Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME :
คู่มือสมภาร (18) PDF พิมพ์ ส่งเมล

บทบัญญัติที่ ๖

การตรวจภพ ๓ การตรวจโลกันต์ การตรวจอายตนะนิพพาน

๑. ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นภพ๓ เป็นรูปสมาบัติ ว่างของธรรมนั้นประกอบเป็นอรูปสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมที่ทำให้เป็นภพ ๓ (คือ ศูนย์กลางภพ) เป็นกสิณ ให้เดินสมาบัติในกสิณ (กายธรรมเป็นผู้เดินสมาบัติ) ตรวจดูในภพ ๓ นี้ ให้เห็นตลอดทั้งข้างนอกข้างใน ดูความเป็นอยู่ให้ชัดแจ้งตลอด ที่เรียกว่า ภพ ๓ นั้นคือ อสุรกาย เปรต สัตว์เดียรัจฉาน นรก ๘ ขุม ต่อมาก็มีมนุษย์ ๑ สวรรค์ ๖ ชั้น พรหม ๑๖ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า ภพ ๓๒. ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นโลกันต์เป็นรูปสมาบัติ เหตุว่างของธรรมเป็นอรูปสมาบัติ ที่ตั้งของธรรมที่ทำให้เป็นโลกันต์เป็นกสิณ กายธรรมเข้าเดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูโลกันต์ ให้เห็นตลอดทั้งข้างนอกข้างใน โลกันต์นี้เป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจากภพ ๓ คือ ต่ำลงไปจากอเวจีนรกขุมที่ ๘ นั้นออกไป จนออกนอกภพข้างล่าง ไกลหาประมาณมิได้ มีอายตนะหนึ่งอยู่ที่นั่น เรียกว่า โลกันต์

๓. ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นนิพพานเป็นรูปสมาบัติ เหตุว่างของธรรมเป็นอรูปสมาบัติ ที่ตั้งของธรรมเป็นกสิณ กายธรรมเข้าเดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูนิพพาน ให้เห็นตลอดทั้งข้างนอกข้างใน ให้หมดสงสัย นิพพานนี้เป็นอายตนะหนึ่ง คือ สูงจากภพ ๓ ขึ้นไปจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกไปนอกภพ ไกลจนหาประมาณมิได้ ที่นั่นเรียกว่าอายตนะนิพพาน

* * * * * *

อธิบายการเดินวิชา

     (๑.) คำว่า ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็น... หมายความว่า หยุดนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของสิ่งนั้น เช่นบอกว่า ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นภพ ๓ ก็คือ ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของภพ ดวงธรรมของภพคืออะไร ดวงธรรมของภพคือ กำเนิดของภพ นี่คือ ความหมายของภาษา คำว่า รูปสมาบัติ อรูปสมาบัติ กสิณ เราเข้าใจแล้ว

     (๒.) ก่อนที่เราจะทำวิชา เราต้องหาความรู้เสียก่อน คือ ความรู้ของเรื่องภพ ๓ ว่า ภพ ๓ ประกอบด้วยอะไรบ้าง นำความรู้เหล่านั้นมาเรียนรู้เสียก่อน เพื่อเราจะได้นำไปเดินวิชา ความรู้เรื่องโลกันต์ ความรู้เรื่องอายตนะนิพพานก็เช่นเดียวกัน หากเราไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้ เราจะทำวิชาไม่ได้

     (๓.) บทบัญญัตินี้ เป็นความรู้สำคัญ เป็นบันทึกสำคัญสุดยอด คนที่จะทำเห็นและทำเป็นได้ คือ ผู้ที่เห็นธรรมกายอย่างแจ้งชัด เช่น หลวงพ่อวัดปากน้ำเป็นต้น และอีกท่านหนึ่งที่เป็นศิษย์ของหลวงพ่อที่ผมนับถือก็คือ แม่ชีถนอม อาสไวย์ เป็นต้น ท่านเห็นแจ้ง ท่านเห็นชัด เพราะบารมีธรรมของท่านสูง หากเราฝึก พวกเราเรียน ก็เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง แต่เราก็ต้องทำความเพียร เพื่อให้เรื่องเหล่านี้แจ้งแก่เรา การเรียนภาวนาแนวที่ไม่ใช่วิชาธรรมกาย รู้เห็นเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ทั้งปวง เพราะการรู้การเห็นต้องใช้ญาณทัสสนะของธรรมกายเท่านั้น ไม่มีศาสตร์ใด ๆ ในโลกไปพิสูจน์ มีอยู่ก็แต่วิชาธรรมกายเท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้

     ดังนั้น การฝึกภาวนาแบบกำหนดลมหายใจที่เราเรียกว่า พุทโธ การฝึกภาวนาที่เราเรียกว่า “หนอ” และการเรียนใด ที่ไม่เข้าถึงธรรมกาย ไม่ควรเสียเวลาไปเรียน เพราะไม่ได้อะไรแก่ผู้เรียน เพียงแต่ทำใจให้สงบระงับเท่านั้น แต่การจะไปพิสูจน์เรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน นั้น มีความรู้อย่างเดียวที่จะไปพิสูจน์ คือ ความรู้ที่ว่าด้วย “วิชาธรรมกาย”

     (๔.) เนื้อวิชาที่เราจะฝึกในบทนี้ คือ เรื่องนิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ก็คือ เรื่องของโลกนิพพาน โลกของภพ ๓ โลกของโลกันต์ พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรื่องของภพนิพพาน ภพของภพ ๓ ภพของโลกันต์

     เอาเขาพระสุเมรุเป็นเกณฑ์แบ่ง สูงจากเขาพระสุเมรุขึ้นไปเป็นสุคติภูมิ ต่ำกว่าเขาพระสุเมรุลงมาเป็นทุคติภูมิ

     คือ จากเขาขึ้นไปเป็นสวรรค์ ๖ ชั้น ขึ้นไปเป็นพรหม ๑๖ ชั้น และจากพรหม ๑๖ ชั้นขึ้นไปเป็น อรูปพรหม ๔ ชั้น และต่อจากอรูปพรหมขึ้นไปก็เป็นนิพพาน (อายตนะนิพพาน) นิพพานเป็นภพหนึ่งต่างหาก ห่างออกไปจากภพ ๓ ภพเหล่านี้เป็นที่อยู่ของผู้ได้รับความสุข จึงเรียกว่า สุคติภูมิ

     ต่ำจากเขาพระสุเมรุลงไปเป็นทุคติภูมิ คือ ภูมิที่ไม่เป็นสุข ลดหลั่นกันลงไป จากไม่ค่อยสุขเป็นทุกข์ และทุกข์นั้นก็ลดหลั่นกัน คือ ทุกข์น้อยและทุกข์มาก จึงเรียกว่าทุคติภูมิ ต่ำกว่าเขาพระสุเมรุก็คือ ภพของอสุรกาย จากอสุรกายคือ ภพเปรต ต่อจากภพเปรตลงไปคือ ภพนรก ประกอบด้วยนรกและอเวจี สิ้นสุดภพของนรกแล้ว จะมีภพละเอียดอีกภพหนึ่งคือ ภพโลกันต์ เป็นภพมืด ไม่ว่าภพนรก ไม่ว่าภพอเวจี ไม่ว่าภพโลกันต์ เป็นภพมืดทั้งนั้น

     ภพของมนุษย์หรือที่เราเรียกว่า โลกมนุษย์นั้น ก็คือ ภพสัตว์โลก มนุษย์กับสัตว์อยู่ด้วยกัน แต่อาศัยอยู่ผิวโลกคือ ผิวของภพ คำพระใช้ว่า สัตว์เดียรัจฉาน

     มนุษย์ก็เห็นกันในหมู่มนุษย์ เทวดาก็เห็นกันในหมู่เทวดา พรหมก็เห็นกันในหมู่พรหม และอรูปพรหมก็เห็นกันในหมู่อรูปพรหม ประเภทกายหยาบก็เห็นกันในหมู่กายหยาบ แต่ไม่เห็นในประเภทของกายละเอียด การที่กายหยาบจะไปเห็นกายละเอียดนั้น เห็นได้โดยมีกายมนุษย์เป็นสื่อ

     ดังนั้น การที่มนุษย์จะไปเห็นทิพย์ เห็นพรหม เห็นอรูปพรหม เห็นนรก เห็นอเวจี เห็นโลกันต์ และเห็นนิพพาน กระทำได้อย่างเดียวคือ ต้องเป็นธรรมกาย เพราะธรรมกายเป็นสื่อให้เห็น

     ภพเหล่านี้เป็นภพละเอียด มองดูด้วยสายตาไม่ได้ และผู้ที่ไปอยู่อาศัยในภพเหล่านั้น ไม่ใช่กายมนุษย์อย่างเรา เขาไปอยู่ด้วยกายมนุษย์ละเอียด หรือที่เรียกว่า กายฝัน กายฝันเป็นกายละเอียด เมื่อกายมนุษย์ตาย จะถ่ายความรู้สึกนึกคิดไปอยู่กับกายฝัน กายฝันจะเป็นผู้รับผิดชอบแทนกายมนุษย์ทุกอย่าง ถ้ากายมนุษย์ทำกรรมดี กรรรมดีนั้นถ่ายไปที่กายฝัน กายฝันก็ไปสู่สุคติ หากกายมนุษย์ทำบาป กายฝันก็ไปสู่ทุคติ โลกที่กายฝันจะไปสู่นั้นหลายโลก มีทั้งโลกสุคติและโลกทุคติ เราจึงเรียกว่า ปรโลก คือ โลกอื่น

     ตามที่กล่าวมานี้คือความรู้สังเขป

แนวเดินวิชา

     ต้องเรียนก่อนว่า ภพที่เราจะศึกษานั้นอยู่ที่ไหน ตั้งอยู่บนอะไร จุดศูนย์กลางอยู่ที่ไหน เพราะเราจะต้องไปทำวิชาตามจุดหมายเหล่านั้น

     พอเรานึกจะดูอะไร ธรรมกายของเราต่อกล้องส่องญาณทันที เราจะเห็นทันที

     เห็นมากเห็นน้อยนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ท่านที่ไม่เห็นเลย คือ ท่านที่ยังทำธรรมกายไม่เป็น ถ้าเป็นธรรมกายแล้ว ต้องเห็น เมื่อเป็นธรรมกายแล้ว จะไม่เห็นเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้

     ดังนั้น งานสำคัญของผู้เป็นธรรมกาย จะต้องเดินวิชาอนุโลมปฏิโลมทุกวัน เพื่อให้ดวงธรรมใสเพื่อให้กายใส หากดวงธรรมมัวและกายไม่ใส แปลว่า มารยึดธาตุธรรมเสียแล้ว หมดทางแก้ด้วยประการใด ๆ โอกาสที่จะศึกษาวิชายาก ๆ สิ้นสุดลง เหลืออยู่ก็แต่ชื่อเสียง ว่าครั้งหนึ่งเคยเชี่ยวชาญ มารเขายึดธาตุธรรมไปแล้ว ประเภทที่สนใจเทวดา สนใจเจ้าเข้าทรง เรียกว่าเป็นคำนิยมว่า องค์ใน ประเภทนี้ธรรมดับไปแล้ว น่าเสียใจมาก

     ธรรมอย่านี้เห็นได้ง่ายอยู่หรือ ? หลวงพ่อของเราถึงกับยอมสละชีวิต จึงได้เห็น

     พวกเราเรียนกันจริงจังอย่างหลวงพ่อหรือเปล่า ข้าพเจ้าเองเรียนมา ๑๐ ปีไม่เว้นแม้แต่วันเดียว แต่มาวันหนึ่งมีภารกิจ ไม่ได้เดินวิชาเพียงวันเดียวเท่านั้น ต้องไปตั้งต้นเรียน ก.ไก่ ใหม่ มันยากอย่างนี้

     ศิษย์ของหลวงพ่อบางราย ครั้งหนึ่งเคยเก่ง เคยมีชื่อเสียง เคยแก้โรคได้ สมัยนั้นหลวงพ่อท่านควบคุม หลวงพ่อเข้มงวด เราก็เก่งได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีหลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อตายแล้ว เราไม่เรียนเข้มเหมือนสมัยที่หลวงพ่อมีชีวิตอยู่ วิชาก็หยาบขึ้นเรื่อย ต่อมาก็เพี้ยน ดังนั้น ต้องหมั่นฝึกไว้ทุกวัน

แนวเดินวิชาตรวจภพสุคติภูมิและภพทุคติภูมิ

     บทบัญญัติมีอยู่ว่า ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นภพ ๓ เป็นรูปสมาบัติ ว่างของธรรมนั้นเป็นอรูปสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมที่ทำให้เป็นภพ ๓ (คือศูนย์กลางภพ) เป็นกสิณ

     ให้เดินสมาบัติในกสิณ (กายธรรมเป็นผู้เดินสมาบัติ)

     ตรวจดูในภพ ๓ นี้ ให้เห็นตลอดทั้งข้างนอกข้างใน ดูความเป็นอยู่ให้ชัดแจ้งตลอด (ที่เรียก ภพ ๓ นั้น คือ อสุรกาย เปรต สัตว์เดียรัจฉาน นรก ๘ ขุม ต่อมาก็มีมนุษย์ สวรรค์ ๖ ชั้น พรหม ๑๔ ชั้น อรูปพรหม ๔ ชั้น รวมเรียกว่าภพ ๓)

วิธีฝึก

     ควรเดินวิชา ๑๘ กายให้เชี่ยวชาญ คือ ทำวิชาเป็นอนุโลมปฏิโลม คือ เดินวิชา ๖ ดวงธรรม จากกายมนุษย์ไปถึงธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด จากกายธรรมพระอรหัตต์ละเอียดมายังกายมนุษย์ เดินหน้าถอยหลังอยู่อย่างนี้ เพื่อให้กายใสและให้ดวงธรรมใส สุดท้ายนิ่งอยู่กับธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด

สถานภาพเดิม

     ขณะนี้เรานิ่งอยู่กับธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ จรดใจนิ่งกลางจุดใสเท่าปลายเข็ม กลางดวงธรรมนั้น

     อาราธนาพระองค์ต่อกล้องส่องญาณทัสสนะให้เห็นภพ ๓ ได้ชัดเจน

     ๑.) จากนั้น นึกเอารู้เอาญาณทัสสนะของธรรมกายดูภพ ๓ ทันที

     เราจะเห็นความว่างใสอันหนึ่ง ว่างส่วนบนว่างใส ว่างส่วนตรงกลางก็ใส ว่างต่อมาใสพอสมควร ว่างข้างล่างไม่ใสเท่าที่ควร เอาแค่นี้ก่อน

     ว่างส่วนบนคือ ภพของอรูปพรหม ๔ ชั้น ว่างส่วนตรงกลางก็คือ พรหม ๑๖ ชั้น ว่างต่อมาคือ สวรรค์ ๖ ชั้น ว่างข้างล่างที่ไม่ค่อยใสนั้น นั่นก็คือ ว่างของมนุษย์ ว่างของอสุรกาย ว่างของเปรต สัตว์เดียรัจฉาน และนรก ๘ ขุม เอากฎเกณฑ์ตรงนี้ให้ได้ก่อน อย่างอื่นค่อยว่ากันใหม่

     ๒.) จากนั้น ให้นึกดูดวงธรรมของภพ ๓ ว่า ดวงธรรมที่ทำให้เป็นภพ ๓ นั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน เพราะภพเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีดวงธรรม ถ้าไม่มีดวงธรรม ภพก็เกิดมีไม่ได้ เหมือนมนุษย์เหมือนกัน มนุษย์เกิดขึ้นได้ก็เพราะมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นมนุษย์ เป็นดวงใสบริสุทธิ์โตเท่าฟองไข่แดงของไก่

     ว่างทั้งปวงตามที่กล่าวนั้น จะต้องมีดวงธรรมที่ทำให้เป็นว่าง

     ว่างเหล่านี้เป็นภพ ดูด้วยตาไม่เห็น ต้องดูด้วยรู้และญาณทัสสนะของธรรมกาย จึงจะเห็น

     พอเรานึกดูดวงธรรมที่ทำให้เป็นภพ เราจะเห็นทันทีเป็นว่างใส ในว่างใสนั้นมีศูนย์กลางของว่าง เป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ส่งใจธรรมกายไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น ว่างนั้นก็มาเป็นแผ่นฌาน เป็นปฐมฌาน ธรรมกายเข้านั่งลงบนแผ่นปฐมฌานนั้น จากนั้น ธรรมกายส่งใจไปอีกว่างหนึ่ง ว่างนั้นก็มาเป็นแผ่นใสมาเป็นทุติยฌาน ธรรมกายเข้านั่งลงบนแผ่นทุติยฌานนั้น จากนั้น ส่งใจธรรมกายไปยังอีกว่างหนึ่ง เกิดแผ่นใสเป็นตติยฌาน ธรรมกายเข้านั่งลงบนแผ่นตติยฌานนั้น ต่อจากนั้น ส่งใจธรรมกายไปยังอีกว่างหนึ่ง จะเกิดแผ่นใสมาเป็นจตุตถฌาน แล้วธรรมกายเข้านั่งลงบนจตุตถฌานนนั้น ขั้นตอนนี้เกิดรูปฌานแล้ว ดังนั้น ที่ว่าประกอบดวงธรรมที่ให้เป็นภพ ๓ เป็นรูปสมาบัตินั้น เราทำเสร็จแล้ว

     ๓.) ต่อไปเราจะทำอรูปสมาบัติ คือ โจทย์เขาบอกว่า “ประกอบว่างของธรรมนั้น เป็นอรูปสมาบัติ” เราจะทำอย่างไรต่อไป

     ขณะนี้ธรรมกายของเรานั่งอยู่บนรูปฌาน จะทำอรูปฌานต่อไป

     พึงนึกส่งใจนิ่งไปในว่างละเอียดนั้น เพราะดวงธรรมเป็นความว่าง แต่ว่างนั้นก็เป็นวงกลม พอเรานึกน้อมใจ ธรรมกายก็ไปในว่างนั้น

          (ก.) น้อมธรรมกายเข้าปฐมฌาน ธรรมกายก็หยุดนิ่งกลางแผ่นฌานของปฐมฌาน บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ที่จุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นปฐมฌาน นึกมองไปในว่างที่ธรรมกายของเราพิจารณาอยู่ คือ ว่างที่เราจะเอามาเป็นอรูปฌาน ว่างนั้นก็กลมเข้าทุกที จนในที่สุดมาเป็นแผ่นใส ธรรมกายของเราก็นั่งลงบนแผ่นใสใหม่นั้น แผ่นใสใหม่นี้คือ อรูปฌานอากาสานัญจา ฯ (ฌานที่ ๕)

          (ข.) จากนั้น น้อมธรรมกายมานั่งที่ทุติยฌาน (รูปฌาน ฌานที่ ๒) ธรรมกายมานั่งที่ฌานที่ ๒ ทันที หยุดลงไปที่กลางแผ่นฌานที่ ๒ ให้ถูกจุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌานที่ ๒ นั้น นิ่งลงไปในว่างละเอียดนั้นต่อไปอีก ไม่ช้าไม่นาน ว่างละเอียดนั้นก็จะเป็นวงกลม ในที่สุดก็เป็นแผ่นใส ธรรมกายก็เข้านั่งลงบนแผ่นใสใหม่นั้น แผ่นใสใหม่นี้คือ อรูปฌาน วิญญานัญจา ฯ (ฌานที่ ๖)

          (ค.) การทำอรูปฌานที่ ๗ และอรูปฌานที่ ๘ ก็เดินวิชาทำนองเดียวกันนี้

     ขั้นตอนนี้ ทำอรูปฌานเสร็จแล้ว

     ขณะนี้ ธรรมกายของเรามีทั้งรูปฌานและอรูปฌาน ตามที่โจทย์กำหนดแล้ว คือ ทำอรูปฌานจากว่างของธรรมเป็นอรูปสมาบัติเสร็จแล้ว

     ๔.) ต่อไปนี้ เป็นขั้นตอนการตั้งดวงกสิณที่ศูนย์กลางของภพ

     โจทย์บอกว่า ให้เอาที่ตั้งของธรรมที่ทำให้เป็นภพ ๓ เป็นกสิณ

     ที่ตั้งของดวงธรรมของภพ ก็คือ ธาตุ ๖ นั่นเอง แต่เป็นธาตุละเอียด คือ ดวงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม อากาศธาตุ วิญาณธาตุ

     ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมว่างนั้นแล้วจะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็ม พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป เราก็ตั้งดวงกสิณลงไป ดังที่เราเคยฝึกมาแล้วในบทอื่น

     พึงกำหนดดวงกสิณขึ้น ขนาดเท่าไร ตามแต่เราพอใจ แต่ต้องให้เป็นวงกลม

     ดวงน้ำซ้อนในดวงดิน ดวงไฟซ้อนอยู่ในดวงน้ำ ดวงลมอยู่ในดวงไฟ

     ดวงสีเขียวอยู่ในดวงลม ดวงสีเหลืองอยู่ในดวงสีเขียว ดวงสีแดงอยู่ในดวงสีเหลือง

     ดวงสีขาวอยู่ในดวงสีแดง ดวงแสงสว่างอยู่ในดวงสีขาว

     ดวงอากาศอยู่ในดวงแสงสว่าง

     ๕.) จากนี้ไป ก็เดินฌานสมาบัติ

     การเดินฌานสมาบัติทำอย่างไร ได้กล่าวไว้แล้ว ฝึกมาแล้วจากบทก่อน

     การเดินสมาบัติต้องเดินที่ดวงกสิณ จนกว่าดวงกสิณจะขาวและใส เราจะเห็นทันที จะดูอะไรก็ดูได้ตามใจชอบ

     จะดูอะไร ให้น้อมใจไปในสิ่งนั้นเสียก่อน และเดินสมาบัติไปด้วย จะเห็นไปเอง อย่าดูโดยไม่เดินวิชา หากความชัดเจนไม่พอ ให้เดินฌานยิ่งขึ้น ยิ่งใสยิ่งเห็น ใสน้อยเห็นน้อย

     ควรมาดูอรูปพรหมก่อน แล้วมาดูพรหม ดูทิพย์ แล้วมาที่เขาพระสุเมรุ ดูอสุรกาย เปรต นรก

     เวลาจะพูดกับใคร ให้ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องของเขาก่อน จากนั้น ก็ทำใจหยุดใจนิ่ง คุยกับเขา

แนวเดินวิชาตรวจโลกันต์

     การเดินวิชา ทำอย่างเดียวกับที่เคยทำมาแล้ว

     โลกันต์คือ ความมืด ไม่มีแสงสว่าง เป็นที่เก็บคนบาปหนา เป็นภพมืด มารเขาทำไว้ทั้งนรก อเวจี และโลกันต์ มารเขาทำไว้ทั้งนั้น คือ เขาแบ่งอำนาจปกครอง ใครทำชั่ว มารเขาลงโทษ

     การดูโลกันต์ ดูไม่ยาก ถึงเราไม่ทำสมาบัติ เราก็เห็นได้ ขอแต่ทำธรรมกายให้ใสให้สว่างเข้าไว้ เราก็พอเห็นได้แล้ว แต่ถ้าจะดูกันจริง ๆ ก็ต้องทำวิชาอย่างที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านสอนไว้

     โจทย์บอกว่า ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นโลกันต์เป็นรูปสมาบัติ เหตุว่างของธรรมเป็นอรูปสมาบัติ ที่ตั้งของธรรมที่ทำให้เป็นโลกันต์เป็นกสิณ กายธรรมเข้าเดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดู โลกันต์ ฯ

