|
บทบัญญัติที่ ๑๑ ดูดวงบุญดวงบาปดวงไม่บุญไม่บาป ให้เห็นตลอดหมดทุกกาย ในกลางดวงธรรมที่ทำให้เป็นกายของแต่ละกาย มีดวงกลมซ้อนกันอยู่ ๓ ดวง ดวงแรกมีสีเทา ๆ อยู่ข้างนอก นี่คือ ดวงอัพยากฤต หรือธรรมกลาง ถัดเข้าไปในกลางดวงของธรรมกลางนั้น มีอีกดวงหนึ่งสีดำประดุจนิล นี่คือ ธรรมดำหรืออกุศลธรรม ส่วนดวงที่ ๓ ซึ่งซ้อนอยู่ในกลางดวงดำนั้น มีสีขาวใสบริสุทธิ์ยิ่งนัก นี่คือ ธรรมขาว หรือกุศลธรรม ธรรมขาวนี้ก็คือดวงบุญ ธรรมดำคือ ดวงบาป ธรรมกลางคือ ดวงไม่บุญไม่บาป ดวงบุญ ดวงบาป และดวงไม่บุญไม่บาปนี้ มีขนาดของดวงไม่คงที่ บางคนก็มีดวงบาปโต บางคนก็มีดวงบุญโต ส่วนผู้ที่ไม่นิยมทำบุญทำบาป ก็มีดวงไม่บุญไม่บาปโต ถ้าทำบุญมาก จะทำให้บาปและไม่บุญไม่บาปมีน้อย และถ้ามีบาปมาก บุญและไม่บุญไม่บาปก็ย่อมจะมีน้อย ดังนี้เป็นต้น ดวงบุญ ดวงบาป และดวงไม่บุญไม่บาปนี้ แต่ละดวงก็มีธาตุมีธรรม ส่วนที่เห็นปรากฏนั้นเป็นส่วนธาตุ ธรรมนั้นซ้อนอยู่ในว่างกลางธาตุอีกทีหนึ่ง เพราะละเอียดกว่าประณีตกว่า เอาธาตุของดวงบุญประกอบเป็นกสิณ ธรรมของดวงบุญเป็นสมาบัติ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูธรรมขาว (กุศลธรรม) ให้เห็นตลอดจนถึงภพ เอาธาตุของดวงบาปประกอบเป็นกสิณ ธรรมของดวงบาปเป็นสมาบัติ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูธรรมดำ (อกุศลธรรม) ให้เห็นตลอดจนถึงภพ เอาธาตุของดวงไม่บุญไม่บาปประกอบเป็นกสิณ ธรรมของดวงไม่บุญไม่บาปเป็นสมาบัติ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูธรรมกลาง (อัพยากฤต) ให้เห็นตลอดจนถึงภพ ในธรรมขาว ดำ กลาง เหล่านี้ แต่ละธรรมก็มีนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ เหมือนกัน พวกนี้ต้องตรวจดูให้ละเอียด * * * * * * อธิบายการเดินวิชา การฝึกบทนี้ไม่ยาก เป็นเรื่องตรวจดวงบุญ คือ ตรวจดูว่า ใครมีดวงบุญเท่าไร มีดวงบาปโตเท่าไร และมีดวงไม่บุญไม่บาปเล็กโตแค่ไหน การตรวจทำให้เราทราบว่าเป็นคนดี คนร้าย คนบุญไม่ทำกรรมไม่สร้าง เพื่อทราบอนาคตว่า คน ๆ นี้ ต่อไปภายหน้าจะก้าวหน้าหรือไม่ ท่านให้ดู ดวงบุญ คนที่จะร้าย ดวงบาปโตกว่าดวงบุญ คนก้าวหน้า ดวงบุญสว่างใส ดวงบาปเล็ก เมื่อเราตรวจเป็นแล้ว เราสามารถทายได้หมด ไม่ว่าใครมาจากไหน ในโลกนี้ หากถามใคร ๆ ดู ว่าเขาทำกรรมชั่วหรือกรรมดี ทุกคนจะตอบเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า เขาจะทำกรรมดี แต่เหตุใดเขาทำดีไม่ได้ตามที่เขาต้องการ คำตอบก็คือ เพราะเขามีดวงบาปโตกว่าดวงบุญ และเมื่อดวงบาปโตกว่าแล้ว ดวงธรรมภาคกลาง (อัพยากฤต) มาสนับสนุนอีกแรงหนึ่ง เขาผู้นั้นไม่มีทางดีเลย ทั้งดวงบาปและดวงอัพยากฤต มีหน้าที่ บังคับสัตว์โลก ให้ไปในทางชั่วสถานเดียว ดวงเหล่านี้มีขึ้นในที่ใด ให้ผลร้ายทั้งนั้น มีอยู่ในโลกก็ให้ผลร้ายแก่คนทั้งโลก มีอยู่ในทิพย์ก็ให้ผลร้ายแก่โลกทิพย์ มีอยู่ในนิพพานก็ไปให้ผลร้ายแก่พระพุทธองค์ ดังนั้น บทฝึกบทนี้ เป็นบทเปิดหูเปิดตาเรา ให้เรารู้เรื่องสำคัญ คือ ดวงบาปและดวง อัพยากฤตมีแก่ใคร เขาผู้นั้นมีฐานะเป็นมารสังคม โดยที่ตัวเขาเองไม่รู้ตัว เขาผู้นั้นจะมีความเห็นผิดศีลผิดธรรมตลอดไป และจะกระทำแต่เรื่องเลวร้ายตลอดไป แนวเดินวิชา บทฝึกให้เราทำงานเพียง ๓ เรื่อง คือ ดวงบุญ ดวงบาป และดวงไม่บุญไม่บาป งานที่ให้ทำคือ ตั้งดวงกสิณ แล้วเดินสมาบัติดูดวงบุญ ดูดวงบาป และดูดวงไม่บุญไม่บาป ที่ว่าไม่บุญไม่บาปก็คือ ว่าบุญก็ไม่ใช่และจะว่าบาปก็ไม่สนิทใจ คือ คาบลูกคาบดอก จะขาวก็ไม่ขาว จะดำก็ไม่ดำ คำพระเรียกว่า อัพยากฤต คำทั่วไปใช้ว่า ธรรมกลางหรือธรรมภาคกลาง การเดินวิชาไม่ยากเลย เพราะเราฝึกบทก่อน ๆ มาจนเจนใจ เพียงแต่เปลี่ยนชื่อเรื่องฝึกเท่านั้น การฝึกดูดวงบุญ โจทย์บอกว่า เอาธาตุของบุญประกอบเป็นกสิณ ธรรมของบุญเป็นสมาบัติ เดินสมาบัติในกสิณ (กุศลธรรม) ให้เห็นตลอดจนถึงภพ ขณะนี้เราอยู่กับธรรมกาย ส่งใจนิ่งลงกลางดวงธรรมในท้องธรรมกายของเรา บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ ลงไปที่กลางดวงธรรมนั้น น้อมธรรมกายมาที่กลางดวงธรรมในท้องกายมนุษย์ตัวเราเอง ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางดวงธรรมของกายมนุษย์ บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ ถูกจุดใสเท่าปลายเข็มของดวงธรรม พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป อธิษฐานใจ ขอดูดวงบุญตัวเราเอง เราก็เห็นดวงธาตุ ๖ เป็นดวง ๖ ดวง คือ ด้านหน้าธาตุน้ำ ด้ายขวาธาตุดิน ด้านหลังธาตุไฟ ด้ายซ้ายธาตุลม ศูนย์กลางอากาศธาตุ และจุดศูนย์กลางคือ วิญญาณธาตุ ส่วนดวงใสใหญ่มีลักษณะขาวใสสว่างคือ ดวงบุญของเรา เราจะทำสมาบัติก่อน คือ ทำรูปฌานที่ดวงบุญก่อน แล้วไปตั้งดวงกสิณที่ดวงธาตุ ๖ หลังจากนั้นจึงเดินฌาน คำว่าเดินฌานก็คือ เดินสมาบัตินั่นเอง ดวงธาตุ ๖ ให้การหล่อเลี้ยงดวงบุญไว้ ดวงบุญอยู่บนดวงธาตุอยู่ล่าง ส่งใจธรรมกายหยุดนิ่งลงไปที่ดวงบุญ จนกระทั่งเกิดแผ่นฌาน ๔ แผ่นที่ก้นกายธรรมตามที่ฝึกจากบทก่อน ต่อมาเราก็ตั้งดวงกสิณที่ดวงธาตุ ส่งใจธรรมกายมาที่ ๖ ดวงใส หยุดมาที่ดวงวิญญาณธาตุ คือ ดวงใสเล็ก ก็จะเห็นดวงใสอื่นอีก ๕ ดวง จำไว้ว่าดวงวิญญาณเป็นประธานของธาตุพอเราหยุดลงไปหลางดวงวิญญาณ บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ จะคลุมไปถึงดวงธาตุอื่น ได้รับผลแห่งการหยุดนิ่งของธรรมกายด้วย แล้วเราก็ตั้งดวงกสิณ ๑๐ ตามที่เคยฝึกมาจากบทก่อน ลำดับต่อมาก็เดินฌาน ฌาน ๑ หายไป ฌาน ๒ รองรับ ... ฯ ตามที่เคยฝึกมาแล้ว ให้เดินสมาบัติเป็นอนุโลมปฏิโลม พอดวงกสิณขาวใส เราก็รู้ว่าดวงบุญของเราโตแค่ไหน การฝึกดูดวงบาปและดวงไม่บุญไม่บาป ก็เดินวิชาทำนองเดียวกัน การพิจารณาดวงบุญ ดวงบาป ดวงไม่บุญไม่บาป ดวงบุญอยู่กลาง ถัดมาเป็นดวงบาป ดวงไม่บุญไม่บาปอยู่นอก บ่งบอกอะไรบ้าง ท่านต้องเรียนรู้โจทย์ เขาบอกว่าให้ดูตลอดจนถึงภพ คำว่าภพ หมายถึงอะไร คำว่าภพ หมายถึง ภพของนิพพาน ภพของภพ ๓ และภพของโลกันต์ คือ ให้ท่านดูให้ละเอียดเข้าไป เช่น ดวงบุญก็มีภพของฝ่ายบุญ ภพของผ่ายบุญก็คือ นิพพาน ภพ๓ โลกันต์ ในภพก็มีผู้ปกครอง ผู้ปกครองมีตัวตนอยู่ในภพนั้น ทำหน้าที่ให้สร้างศีล ให้สร้างภาวนา ในเรื่องของดวงบาป เขาก็มีภพของเขา ภพของเขาก็มีนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ในภพมีผู้ปกครอง ผู้ปกครองมีตัวตนอยู่ในภพนั้น ทำหน้าที่ให้สร้างบาป ให้ผิดศีลผิดธรรม ให้เรียนภาวนาฝ่ายมาร คือ ภาวนาทั้งหลายที่ไม่ตั้งใจไว้ที่ศูนย์กลางกาย ในเรื่องของดวงธรรมภาคกลาง (อัพยากฤต) เขาก็มีนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ของเขา ผู้ปกครองอยู่ในภพนั้น ทำหน้าที่ให้อยู่เฉย ๆ บุญไม่ทำกรรมไม่สร้าง หรือทำบ้างไม่ทำบ้าง เอาแบบฉบับไม่ได้ ทั้ง ๓ ดวงธรรม คือ ดวงบุญ ดวงบาป และดวงไม่บุญไม่บาป อยู่ในคน ๆ เดียวกัน หากฝ่ายใดมีกำลัง ก็จะส่งกำลังมาบังคับใจของเรา ให้เราประพฤติปฏิบัติตามความต้องการของเขา ดังนั้น เราจะเห็นว่าสภาพใจของเราเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ เดี๋ยวอยากทำดี เดี๋ยวอยากทำการไม่ดี เดี๋ยวอยากอยู่เฉย ๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดวงธรรมทั้ง ๓ ดวงนั้นจะอำนวยการมา ดวงธรรม ๓ ดวงดังกล่าวนั้น มีอยู่ในกายของเราทุกกาย และมีไปจนสุดหยาบสุดละเอียด ดวงธรรมทั้ง ๓ เป็นอริแก่กัน ดวงบาปมารังแกดวงบุญ ดวงไม่บุญไม่บาปเชื่อไม่ได้ ข้างไหนชนะก็ไปเข้าข้างกับฝ่ายนั้น การที่ดวงบุญอยู่ตรงกลางนี้เอง บ่งชัดว่า เราอยู่ใต้ปกครองของฝ่ายบาป ไม่ว่าจะทำอะไร ต้องอยู่ในการดูแลของฝ่ายบาป ฝ่ายบาปมีกำลังกว่า ฝ่ายบุญลืมตาอ้าปากไม่ได้เลย หลวงพ่อวัดปากน้ำเรียกฝ่ายบาปว่ามาร มารก็ทำหน้าที่ขัดขวางทั่วไป ฝ่ายบุญมีความเห็นว่า สัตว์โลกไม่ทำบาป ให้ทำการกุศล ทำใจให้สว่างใส จึงจะดี แต่ฝ่ายมารเขาว่า สัตว์โลกทำบาป ไม่ให้ทำบุญ ทำใจให้ขุ่นมัว จึงจะดี ความเห็นฝ่ายบุญและฝ่ายบาปไม่ตรงกัน แม้การได้มรรคผลนิพพาน แต่กาลก่อนเข้านิพพานเป็น คือ ไม่ต้องตาย เข้านิพพานกันอย่างเป็น ๆ อย่างนี้ ต่อมามารเขาไม่ยอม เขาให้เข้านิพพานด้วยธรรมกายเท่านั้น คือ ต้องตายก่อน และเอากายธรรมเข้านิพพาน กายธรรมนั้นมารเขาไม่กลัว เขามารังแกได้ เป็นปัญหาเรื้อรังมานานแสนนานแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำมาแก้ไขโดยทำวิชาปราบมาร ดังที่เราท่านทราบกันมาแล้วนั้น บัดนี้ หลวงพ่อตายไปนานแล้ว งานปราบมารมาตกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทำวิชาปราบมารมากว่า ๑๐ ปีแล้ว ได้แต่งตำราปราบมาร ไปแล้ว ๒ เล่ม หากท่านสนใจ โปรดติดตามค้นหา กำลังจะเขียนหนังสือปราบมารภาค ๓ ต่อไป (ข้อมูลนี้เมื่อปี ๒๕๓๗) เราอยู่คนเดียวทำกรรมบาปไม่มีใครรู้เห็น เหตุใดดวงบาปโตขึ้น ในดวงบาปนี้ มีนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ของมาร เมื่อเราทำบาป พระพุทธเจ้าภาคมารคำนวณดวงบาปให้ทันที ไม่ว่าจะทำในที่ลับ ไม่ว่าจะทำในที่แจ้ง ไม่ว่าจะมีใครรู้หรือไม่ และเมื่อทำบาปขึ้นแล้ว มารเขาก็สร้างดวงทุกข์และดวงสมุทัยให้ทันที สร้างดวงแก่ ดวงเจ็บ ดวงโรค ดวงตายให้ทันที พอเราได้เวลา เราอยู่ดี ๆ ก็ป่วยเป็นโรคสารพัด จะแก้โรคจะแก้ที่ตรงไหน ต้องแก้ที่ดวงบาปนี้ เพราะดวงบาปมีนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ละเอียดไปไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ส่งโรคอยู่ที่นี่ ต้นคิดวิชาเขาอยู่ที่นี่ พระพุทธเจ้าภาคมารอยู่ที่นี่ จักรพรรดิกายสิทธิ์ของมารอยู่ที่นี่ บาปศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นี่ กายของเรามีกี่กาย ดวงบาปก็มีไปทุกกาย การแก้จะต้องแก้ไปทุกกาย จะมีใครที่รู้เห็นดวงบุญ ดวงบาป ดวงไม่บุญไม่บาป ไม่มีใครรู้เห็นได้เลย จะรู้เห็นได้ก็แต่ผู้เป็นธรรมกายเท่านั้น ผู้ที่รู้เห็นก่อนเราคือ พระพุทธองค์ เพราะทรงเป็นธรรมกาย ทรงเข้าถึงธรรมกายก่อนใครทั้งนั้น ความรู้ว่าด้วยธรรมกายทั้งปวง ก็คือ วิชาของพระพุทธองค์นั่นเอง ท่านที่ยังไม่เป็นธรรมกาย แปลว่า ยังห่างไกลมรรคผลนิพพาน ไม่ว่าใครหวังมรรคผลนิพพานด้วยกันทั้งนั้น แต่ยังไม่เป็นธรรมกาย ย่อมแสดงว่า ความหวังนั้นยังห่างไกลมาก วิธีเบื้องต้นที่จะทำให้ดวงบาป และดวงไม่บุญไม่บาปจางหายไป เมื่อเราเดินสมาบัติที่ดวงบุญ ให้ทำใจหยุดทำใจนิ่ง นึกขยายดวงบุญให้ใหญ่ เมื่อดวงบุญใหญ่ มีผลให้ดวงบาปและดวงไม่บุญไม่บาปจางหายไป พึงตั้งข้อสังเกตว่า ยามใดที่เราทำให้ดวงบาปเลือนลางไปได้ อารมณ์ของเราจะแจ่มใส แต่ถ้าดวงบาปปรากฏขึ้นอีก เราจะรู้สึกอารมณ์หม่นหมองทันที พระมักสอนเอาไว้ซึ่งพวกเราได้ยินบ่อย ๆ คือ ให้เพียรขจัดบาปอกุศลให้เหือดหายไปจากใจ หากถามว่าจะทำอย่างไร ยังไม่มีใครตอบได้ทั้งนั้น เพิ่งจะทราบวิธี ก็ต่อเมื่อมาเรียนจากหลวงพ่อวัดปากน้ำแล้ว ตามที่เสนอแนะมานี้ เป็นเบื้องต้นนิดเดียวเท่านั้น หากจะเรียนกันจริง ๆ ให้ถึงขึ้นดับนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ของมารนั้น ต้องเรียนกันอีกมากมาย เอาไว้ไปเรียนรู้ในหนังสือปราบมาร ซึ่งข้าพเจ้าพิมพ์เผยแพร่ไปแล้ว อย่าลืมพิจารณาให้ละเอียด เพราะบทฝึกนี้ โจทย์เขาสั่งว่า “ในธรรมขาว กลาง ดำ เหล่านี้ แต่ละธรรมก็มีนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ เหมือนกัน พวกนี้ต้องตรวจดูให้ละเอียด” ท่านได้ตรวจละเอียดไปเพียงใด อย่าลืมนำความรู้ไปบรรยายให้ข้าพเจ้าฟังบ้าง สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |