Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME :
คู่มือสมภาร (14) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Monday, 14 August 2006

อธิบายการเดินวิชา
เดินฌานสมาบัติดูอริยสัจ ๔ เกิดกายธรรม

     บทนี้ มีการฝึกหลายอย่าง อันเป็นเรื่องสำคัญของวิชาธรรมกาย จึงขอร้องให้ผู้ศึกษาสนใจให้มาก

     คำ “เดินสมาบัติ” กับคำ “เดินฌานสมาบัติ” มีความหมายต่างกัน เดินสมาบัติ หมายความว่า เดินวิชา ๑๘ กาย จากกายมนุษย์ไปหาธรรมกายพระอรหัตต์ ส่วนการเดินฌานสมาบัติ หมายความว่า เดินวิชา ๑๘ กายและเข้าฌานไปด้วย ยากกว่าการเดินสมาบัติ เพราะต้องทำฌานไปด้วย การเดินสมาบัติหรือเดินฌานสมาบัติ ปกติทำทั้งวิชาเดินหน้าและวิชาเดินหลัง พูดตามคำพระก็คือ อนุโลมปฏิโลม

     ความประสงค์ของการเดินฌานสมาบัติก็คือ ให้กายใส ให้ดวงธรรมใส และให้ฌานใส ยิ่งทำมากเที่ยวยิ่งดี โบราณเขาถือ ๗ เที่ยว ตามที่กล่าวมาแล้ว หากการเดินวิชายังไม่ถึงขั้น “ใส” ธรรมกายจะไม่ตกสูญ และเมื่อไม่ตกสูญก็ไม่อาจเข้านิพพานได้ เราอยากเข้านิพพาน แต่วิชาไม่ให้ไป ดังนั้น การทำสมาบัติต้องทำทุกวัน ความไม่ใสคืออวิชชา ความใสคือวิชา โปรดเข้าใจว่า อวิชชาเกิดทั้งในกายและนอกกาย เรามักพูดว่า เกิดอวิชชาทั้งภายนอกภายใน วิธีกำจัดอวิชชาคือ เดินสมาบัติ จะให้ดีต้องเดินฌานสมาบัติเสียเลย

     การดูอริยสัจ๔ เราฝึกมาแล้ว ดังนั้น บทฝึกนี้ยากขึ้น เพราะเราต้องทำงานหลายอย่าง เราฝึกมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่เอาหลายอย่างมารวมกัน แต่ส่วนที่พูดว่าเกิดกายธรรมก็คือเกิดธรรมกายนั่นเอง

     การตกสูญคืออย่างไร ? ต่างกับศูนย์กลางกายอย่างไร ? ออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนต่างกัน คำว่า สูญ ก็คือ สุญญตา แปลว่าความว่างใส ประดุจท้องฟ้าปราศเมฆ สูญเกิดจาก “กลางของดวงปัญญาว่างออกไป” (จุดใสเท่าปลายเข็ม) ส่วนคำว่าศูนย์ หมายถึง ศูนย์กลางกายคือ ฐานที่ ๗ นั่นเอง

     คำถามต่อไปมีว่า การตกสูญมีกี่กรณี ตอบว่ามี ๒ กรณี คือ ตกสูญที่ดวงปัญญา และตกสูญที่ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ

     การตกสูญที่ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ได้แก่การเข้าอายตนนิพพาน คือ นิพพานอันเป็นที่ประทับของผู้ได้มรรคผลนิพพาน ส่วนการตกสูญที่ดวงปัญญานั้น ได้แก่การเข้านิพพานในกายของตัวเราเอง

     มีเสียงวิจารณ์เป็นทำนองว่า การเข้าอายตนะนิพพานมีความจำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องเดินวิชาสมาบัติเป็นอนุโลมปฏิโลม ๗ เที่ยวก่อน ตอบว่า จำเป็น เพราะต้องการให้กายใส ให้ดวงธรรมใส ให้ฌานใส เพราะถ้าอะไรต่อมิอะไรไม่ใส จะไม่เห็นอายตนนิพพานและธรรมกายไม่ตกสูญ เมื่อไม่ตกสูญก็เข้าอายตนะนิพพานไม่ได้ หากตอบว่า ไม่จำเป็น ก็หมายความว่า ธรรมกายของเราบริสุทธิ์แท้ เพียงใจอยากเข้านิพพานเท่านั้น ธรรมกายก็เดินวิชาเป็นอัตโนมัติไปเลย

     สำหรับกรณีที่หมั่นฝึกวิชาอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเดินวิชา ๗ เที่ยวก็ได้ แต่โบราณกาลเชื่อกันว่า ๗ เที่ยว เราก็ ๗ เที่ยวด้วย เรื่องก็มีอยู่เท่านี้เอง

แนวเดินวิชา

     สถานภาพเดิม ขณะนี้ ท่านเห็นธรรมกาย มีเป้าหมายว่า จะทำรูปฌานและอรูปฌานแล้วเดินสมาบัติและดูอริยสัจ ๔ แล้วประกอบเป็นกายธรรม

ลำดับแรก

     ทำใจหยุดและนิ่งที่ดวงธรรมของธรรมกาย บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ให้เห็นดวงธรรมในท้องของธรรมกาย เห็นดวงธรรมแล้ว บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ กลางดวงธรรมจนเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มซึ่งอยู่กลางดวงธรรม ส่งใจหยุดนิ่งลงกลางจุดใสเท่าปลายเข็มนั้น

     จากนั้น นึกดูดวงธรรมในท้องกายมนุษย์ (จะเดินใจไปตามฐาน ๗ ฐาน ของกายมนุษย์ก็ได้ ดังที่เคยกล่าวไว้แล้ว) ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆ เห็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ซึ่งอยู่กลางดวงธรรมนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นึกขยายดวงธรรมให้โตออก นี่คือ ปฐมฌาน แล้วธรรมกายก็เข้านั่งกลางแผ่นฌานนั้น

     จากนั้นส่งใจนิ่งลงไปในท้องของกายทิพย์ เห็นดวงธรรม ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรม เห็นจุดใสเท่าปลายเข็ม แล้วนึกขยายดวงธรรมให้โตออกเป็นแผ่นใส นี่คือ ทุติยฌาน น้อมธรรมกายนั่งบนแผ่นใสของทุติยฌาน แล้วแผ่นใสของปฐมฌานจะไปซ้อนแผ่นทุติยฌาน (ขณะที่แผ่นของฌานซ้อนกันนั้น จะเกิดความใสของแผ่นฌาน)

     ในทำนองเดียวกัน ทำเร็ว ๆ น้อมใจธรรมกายดูดวงธรรมของกายพรหม เห็นดวงธรรมแล้วขยายให้ใหญ่ นี่คือ ตติยฌาน ธรรมกายน้อมไปนั่งบนแผ่นตติยฌาน แล้วแผ่นของทุติยฌานก็ไปซ้อนล่างของแผ่นฌานใหม่ (ตติยฌาน)

     ส่งใจธรรมกายลงไปในท้องของกายอรูปพรหม เห็นดวงธรรม ขยายดวงธรรมให้ใหญ่ นี่คือ จตุตถฌาน น้อมธรรมกายนั่งบนฌานที่เกิดใหม่ (จตุตถฌาน) ฌานทั้ง ๓ ที่เกิดก่อนก็ไปซ้อนล่างของจตุตถฌาน

     นี่คือการทำรูปฌาน คือ การขยายดวงธรรมของกายโลกีย์ให้ใหญ่ ให้ได้รูปร่างเหมือนเขียงหั่นผัก ส่วนการเดินฌานก็คือ การที่แผ่นฌานมาซ้อนกัน

ลำดับสอง

     คือ การทำอรูปฌาน ตามที่เคยกล่าวมาแล้ว โปรดพลิกดูบทฝึกที่กล่าวนี้ใหม่ ขอสรุปว่า การทำอรูปฌานนั้น ทำจากรูปฌาน คือ ขยายดวงธรรมของรูปฌานนั่นเอง ดวงธรรมของรูปฌานคือ จุดใสเท่าปลายเข็ม ซึ่งอยู่กลางแผ่นฌาน จะเรียก จุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌานว่าอย่างไร ก็เรียกไป ข้าพเจ้าไม่ทราบจะเรียกอย่างไร ก็เลยเรียกดวงธรรมของฌาน เมื่อขยายจุดใสเท่าปลายเข็มของแผ่นฌานออกไป แผ่นฌานใหม่ที่เกิดขึ้น ลักษณะจางจนมองไม่เห็น ลักษณะของความจางมองไม่เห็นนี้เอง เราเรียกว่า อรูปฌาน แปลว่าฌานที่ละเอียดกว่ารูปฌาน ความละเอียดของอรูปฌานนี้ เรามองเห็นเป็นว่าง หลวงพ่อวัดปากน้ำท่านมักพูดว่า ในว่างใสของฌาน...เราทราบว่าเป็นฌานอะไรนั้น ดูที่ความรู้สึกแห่งใจ ใจของเราจรดอยู่กับฌานใด ย่อมีความรู้สึกไปตามอารมณ์แห่งฌานนั้น ๆ

     ถามว่าใครเป็นผู้ทำฌาน ตอบว่า ธรรมกายเป็นผู้ทำ ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน ทำไมไม่ใช้กายมนุษย์ทำ กายมนุษย์ทำไม่ได้ เพราะใจของกายมนุษย์ประณีตไม่พอ แต่กายมนุษย์คือ ตัวเรานี้ได้อานิสงส์ด้วย คือ มีความรู้สึกในฌานตามธรรมกายไปด้วย ถ้าใจของกายมนุษย์สะอาด ก็จะมีความรู้สึกชัดเจน หากใจสะอาดไม่พอ ก็พอลิ้มรสอารมณ์ฌานเฉียด ๆ เฉี่ยว ๆ

     ได้ยินว่ามีเกจิอาจารย์หลายท่านได้ฌานสูง ดูว่าท่านมีกิริยาสงบเรียบร้อยเหลือเกิน กรณีเช่นนี้เราพิจารณาได้ว่า การเจริญภาวนาเมื่อใจสงบแล้ว ย่อมเกิดอารมณ์ฌานขึ้นได้ทั้งนั้น แต่นั่นเป็นเพียงอารมณ์ฌานเท่านั้น ไม่ใช่ตัวฌาน ไม่ใช่แผ่นฌาน

     การจะทำฌานได้นั้น ทำได้สถานเดียว คือเป็นธรรมกายเท่านั้น และการเป็นธรรมกายนั้น เป็นง่ายอยู่หรือ ?

     การทำเป็นอย่างที่เรียกว่า เป็นอุปนิสัยปัจจัยนั้น ต้องฝึกและศึกษาเล่าเรียนกันต่อไป การเป็นธรรมกายชนิดใช้การได้นั้นยากเหลือที่จะกล่าว บางท่านถามความรู้ข้าพเจ้า จะให้ข้าพเจ้าแตกฉานอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำ ย่อมเป็นไปไม่ได้ เป็นเพียงแต่ว่า เป็นเพื่อนคุยของท่านได้บ้าง

     การเดินวิชาทำอรูปฌาน ขณะนี้ธรรมกายนั่งอยู่บนจตุตถฌาน เราจะทำอรูปฌาน คือ ฌาน ๕-๖-๗-๘ มีวิธีดังนี้

     ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องธรรมกาย บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ จนเห็นดวงธรรม นิ่งกลางดวงธรรม เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ

     ขณะนิ่งดูจุดใสเท่าปลายเข็มของดวงธรรมในท้องธรรมกายนั้น จะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของแผ่นฌานที่ซ้อนอยู่ที่ก้นของธรรมกายด้วย ตั้งแต่ จตุตถฌาน ตติยฌาน ทุติยฌาน และปฐมฌานอยู่ตรงกัน

     เรานึกจะทำฌาน ๕ คือ อากาสา ฯ นึกส่งใจธรรมกายนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มของปฐมฌาน ซึ่งเป็นแผ่นฌานล่างสุด บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ทันใดนั้นเอง จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงปฐมฌานจะว่าง และเกิดแผ่นใสใหม่เกิดขึ้น ธรรมกายนั่งอยู่บนแผ่นใสใหม่ทันที แผ่นใสใหม่นี้คือ อากาสานัญจายตนฌาน แล้วฌานอื่น ๆ ก็ไปซ้อนล่างแผ่นฌานอากาสา ฯ ที่เกิดใหม่ (คือ ซ้อนด้วยจตุตถ ตติย ทุติย คือ ฌาน ๔-๓-๒ นั่นเอง)

     ในทำนองเดียวกัน ธรรมกายส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มของทุติยฌาน เกิดฌานใหม่ คือ วิญญานัญจา ฯ ส่งใจนิ่งลงไปที่ตติยฌาน เกิดฌานใหม่คือ อากิญจัญญา ฯ ส่งใจนิ่งลงไปที่ จตุตถฌาน เกิดฌานใหม่คือ เนวสัญญา ฯ จบเรื่องการทำอรูปฌาน

     เริ่มตั้งแต่ทำรูปฌานและถึงอรูปฌาน ถือเป็นการเดินฌานสมาบัติเดินหน้า (อนุโลม) จากนี้ไปจะเป็นการเดินฌานสมาบัติถอยหลัง (ปฏิโลม) อนุโลมเดินไป ๑ เที่ยว ถอยหลังปฏิโลม ๑ เที่ยว ท่านให้นับเป็น ๒ เที่ยว

ลำดับสาม

     เดินฌานสมาบัติอนุโลมปฏิโลม ขณะนี้ธรรมกายนั่งอยู่บนฌานเนวสัญญา ฯ จะเดินฌานถอยหลัง

     นึกส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มของฌานอากิญจัญญา ฯ (ฌาน ๗) ธรรมกายก็มานั่งบนฌานที่ ๗ ทันใดนั้นเอง ฌาน ๘ ก็เลื่อนลงมาซ้อนฌาน ๗ ต่อด้วยฌาน ๖-๕-๔-๓-๒-๑ เพระฌานกำลังถูกใช้งาน ฌานที่ยังไม่ถูกเรียกใช้ ไม่ได้หายไปไหน จะเข้าไปต่อท้ายฌานที่กำลังถูกใช้พิจารณา ขณะที่ฌาน ๘ เข้ามาซ้อนฌาน ๗ นั้น เราจะเห็นเป็นว่า ฌาน ๘ หายไป เขามักจะพูดกันว่า ฌาน ๗ รองรับ, ฌาน ๘ หายไป ขณะที่เราเห็นฌาน ๗ ใจมุ่งมาที่ฌาน ๗ ฌาน ๘ หยาบกว่า เราจึงเห็นส่วนฌาน ๘ ละเอียดกว่า คือ จางกว่า เราจึงไม่เห็นหรือเห็นไม่ชัด ในทำนองเดียวกัน ส่งใจนิ่งไปที่ฌาน ๖-๕-๔-๓-๒-๑ จบอนุโลมปฏิโลม ๒ เที่ยว (หรือจะนับ ๑เที่ยวก็ตามใจ)

ลำดับสี่

     บทฝึกกำหนดให้เดินฌานสมาบัติ ๗ เที่ยว เที่ยวแรกนี้เน้นเรื่องทำฌาน ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน และแสดงการเดินฌานสมาบัติอนุโลมและปฏิโลม เมื่อเข้าใจแล้ว จากนี้ไปเป็นการฝึกยากขึ้น คือ เดินฌานสมาบัติไปด้วย ดูอริยสัจ ๔ ไปด้วย มีความประสงค์จะดูอริยสัจ ๔ ที่กายใด ก็เดินฌานสมาบัติที่กายนั้น วิธีดูมีอย่างไร ได้แสดงไว้แล้ว หากไม่เข้าใจ โปรดกลับไปอ่านทบทวนใหม่

     ขณะนี้แผ่นฌาน ๘ ฌานอยู่ที่ก้นกายของกายธรรมแล้ว ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน หน้าที่ของเราคือให้ธรรมกายไปเดินฌานสมาบัติที่กายใด เพื่อดูทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ให้แจ้งใจ คือ ทำวิชาที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ เดินฌานสมาบัติ ๗ เที่ยว ดูอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เมื่อถึงการดูมรรคคือ เห็นดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญาของกายมนุษย์นั่นเอง

     เมื่อส่งใจหยุดนิ่งที่จุดใสเท่าปลายเข็มของดวงปัญญา แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มของดวงปัญญาจะว่าง การที่สภาวะของใจดิ่งลงไปในว่างนั้น เรียกว่า ตกสูญ ไม่นานนักว่างนั้นก็เป็นดวงใส วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ ๕ วา ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางสูญคือ ดวงใสเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ วานี้ บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ ส่งใจนิ่งลงไปกลางดวงใสตรงจุดใสเท่าปลายเข็ม บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ ดวงใสนี้กลายเป็นธรรมกายพระโสดา

     วิธีเดินวิชา ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของธรรมกาย ส่งใจธรรมกายนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ นิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มของดวงธรรมกายมนุษย์ เดินฌานสมาบัติที่จุดใสเท่าปลายเข็มของฌาน จากนั้น เดินฌานทันที น้อมใจธรรมกายไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มของฌานที่ ๑ ธรรมกายจะนั่งบนแผ่นฌานที่ ๑ ทันที ท่องในใจ ฌาน ๑ หายไป ฌาน ๒ รองรับ, ฌาน ๒ หายไป ฌาน ๓ รองรับ, ฌาน ๓ หายไป ฌาน ๔ รองรับ, ฌาน ๔ หายไป ฌาน ๕ รองรับ, ฌาน ๕ หายไป ฌาน ๖ รองรับ, ฌาน ๖ หายไป ฌาน ๗ รองรับ, ฌาน ๗ หายไป ฌาน ๘ รองรับ นี่คืออนุโลม ทำปฏิโลมถอยหลัง ท่องฌาน ๘ หายไป ฌาน ๗ รองรับ, ฌาน ๗ หายไป ฌาน ๖ รองรับ........ฯลฯ

     ขณะที่เดินฌานสมาบัติอยู่นั้น เรานึกดูทุกข์ นึกดูสมุทัย ดูนิโรธ ดูมรรค ใจเราทำงาน ๒ อย่าง คือ เดินฌานกับดูอริยสัจ ๔ พอใจท่องไป ฌานก็ทำหน้าที่ไป ธรรมกายก็ใสยิ่งขึ้น

     หากดูแล้วยังไม่เห็น หรือเห็นก็เลือนลาง ต้องเดินฌานสมาบัติให้มากเที่ยว อย่ายึดตำราว่า ๗ เที่ยว ยิ่งมากเที่ยว ยิ่งดี เพราะจะทำให้การเห็นของเรา สว่างและชัดเจนขึ้น

     ขั้นตอนการดูทุกข์ สมุทัย นิโรธ ไม่มีปัญหาอะไร โปรดทบทวนดูบทฝึกที่เกี่ยวข้อง แล้วจะเข้าใจถึงขั้นมรรคของกายมนุษย์ คือ ดวงศีล ดวงสมาธิ และดวงปัญญา ขั้นตอนที่จะเกิดกายธรรมพระโสดานั้น ให้ทำดังนี้

     หยุดนิ่งลงไปที่ดวงปัญญา บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ จะเห็น “จุดใสเท่าปลายเข็ม” ซึ่งอยู่กลางดวงปัญญานั้น ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ จะเห็น “จุดใสเท่าปลายเข็มว่างออก” ส่งใจดิ่งลงไปในว่างนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ แล้วว่างนั้นจะเห็นชัดขึ้น เป็นดวงใส เส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ วา ดวงนี้ หลวงพ่อท่านเรียก “สูญ” ทำได้อย่างนี้เรียกว่า ธรรมกายตกสูญ

     ให้ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงใสนี้ บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งลงไปกลางดวง สังเกตให้ดีจะมีจุดใสเท่าปลายเข็ม จรดใจตรงนั้น แล้วดวงใสนี้จะเกิดเป็นธรรมกายพระโสดา หน้าตักกว้าง ๕ วา สูง ๕ วา น้อมธรรมกายเข้าฌานทันที

     จากนั้น ธรรมกายพระโสดา ดูดวงธรรมในท้องของกายทิพย์ ดูอริยสัจ ๔ แล้วเกิดเป็นธรรมกายพระสกิทาคามี หน้าตัก ๑๐ วา

     จากนั้นธรรมกายพระสกิทาคามี ดูดวงธรรมในท้องของกายพรหม ดูอริยสัจ ๔ ของกายพรหมดังกล่าว แล้วเกิดธรรมกายพระอนาคามี หน้าตัก ๑๕ วา

     จากนั้นธรรมกายพระอนาคามี ดูดวงธรรมในท้องของกายอรูปพรหม ดูอริยสัจ ๔ ของกายอรูปพรหมดังกล่าว แล้วเกิดธรรมกายพระอรหัตต์ หน้าตัก ๒๐ วา

     การฝึกบทนี้ไม่ยาก เพราะทำวิธีฝึกให้ละเอียดแล้ว ขอความกรุณาว่าฝึกให้หลายเที่ยว เพราะสำคัญยิ่ง หากฝึกบทนี้ไม่ก้าวหน้า ก็แปลว่า เราไม่เห็นของดี

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 14 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org