Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME :
คู่มือสมภาร (22) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Monday, 14 August 2006

บทบัญญัติที่ ๑๐

การทำอายตนะให้เป็นทิพย์ในธรรม

ประกอบแก้วตาเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของแก้วตาเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้ตามนุษย์มองดูสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะลี้ลับเพียงไร ใกล้ไกลแค่ไหน ทั้งของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ให้เห็นตลอด เรียกว่า ตาทิพย์ในธรรมประกอบแก้วหูเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของแก้วหูาเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้หูมนุษย์ฟังเสียงต่าง ๆ ไม่ว่าจะลี้ลับ ใกล้ไกลเพียงไร ทั้งของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ให้ได้ยินตลอด เรียกว่า หูทิพย์ในธรรมประกอบแก้วจมูกเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของแก้วจมูกเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้จมูกมนุษย์ดมกลิ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะลี้ลับ ใกล้ไกลของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ให้ได้กลิ่นตลอด เรียกว่า จมูกทิพย์ในธรรมประกอบแก้วลิ้นเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของแก้วลิ้นเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้ลิ้นมนุษย์ลิ้มรสต่าง ๆ ทั้งลี้ลับและเปิดเผย ทั้งของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ให้รู้รสตลอด เรียกว่า ลิ้นทิพย์ในธรรมประกอบแก้วกายเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของแก้วกายเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ใช้กายมนุษย์สัมผัส เครื่องสัมผัสที่วิเศษ ประณีตของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ให้ตลอด เรียกว่า กายทิพย์ในธรรม

ประกอบแก้วใจทั้งหมดเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของแก้วใจเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ให้ใจรู้อารมณ์ต่าง ๆ ทั้งของมนุษย์ ทิพย์ ธรรม ทั้งของตนและของผู้อื่นได้ตลอด เรียกว่า ใจทิพย์ในธรรม

* * * * * *

อธิบายการเดินวิชา

     คำว่า อายตนะ แปลว่า ดึงดูด

     คำว่า ทิพย์ หมายความว่า เห็นได้ รู้ได้ ในที่ลับ

     อายตะนิพพาน มีหน้าที่ดึงดูดผู้เป็นธรรมกายเข้านิพพาน เหมือนกับแม่เหล็กดูดเหล็ก

     อายตนะของตา ก็ทำหน้าที่ ดึงดูดมาให้ตาได้เห็น

     อายตนะของหู ก็ทำหน้าที่ ดึงดูดมาให้หูได้ยิน

     อายตนะของอะไร ก็ทำหน้าที่เป็นอุปการะให้แก่สิ่งนั้น

     อายตนะคืออะไรกันแน่ เราก็ไม่ทราบ แต่หลวงพ่อท่านสอนให้ทำอายตนะให้เป็นทิพย์ คือ ทำให้เห็นดีขึ้น ได้ยินดีขึ้น ให้ฟังชัดขึ้น ให้ดมดีขึ้น คือ ดมแล้วต้องรู้ว่านี่อะไร ได้รสดีขึ้น คือ ชิมแล้วต้องรู้ว่านี่อะไร ได้สัมผัสดีขึ้น เมื่อเอากายไปสัมผัสแล้ว ต้องทราบทันทีว่าสัมผัสกับอะไร ดังนี้เป็นต้น

     สิ่งที่เป็นสื่อเหล่านั้น ท่านเรียกว่า อายตนะ

     อายตนะเป็นของใส อยู่กับอะไรก็เป็นอุปการะให้แก่สิ่งนั้น ภาษาวิชาธรรมกาย ท่านเรียกว่า แก้ว อยู่กับตาก็เรียก แก้วตา อยู่กับใจก็เรียก แก้วใจ อยู่กับหูก็เรียก แก้วหู ฯลฯ

     แก้วในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแก้วใส่น้ำ ไม่ได้หมายถึงดวงแก้ว แต่หมายถึงสื่อแห่งการได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัส ได้ลิ้มรส ฯลฯ มีลักษณะเป็นใยขาว เรียกลักษณะนี้ว่า อายตนะ เราจะทำอายตนะเหล่านี้ไห้ดีขึ้น ให้วิเศษขึ้น ภาษาวิชาธรรมกาย ท่านใช้ว่า ทำให้เป็นทิพย์ คือ ทำอายตนะในกายของเราให้เป็นทิพย์ นั่นเอง

ใครเป็นผู้เห็นอายตนะในกายของเรา

     ธรรมกายเป็นผู้เห็น และเมื่อเห็นแล้ว เป็นผลพวงมาให้กายมนุษย์ได้เห็นด้วย แม้จะเห็นได้ไม่มาก แต่ก็ว่าพอเห็น พอรู้ พอเดา ดังนั้น การเห็นการรู้เป็นไปโดยญาณทัสสนะของธรรมกาย

     เราเคยได้ยินเขาพูดกันว่า เสียงดังปานแก้วหูจะแตก คือ ถ้าแก้วหูเสื่อมลง แปลว่า การฟังไม่ดีแล้ว นั่นคือสื่อแห่งการฟัง คืออายตนะหู ได้รับการกระทบรุนแรง หากมีใครมาตบที่ใบหูแรง ๆ นอกจากการฟังจะไม่ดีแล้ว ยังเกิดบาดแผลเป็นโรคหูน้ำหนวกได้ และหากกายของเราไปสัมผัสอะไร แปลกาสัมผัสนั้น ๆ ไม่ได้ ก็แปลว่าเป็นโรคเหน็บชา เซลล์ตามร่างกายตาย เอามีดมาเฉือนก็ไม่รู้สึกเจ็บ เว้นแต่เฉือนไปถึงเนื้อ นี่คือ แก้วกายทั่วร่างกายเสื่อมเพราะโรคเหน็บชาเป็นเหตุ

     เอาเรื่องตาได้เห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นรู้รส กายได้สัมผัส ใจได้รู้ มาเรียนรู้ในวิชาธรรมกาย แล้วเอาภาษาพระใส่เข้าไป เลยแลดูว่ายาก ดูเป็นว่าไม่เข้าใจ ดูเป็นว่าไม่อาจเป็นไปได้

แนวเดินวิชา

     ขณะนี้เราอยู่กับธรรมกาย ส่งใจธรรมกายดูดวงธรรมในท้องของธรรมกาย ก็จะเห็นดวงธรรมของธรรมกาย เป็นดวงแก้วขาวใส บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ กลางดวงธรรม ก็จะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม ส่งใจนิ่งไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม พอจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมว่างหายไป ก็จะเห็นดวงธรรมในท้องของกายมนุษย์ ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ จนกระทั่งเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมนั้น บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ จนถึงขั้นจุดใสเท่าปลายเข็มว่างและหายไป ให้อธิษฐานใจต่อธรรมกาย อาธาธนาพระองค์ช่วยต่อรู้ต่อญาณทัสสนะ ให้เห็นดวงธรรมที่ทำให้เป็นแก้วตา แก้วหู แก้วจมูก ฯลฯ

     เราจะเห็นทันที เห็นได้ทั้งเรือนร่าง เห็นได้ตลอดปลอดโปร่ง เห็นทั้งแก้วตา แก้วหู แก้วจมูก แก้วลิ้น แก้วกาย แก้วใจ แล้วเราก็เลือกเจาะทำวิชาไปทีละจุดหมาย ตามที่ตำราเขาสั่งให้ทำ

ลำดับแรก

     น้อมใจธรรมกายลงไปที่ในท้องของกายมนุษย์ บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ เห็นดวงธรรม เป็นดวงใสบริสุทธิ์ บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ ลงกลางดวงธรรม เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม ส่งใจนิ่งกลางจุดใสเท่าปลายเข็มนั้น บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป จะเห็น “ใจ” คือ ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ซ้อนกันอยู่ บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ กลางดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้ ซึ่งซ้อนกันนั้น พอใจธรรมกายนิ่งลงไปที่ดวงทั้ง ๔ นั้น จะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของดวงทั้ง ๔ ซึ่งอยู่ตรงกัน บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ จุดใสเท่าปลายเข็มจะขยายออกเป็นดวง นี่คือ “แก้วใจ” แต่เรายังไม่เดินวิชา ให้ดูว่า “แก้วใจ” มีโยงใยไปยังอายตนะต่าง ๆ อายตนะเหล่านั้นต้องรายงานมาสู่แก้วใจทั้งหมด แก้วใจเป็นผู้รับรับทราบ

     ขั้นตอนนี้ เราจะเห็นอายตนะตา อายตนะหู อายตนะจมูก อายตนะลิ้น อายตนะกาย มีลักษณะเป็นใยขาวกลม ภาษาวิชาธรรมกายท่านเรียก แก้วตา แก้วหู แก้วจมูก แก้วลิ้น แก้วกาย

ลำดับสอง

     เป็นขั้นตอนการเดินวิชา ตามที่ตำราเขาสั่ง คือ ส่งใจธรรมกายไปที่แก้วตาก่อน บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ ถูกดวงธรรมของแก้วตา กลางดวงมีจุดใสเท่าปลายเข็ม บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ ลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น จนกว่าจะเกิดรูปฌาน แป็นแผ่นฌาน ๔ แผ่น ตามที่เคยฝึกมาแล้ว แล้วธรรมกายนั่งบนแผ่นฌานนั้น

ลำดับสาม

     เป็นขั้นตอนตั้งดวงกสิณ ให้ส่งใจนิ่งลงไป ณ ที่ตั้งแก้วตานั้น ว่าใยขาวใสที่เรียกว่าแก้วตานั้น ตั้งอยู่บนอะไร บริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆก็จะเห็นเป็นว่างใส ในว่างใสนั้นเอง ให้ตั้งดวงกสิณลงไป ดังที่เคยฝึกมาแล้วในบทอื่น (ว่างใสคือ ที่ตั้งของแก้วตานี้ หากจะว่าไปแล้วก็คือ ธาตุ ๖ นั่นเอง แต่เป็นธาตุละเอียด)

ลำดับสี่

     เป็นขั้นตอนธรรมกายเดินสมาบัติในดวงกสิณ จนกว่าดวงกสิณจะขาวใส คือ ส่งใจธรรมกายลงไปที่ฌาน ๑ แล้วฌาน ๑ จะหายไป แล้วฌาน ๒ ก็มารองรับ ตามที่เคยฝึกมาแล้ว ให้เดินสมาบัติเป็นอนุโลมปฏิโลมหลายเที่ยว เมื่อดวงกสิณใสแล้ว ลองมองดูว่า เราเห็นได้ใกล้ไกลเพียงไหน แล้วก็มองดูไปที่ทิพย์ มองดูไปในธรรมกายตั้งแต่ธรรมกายโคตรภู พระโสดา พระสกิทาคา พระอนาคามี พระอรหัตต์ ว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร ฝึกแรก ๆ ยังไม่เห็นกระจ่าง ก็อย่าท้อใจ ควรฝึกไปนาน ๆ จะให้เห็นแจ้งอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะหลวงพ่อท่านมีบารมีธรรมแก่กล้ากว่าเรา เราเห็นได้แค่นี้ก็ว่าดีแล้ว

     ตามวิธีฝึกดังกล่าวนี้ การทำวิชาทำแก้วหู แก้วจมูก แก้วลิ้น แก้วกาย แก้วใจ ก็อย่างเดียวกัน

     เมื่อถึง "แก้วกาย” ทั่วกายเรานี้มีดวงใสทั่วไป ภาษาวิทยาศาสตร์เขาเรียกว่า เซลล์ ให้นึกรวมมาเป็นดวงเดียวให้ได้ คือ นึกเอาดวงใสทั่วไปนั้นมาเป็นดวงเดียว เรียกว่า ดวงกาย ดวงกายนั้นรองรับดวงใจ (ดวงใจคือ ดวงเห็น ดวงจำ ดวงคิด ดวงรู้) แล้วก็เดินวิชาตามแนวดังกล่าวต่อไป

เรื่องควรพิจารณา

     เมื่อเราทำชำนาญขึ้นแล้ว ควรลองทำพร้อมกันดูบ้าง นั่นคือ พิสดารธรรมกายของเราให้มากองค์ ธรรมกายหลักทำแก้วใจ ธรรมกายที่พิสดารออกไป ทำแก้วตา แก้วหู แก้วจมูก แก้วลิ้น แก้วกาย ให้อยู่ในการควบคุมของธรรมกายหลัก ทำรูปฌานก็ทำพร้อมกัน เดินสมาบัติก็พร้อมกัน ควรลองทำดู

     ความรู้บทนี้ อุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้น เคยสอนข้าพเจ้าตั้งแต่ครั้งข้าพเจ้าฝึกเรียนวิชาธรรมกายเบื้องต้น ท่านเรียกว่า วิชาฟอกกาย ไม่เรียกทำอายตนะให้เป็นทิพย์ อัดเสียงไว้ในเทป และตกมาถึงยุคอุบาสิกาลูกจันทร์ ขนนกยูง

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 14 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org