Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME :
คู่มือสมภาร (17) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Monday, 14 August 2006

บทบัญญัติที่ ๕

การฝึกปุพเพนิวาสญาณ และจุตูปปาตญาณ

     ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์ กายทิพย์ กายพรหม กายอรูปพรหม เป็นรูปฌานและอรูปฌาน เดินสมาบัติพร้อมกับตรวจดูชาติของตน (เวลาเดินสมาบัติ ใช้กายธรรมเป็นผู้เดินสมาบัติ)

     นิ่งอยู่ในศูนย์กลางกาย ดูความเป็นอยู่ตั้งแต่ปัจจุบันนี้ ถอยออกไปถึงเมื่อวานนี้ เมื่อวานซืน ฯลฯ

     และถอยออกไปเป็นลำดับ จนถึงเวลาออกจากครรภ์มารดา ก่อนออกจากครรภ์ จนถึงเวลาที่ยังเป็นกะละรูปอยู่ ก่อนเข้าท้องมารดา ก่อนเข้ามาอยู่ในกายของบิดา ถอยออกไปจนถึงชาติก่อน ดูถอยออกไปเรื่อย ๆ เช่นนี้ จนถึงแรกได้ปฐมวิญญาณ แล้วถอยกลับมา (แบบเวลาเข้าไป) จนถึงปัจจุบัน แล้วดูต่อไปในชาติข้างหน้าอีก ดูชาติของตนให้เห็นตลอด เช่นนี้เรียกว่า “ปุพเพนิวาสญาณ”

     ดูของตนเห็นตลอดแล้วเช่นไร เวลาจะดูของคนอื่น ก็เอาธรรมที่ทำให้เป็นกายของผู้นั้นประกอบเป็นสมาบัติ เดินสมาบัติตรวจดู แบบเดียวกับที่ดูของตนเองให้ตลอด เช่นนี้เรียกว่า “จุตูปปาตญาณ"”

* * * * * *

อธิบายการเดินวิชา

     เมื่ออ่านบทบัญญัติ ต้องเข้าใจว่า เขาให้ทำอะไร เขาให้ทำอย่างไร มีวิธีทำอย่างไร

     ถ้อยคำที่ใช้เป็นภาษาเก่า เราอาจไม่เข้าใจ อย่างคำว่า “กะละรูป” ก็คือ จุดใสเล็ก มีขนาดโตเท่าเมล็ดโพธิ์หรือเมล็ดไทร หมายความว่า กาย ใจ จิต วิญญาณ เมื่อละเอียดเข้าแล้ว ย่อเหลือเท่าเมล็ดโพธิ์เท่านั้น กล่าวถึงกายของเรา เมื่อครั้งเราอยู่สวรรค์ เราจะลงมาเกิดเป็นมนุษย์ กายเทวดาสูง ๘ ศอก เมื่อดับลงแล้วเหลือเท่าเมล็ดโพธิ์เท่านั้น เรียกว่า กะละรูป กะละรูปนี้แสวงหาบิดาก่อน ไปอยู่ที่ศูนย์กลางกายของบิดาก่อน แล้วจึงเคลื่อนย้ายจากศูนย์กลางกายของบิดา เข้าสู่มดลูกของมารดา ต่อมากะละรูปนั้นก็เติบโตเป็นกุมาร

     คำว่า “ปฐมวิญญาณ” ในที่นี้ก็คือ ดวงปฐมมรรค การที่จะเกิดดวงปฐมมรรคนั้น ได้สร้างสมอบรมบารมีกันมาอย่างไร สุดท้ายเป็นดวงปฐมมรรค

     คำว่า “สมาบัติ” ท่านเข้าใจแล้ว เพราะท่านเรียนมาแล้ว การทำรูปฌานและอรูปฌานมีวิธีทำอย่างไร ท่านเรียนมาแล้ว หากลืม ต้องกลับไปอ่านใหม่

     ปรารภถึงเรื่องฌาน พอเรียนมาถึงบทนี้แล้ว ท่านเข้าใจเรื่องฌานพอสมควรแล้ว เราสามารถสรุปย่อได้

     ฌานคืออะไร ?

     ฌานคือ ดวงธรรมของกายที่เอามาขยายให้ใหญ่ เพื่อให้กายนั่งบนนั้น ฌานคือ พาหนะของกาย

     หน้าที่ของฌานคืออะไร ?

     เป็นพาหนะของกาย เพื่อให้ไปไหนมาไหนได้เร็วขึ้น

     การทำฌานให้ใสนั้นทำอย่างไร ?

     เอาแผ่นฌานมาสับกัน แล้วเลื่อนเดินหน้าถอยหลัง แผ่นฌานก็ขาวขึ้นและใสขึ้น

     แผ่นฌานนั้นมีความต่างกัน

     แผ่นฌานเกิดจากดวงธรรม ใครสร้างบารมีมาดี ดวงธรรมของเขาใหญ่ ฌานของเขาใสโดยธรรมชาติ เห็นอะไรก็ชัดกว่าเรา เรียนรู้ได้ดีกว่าเรา

     ทำรูปฌานนั้นทำจากอะไร ?

     อรูปฌานทำจากรูปฌาน คือ นิ่งลงไปที่รูปฌาน ก็เกิดแผ่นใสอันใหม่ แผ่นใสใหม่คือ อรูปฌาน

     การทำฌานนั้นไม่ใช้ดวงธรรมของกายโลกีย์ได้หรือไม่ ?

     เอาดวงธรรมของธรรมกายก็ได้ แต่ต้องฝึกให้เก่งเสียก่อน ตอนนี้ทำไปตามตำราก่อน อย่าเพิ่งโลดโผน

     หากท่านพูดย่นย่อเรื่องฌานตามที่กล่าวมานี้ได้ แปลว่า ท่านเข้าใจเรื่องฌานเป็นอันดี แต่ถ้าหากยังไม่รู้เรื่อง ยังสรุปไม่ได้ แปลว่า ท่านฝึกน้อยไป ลำบากใจแก่ผู้สอน ต้องให้บรรยายละเอียดอยู่เรื่อย ต้องไปตั้งต้นใหม่อยู่เรื่อย ถ้าเป็นนักเรียน ข้าพเจ้าต้องทำโทษท่านแล้ว ฐานที่สอนไม่ทำ ต้องทำโทษกันบ้าง ก็เมื่อหลวงพ่อวัดปากน้ำทำได้ เราก็ทำได้อย่างหลวงพ่อเหมือนกัน เพราะสอนกันได้ เรียนกันได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้

เนื้อหาสาระของการฝึกบทนี้

     - ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ญาณหยั่งรู้การระลึกชาติ ว่าชาติก่อนเราเกิดมาเป็นอะไร ก่อนที่จะมาเป็นตัวเราในชาตินี้ มีใครเป็นญาติมิตร มีอะไรเป็นอาหาร ได้เคยสร้างบารมีมาอย่างไรหรือไม่ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เบื่อต่อการเกิดการตายเวียนว่ายมาอย่างนี้ นับชาติไม่ถ้วนแล้ว เรามีแต่ทุกข์ สุขนั้นมีบ้างแต่เล็กน้อย แต่แล้วจนบัดนี้ เรายังไม่ได้สร้างบารมีอะไรเลย

     - จุตูปปาตญาณ คือ เห็นการเกิดการตายของสัตว์โลกว่าเวลามาเกิดมาอย่างไร จนกระทั่งมาเป็นตัวตนคือเรานี้ ดูการตายว่าสัตว์โลกตายอย่างไร คือ เมื่อจะตาย ใจต้องมาหยุดที่ศูนย์กลางกายก่อน แล้วมาพักที่ฐานที่ ๖-๕-๔-๓ พอมาถึงฐานที่ ๓ คือ จอมประสาท คนไข้ทำตาขาวคือ ตาค้าง ขั้วหัวต่อกายพรากแล้วแต่ยังไม่ขาด พอมาถึงฐานที่ ๒ คือ เพลาตา ขั้วหัวต่อกายขาดจากกันแล้ว ตัวซีดแล้ว เลือดลมไม่ทำงานแล้ว พอมาถึงปากช่องจมูกฐานที่ ๑ เป็นขั้นตอนทิ้งร่าง กายฝันของผู้นั้นไปสู่ปรโลกใหม่แล้ว

     โลกใหม่ที่เขาไปนั้น หากต่ำกว่าเขาพระสุเมรุ เราก็บ่งว่าเพื่อไปสู่โลกทุกข์ หากไปเหนือเขาพระสุเมรุ แปลว่า เพื่อนไปสู่สุคติภูมิแล้ว ขอให้เพื่อนโชคดีเถิด

     แต่ถ้าไปรวมกันอยู่ที่ตีนเขาพระสุเมรุ ก็แปลว่ายังเป็นปัญหา เพราะจะต้องมีการไต่สวน

     หากไปสู่อสุรกายภูมิหรือเปรตภูมิ พอกายผู้ตายถึงฐานที่ ๑ คือ ปากช่องจมูก กายของเขาจะเปลี่ยนเป็นกายใหม่ และมีรูปร่างเป็นเปรตหรืออสุรกายไปแล้ว ชีวิตจิตใจเขาเปลี่ยนจากเดิมไปทันที ไม่มีความคิดอย่างมนุษย์เราแล้ว เป็นความคิดของเปรตและอสุรกายไปอย่างทันทีทันใด หากจะช่วยเขาด้วยอานุภาพวิชาธรรมกายของเรา ก็อย่าให้กายคนไข้เปลี่ยนไปจากเดิม ชิงไหวชิงพริบตอนใกล้ตายให้จงได้ คือ เราเดินวิชาดับดวงดำทั้งปวงในกายคนไข้ ให้ดับหมดไปทุกกาย ดวงดำที่อยู่ในกาย ใจ จิต วิญญาณ ต้องรีบดับอย่างด่วน เดินวิชาเป็นอนุโลมปฏิโลม ต่อเมื่อดวงดำถูกเราดับหมดแล้ว คนไข้จะนึกถึงดวงบุญของเขาได้ แล้วเขาก็จะไปสุคติ

     สมมุติว่ากายฝันของคนไข้เปลี่ยนไป เนื่องจากฤทธิ์ของดวงดำเสียแล้ว หมดหนทางแก้กันเลย

     พวกที่ตายไปแล้ว จะไปสุขก็ไม่ใช่ จะไปทุกข์ก็ไม่เชิง อย่างนี้เราช่วยได้ง่าย ไม่ยากอะไร

     ดวงดำที่กล่าวนั้นคืออะไร ดวงดำคือ ดวงบาป ท่านใดทำบาป มารเขาก็จำทำดวงทุกข์และดวงสมุทัยทันที ดวงเหล่านี้พิสดารไปทั่วกาย ใจ จิต วิญญาณ ดวงเหล่านี้ให้ความแก่ เจ็บ ตาย แก่สัตว์โลก ดวงทุกข์และดวงสมุทัย เป็นผู้จำแนกกรรมให้เลวทรามสถานเดียว และดวงทุกข์ดวงสมุทัยนี้เองที่บังคับให้สัตว์โลกทำบาป

แนวเดินวิชา

ลำดับแรก

     เดินวิชา ๑๘ กายเป็นอนุโลมปฏิโลมก่อน เพื่อให้กายใส เมื่อกายใสดีแล้ว จึงเริ่มเข้าบทฝึกดังนี้

ลำดับสอง

     ทำรูปฌานก่อน คือ นิ่งกลางดวงธรรมของธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด

     - แล้วนึกใช้รู้ญาณธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด นิ่งลงไปในท้องของกายมนุษย์ หยุดลงไปที่ดวงธรรม บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ จนกว่าจะเห็นดวงปฐมมรรคของกายมนุษย์

     - เมื่อเห็นแล้ว ขยายดวงธรรมให้ใหญ่ ถ้ายังไม่ใหญ่ พึงบริกรรมใจ หยุดในหยุด ๆๆ จนกว่าใจของเรานิ่ง พอใจนิ่ง นึกขยายดวงธรรม แล้วดวงธรรมจะขยายทันที เอามาเป็นปฐมฌาน แล้วธรรมกายนั่งบนแผ่นใสนี้ เรียกว่า ธรรมกายเข้าปฐมฌาน

     - จากนั้นนึกส่งใจไปในท้องของกายทิพย์ บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆ จนกว่าจะเห็นดวงธรรมในท้องของกายทิพย์ มีวิธีทำอย่างเดียวกัน ตามที่กล่าวแล้ว แล้วเอามาเป็นทุติยฌาน เรียกว่าธรรมกายเข้าทุติยฌาน ในทำนองเดียวกัน ทำตติยฌาน จากดวงธรรมของกายพรหม และทำจตุตถฌานจากดวงธรรมของกายอรูปพรหม

ลำดับสาม

     ทำอรูปฌาน

     ขณะนี้ ธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียดเข้าจตุตถฌานอยู่แล้ว

     เราจะทำอรูปฌานต่อไป

     วิธีทำก็คือ ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมของธรรมกายองค์ที่กำลังนั่งอยู่บนฌานขณะนี้ ก็คือ ธรรมกายพระอรหัตต์ละเอียด จะเห็น “กลาง” ของฌาน คือเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของฌานแต่ละฌาน ซึ่งเป็นเส้นตรงเหมือนหนึ่งเส้นบรรทัด พอถึง “กลาง” คือ จุดใสเท่าปลายเข็มของฌานแผ่นล่าง ก็คือ ปฐมฌาน (ฌาน ๑) ให้บริกรรมใจ “หยุดในหยุด” ลงไปที่กลางนั้น คือ จุดใสเท่าปลายเข็มของฌาน แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่าง แล้วจะเกิดแผ่นใสแผ่นใหม่นี้คือ อรูปฌาน คือ อากาสา ฯ (ฌานที่ ๕) แล้วธรรมกายเข้านั่งลงบนฌานแผ่นใหม่นี้ เรียกว่า ธรรมกายเข้าอรูปฌานอากาสา ฯ

     จากนั้น ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางฌานแผ่นล่าง ก็คือ ทุติยฌาน ก็จะได้อรูปฌานวิญญา ฯ (ฌาน ๖) แล้วเลื่อนมาฌานตติยฌาน (ฌาน ๓) จะได้อรูปฌานอากิญ ฯ (ฌาน ๗) เลื่อนมาจตุตถฌาน (ฌาน ๔) จะได้อรูปฌานเนวะ ฯ (ฌาน ๘) สุดท้าย ธรรมกายนั่งลงบนอรูปฌานเนวะ ฯ (ฌาน ๘)

     แผ่นฌานที่รองรับองค์ธรรมกาย เรียงกันลงไปจากฌาน ๘-๗-๖-๕-๔-๓-๒-๑ พึงสังเกตว่า แผ่นอรูปฌานแทบมองไม่ชัด เพราะละเอียด แต่แผ่นฌานโลกีย์คือ รูปฌาน เรามองเห็นชัด

ลำดับสี่

     ฝึกเข้าเนื้อหาวิชา ว่าบทนี้เขาให้ฝึกอะไร อ่านบทบัญญัติให้แน่ใจอีกครั้ง จำได้แล้วเราก็ฝึกไปตามนั้น

     บทบัญญัติเขาให้เรียน “ระลึกชาติ” (ปุพเพนิวาสญาณ)

     น้อมธรรมกายหยุดนิ่งลงไปกลางดวงธรรมของกายมนุษย์ บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ กลางดวงธรรมนั้น จากนั้น จะเห็น “กลาง” ของดวงธรรม คือ “จุดใสเท่าปลายเข็ม” ซึ่งอยู่กลางดวงธรรม บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่าง ให้ปรารภใจของเราเองว่า ขอดูชาติปางหลังของตัวเราเอง

     ทันใดนั้นเอง จะเห็นตัวเราในวันนี้ ว่าวันนี้เราอยู่ที่ไหน เราก็เห็นตัวเรา

     แล้วนึกดูเมื่อวานนี้ เราก็เห็นตัวเรา ว่าเราทำอะไรอยู่ที่ไหน

     ลำดับถอยหลังออกมาทีละวัน ก็จะเห็นตัวเรา ว่าเราทำอะไรอยู่ที่ไหน

ลำดับห้า

     มาถึงขั้นตอนเห็นตัวเราเองอยู่ในครรภ์มารดา

     - ให้น้อมธรรมกายเข้านั่งกลางดวงธรรมของกายที่อยู่ในครรภ์มารดาเสียก่อน

     - กายนั้นคือ กายตัวเราเอง เพิ่งจะเป็นตัวตน บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ กลางดวงธรรมของกาย แล้วจะเห็น “กลาง” คือ จุดใสเท่าปลายเข็ม ซึ่งอยู่กลางดวงธรรมนั้น ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่าง ให้ปรารภใจเสียก่อน ขอดูว่า ก่อนจะเข้าสู่ครรภ์มารดานั้น มาจากไหน

     เราจะเห็นว่า ก่อนที่จะมาเป็นกายในครรภ์ของมารดานั้น เราเห็นว่า เป็นจุดใสอยู่ที่ศูนย์กลางกายของบิดาก่อน

ลำดับหก

     ให้น้อมธรรมกายมาที่ศูนย์กลางกายของบิดาของเราทันที คือ กายบิดาที่เราเห็นด้วยญาณทัสสนะธรรมกายขณะนี้ (อย่าไปอุปาทานว่ากายมนุษย์ของบิดาเราอยู่ไหน) เราจะไปเข้าสิบเข้าศูนย์ของกายบิดาเรา ธรรมกายส่งใจนิ่งลงไปกลางดวงธรรมของกายบิดา บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ จนถึงขั้นเห็น “กลาง” คือ จุดใสเท่าปลายเข็ม ซึ่งอยู่กลางดวงธรรมนั้น ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่ “กลาง” คือ จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มนั้นจะว่าง ว่างนั้น ท่านจะเห็น “จุดใส” มีขนาดเท่าเมล็ดโพธิ์ นี่คือ กะละรูป นั่นคือ ประกอบด้วย เห็น จำ คิด รู้ ของกะละรูปนั้น

ลำดับเจ็ด

     ให้น้อมธรรมกายมาที่กะละรูปนั้น ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มเท่าเมล็ดโพธิ์นั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ แล้วจะเห็นจุดใสหนึ่ง นั่นคือ ดวงเห็น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆ อีก จะเห็นจุดใสอีกจุดหนึ่ง นั่นคือ ดวงจำ เห็นดวงคิด เห็นดวงรู้ ให้นึกรวม เห็น จำ คิด รู้ แล้วจะเกิดกายขึ้นทันที กายนี้คือ ตัวท่านเอง ดูว่าแต่งตัวอย่างไร

ลำดับแปด

     น้อมธรรมกายเข้านั่งในศูนย์กลางกายนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ให้เห็นดวงธรรมของกาย เมื่อเห็นดวงธรรมแล้ว นิ่งลงไปที่กลางดวงธรรมให้เห็นกลางคือ จุดใสเท่าปลายเข็ม แล้วส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ดูว่ากายนี้มาจากไหน แล้วเราก็ทราบว่า กายนี้มาจากไหน มาจากสวรรค์ชั้นใด

     ถือกฎเกณฑ์ตามที่กล่าวนี้ คือ หากเห็นกายก็ให้เข้าศูนย์กลางกาย หากเห็นกะละรูป ก็รวมเห็น จำ คิด รู้ ให้ได้ เพื่อให้เห็นกาย แล้วก็เดินวิชาไปตามขั้นตอนที่กล่าวไว้นี้

     หากไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ว่านี้ ถือว่ายังยากอยู่ หากเป็นไปตามที่กล่าวนี้ วิชานี้ไม่ยาก การที่เราทำไม่เป็น ก็เพราะไม่รู้วิธีนั่นเอง

     การเดินวิชาตั้งแต่ต้นจนถึงลำดับ ๘ คือ อนุโลม คราวนี้ ให้ทำถอยหลังคือ ปฏิโลม ก็ให้น้อมธรรมกายมาหยุดตามจุดต่าง ๆ ที่เราเคยเดินวิชามาตามขั้นตอนต่าง ๆ นั้น เพียงแต่ว่าทำถอยหลัง ก็คือ น้อมธรรมกายมาหยุดนิ่งตามจุดต่าง ๆ ที่เราผ่านมา เหมือนการทำวิชา ๑๘ กายนั่นเอง

ความยากของวิชาปุพเพนิวาสญาณ

     ความยากอยู่ที่เห็นกายไม่ชัด เห็นดวงธรรมไม่ชัด ต้องแก้ประเด็นนี้ก่อน คือ ต้องเพียรฝึกให้เห็นกาย ให้เห็นดวงธรรมให้ชัดให้จงได้

     ข้อเสนอแนะก็คือ ให้เดินวิชา ๑๘ กาย ทั้งอนุโลมและปฏิโลมให้หนักมือขึ้น ไม่ว่าจะกี่เดือนกี่ปี ต่อเมื่อเห็นกายเห็นดวงชัดแล้ว วิชาปุพเพนิวาสญาณไม่ยาก

     การฝึกแต่แรก ๆ ยังเห็นชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง เห็นเป็นบางตอนบ้าง กรณีอย่างนี้บ่งชัดว่า เห็นกายไม่ชัด เห็นดวงไม่ชัด ทำให้เราเกิดลังเลใจได้

     การเห็นนั้นเห็นอย่างไร เห็นเหมือนเราดูภาพยนตร์เป็นเรื่องของตัวเอง ยังถือว่าพอฟังได้

     หากเห็นประหนึ่งว่า เราเป็นผู้กระทำเอง รู้สึกเดือดร้อนไปตามเรื่องราวที่เราเห็น อย่างนี้เรียกว่า เห็นได้จริง

แนวเดินวิชาจุตูปปาตญาณ

     คือ ดูว่า วันนี้เราอยู่ที่นี่ วันพรุ่งนี้เราอยู่ที่ไหน และต่อจากพรุ่งนี้ออกไปแล้วไปอยู่ที่ไหน ดูถอยออกไปเรื่อย ๆ จนถึงวันที่เราตาย นี่คือ เนื้อหาของวิชา เห็นการดับการตายของตัวเรา

     การเดินวิชาเบื้องต้น ให้ทำรูปฌานและอรูปฌานเหมือนการฝึกที่แล้ว

ลำดับแรก

     น้อมธรรมกายมาอยู่ศูนย์กลางกายของกายมนุษย์ หยุดนิ่งกลางดวงธรรมของกายมนุษย์

ลำดับสอง

     เมื่อส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของกายมนุษย์แล้ว จนเห็น “กลาง” คือ จุดใสเท่าปลายเข็ม บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ จะเห็นกายมนุษย์คือ ตัวเรา

     นิ่งอยู่อย่างนั้น หยุดอยู่ตรงนั้น อาราธนาธรรมกายช่วยต่อรู้ต่อญาณ ดูความเป็นไปของกายมนุษย์นี้

     วันนี้อยู่ที่นี่ วันพรุ่งนี้ไปไหน ถอยหยาบออกมา อย่าถอยเข้า หากถอยเข้าเป็นการระลึกชาติ แต่แรกถอยออกมาเป็นวันได้สัก ๓๐ วัน ก็พอแล้ว จากนั้น นึกถอยออกมาเป็นเดือน คือ นึกกระดิกจิตเอาว่า ถอยออกมาแค่กระดิกจิตครั้งหนึ่งให้ได้เดือนหนึ่ง เราก็ดูว่าการเปลี่ยนแปลงของกายมนุษย์ จะมีความเป็นไปอย่างไร ต่อมานึกถอยรู้ถอยญาณธรรมกายออกมา นึกถอยหนเดียวคือเหตุการณ์ ๑ ปี ต่อมานึกถอยหยาบออกมาหนเดียว ๕ ปี และถอยหยาบออกมาหนเดียว ๑๐ ปี เราก็ดูความเป็นไปของกายมนุษย์ ว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แล้วเราก็จำไว้

     กระดิกจิตถอยหยาบออกมาเรื่อย ๆ ดูความเป็นไปของกายมนุษย์ เหมือนดูภาพยนตร์ เราจะพบว่ากายมนุษย์แก่ขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมหนุ่มก็สู่ความแก่ เจ็บ และตายไปในที่สุด และดูด้วยว่า ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน นี่คือแนวเดินวิชาจุตูปปาตญาณ

     จำหลักไว้ว่า วิชาปุพเพนิวาส ฯ เดินเข้าใน วิชาจุตูปปาตญาณ เดินออกให้หยาบออกมา

     ถามว่า รู้เห็นได้อย่างไร ตอบว่า รู้เห็นได้ตามที่ธรรมกายท่านต่อรู้ต่อญาณให้ คือ ธรรมกายท่านเห็น แล้วส่งผลให้กายมนุษย์เห็นด้วย

     แต่การเห็นที่ว่านี้ต่างกัน บางท่านเห็นได้ตลอด บางท่านเห็นครึ่ง ๆ กลาง ๆ บางท่านเห็นได้น้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการฝึก ว่าขยันฝึกหรือเกียจคร้านด้วย อย่าไปโทษวาสนาบารมีเลย เรียนมาถึงขั้นนี้แล้ว ต้องจัดว่าทุกคนมีบารมี

     สรุปการฝึกบทนี้ พิสูจน์ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย มีจริง อะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ ตอบว่า ธรรมกายเป็นเครื่องมือพิสูจน์ ถ้าไม่เป็นธรรมกาย ก็แปลว่า หมดเครื่องมือพิสูจน์

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 14 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org