     ๑.) ธรรมกายน้อมไปในโลกันต์ ก็จะพบความว่างมืด ธรรมกายหยุดนิ่งกลางดวงธรรมของพระองค์ยิ่งขึ้น สักครู่หนึ่ง ว่างมืดนั้นก็จะสว่างขึ้น สว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นดวงใสและกลายเป็นแผ่นฌาน ธรรมกายเข้านั่งลงบนแผ่นฌานนั้น นี่คือปฐมฌาน

     ๒.) ลำดับสอง ธรรมกายนั่งอยู่บนปฐมฌาน ส่งใจนิ่งลงไปที่องค์ฌาน บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของปฐมฐาน บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ จุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป เห็นว่างมืดเรื่อ ๆ บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ ต่อไป ครู่หนึ่ง มืดสลัว ๆ นั้น ก็จะขาวขึ้น จนในที่สุดเป็นดวงกลมและกลายเป็นแผ่นใส ธรรมกายนั่งลงบนแผ่นใสใหม่นั้น นี่คือ ทุติยฌาน (รูปฌาน ฌานที่ ๒) ทำอย่างนี้จนกระทั่งได้ฌานตติยฌาน และจตุตถฌาน

     ๓.) เมื่อได้รูปฌานแล้ว ต่อไปทำอรูปฌาน โจทย์บอกว่า ให้น้อมไปที่เหตุว่างของธรรมเป็นอรูปสมาบัติ

     คำว่า ธรรมก็คือ ดวงธรรม มันว่าง มันไม่เป็นดวง หลวงพ่อท่านใช้ภาษาเก่า คนรุ่นเราอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมก็เลยอธิบายให้ง่ายเข้า

     ธรรมกายขณะนี้เข้าอรูปฌาน นั่งอยู่บน ฌาน ๔ (จตุตถฌาน) น้อมไปในว่างละเอียดต่อไปอีก

     เมื่อไปถึงว่างละเอียดแล้ว ทำใจหยุด ทำใจนิ่ง ให้ยิ่งขึ้น พิจารณาความว่างสลัวนั้น ไม่ใสและไม่มืดมิด จากนั้น ธรรมกายส่งใจนิ่งลงกลางปฐมฌานที่ก้นกายธรรม ส่งใจนิ่งกลางแผ่นฌานของปฐมฌานนั้น ให้ถูกจุดใสเท่าปลายเข็มของแผ่นฌาน พอจุดใสเท่าปลายเข็มของแผ่นฌานว่างออกไป บริกรรมใจหยุดในหยุดครู่หนึ่ง ความมืดสลัวนั้นจะค่อย ๆ ใสและสว่างขึ้น ในที่สุดเป็นแผ่นใส ธรรมกายเข้านั่งลงบนแผ่นใสอันใหม่นั้น แผ่นใสใหม่นี้คือ อากาสานัญจา ฯ (อรูปฌาน ฌานที่ ๕) ทำเช่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งได้ฌาน ๖ ฌาน ๗ และฌาน ๘

     บัดนี้ ทำอรูปฌานเสร็จแล้ว ต่อไปก็ตั้งดวงกสิณ

     ๔.) การตั้งดวงกสิณ โจทย์บอกว่า ที่ตั้งของธรรมที่ทำให้เป็นโลกันต์เป็นกสิณ

     ที่ตั้งของธรรมก็คือ ธาตุ ๖ แต่เป็นธาตุไม่สะอาด เป็นธาตุพิษ คือ ดำทั้งหมด

     เมื่อเราจะตั้งดวงกสิณ ให้เราหยุดลงไปที่ดวงว่างสลัวนั้น หยุดในหยุด ๆๆ จนกระทั่งเห็นจุดดำเท่าปลายเข็ม บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ พอจุดดำเล็กว่างออกไป เราก็ตั้งดวงกสิณลงไปทันที

     ๕.) การเดินสมาบัติ ธรรมกายเดินที่ดวงกสิณ เหมือนบทฝึกที่แล้ว พอดวงกสิณขาวและใส เราก็เห็นโลกันต์ เห็นคนที่ตกลงไปในโลกันต์ เห็นการเป็นอยู่ หัดพูดคุยกับเขา

     โลกันต์นี้หากจะว่าไปแล้ว เป็นอีกภพหนึ่งต่างหากออกไปส่วนนรกกับอเวจีนั้นอยู่ด้วยกัน ทั้งนรก อเวจี และโลกันต์ มารเขาทำขึ้น หมายความว่า ใครทำชั่ว ต้องไปสู่ภูมิเหล่านี้ เขาเรียกภูมิเหล่านี้ว่า ทุคติภูมิ คือ ภูมิที่ให้เกิดทุกข์สถานเดียว ดวงดำทั้งปวงนั้น ให้ผลเป็นทุกข์ทั้งนั้น

     ภพเหล่านี้ ไม่ใช่ผลงานของพระ แต่เป็นผลงานของมาร ใครทำดี พระปกครอง ใครทำชั่ว มารปกครอง

     อรูปพรหม พรหม ทิพย์ นั้น เป็นของพระ ใครทำดี เมื่อตายไปแล้วไปสู่ภพนั้น ได้รับความสุขสถานเดียว

     ข้าพเจ้าเคยทำวิชาดับอบายภูมิเหล่านี้ไปแล้ว หากใครยังทำชั่ว ก็ควรที่พระจะทำโทษ ไม่ควรให้มารมาทำโทษ ขึ้นชื่อว่าทุคติภูมิ หากใครไปสู่ ไม่มีโอกาสได้เกิด ทำให้ล่าช้าในมรรคผลนิพพาน ข้าพเจ้าเคยทำวิชาดับภพเหล่านั้นไปแล้ว

แนวเดินวิชาตรวจอายตนะนิพพาน

     โจทย์บอกว่า ประกอบดวงธรรมที่ทำให้เป็นนิพพานเป็นรูปสมาบัติ เหตุว่างของธรรมเป็นอรูปสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ กายธรรมเข้าเดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูนิพพาน

ทำความเข้าใจกันก่อน

     นิพพานคือความว่าง เป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า ว่างนั้นคือ ธาตุ ๖ แต่ทำให้ขาวทำให้ใส ภาษาวิชาก็ว่าทำให้สะอาด การทำก็คือ เอามาหมุนขวา พูดอีกอย่างก็ว่า เอามาทำเครื่อง ว่างนั้นก็คือ เครื่องนั้นเอง ของพระทำโดยหมุนขวาให้ขาวให้ใส แต่ของมารเขาเอามาหมุนซ้าย ให้มืดให้ขุ่น ให้สกปรกเข้าไว้

     ว่างนั้นละเอียดไปเป็นชั้น ๆ ว่างเบื้องต้นหยาบ และเมื่อสูงขึ้นไปก็ละเอียดยิ่งขึ้น

     นิพพานประกอบด้วย ๓ อย่าง คือ ดวงธรรมที่ทำให้เป็นนิพพาน ๑ ดวงธรรมนั้นเป็นว่าง ๑ ที่ตั้งของนิพพาน ๑ โจทย์บอกว่า ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นนิพพานเป็นรูปสมาบัติ หมายความว่าทำฌาน ๔ ที่ดวงธรรมนั้น (ทำรูปฌาน)

     และให้ทำเหตุว่างของธรรมเป็นอรูปสมาบัติ หมายความว่า ดวงธรรมนั้นเป็นว่างละเอียดต่อไป เราไปทำอรูปฌานที่นั่น โจทย์บอกต่อไปว่า เอาที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ หมายความว่า นิพพานตั้งอยู่บนอะไร คือ ดวงใสนี้ ตั้งอยู่บนอะไร เพราะดวงใสคือ ดวงธรรม ธรรมกายของพระศาสดาอยู่ในดวงใสนี้ และธรรมกายของพระอรหันต์ทั้งปวงอยู่ในดวงใสนี้ ดวงใสนี้คือ ตัวนิพพาน ตั้งอยู่บนธาตุ ๖ ที่สะอาดแล้ว

     เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว ทำวิชาได้ทันที

ลำดับแรก

     น้อมธรรมกายของเราไปในว่างใสนั้น รำพึงในใจว่า ดวงธรรมอะไรหนอที่ทำให้เป็นนิพพาน เราก็เห็นดวงใสอันใหญ่ ธรรมกายเข้านั่งบนดวงว่างใสนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ก็จะเกิดแผ่นใสทันที น้อมธรรมกายเข้านั่งในแผ่นใสนั้น คือ ธรรมกายเข้าปฐมฌาน

     ธรรมกายนั่งบนปฐมฌาน วางใจให้ถูกศูนย์กลางของแผ่นฌาน บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ก็เกิดแผ่นใสแผ่นใหม่ ธรรมกายเข้านั่งบนแผ่นใสใหม่นั้น นี่คือ ทุติยฌาน ทำอย่างนี้ต่อไปจนกระทั่งได้แผ่นใส ๔ แผ่นที่ก้นกายของธรรมกาย แปลว่า ทำรูปฌานเสร็จแล้ว คือ ทำรูปสมาบัติแล้ว

ลำดับสอง

     คือ การทำอรูปสมาบัติ หรือทำอรูปฌานนั่นเอง

     ขณะนี้ธรรมกายนั่งอยู่บนฌาน ๔ และต่อจากฌาน ๔ ก็เป็น ๓-๒-๑ คือ ที่ก้นกายธรรมมีแผ่นฌานซ้อนกัน ๔ แผ่น แผ่นบนคือ ฌาน ๔ และแผ่นล่างสุดคือ ฌาน ๑ (ปฐมฌาน)

     ส่งในนิ่งที่จุดใสเท่าปลายเข็มของฌาน ๔ คือ ศูนย์กลางฌาน แล้วน้อมมาที่ปฐมฌาน จรดใจลงไปที่ศูนย์แผ่นฌานที่ ๑ นั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ แล้วน้อมใจไปในว่างละเอียดนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ก็จะเกิดแผ่นใสแผ่นใหม่ นี่คือ อรูปฌาน (คือฌานที่ ๕) แล้วธรรมกายนั่งบนแผ่นใสใหม่นี้

     จากนั้นส่งใจมาที่แผ่นใสที่ ๒ คือ ทุติยฌาน ก็จะได้ฌาน ๖ จนกระทั่งได้ฌาน ๗ และฌาน ๘ ฉะนั้น ขณะนี้ที่ก้นธรรมกายมี ๘ แผ่นใส ธรรมกายนั่งอยู่บนฌาน ๘ และแผ่นสี่เรียงรองลงมา คือ ฌานที่ ๗-๖-๕-๔-๓-๒-๑ เสร็จงานทำอรูปฌานแค่นี้

ลำดับสาม

     การตั้งดวงกสิณ โจทย์บอกว่า เอาที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ ก็คือ น้อมใจธรรมกายไปในว่างละเอียดต่อไป เพราะว่างที่ว่านี้เป็นที่ตั้งของนิพพาน ให้ตั้งดวงกสิณไปในว่างละเอียดต่อไป ตามที่เคยฝึกมาแล้ว

ลำดับสี่

     คือ การเดินสมาบัติในดวงกสิณ ไม่ยากเพราะเคยฝึกมาแล้ว ว่าการเดินฌานนั้นทำอย่างไร เปิดไปดูบทฝึกที่แล้วมา

การเห็น

     พอดวงกสิณขาวและใส เราจะเห็นนิพพานชัดเจน แม้เรายังไม่ทำฌาน เราก็เห็นนิพพานอยู่แล้ว แต่พอเรามาทำกสิณเข้า เราจะเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ว่านิพพานนั้นคืออะไร

     ที่ฝึกนี้เพียงนิพพานเดียว ส่วนนิพพานที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป ธรรมกายท่านไปของท่านเอง เพียงแต่เรานึกดับหยาบไปหาละเอียด ก็จะยิ่งไปถึงนิพพานที่ละเอียดยิ่งขึ้น สุดที่จะนับสุดที่จะประมาณทีเดียว

     และเมื่อสุดนิพพานธรรมกาย ก็ให้ทำในนิพพานเป็นต่อไป

     นิพพานเป็นต่างกับนิพพานกายธรรมอย่างเดียว คือ ไม่มีเกตุดอกบัวตูม กายเหมือนกายพระสงฆ์แต่ใสเป็นแก้ว ขณะที่เดินสมาบัติอยู่นั้น ดูไปเรื่อย ๆ ให้หายข้อข้องใจ หัดทำบ่อย ๆ จนกว่าจะชำนาญ ฝึกทุกวัน อย่าเว้น หากเว้น ก็แปลว่า ความเห็นของเราเลือนลาง ต่อมาก็มัว ต่อมาก็มืด แปลว่า มารเขายึดธาตุธรรมเสียแล้ว น่าเสียใจ ฉะนั้น จึงขอร้องให้ขยันฝึก อย่าเบื่อหน่าย วิชามรรคผลนิพพานยากอย่างนี้ ถ้าง่าย ก็ได้มรรคผลนิพพานกันหมดแล้ว บางรายสมัยหนึ่งเชี่ยวชาญ ต่อมาย่อหย่อนต่อการฝึกอย่างนี้ น่าเสียใจมาก สมัยหนึ่งเคยเก่งเคยเชี่ยวชาญ บัดนี้ มืดเสียแล้ว เพราะมารเขายึดธาตุธรรมเสียแล้ว ชื่อเสียงและค่านิยมเคยมี แต่บัดนี้ มืดเสียแล้ว

     ดังนั้น จึงขอร้องให้หมั่นฝึก ให้หมั่นทำ ต้องฝึกทุกวัน แม้วันเดียวก็เว้นไม่ได้

     บทฝึกที่ ๖ เป็นบทสำคัญ ต้องทำให้ได้ แม้จะใช้เวลานานวัน จงอุทิศตนเพื่อความกระจ่างชัดให้จงได้ ขอให้ท่านเปิดอ่านบ่อย ๆ มีอะไรข้องใจ ถามข้าพเจ้าได้

     เคยมีหลายท่านเล่าว่า ชอบฝึกกสิณ ข้าพเจ้าถามว่าทำอย่างไร เขาก็บอกว่า กำหนดใจขึ้นแล้วก็เพ่ง อย่างนี้เป็นวิธีของมาร วิธีของพระต้องเดินใน ที่ว่าเดินใน คือ ตั้งใจที่ศูนย์กลางกาย หากผิดไปจากนี้ ถือว่าไม่ถูกหลักของทางสายกลาง อย่าได้ไปเสียเวลาเรียนเข้า

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 14 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org