ วัดอรุณราชวราราม วัดสุทัศน์ เป็นต้น

     พระสงฆ์วัดต่าง ๆ จำต้องเดินไปเรียนจากวัดสำนักเหล่านั้น เช้าไปเรียนที่วัดหนึ่ง เวลาบ่ายต้องไปเรียนที่อีกวัดหนึ่ง ตอนเย็นต้องไปเรียนอีกวัดหนึ่ง

     พูดถึงตำรา ไม่ใช่หนังสืออย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้ เป็นสมุดข่อยเล่มหนา เขียนเป็นภาษาขอมก็มี เป็นภาษามคธก็มี ภิกษุสามเณรจำต้องแบกสมุดข่อยไปเรียน นับว่าเป็นภาระมาก หากนึกถึงการไปเรียนของพระสงฆ์สมัยนั้น คงเหมือนกับที่เราเห็นพระท่านแบกกลดในปัจจุบันนี้

การศึกษาด้านปริยัติของหลวงพ่อ

     สมเด็จพระสังฆราชป๋า (ปุ่น ปุณณสิริมหาเถร วัดพระเชตุพน ฯ) สมัยมีสมณศักดิ์เป็น “สมเด็จพระวันรัต” ทรงกล่าวถึงการศึกษาด้านปริยัติของหลวงพ่อไว้ว่า การศึกษายุคของหลวงพ่อเป็นสมัยจังหวัดธนบุรี มีการคมนาคมเพียงมีเรือจ้างและเรือยนต์ ยังไม่มีถนน ยังไม่ได้สร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฯ

     การเรียนบาลีสมัยนั้น ต้องท่องสูตรก่อน แล้วจึงมาเรียนมูลและสนธิ ต่อมาจึงมาเรียน นาม สมาส ตัทธิต อาขยาต กิตก์ จากนั้น จึงมาเรียนคัมภีร์ธรรมบท จากนั้นมาเรียนมงคลทีปนี และสารสังคหะ หลวงพ่อเรียนตามวิธีนี้

     กล่าวถึงความอุตสาหะของหลวงพ่อ แบกตำราไปมาก เช้าไปเรียนที่สำนักของวัดหนึ่ง กลางวันไปอีกสำนักวัดหนึ่ง และตอนเย็นไปอีกสำนักวัดหนึ่ง หลวงพ่ออยู่วัดโพธิ์ (วัดพระเชตุพน ฯ) วันหนึ่งจะต้องออกจากวัดโพธิ์ไปวัดอื่นถึง ๓ วัด เพียงแต่เดินทาง ก็มือเท้าอ่อนแล้ว ยังจะต้องเรียนกับครูเขาอีก เรามานะพยายามไหวหรือ

     ความเพียรพยายามของหลวงพ่อเป็นที่ประทับใจของญาติโยมถึงกับจัดอาหารมาถวาย เพื่อสงเคราะห์การศึกษาปริยัติของหลวงพ่อให้เกิดความสบายขึ้นบ้าง แม่ค้าคนหนึ่งชื่อ “นวม” ท่านนี้จัดอาหารถวายหลวงพ่อเป็นประจำ

     ชีวิตของหลวงพ่อ เมื่อเรียนปริยัติธรรมจบลงแล้ว ก็จาริกไปอยู่ที่อื่นตามความต้องการของทางสงฆ์ คือ หลวงพ่อได้ไปอยู่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ หลวงพ่อเกิดเรืองนามขึ้นมา แต่แม่ค้า “นวม"”สู่ความชรา ทุพพลภาพ ขาดผู้อุปการะ หลวงพ่อทราบเรื่องเข้า จึงรับตัวแม่ค้านวมไปอยู่วัดปากน้ำ ให้การอุปการะทุกอย่าง และเมื่อสิ้นชีวิตลง หลวงพ่อจัดฌาปนกิจศพให้ด้วย หลวงพ่อเล่าว่า ชีวิตเราเมื่อเริ่มศึกษา แม่ค้านวมได้ให้การอุปการะ ครั้นแม่ค้านวมยากจน เรากลับเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์ “คือที่สุดต่อที่สุดมาเจอกัน” เป็นมหากุศลยากที่จะหาเหตุการณ์อย่างนี้ หลวงพ่อท่านมักเล่าด้วยความชอบใจ

     การศึกษาด้านปริยัติธรรมหรือคันถธุระของหลวงพ่อ ขอจบแค่นี้

     หลวงพ่อได้รับพระราชทานพัดยศเทียบเปรียญ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๔

     ไม่ทราบว่าเพราะอะไร หลวงพ่อไม่สอบสนามหลวง คลาดกันไปก็คลาดกันมา

     แต่ความรู้ทางบาลีของหลวงพ่อไม่มีติดขัด จำได้หมด แปลได้คล่อง ตีความหมายของศัพท์ได้แม่นยำจริง ๆ คนฟังเขาเข้าใจ ถ้อยคำบาลีที่หลวงพ่ออธิบาย เมื่อคนฟังรู้เรื่อง เขาก็ชอบหลวงพ่อ ถ้าเทศน์ไม่รู้เรื่องเขาจะชอบได้อย่างไร เคยฟังหลวงพ่อเทศน์ มีอยู่คราวหนึ่ง อธิบายศัพท์บาลี หลวงพ่อบอกว่า คำ ๆ หนึ่งมีความหมายเป็นร้อย จะทราบว่ากรณีเช่นนั้น ศัพท์คำนี้มีความหมายอย่างไร ก็ต้องปฏิบัติธรรมกายให้ได้ จึงจะทราบว่าพระพุทธองค์ทรงหมายเอาอะไร

     เคยนำหนังสือเทศน์ของหลวงพ่อ ถวายแก่พระเปรียญ ต่างชอบใจในการอธิบายศัพท์ของหลวงพ่อ ยกศัพท์ขึ้นก่อน แล้วอธิบาย ต่อไปก็ให้ความหมาย ให้ความหมายเสร็จแล้วโยงเข้าเรื่องที่เทศน์ เทศน์ของหลวงพ่อจึงแจ่มแจ้ง เกิดความเข้าใจ ฟังแล้วรู้เรื่อง เรื่องเทศน์ของหลวงพ่อ ยุติไว้แค่นี้ก่อน

     เรื่องการศึกษาด้านปริยัติธรรมของหลวงพ่อได้จบลงแล้ว

     แต่ช่วงเวลาที่หลวงพ่อกำลังศึกษาอยู่ที่วัดโพธิ์ มีประวัติน่าสนใจเรื่องหนึ่ง ผู้เขียนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

     เพราะความคิดของโพธิสัตว์ย่อมไม่เหมือนใคร แม้ทำอะไรก็ไม่เหมือนใครเหมือนกัน

     เรื่องมีอยู่ว่า ระหว่างที่หลวงพ่อกำลังศึกษาปริยัติธรรมอยู่ที่วัดโพธิ์นั้น ได้ใช้กุฏิของท่านตั้งเป็นสำนักเรียนบาลี โดยมอบหมายให้พระมหาปิ วสุตตมะ (ป.ธ. ๕) เป็นผู้สอน สมัยนั้นการตั้งสำนักเรียนในวัดโพธิ์มีหลายสำนัก ใครมีกำลังก็ตั้งได้ กุฏิของหลวงพ่อเลยกลายเป็นสำนักเรียนไป ต่อมาทางการสงฆ์เปลี่ยนหลักสูตรบาลี สำนักเรียนที่หลวงพ่อตั้งขึ้นก็เลิกไป

     เรามาพิจารณากันว่า ระหว่างนั้นพระสด จนฺทสโร ยังอยู่ในวัยหนุ่ม เป็นพระลูกวัดเล็ก ๆ เหตุใดจึงกล้าที่จะตั้งสำนักเรียน ครั้งกระนั้น เราทราบแล้วว่า วัดที่จะเปิดสำนักเรียนนั้น ได้แก่วัดใหญ่ ๆ เท่านั้น และระหว่างนั้น หลวงพ่อก็ยังเป็นพระนักเรียนอยู่ หลวงพ่อยังเดินเรียนอยู่ ออกจากวัดนี้ไปวัดนั้น ออกจากวัดนั้นไปวัดนี้

     นี่คือ ความเป็นนักพัฒนาการศึกษาฉายแสง

     ในสมองมีแต่จะพัฒนาการศึกษา ความคิดนี้อยู่ในสมองแต่หนุ่มแล้ว เพียงแต่รอโอกาสเท่านั้น

     โพธิสัตว์ย่อมมีความคิดไม่เหมือนใคร

     คติโบราณกล่าวว่า อย่าติพระสงฆ์ว่ายังหนุ่ม อย่าดูถูกงูพิษว่าตัวเล็ก

การศึกษาด้านปฏิบัติหรือวิปัสสนาธุระ

     ในทางพระพุทธศาสนา กล่าวถึงธุระของสงฆ์ ว่ามี ๒ อย่าง คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ

     ธุระคือ ภารกิจทางคันถะก็คือ การศึกษาคำสอนของพระศาสดา ว่าคำสอนของพระศาสดามีอย่างไร การศึกษาคำสอนของพระศาสดานั้น ทางการสงฆ์ท่านเรียกว่า ปริยัติธรรม แบ่งการเรียนออกเป็น ๒ หลักสูตร คือ หลักสูตรนักธรรมและหลักสูตรบาลี หลักสูตรนักธรรมมี ๓ ชั้น คือ นักธรรมตรี โท เอก ส่วนหลักสูตรบาลีนั้นเรียนคำสอนของพระศาสดาที่เป็นบาลี หากใครเรียนจบเปรียญ ๙ ถือว่าจบชั้นสูงสุด

     ธุระคือ ภารกิจทางวิปัสสนาก็คือ การศึกษาพัฒนาใจ ได้แก่ การนำคำสอนของพระศาสดาทั้งหลักสูตรนักธรรมและบาลีมาฝึกฝนอบรมจิตใจเพื่อให้ แจ้งนิพพาน หลักสูตรนี้ ท่านวางไว้ ๒ คือ สมถะและวิปัสสนา ตามที่ปรากฏไว้ในหนังสือวิสุทธิมรรคนั้น

     กล่าวถึงธุระทั้ง ๒ คือ คันถะ และวิปัสสนา ในวงการของสงฆ์ไทยสมัยนั้นปรากฏว่าด้อยทั้ง ๒ ธุระ

     ธุระทางปริยัติธรรม ก็หาที่เรียนไม่ได้ กลับมาดูธุระทางวิปัสสนา ยิ่งไปกันใหญ่ จะเอาแบบเอาแนวไม่ได้กันเลย มีเล่าเรียนกันบ้างก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ ปุรพชนเรียนกันมาอย่างไร เรามักเรียนกันอย่างนั้น

     สรุปแล้ว ธุระทั้ง ๒ คือ คันถธุระและวิปัสสนาธุระ รอผู้รู้มาบุกเบิก รอผู้มีบุญผู้นั้น

     ตามที่กล่าวนี้เป็นเหตุการณ์ก่อนสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า ฯ

     กลับมาศึกษาประวัติการเรียนวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อต่อไปว่ามีความพิสดารอย่างไร

     เคยกล่าวแล้วว่า หลวงพ่อเรียนไม่เหมือนใคร ส่วนใหญ่เขาจะเรียนแต่คันถธุระอย่างเดียว ส่วนการเรียนวิปัสสนาธุระ เอาไว้เรียนเมื่อจบการเรียนคันถธุระแล้วหากมีโอกาส หากโอกาสไม่อำนวย ก็ไม่ต้องเรียน

     แต่หลวงพ่อเรียนทั้งคันถธุระและวิปัสสนาธุระคู่กันไป

     ไม่ทราบว่า หลวงพ่อท่านเอาเวลาที่ไหนมา เพราะคันถธุระต้องเอาเวลาไปท่องบ่น การเจียดเวลาไปเรียนได้ นับว่าหลวงพ่อบริหารเวลาได้เก่ง ประเด็นสำคัญที่เราข้องใจก็คือ การเรียนปริยัติกับปฏิบัติไม่เหมือนกัน ปริยัติเป็นเรื่องการท่องบ่นจดจำ แต่ปฏิบัติเป็นเรื่องการทำใจ ขณะทำใจ ใจย่อมประหวัดไปในเรื่องที่เราผ่านมา หลวงพ่อเอาจริงต่อการเรียนปริยัติ ความรู้ร้อยแปดจากปริยัติย่อมจะมานึกคิดในการทำภาวนา ปรากฏว่าการเรียนวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อดำเนินไปด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร ใจหลวงพ่อไม่ประหวัด เมื่อจะทำอะไรก็มีใจในสิ่งนั้นสิ่งเดียว นี่คือ ความอัจฉริยะของหลวงพ่อในทางวิปัสสนา

     การค้นคว้าประวัติการเรียนวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ ค้นได้ง่ายเพราะหลวงพ่อบันทึกไว้ บันทึกการเรียนวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อเท่าที่สรุปย่นย่อได้ความดังนี้

     เมื่อวันบวชได้เรียนวิปัสสนาธุระกับพระอนุสาวนาจารย์ของท่านคือ พระอาจารย์เหน่ง อินฺทสุวณฺโณ วัดสองพี่น้อง อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี (ชาวบ้านเรียกหลวงพ่อโหน่ง ต่อมาไปเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนมะดัน หรือเรียกอีกชื่อว่า วัดคลองมะดัน ต่อมาเปลี่ยนชื่อวัดเป็นวัดอัมพวัน อยู่ในท้องที่อำเภอสองพี่น้อง ไม่ไกลจากวัดสองพี่น้องเท่าไรนัก หลวงพ่อโหน่งเป็นอาจารย์ที่เคารพของชาวสุพรรณบุรี ตราบจนทุกวันนี้ รถยนต์และรถประจำทางจะมีภาพถ่ายของหลวงพ่อโหน่ง พระเครื่องของท่านมีชื่อเสียงมากในปัจจุบัน)

     บวชได้เพียงวันที่ ๒ เท่านั้น หลวงพ่อก็ไปเรียนวิปัสสนาธุระกับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี อาจารย์ที่สามได้แก่ เจ้าคุณสังวรานุวงษ์ (เอี่ยม) วัดราชสิทธาราม อาจารย์ที่ ๔ พระครูญาณวิรัติ (โป๊) วัดพระเชตุพน ฯ อาจารย์ที่ ๕ พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ หลังวัดระฆังโฆสิตาราม วิปัสสนาแบบของพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ และแบบของพระครูญาณวิรัติ หลวงพ่อทำได้ แต่ยังไม่เป็นที่พอใจจะสอน จึงเรียนต่อไป ในช่วงนี้ หลวงพ่อจำพรรษาอยู่วัดพระเชตุพน ฯ (วัดโพธิ์) ซึ่งมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) เป็นเจ้าอาวาส

     ในพรรษาที่ ๑๒ หลวงพ่อได้กราบลาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เข้ม) เจ้าอาวาสวัด พระเชตุพน ฯ ไปจำพรรษาที่วัดบางคูเวียง คลองบางกอกน้อย จังหวัดนนทบุรี ทั้งนี้ได้มาระลึกถึงคุณของท่านเจ้าอาวาสวัดบางคูเวียง (เจ้าอธิการชุ่ม) ที่ได้ถวายหนังสือมูลกัจจายน์และหนังสือธรรมบทแก่หลวงพ่อ ในตอนที่หลวงพ่อเรียนปริยัติอยู่นั้น เมื่อไปอยู่วัดนั้นจะได้เทศน์แสดงธรรมตอบแทนค่าของหนังสือที่ถวาย หลวงพ่อท่านคิดอย่างนั้น

     อุโบสถวัดบางคูเวียง เป็นมหาวิทยาลัยสำคัญ ที่หลวงพ่อใช้เรียนวิปัสสนาธุระส่วนตัว เป็นมหาวิทยาลัยแปลกเอามากทีเดียว เพระไม่มีครูมีแต่นักเรียน และมีนักเรียนคนเดียว นักเรียนผู้นั้นคือหลวงพ่อวัดปากน้ำ มีวิธีเรียนที่แปลกพิสดาร ใช้เวลาเรียนไม่นาน ทำได้แล้วถือว่าจบหลักสูตรวิปัสสนาธุระ ความรู้ที่ได้จากการเรียนคราวนี้ เป็นกุญแจทองเปิดกรุวิปัสสนาเล่มใหญ่ เรื่องราวมีดังนี้

     ระลึกขึ้นได้ว่า ในเมื่อเราตั้งใจจริงในการบวช จำเดิมอายุ ๑๙ เราได้ปฏิญาณตนบวชจนตาย ขออย่าให้ตายระหว่างก่อนบวช บัดนี้ก็ได้บอกลามาถึง ๑๕พรรษาย่างเข้าพรรษานี้แล้ว ก็พอควรแก่ความประสงค์ของเราแล้ว “บัดนี้ ของจริงที่พระพุทธเจ้าท่านรู้ท่านเห็น เราก็ยังไม่ได้บรรลุ เรายังไม่รู้ไม่เห็น สมควรแล้วที่จะต้องกระทำอย่างจริงจัง” เมื่อตกลงใจได้ดังนี้แล้ว วันนั้นเป็นวันกลางเดือน ๑๐ ก็เริ่มเข้าอุโบสถตั้งแต่เวลาเย็น

     “ตั้งสัตย์อธิษฐานแน่นอนลงไปว่า ถ้านั่งลงไปครั้งนี้ ไม่เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าต้องการ เป็นอันไม่ลุกจากที่นี้จนหมดชีวิต”

     เมื่อตั้งจิตมั่นลงไปแล้ว ก็เริ่มปรารภนั่ง ได้แสดงอ้อนวอนต่อพระพุทธเจ้าว่า “ขอ พระองค์ได้ทรงกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้า ทรงประทานธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ อย่างน้อยที่สุดแลง่ายที่สุดที่พระองค์ได้ทรงรู้แล้ว แด่ข้าพระพุทธเจ้า ถ้าข้าพระพุทธเจ้ารู้ธรรมของพระองค์แล้วเป็นโทษแก่ศาสนาของพระองค์ ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานเลย ถ้าเป็นคุณแก่ศาสนาของพระองค์แล้ว ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานแด่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้ารับเป็นทนายศาสนาในศาสนาของพระองค์จนตลอดชีวิต” 

     พออ้อนวอนเสร็จแล้ว ก็เริ่มปรารภเข้าที่นั่งสมาธิ มานึกถึงมดตามช่องแผ่นหินยาว และบนแผ่นหินบ้าง ไต่ไปมาอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก จึงหยิบเอาขวดน้ำมันก๊าดมา เอานิ้วจุกเข้าที่ปากขวด แล้วตะแคงขวดให้เปียกนิ้ว แล้วเอามาลากเป็นทางให้รอบตัว จะได้กันไม่ให้มาทำอันตรายในเวลานั่งลงไปแล้ว พอเอานิ้ววงไม่ทันถึงครึ่งวงตัวที่นั่ง ความคิดอันหนึ่งเกิดขึ้นว่า

     “ชีวิตสละได้ แต่ทำไมยังกลัวมดอยู่เล่า” นึกอายตัวเองขึ้นมาเลยวางขวดน้ำมัน แล้วเข้าที่ทำภาวนาในเดี๋ยวนั้น ประมาณครึ่งหรือค่อนคืน ไม่มีนาฬิกา “ได้เห็นผังของจริงของพระพุทธเจ้า” ซึ่งมีเนื้อหาวิชาอยู่ในหนังสือ ๑๘ กาย ของหลวงพ่อวัดปากน้ำ

     ในขณะนั้น ก็เกิดวิตกว่า คัมภีร์โรจายังธรรม เป็นของลึกซึ้งเพียงนี้ ใครจะไปคิดคาดคะเนเอาได้ พ้นวิสัยของความตรึกนึกคิด ถ้ายังตรึกนึกคิดอยู่ ก็เข้าไม่ถึง “ที่จะเข้าถึง ต้องทำให้รู้ตรึก รู้นึก รู้คิดนั้น หยุดเป็นจุดเดียวกัน แต่พอหยุดก็ดับ แต่พอดับแล้วก็เกิด ถ้าไม่ดับแล้วไม่เกิด ตรองดูเถิดท่านทั้งหลาย นี้เป็นของจริง หัวต่อมีอยู่ตรงนี้ ถ้าไม่ถูกส่วนดังนี้ก็ไม่มีไม่เป็นเด็ดขาด”

     วิตกอยู่อย่างนี้สักครู่ใหญ่ ๆก็กลัวว่าความมีความเป็นนั้นจะเลือนไปเสีย จึงเข้าที่ต่อไปใหม่ ราวสักสามสิบนาที ก็เห็นวัดบางปลาปรากฏ เหมือนตัวเองไปอยู่ที่วัดนั้น แต่พอชัดดีก็รู้สึกตัวขึ้นมา จึงมีความรู้สึกขึ้นว่า จะมีผู้รู้เห็นได้ยากนั้นในวัดบางปลานี้ จะต้องมีผู้รู้เห็นได้แน่นอน จึงมาปรากฏขึ้นบัดนี้ ต่อแต่นั้นมา ก็คำนึงจะไปสอนที่วัดนั้นอยู่เรื่อย ๆ มาจนถึงออกพรรษารับกฐินแล้ว ก็ลาสมภารวัดบางคูเวียง ไปสอนที่วัดบางปลาราวสี่เดือน มีพระทำเป็น ๓ รูป คฤหัสถ์ ๔ คน นี้เป็นเริ่มต้น “แผ่ธรรมกายของจริง” ที่แสวงหาได้มาจริงปรากฏอยู่จนบัดนี้

     จบประวัติการศึกษาวิปัสสนาธุระของหลวงพ่อ

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org