|
บทบัญญัติที่ ๑๕ ภาคผู้เลี้ยง ๑. ในศูนย์กลางของดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์นั้น มีกายผู้เลี้ยงมนุษย์ คอยดูแลความเป็นอยู่ของมนุษย์ (ไม่ใช่กายทิพย์) นิ่งลงไปในกลางกายผู้เลี้ยงมนุษย์ ก็มีดวงธรรมที่ทำให้เป็นผู้เลี้ยงมนุษย์ ในกลางดวงธรรมมีดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ซ้อนกันเข้าไปเป็นลำดับ ๆ เช่นเดียวกับของมนุษย์ซึ่งเคยดูมาแล้ว ๒. พอสุดดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็ถึงกายผู้เลี้ยงทิพย์กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายผู้เลี้ยงทิพย์ กลางดวงธรรมมีดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ๓. พอสุดดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็มีกายผู้เลี้ยงพรหม กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายผู้เลี้ยงพรหม (รูปพรหม) กลางดวงธรรมมีดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ๔. ต่อจากดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็มีกายผู้เลี้ยงอรูปพรหม กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายผู้เลี้ยงอรูปพรหม กลางดวงธรรมมีดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ๕. ต่อจากดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ก็มีกายผู้เลี้ยงธรรมกาย กลางกายมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นธรรมกายผู้เลี้ยงธรรมกาย กลางดวงธรรมมีดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ทำต่อไปแบบนี้จนถึงสุดละเอียด แล้วก็ถอยออกมาหาสุดหยาบ ดูกายของผู้เลี้ยงให้เห็นตลอดจนสุดหยาบสุดละเอียดเช่นนี้ สำหรับวิชาภาคผู้เลี้ยงนี้ ก็ทำแบบเดียวกันกับที่ทำมาแล้วในภาคมนุษย์ทั้งหมด (หมายความว่า จะต้องทำวิชาภาคผู้เลี้ยง เหมือนกับที่เราฝึกมาแล้วรวม ๑๕ บท นั่นเอง)
* * * * * * อธิบายการเดินวิชา ในบทก่อนเราเรียนรู้มาว่า ในดวงแก้วกายสิทธิ์มีกายผู้เลี้ยงเรียกว่า กายสิทธิ์ พอเรียนมาถึงบทเรียนนี้ เรารู้ว่าที่ดวงธรรมของกายทุกกาย ทั้งกายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม และกายธรรม ก็มีกายผู้เลี้ยงอยู่ในดวงธรรมนั้น เหมือนกายสิทธิ์ แต่ไม่ใช่กายทิพย์ เป็นกายใสเป็นแก้ว ทำหน้าที่ดูแลกายหลัก ให้ความเป็นอยู่ ไม่ให้กายหลักได้รับความเดือดร้อน หลวงพ่อท่านเรียกกายนี้เรียกว่า กายผู้เลี้ยง เราจะเรียกว่ากายสิทธิ์ก็ได้ หรือจะเรียกว่า สัตตรัตนะก็ได้ สัตตะ แปลว่า ๗ รัตนะ แปลว่า แก้ว
รวมแปลว่า แก้ว ๗ ประการ ก็คือ ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี ขุนพลแก้ว นางแก้ว ขุนคลังแก้ว จักรแก้ว รัตนะเจ็ดเหล่านี้ บางท่านมีครบ บางท่านมีไม่ครบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบารมีธรรมของแต่ละบุคคล ท่านใดที่ยังมีไม่ครบ เมื่อเวลาท่านเป็นธรรมกาย อาจารย์ผู้สอนเขาจะพาเราไปรับจากพระพุทธองค์ในนิพพาน เมื่อเวลาท่านเป็นธรรมกาย อาจารย์ผู้สอนเขาจะพาเราไปรับจากพระพุทธองค์ในนิพพาน เรียกว่าไปขอรัตนะเจ็ด ทำได้เฉพาะระหว่างออกพรรษา ระหว่างเข้าพรรษาทำไม่ได้ ตามที่กล่าวมานี้ คือ ความรู้ที่ครูอาจารย์ท่านสอนไว้ เราทราบตรงกัน ส่วนความรู้ที่เกินไปจากนี้ ข้าพเจ้าจะกล่าวในโอกาสอื่น เพราะเป็นความรู้ขั้นลึกซึ้ง วันนี้เรามาเจาะจงทำวิชาตามบทเรียนบทนี้ให้ได้กันก่อน (ติดตามอ่านปราบมาร ภาค ๓) แนวเดินวิชา ขณะนี้เราอยู่กับธรรมกาย ส่งใจธรรมกายนิ่งลงไปกลางดวงธรรมในท้องกายมนุษย์ บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมนั้น พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป อธิษฐานขอดูกายผู้เลี้ยง เราจะเห็นกายของเขาทันที นี่คือ กายผู้เลี้ยงมนุษย์ เขาจะยิ้มให้เรา เราก็ส่งใจเราไปที่ดวงธรรมในท้องของเราทันที บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ เห็นดวงธรรมเป็นดวงใส ลำดับดวงธรรมของเขาให้ครบอีก ๕ ดวง คือ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ เพราะดวงธรรมดวงแรกคือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หรือที่เราเรียกว่า ดวงธรรมทำให้เป็นกาย นั่นเอง กลางดวงวิมุตติญาณทัสสนะก็จะเห็นกายทิพย์ของผู้เลี้ยง ส่งใจนิ่งลงไปในท้องของกายผู้เลี้ยงทิพย์ ลำดับดวงธรรมไปให้ครบ ๖ ดวง ก็จะไปถึงกายพรหม กายอรูปพรหม กายธรรมของผู้เลี้ยง ให้เดินวิชาไปจนถึงธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียดของผู้เลี้ยง และให้เดินวิชาไปถึงกายสุดละเอียดต่อไป นี่คือ การเดินวิชาเฉพาะกายผู้เลี้ยงของกายมนุษย์เท่านั้น ส่วนกายผู้เลี้ยงของกายมนุษย์ละเอียด กายผู้เลี้ยงของกายทิพย์หยาบ .. กายทิพย์ละเอียด.. กายพรหมหยาบ.. กายพรหมละเอียด.. กายอรูปพรหมหยาบ.. กายอรูปพรหมละเอียด.. ธรรมกายโครตภูหยาบ.. ธรรมกายโคตรภูละเอียด.. ธรรมกายพระโสดาหยาบ.. ธรรมกายพระโสดาละเอียด..... ธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด เรายังไม่ได้เดินวิชาเลย ให้ท่านเดินวิชาอย่างเดียวกัน เหมือนกับที่เดินวิชาแก่กายผู้เลี้ยงของกายมนุษย์ ทำไม่ยากเลย เมื่อจะเดินวิชากายผู้เลี้ยงในกายมนุษย์ละเอียด (กายฝัน) ก็ส่งใจธรรมกายนิ่งลงไปในท้องของกายฝัน เห็นกายผู้เลี้ยงอยู่ในดวงธรรมของกายฝัน แล้วส่งใจธรรมกายลงไปในท้องของกายผู้เลี้ยง แล้วก็เดินวิชาตามแนวที่ทำแก่กายมนุษย์นั้น บทนี้ไม่ยาก ท่านต้องทำได้ หากท่านไม่ทำ กายผู้เลี้ยงก็จะไม่ใส จะส่งผลกระทบต่อหน้าที่ของเขา คือ เขาทำหน้าที่อ่อนไป เพราะธรรมภาคมารเขามา เอิบ อาบ ซึม ซาบ ปนเป็น เป็นเหตุให้กายผู้เลี้ยงไม่ใส ดังนั้น จึงต้องหมั่นฝึกหมั่นเดินวิชา งานที่ค้างอยู่คือ ต้องเดินวิชาภาคผู้เลี้ยงตั้งแต่ บทที่ ๑ ถึงบทที่ ๑๕ วิธีทำก็คือ เปิดอ่านไปทีละบท บทฝึกอย่างไร ก็ฝึกวิชาภาคผู้เลี้ยงอย่างนั้น ดังนั้น ขอให้ท่านเริ่มฝึกตั้งแต่บทที่ ๑ จนมาถึงบทที่ ๑๕ หากท่านไม่ทำ แปลว่า ท่านไม่พัฒนาความรู้สำคัญ ภาคผู้เลี้ยง ขออธิบายถึงเรื่องภาคผู้เลี้ยงไว้พอสังเขป ภาคผู้เลี้ยงมีทั้งนอกกายและในกาย ที่ว่านอกกายก็คือ กายสิทธิ์ ตามที่เคยฝึกมานั้น กายสิทธิ์นั้นเป็นเบื้องต้น ต่อเมื่อมีบารมีมากขึ้น เลื่อนชั้นเป็นจักรพรรดิ และจักรพรรดินั้นหลวงพ่อท่านอธิบายว่า มี ๓ ระดับ คือ ๑. จุลจักร ก็คือ จุลจักรพรรดิ ๒. มหาจักร ก็คือ มหาจักรพรรดิ ๓. บรมจักร ก็คือ บรมจักรพรรดิ
