|
บทบัญญัติที่ ๔ วิธีเดินสมาบัติในกสิณดูภพอสุรกาย เปรต เดียรัจฉาน นรก โลกันต์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เป็นสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมคือ ศูนย์กลางกายของกายนั้นเป็นกสิณ กสิณมี ๑๐ คือ ดิน ๑ น้ำ ๑ ไฟ ๑ ลม ๑ สีเขียว ๑ สีเหลือง ๑ สีแดง ๑ สีขาว ๑ แสงสว่าง ๑ และอากาศว่าง ๑ กสิณเหล่านี้มีลักษณะกลมใสรอบตัว เวลาจะเดินสมาบัติในกสิณเหล่านี้ ก็ต้องซ้อนดวงกสิณให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตั้งแต่ดวงแรกคือ ดิน น้ำซ้อนอยู่ในดิน ไฟซ้อนอยู่ในน้ำ ลมอยู่ในไฟ สีเขียวอยู่ในลม สีเหลืองอยู่ในสีเขียว สีแดงอยู่ในสีเหลือง สีขาวอยู่ในสีแดง แสงสว่างอยู่ในสีขาว อากาศว่างอยู่ในแสงสว่าง เมื่อซ้อนกันเช่นนี้แล้ว จึงต้องเดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพมนุษย์ให้เห็นตลอด วิธีเดินสมาบัติต้องใช้กายธรรมเดิน ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายอสุรกายเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพอสุรกายให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายเปรตเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพเปรตให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายสัตว์เดียรัจฉานเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพสัตว์เดียรัจฉานให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายสัตว์นรกเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพสัตว์นรกให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายสัตว์โลกันต์เป็นสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพสัตว์โลกันต์ให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายทิพย์เป็นสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพทิพย์ให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายรูปพรหมเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพรูปพรหมให้เห็นตลอด ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายอรูปพรหมเป็นสมาบัติ ที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ เดินสมาบัติในกสิณ ตรวจดูภพอรูปพรหมให้เห็นตลอด ใช้กายธรรมเป็นผู้เดินสมาบัติ ตรวจดูให้รู้ตลอด ไต่ถามและดูให้รู้ว่า เป็นอยู่กันอย่างไร มีอะไรเป็นอาหาร มีอายุนานเท่าไร ดังนี้เป็นต้น
* * * * * * อธิบายการเดินวิชา ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เป็นสมาบัติ หมายความว่าอะไร และที่ตั้งของดวงธรรม คือ ศูนย์กลางกายของกายนั้นเป็นกสิณ หมายความว่าอะไร มาทำความเข้าใจกันก่อน ส่วนเรื่องกสิณ ๑๐ นั้นไม่ยาก ที่ว่าประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เป็นสมาบัติก็คือ การใช้ดวงธรรมของกายมนุษย์เป็นฌาน (รูปฌาน) ดวงธรรมของกายทิพย์ ดวงธรรมของกายพรหม ดวงธรรมของอรูปพรหมเป็นรูปฌาน และใช้รูปฌานทำอรูปฌาน แล้วธรรมกายนั่งบนแผ่นฌาน เพื่อทำหน้าที่เดินฌานสมาบัติต่อไป เราฝึกมาแล้ว ไม่ยากแล้ว การตั้งดวงกสิณ ให้ตั้งที่ “ที่ตั้งของดวงธรรม” ที่ตั้งของดวงธรรมอยู่ที่ไหน ที่ตั้งของดวงธรรมอยู่ที่ศูนย์กลางกายของกาย ศูนย์กลางของกายคือ ฐานที่ ๗ ของกาย เมื่อเราภาวนาจนเกิดสภาพใจหยุดใจนิ่ง เราจะเห็นดวงธรรมที่ฐานที่ ๗ นั้น เราอยากทราบว่า ดวงธรรมตั้งอยู่ที่ไหน เวลาเราทำใจนิ่งที่ศูนย์กลางดวงธรรม และดวงธรรมนั้นมี “กลาง” คือ จุดใสเท่าปลายเข็ม และเมื่อเราทำใจหยุดที่จุดใสเท่าปลายเข็ม จุดใสเท่าปลายเข็มจะว่าง ในว่างนั้นจะมีจุดใสเท่าปลายเข็มและจุดใสเท่าปลายเข็มของว่างนั้นก็คือ ที่ตั้งของดวงธรรม แต่ว่าเวลาเราทำวิชา เราส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็ม พอเรานึกตั้งดวงกสิณ จุดใสเท่าปลายเข็มจะว่างเป็นอัตโนมัติ และเราก็ตั้งดวงกสิณในว่างนั้น วิธีนี้ยากไป เอาเป็นว่า พอเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมแล้ว เรานึกตั้งดวงกสิณลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น ส่วนที่ว่าจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่างหรือไม่นั้น เราไม่ต้องไปคิด เพราะถ้าเราคำนึงถึงความละเอียดมากไป จะทำให้ใจเราพะว้าพะวัง การตั้งดวงกสิณก็คือ การกำหนดนิมิต กำหนดให้ใสและกลมรอบตัว การตั้งดวงกสิณให้ลำดับดังนี้ ตั้งดวงดินขึ้นก่อน แล้วซ้อนด้วยน้ำ ไฟ ลม สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว แสงสว่าง อากาศ ครบ ๑๐ พอดี และซ้อนกันอย่างที่ตำราเขาต้องการ เมื่อเดินฌาน ฌานจะนิ่งจากดวงอากาศแล้วตรงลงมาทุกดวงกสิณ จนกว่าดวงกสิณจะขาวใสทั้งหมด กสิณสีคือ ดวงสีทั้งหลาย ต้องให้ขาวและใสทั้งหมดจึงจะใช้ได้ การจะเห็นอะไร จะเห็นตอนที่ดวงกสิณขาวใสทั้งหมดแล้ว ยิ่งใสมากก็ยิ่งเห็นได้มาก ใสน้อยก็เห็นได้น้อย การเห็นอะไรได้มากน้อยหรือละเอียดเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีแต่ปางหลังด้วย ท่านที่เคยฝึกอบรมมาแต่อดีตชาติ ย่อมเห็นได้ชัดเจนกว่าเราผู้หัดใหม่ เมื่อดวงกสิณมีความใสหมดแล้ว ก็จะรวมเป็นดวงใสดวงเดียว ทำได้ถึงขั้นนี้ ความเห็นของเราจะดีขึ้น เห็นได้กว้างไกลขึ้น เห็นได้ละเอียดขึ้น มาถึงการกำหนดดวงนิมิตว่าจะมีขนาดเท่าใด ใครถนัดขนาดใด พึงกำหนดอย่างนั้น แต่เมื่อเราเรียนภาวนาครั้งแรก หลวงพ่อท่านสอนให้กำหนดขนาดดวงนิมิตเท่าดวงแก้วตา วิธีกำหนดคือ การนึกโดยใจ เห็นดินก็นึกถึงดินก้อนหนึ่ง กำหนดให้เป็นดวงและให้ใส น้ำ ไฟ ลม ก็อย่างเดียวกัน กสิณสีก็ทำนองเดียวกัน ส่วนแสงสว่างและอากาศ ว่าจะนึกอย่างไร ความว่างคือ แสงนีออน กำหนดให้สว่าง อากาศจะนึกอย่างไร อากาศคือ ดวงแก้วขาวใสของเรานั่นเอง หากจะเอาอากาศหายใจ จะกังวลว่ามองไม่เห็น ความจริงดวงแก้วขาวใสคือ อาโลกกสิณนั่นเอง และแสงสว่างคือ รัศมี หรือจะกำหนดเอาแสงอาทิตย์ก็ได้ ดังนั้น จึงต้องหาข้อยุติเรื่องเหล่านี้เสียก่อน คราวนี้มาถึงความรู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราจะใช้ในการเดินวิชาคราวนี้ เพราะแยกความรู้ออกไปแล้วแต่ยังไม่ครบถ้วน เรื่องการทำฌานยุติไปแล้ว เรื่องตั้งกสิณยุติไปแล้ว เรื่องเดินฌานสมาบัติยุติแล้ว เพราะบทอื่นเคยฝึกมาแล้ว มาถึงความละเอียดที่เกี่ยวข้องได้แก่เรื่องต่อไปนี้ เขาพระสุเมรุเกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์ โลกทิพย์ โลกพรหม โลกอรูปพรหม อย่างไร ? โลกมนุษย์เรานี้ มีบางอย่างมองด้วยตาไม่เห็น เช่นมองอากาศไม่เห็นว่ามีอะไรปะปนอยู่ เราเห็นอากาศเป็นความว่าง นี่คือ ข้อเท็จจริงที่เรายอมรับ แต่ยังมีความว่างอีกอย่างหนึ่ง ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เลย เพราะมันว่างยิ่งกว่าว่าง ภาษาวิชาธรรมกายเรียกว่า เหตุว่าง คือ มีเหตุว่างปิดบังอยู่ เราจึงมองไม่เห็น และเรามีความประสงค์อยากเห็นความว่างเหล่านั้น เราต้องเรียนให้เป็นธรรมกาย เพราะธรรมกายมีญาณทัสสนะเห็นได้ กายมนุษย์คือ ตัวเรานี้ เป็นที่เกิดแห่งธรรมกาย เมื่อธรรมกายรู้เห็น ส่งผลให้เรารู้เห็นตามไปด้วย เขาพระสุเมรุเป็นที่อยู่ประจำภพ ๓ ที่เรียกภพ ๓ เพราะเป็นที่อยู่ของอรูปภพ ที่อยู่ของรูปภพ และเป็นที่อยู่ของกามภพ อรูปภพ คือ ภพของอรูปพรหม ๔ ชั้น รูปภพ คือ ภพของรูปพรหม ๑๖ ชั้น ส่วนกามภพ คือ ภพของผู้เกี่ยวข้องด้วยกาม ประกอบด้วยสวรรค์ ๖ ชั้น อบายภูมิ ๔ สวรรค์ ๖ ชั้น ได้แก่ จาตุม ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมาน ปรนิมมาน (ชื่อย่อ) ส่วนอบายภูมิ ๔ ได้แก่ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก คำว่าสัตว์นรกก็คือ ภพนรก อันได้แก่ นรก ๘ ขุม รวมทั้งอเวจีด้วย ส่วนโลกันต์นั้นเป็นอีกภพหนึ่งต่างหากออกไป ไม่อยู่ในข่ายของภพ ๓ กลับมาดูภพ ๓ กันใหม่ หากเอาเขาพระสุเมรุแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน เป็นส่วนบนและล่าง ส่วนบนของเขาพระสุเมรุคือ สวรรค์ชั้น ๑ (จาตุม) ยอดเขาพระสุเมรุคือ สวรรค์ชั้น ๒ (ดาวดึงส์) จากชั้นดาวดึงส์ไปเป็นสวรรค์ชั้น ๓ (ยามา) จากนั้นเป็นชั้น ๔ (ดุสิต) ชั้น ๕ (นิมมาน) และชั้น ๖ (ปรนิมมาน) ต่อจากสวรรค์ ๖ ชั้นขึ้นไป เป็นภพของพรหม ๑๖ ชั้น และต่อจากชั้นพรหม ๑๖ ชั้นขึ้นไป เป็นภพของอรูปพรหม ๔ ชั้น ที่กล่าวนี้คือ ภพสุคติภูมิ กลับมาดูภพทุคติภูมิบ้าง ไม่นับมนุษย์ ที่ตีนเขาพระสุเมรุนั้น เป็นภพของเดียรัจฉาน จากภพเดียรัจฉานเป็นภพของเปรต ต่อจากภพของเปรตเป็นภพของอสุรกาย และใต้ตีนเขาพระสุเมรุลงไปเป็นภพนรก และต่อจากภพของนรกก็เป็นภพของอเวจี ต่อจากภพอเวจีไปแล้ว เป็นภพมืดคือ ภพของโลกันต์ จะเห็นว่า ภพมนุษย์อยู่กลาง หากไปต่ำ ก็ไปภพเดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย นรก อเวจี โลกันต์ หากมนุษย์ไปสูง ก็ไปภพสวรรค์ พรหม อรูปพรหม จากนั้น ก็ไปภพนิพพาน หากมนุษย์ตั้งอยู่ในหลักของทาน ศีล ภาวนา ก็ไปสูง แต่ถ้าไม่เอาใจใสในทาน ศีล ภาวนา ก็ไปต่ำ ตามที่กล่าวมานี้ เป็นความรู้สรุปย่อ เพื่อเตรียมไว้ทำวิชาต่อไป แนวเดินวิชาประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายมนุษย์เป็นสมาบัติที่ตั้งของดวงธรรมเป็นกสิณ วิธีทำ ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมของกายธรรมพระอรหัตต์ บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ ถูกจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นึกเอาใจของธรรมกายมองปากช่องจมูกกายมนุษย์ (หญิงซ้ายชายขวา) เลื่อนใจธรรมกายไปตามฐาน ๗ ฐานในกายมนุษย์ พอถึงฐานที่ ๗ ของกายมนุษย์ จะเห็นดวงธรรมในท้องของกายมนุษย์ นึกขยายดวงธรรมในท้องของกายมนุษย์ให้ใหญ่ แล้วธรรมกายนั่งบนนั้น เพราะดวงธรรมขยายตัวเป็นแผ่นฌานแล้ว ฌานแผ่นนี้มีฐานะเป็นฌาน ๘ ทันที ส่วนฌานอื่นที่อยู่ก้นของธรรมกายแต่เดิม จะถอยร่นลงไปเป็นฌานที่หยาบ และไปต่อท้ายแผ่นฌานอันใหม่เป็นอัตโนมัติ แต่แผ่นฌานใหม่นี้ยังไม่ใสเท่าที่ควร ขณะที่เกิดแผ่นฌานใหม่นั้น พึงนึกตั้งดวงกสิณลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มของดวงธรรมของกายมนุษย์ทันที พอใจนึกขึ้น ดวงกสิณจะเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ คือ ตั้งดวงกสิณดินขึ้น แล้วซ้อนด้วยน้ำ ไฟ ลม สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว แสงสว่าง อากาศว่าง ครบ ๑๐ ดวงกสิณ ธรรมกายส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงกสิณเหล่านั้น เพราะรวมเป็นดวงเดียวกันแล้ว จากนั้นธรรมกายเดินฌานสมาบัติเป็นอนุโลมปฏิโลม ตามวิธีที่กล่าวแล้วในบทก่อน (หากจำไม่ได้โปรดเปิดอ่านใหม่) ระหว่างที่ธรรมกายเดินฌานอยู่นั้น ดวงกสิณจะใสขึ้นเรื่อย ๆ จนกว่าดวงกสิณจะใสสว่างโชติ ใจของเราหยุดนิ่ง นึกดูที่กลางดวงกสิณ เพราะจะมีจุดใสเท่าปลายเข็มให้เห็น พอเราส่งใจไปที่จุดใสเท่าปลายเข็ม ก็จะเกิดความว่าง บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ จะเกิดญาณ ทัสสนะขึ้นทันที เห็นความเป็นมาความเป็นไปของสัตว์โลก เหมือนเราดูภาพยนตร์ เมื่อเห็นแล้ว อย่านึกอย่าคิด ให้วางใจเฉย ถ้าไปคิดหรือนึกเข้า ญาณทัสสนะจะคลาดเคลื่อน เพราะวางใจไม่เป็นกลาง เมื่อใจหยุดนิ่งไม่ได้ส่วน ย่อมเป็นโอกาสให้มารเข้าแทรก เราจะรู้ผิดบ้างถูกบ้าง มีเทคนิคอยู่ว่า เมื่ออะไร ๆ เป็นที่พอใจแล้ว จะดูอะไรอีก ให้นึกถึงเรื่องที่จะดูนั้น เพื่อธรรมกายท่านจะได้สอดรู้สอดญาณทัสสนะ ให้เรานึกซ้อนความรู้สึกคือ ใจของเรา ซ้อนลงไปที่ใจของธรรมกาย แล้วเราจะเห็นตามต้องการ เกิดปัญหาว่า ทดลองทำแล้ว รู้เห็นได้น้อย อยากรู้เห็นได้มากกว่านี้ เรื่องนี้เกี่ยวด้วยเรื่องฝึกมากหรือฝึกน้อยนั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งเกี่ยวด้วยวาสนาบารมีแต่หนหลัง เราต่างก็อยากเห็นได้อย่างละเอียด เหมือนที่หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านเห็น ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะหลวงพ่อท่านมีบารมีเป็นบรมครู หลวงพ่อท่านเห็นได้สิบ เราได้เห็นแค่ห้า ก็นับว่าดีแล้ว แนวเดินวิชา ประกอบธรรมที่ทำให้เป็นกายอสุรกายเป็นสมาบัติ เพื่อดูภพอสุรกาย วิธีทำ เป็นแบบเดียวกันกับวิธีเดินวิชาดูภพของมนุษย์ เพียงแต่เอาดวงธรรมของอสุรกายมาทำฌาน แล้วตั้งดวงกสิณ จากนั้นเดินฌานสมาบัติ แล้วก็ใช้รู้ใช้ญาณทัสสนะของธรรมกาย ดูภพของอสุรกาย ต่อไป การเดินวิชาเรื่องอื่นตามบทที่ ๔ ความจริง น่าจะเป็นว่าดูภพมนุษย์ แล้วก็ดูภพสัตว์ แล้วก็ภพเปรต จึงไปภพอสุรกาย จากนั้น เป็นภพนรก ภพอเวจี และภพโลกันต์ ต่อไป เปรตกับอสุรกายนั้นต่างกัน เปรตเกิดจากกรรมลักขโมยของสงฆ์ ตบตีพ่อแม่ ด่าพ่อแม่ แต่อสุรกายยิ่งไปกว่านั้น ตัดเศียรพระพุทธรูป ใช้สถานที่ของวัดสร้างกรรมชั่วทั้งหลาย และอะไรต่อมิอะไรอีก ไปดูได้ที่ภพเปรตและภพอสุรกาย กายของเปรตและกายของอสุรกายนั้นต่างกัน อสุรกายไม่น่าดูเลย เปรตเพียงแต่ตัวใหญ่ มือใหญ่ ปากเล็ก อสุรกายแทบเหมือนการ์ตูน ที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น กรณีดูภพละเอียดตามบทที่ ๔ มีข้อแนะนำว่า ให้ปักใจสู่ศูนย์กลางของภพก่อน ภพละเอียดที่กล่าวนี้ คือ ภพของเปรต อสุรกาย นรก อเวจี โลกันต์ ถือว่าเป็นภพละเอียดเพราะมองไม่เห็น ต้องดูด้วยญาณทัสสนะของธรรมกายจึงจะเห็น แม้ว่าเห็นก็ยังเลือนลาง ไม่แจ้งชัดเหมือนสายตามนุษย์มองสิ่งของรอบตัวเรา ดังนั้น การเดินวิชาจะต้องมีเทคนิควิธี ช่วยให้ความเห็นกระจ่างขึ้น พระอริยเจ้าท่านเห็นได้เลย แต่เราไม่อย่างนั้น จะเห็นอะไรแต่ละอย่าง ใช้ความเพียรเหลือหลาย กว่าจะได้ความรู้แต่ละอย่าง ต้องศึกษาเล่าเรียนกันมาก ไม่มีอะไรง่ายเลย เมื่อท่านต้องการจะดูภพอะไร ให้ท่านส่งใจธรรมกายนิ่งลงไปที่ภพนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ให้ถูกกำเนิดของภพ พูดอย่างเราก็คือ ให้ถูกศูนย์กลางของภพ กำเนิดของภพเป็นจุดขุ่น มัว ดำ อีกกรณีหนึ่ง ภพนั้นเป็นภพว่าง ขุ่น มัว ดำ เมื่อส่งใจธรรมกายไปหยุดนิ่ง ให้บริกรรม “ดับอธิษฐาน ถอนปาฏิหาริย์” และ “ถอนปาฏิหาริย์ ดับอธิษฐาน” แล้วความขุ่น มัว มืด จะกระจ่างชัดขึ้น พอความว่างกระจ่างชัดขึ้น เราจะเห็นศูนย์กลางของภพเป็นจุด ขุ่น มัว มืด จากนั้น ส่งใจไปที่จุดเหล่านั้น บริกรรมใจหยุดในหยุด ๆๆ แล้วจุดนั้นจะว่าง ในว่างนั้น จะเห็นกายของผู้อาศัยในภพ จากนั้น เรานำกายของผู้อาศัยมาทำวิชา คือ ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมในท้องของเขา เอาดวงธรรมของเขามาทำฌาน ตั้งกสิณ แล้วเดินฌานสมาบัติต่อไป นี่คือหลัก และเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไป เมื่อทำเป็นเบื้องต้นแล้ว ต่อไปเราจะเอากายทั้งหมดมาทำวิขา เอาดวงธรรมทั้งหมดมาทำฌาน เราทำได้ หากทำได้ถึงขั้นนี้ เราจะเห็นอะไรได้มากขึ้น เห็นได้ละเอียดขึ้น ครั้นรู้แล้วเห็นแล้ว พึงนำความรู้มารวบรวมไว้ บันทึกไว้ ใครมาถามเราก็ตอบได้ ส่วนความเห็นที่ละเอียดไปกว่านั้น เข้าขั้นความรู้ของพระอริยเจ้า เกิดความรู้ของเราตามที่กล่าวแล้ว สรุปบทฝึกที่ ๔ นรก สวรรค์ มีจริง จริงอย่างไร ก็ต้องเรียนต้องฝึก ตามความรู้ของบทที่ ๔ หากเราไม่เรียนไม่ฝึก แล้วเรามาพูดว่าไม่จริง เป็นเรื่องเพ้อฝัน เราไม่ควรกล่าวอย่างนั้น แนวเดินวิชาตามบทที่ ๔ อีกแนวหนึ่ง คือ ไม่ต้องเอาดวงธรรมของสิ่งที่เราจะดู มาทำฌาน ธรรมกายของเรามีฌานอยู่แล้วที่ก้นกายธรรม ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน เพียงแต่เราอาราธนาให้ธรรมกายส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของสิ่งที่เราจะดู แผ่นฌานของธรรมกายก็จะซ้อนฌานและสับฌานที่ดวงธรรมของสิ่งนั้น เป็นผลให้ ดวงธรรมของสิ่งที่เราจะดู ใสและสว่างขึ้น นี่คือหลักการทั่วไป แต่เราเดินฌานสมาบัติที่ดวงกสิณ พอดวงกสิณขาวใส ดวงธรรมก็ขาวใสตามไปด้วย วิธีการนี้ดีกว่าเอาดวงธรรมของสิ่งนั้นมาทำฌาน เพราะดวงธรรมของมนุษย์ ดวงธรรมของทิพย์ พรหม อรูปพรหม ใสกว่าดวงธรรมของเปรตและอสุรกาย เมื่อเราเอาดวงธรรมของมนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม มาขยายเป็นแผ่นฌาน ย่อมจะใสกว่าเอาดวงธรรมของเปรตและอสุรกายมาขยายเป็นแผ่นฌาน โปรดเข้าใจว่า ธรรมกายมีแผ่นฌานที่ก้นกายธรรมอยู่แล้วโดยธรรมชาติ ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน เพียงแต่เรานึกดูฌาน เราก็จะเห็น แต่หลวงพ่อท่านให้เราฝึกทำฌาน ฝึกเดินฌาน เราก็ทำตามความรู้ปรากฏอยู่ในหนังสือคู่มือสมภารนั้น ดังนั้น จึงขอให้ท่านฝึกหลาย ๆ แบบ อย่าไปยุติว่าอย่างนั้นถูกอย่างนั้นผิด เพราะเราเรียนรู้ได้หลายแบบ ในประเด็นที่ว่า เราชอบแบบไหน เรื่องนี้สุดแต่ใครจะชอบอย่างไร ความสำคัญของบทที่ ๔ ต้องถือว่าเป็นบทฝึกสำคัญ เพราะเป็นความรู้สำคัญ เป็นเรื่องยืนยันว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง เปรตมีจริง อสุรกายมีจริง แต่ว่าการเห็น จะให้แจ้งชัดอย่างที่มนุษย์เห็นสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของโลกลี้ลับ เป็นเรื่องของโลกละเอียด เป็นเรื่องของภพละเอียด พระบรมศาสดาทรงรู้เห็นด้วยญาณทัสสนะธรรมกายของพระองค์ จึงสอนมาและบอกกันมา มรดกของความรู้ยังมาถึงพวกเราด้วย อย่างเช่นความรู้ที่ปรากฏในหนังสือ “ไตรภูมิพระร่วง” ก็ยังมีความรู้เหล่านี้ปรากฏในบทเรียน พอให้คนรุ่นเราเรียน เราไม่เชื่อ เราได้แต่เรียนความรู้ทางภาษาตามที่ครูบังคับ แต่เรื่องราวของเนื้อหา เราไม่เชื่อกันเลย เราไม่กลัวที่จะไปเกิดเป็นเปรต เราไม่กลัวที่จะไปเกิดเป็นอสุรกาย จึงทำกรรมชั่วกันอย่างไม่ยั้งมือ แต่พอตายไปแล้ว เราไปสู่กรรมนั้น และเราก็แก้ตัวไม่ได้ เพราะตายไปแล้ว กรรมที่ทำไว้จำแนกสัตว์โลกทันที เป็นเปรตได้ทันที เป็นอสุรกายได้ทันที ไม่ได้ผิดความรู้ของพระบรมศาสดาไปได้เลย ในการฝึกศึกษาบทนี้ เมื่อต้องการจะพูดกับเขา เพียงเรานึกเข้าที่ศูนย์กลางกายของเขา ธรรมกายของเราก็เข้าไปนั่งในท้องของเขาทันที ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมของเขา ให้ถูก “กลาง” พูดคุยกับเขา ถามเขา ถามบุพกรรม ถามอายุ ถามสารทุกข์สุขดิบ ได้ความแล้วอย่างเพิ่งปักใจเชื่อ ถามไปหลาย ๆ ราย แล้วก็จำไว้ เมื่อได้เวลาสอน เราก็อธิบายไปตามความรู้ที่เราเคยได้เห็น ใคร ๆ ก็อยากฟังเราพูด เพราะเรามีความรู้ ความรู้อย่างนี้หาฟังที่ไหนไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้เรียน เป็นผู้เรียน เราก็ต้องมีความรู้จะพูด แม้ว่าความรู้ของเราไม่ละเอียดนัก แต่ก็พอฟัง คราวนี้มาถึงว่า จะเรียนอย่างไรจึงจะแจ้ง เรื่องนี้ต้องใช้ความเพียร สารบัญ Powered by AkoComment 2.0! |