จักรพรรดิทั้ง ๓ ระดับนี้ บารมีเป็นตัวบ่งชี้ คือ บารมีมากขึ้นก็เลื่อนระดับขึ้นไป จะเห็นว่าจุลจักรมีบารมีน้อยกว่าใครทั้งนั้น บารมีสูงขึ้นมาก็เป็นมหาจักร และบารมีสูงยิ่งขึ้นไปอีกก็เป็นบรมจักร จักรพรรดิมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของกายต่าง ๆ ใครมีจักรพรรดิชั้นสูง ก็หมายความว่า มีอาหารการกินสมบูรณ์ที่อยู่อาศัยบริบูรณ์ จักรพรรดิในกายของใคร จะเป็นจักรพรรดิระดับใดนั้น ขึ้นอยู่กับบารมีของเขาผู้นั้น หากเขามีบารมีธรรมสูงส่ง จักรพรรดิประจำกายเป็นจักรพรรดิระดับสูง ส่วนจักรพรรดินอกกายที่เราเรียกว่า กายสิทธิ์นั้น ก็ยังแบ่งระดับเหมือนกับจักรพรรดิในกายเหมือนกัน จักรพรรดิดวงใดเป็นจักรพรรดิระดับใด เรื่องนี้ต้องถามดูจากกายของจักรพรรดินั้น ๆ ท่านจะบอกเราเองว่า ท่านเป็นระดับใด จักรพรรดินอกกายนี้ ท่านยังต้องมาสร้างบารมีเหมือนเราเหมือนกัน ท่านเป็นคู่บารมีของใคร ท่านก็จะไปอยู่ดับเขาผู้นั้น จักรพรรดินอกกายมีหน้าที่ ดังนี้ ๑. ทำหน้าที่เป็น พุทธจักร มีหน้าที่ดูแลให้การสร้างบารมีเป็นพุทธภูมิดำเนินไป ๒. ทำหน้าที่เป็น ธรรมจักร ดูแลพระสัทธรรมที่รู้แจ้งแล้ว กำลังแจ้งและที่จะแจ้งต่อไป ไม่ให้ธรรมภาคมารมาลบเลือน ๓. ทำหน้าที่เป็น สังฆจักร ดูแลพระสงฆ์ที่เข้าถึงธรรมแล้ว กำลังเข้าถึงอยู่และที่จะเข้าถึงต่อไป มิให้เสื่อมสลาย ๔. ทำหน้าที่เป็น อาณาจักร ดูแลปรุงพืชพันธุ์ธัญญาหาร ให้ผู้มีศีลธรรมได้ใช้ มิให้ขาดแคลน
จักรพรรดิทั้งปวงนี้ หากได้มรรคผลนิพพานแล้ว ท่านก็ไปมีหน้าที่บนนิพพานอีก ส่วนจะมีหน้าที่อะไรและอย่างไร เราต้องศึกษาค้นคว้าเอาเอง จักรพรรดิในกายมีหน้าที่ประจำกาย ส่วนจักรพรรดินอกกายทำหน้าที่ตามที่กล่าวนั้น แต่การเดินวิชาจะต้องสัมพันธ์กันหมด ต่างกันแต่หน้าที่เท่านั้น โบราณเขาพูดว่า “ดีใจเหมือนได้แก้ว” ก็คือ ดีใจเหมือนได้ดวงแก้วกายสิทธิ์นั่นเอง เอาไปพูดกันให้ละเอียดในหนังสือปราบมารอีกครั้งหนึ่ง หากพูดละเอียดในวันนี้ เกรงว่าหนังสือจะโตไป ก่อนนี้ข้าพเจ้าไม่มีความรู้ ได้แต่รู้จากครูอาจารย์และรู้จากหลวงพ่อ รู้ตรงกับที่ใคร ๆ รู้ แต่โดยเหตุที่ตัวเองมีหน้าที่ทำวิชาปราบมาร บัดนื้ทำวิชาปราบมารมาได้ ๑๐ กว่าปี ได้พบเรื่องราวของจักรพรรดิเข้า โดยที่เราไม่คาดคิด ความรู้เรื่องจักรพรรดิกลายเป็นเรื่องใหญ่ ที่เราเคยได้ยินได้ฟังมาเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น เรื่องราวมีอย่างไร จะนำไปเขียนในหนังสือปราบมารภาค ๓ ต่อไป ขอกำชับว่า ให้ทำวิชาภาคผู้เลี้ยงให้ครบ ๑๕ บท อย่าลืม! เพราะเป็นเรื่องสำคัญ ให้ท่านเปิดไปอ่านบทที่ ๑และลำดับเรื่อยมาจนถึงบทที่ ๑๕ เราเคยเดินวิชาอย่างไร ขอให้เดินแก่กายผู้เลี้ยงอย่างนั้น ทำวิชาให้ครบ ๑๕ บท สรุปแล้ว คู่มือสมภารมี ๓๐ บท ไม่ใช่ ๑๕ บท เพราะเป็นวิชาของภาคผู้เลี้ยงอีก ๑๕ บท อย่าลืม! อยากได้ดีแล้ว โปรดอย่าลืม เพราะเป็นวิชาสำคัญมาก การที่เรามีชีวิตรอดปลอดภัยนั้น เป็นเพราะภาคผู้เลี้ยงเขาดูแลเรา วิชาภาคผู้เลี้ยงจะกล่าวโดยพิสดารอีกครั้งหนึ่งในวิชาปราบมารภาค ๓ โปรดเข้าใจว่า เรื่องของภาคผู้เลี้ยงก็คือ เรื่องของจักรพรรดิและกายสิทธิ์ ที่เราเรียนในหนังสือคู่มือสมภารนี้ เป็นเพียงเบื้องต้นเท่านั้น ดังนั้น จึงขอกำชับให้ท่านทำวิชาให้ได้แต่วันนี้ เพราะในหนังสือปราบมารภาค ๓ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องใหญ่ โปรดติดตาม สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |