Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME :
คู่มือสมภาร(12) PDF พิมพ์ ส่งเมล

อธิบายการเดินวิชาเพื่อดูอริยสัจ ๔ ในญาณ ๓

     อริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เราเคยทราบความหมายในตำราเขาว่ากัน แต่เราไม่เคยเห็นหน้าตาของ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่ามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ภาษาทางวิชาธรรมกายมักพูดว่า ดูธาตุธรรมละเอียดของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่ามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร อยู่ที่ไหน ไม่เคยมีใครแสดงความรู้นี้แก่เราได้เลย เราเคยได้ยินอาจารย์วิปัสสนาทั่วไป อธิบายว่า

ทุกข์ คือ ความเจ็บปวดครวญคราง และอะไรทั้งหลายที่เราไม่พอใจ เราเรียกว่า ทุกข์

สมุทัย คือ เหตุที่มาแห่งทุกข์ ได้แก่ การประกอบอย่างไร จึงให้ทุกข์เกิดขึ้นได้

นิโรธ คือ ความสงบทางใจ

มรรค คือ ทางเดินแห่งใจ

     เขาอธิบายได้แค่นี้ และตามที่ว่ามานี้ คือ อาการแห่งทุกข์ อาการของสมุทัย อาการของนิโรธ และอาการของมรรค เท่านั้น จะให้ชี้แจงความรู้ละเอียดกว่านี้ ทำไม่ได้เสียแล้ว

     แต่วิชาธรรมกายให้ความรู้แก่เราได้ละเอียด เพราะญาณทัสสนะของธรรมกายกว้างไกล

     ญาณ ๓ คือ ญาณหยั่งรู้ ๓ ประการ คือ สัจจญาณ ได้แก่ข้อเท็จจริงและเที่ยงแท้ กิจจญาณ ได้แก่ งานหรือภารกิจที่ต้องทำ คือ งานค้นคว้าทางญาณทัสสนะของธรรมกาย กตญาณ คือ การสอบสวนทดลองจนได้ข้อเท็จจริงและเที่ยงแท้ การทบทวนความรู้ทางญาณทัสสนะของธรรมกาย ๓ อย่างนี้ เรียกว่าญาณ ๓

     ความรู้ของเรากับความรู้ขององค์พระศาสดานั้นต่างกัน ความรู้ขององค์พระศาสดานั้น ทรงทบทวนความรู้ในสูตรญาณ ๓ เสมอ ๆ และเวลาสอนก็ทรงยืนยันความรู้ว่าถูกต้องถึง ๓ ครั้ง อย่างเช่นการให้ศีล ก็ต้องครบสูตร ๓ คือ ครั้งแรก ครั้งที่ ๒ (ทุติ) และครั้งที่ ๓ (ตติ) ได้สอบสวนความรู้และสอบทานด้วยญาณทัสสนะของธรรมกายของพระองค์แล้ว ส่วนญาณทัสสนะของธรรมกายของเราอ่อนกว่าพระองค์มากมาย ของเรายังผิด ๆ ถูก ๆ ถูกน้อยแต่ผิดมาก น่าให้อภัยพวกเรา เพราะบารมีธรรมยังน้อย อินทรีย์ไม่แก่กล้า ท่านที่มีบารมีแก่ ย่อมมีญาณทัสสนะถูกต้องกว่า

     ลักษณะของทุกข์ เป็นดวงซ้อนกัน ๔ ดวง คือ ดวงเกิด เป็นดวงใส ซ้อนดวงแก่มีลักษณะดำ และดวงเจ็บลักษณะดำ ซ้อนอยู่ในดวงแก่ และดวงตายซ้อนอยู่ในดวงเจ็บ

     ดวงตายลักษณะดำ ดวงแก่ลักษณะสีน้ำตาล แล้วจะค่อย ๆ เข้มเรื่อย ๆ จนกระทั่งดำ ที่ว่าสีน้ำตาลหมายความว่า ไม่แก่จริง ความเข้มของสีจะทวีขึ้นจนในที่สุดดำ ก็แปลว่า กายมนุษย์แก่จริง ๆ

     อำนาจของดวงทุกข์ ดวงเกิดมาจรดที่ศูนย์กลางของดวงธรรมของกายมนุษย์ คือ ที่ “จุดใสเท่าปลายเข็ม” เมื่อกายมนุษย์มีอายุได้ ๑๔ ปี เมื่อดวงเกิดมีขึ้น แปลว่าการเกิดของสัตว์โลกมีขึ้นแล้ว ดวงเกิดนี้เป็นสมรภูมิให้ดวงแก่เข้ามาทำงาน งานที่เขาทำคือ ให้ความแก่ยิ่งขึ้นไป และดวงแก่นี้เป็นสมรภูมิให้ดวงเจ็บเข้ามาทำงาน งานที่เข้าทำคือ ให้มีการเจ็บไข้ได้ป่วยยิ่งขึ้น และดวงเจ็บนี้ เป็นสมรภูมิให้ดวงตายเข้ามาทำงาน งานที่เขาทำคือ ให้ตายยิ่งขึ้น

     จะเห็นว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำงานในดวงธรรมของเราเป็นทีมงาน เราจะเอาชนะความแก่ เจ็บ ตาย ไม่ได้ เกิดเท่าไรตายเท่านั้น ไม่เหลือไว้แต่คนเดียว

     ลักษณะของดวงสมุทัย หมดเขตของทุกข์ไปแล้ว ณ ที่ดวงธรรมของกายมนุษย์นั้น ก็เป็นสมุทัย มีลักษณะเป็นดวง ๓ ดวง ซ้อนกันอยู่ ดวงนอกไม่ดำเท่าไร ดวงถัดมาสีดำกว่า ดวงกลางสุดสีดำมาก แปลว่า เหตุที่จะให้เกิดทุกข์มีเป็นระดับ คือ ดวงนอกเป็นเหตุธรรมดา เพราะสีดำไม่เท่าไร ดวงดำถัดมาสีดำกว่า เป็นเหตุทุกข์ระดับกลาง แต่ดวงกลางสุดมีสีดำมาก ทำหน้าที่ให้เหตุแห่งทุกข์ระดับอุกฤษฏ์

     อำนาจของสมุทัย สมุทัยเป็นผู้ทำเหตุ โดยส่งเหตุไปที่ทุกข์ ทุกข์จะกระทำการทันที พึงสังเกตว่าทุกข์มี ๔ ดวง และสมุทัยก็มี ๓ ดวง ทุกข์กับสมุทัยทำงานเป็นทีม รับส่งกันเหมือนเล่นฟุตบอล

     ไม่มีใครอยากเป็นทุกข์ ไม่มีใครอยากทำกรรมร้าย แต่พอสมุทัยเขาส่งเหตุมาบังคับ ทั้งที่เราไม่อยากทำ และเมื่อการกระทำเสร็จลงแล้ว ทุกข์เขาก็ทำงาน เราคือ ผู้รับผลแห่งการกระทำ ก็คือ เดือดร้อนกันไป ครวญครางกันไป

     ลักษณะของนิโรธ เมื่อหมดเขตของสมุทัยไปแล้ว ก็เป็นดวงนิโรธ เป็นดวงใสเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ วา อยู่ที่ดวงธรรมของกายมนุษย์

     นิโรธ แปลว่า หยุด นิ่ง แน่น หมายความว่า ทำใจหยุด ทำใจนิ่ง ทำใจแน่น ใจหยุดเหมือนรถยนต์เบรก ใจนิ่งเหมือนน้ำในโอ่งไม่มีกระแสลมสัมผัส ผิวน้ำเรียบไม่เป็นคลื่น ใจแน่น เหมือนเสาหินปีกลงไปแล้วไม่โยก ไม่คลอน ไม่เขยื้อน

     ที่พูดว่าทำนิโรธก็คือ การทำใจหยุด นิ่ง แน่น อยู่กับดวงธรรมของเรา ขณะที่เราทำใจ หยุด นิ่ง แน่น อยู่กับดวงนิโรธของเรานั้น หากสภาพใจมีอาการส่าย ไหว ริบ รัว แปลว่า เราสู้ทุกข์กับสมุทัยไม่ได้ จำต้องฝึก หยุด นิ่ง แน่นกันใหม่ ต้องให้ใจหยุดจริง นิ่งจริง แน่นจริง ทุกข์และสมุทัยจึงจะกลัว

     อำนาจของนิโรธ ดวงนิโรธนี้ เมื่อเราฝึกใจเข้าถึงได้ คือ ทำใจหยุด นิ่ง แน่น ที่ดวงนิโรธได้ สามารถกำจัดสมุทัยได้ และเมื่อไม่มีสมุทัย ทุกข์ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น นิโรธมีอำนาจกำจัดได้ทุกอย่าง

     ลักษณะของมรรค มรรคแปลว่า ทางเดิน คือ ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ซึ่งอยู่กลางดวงธรรมของกายมนุษย์

     อีกความหมายหนึ่ง มรรคคือ ดวงธรรมประจำกาย ดวงธรรมประจำกาย คือ ดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ดวงศีล ดวงสมาธิ ดวงปัญญา ดวงวิมุตติ ดวงวิมุตติญาณทัสสนะ ดวงธรรมเหล่านี้ มีลักษณะเป็นแก้วขาวใส กลมรอบตัวเหมือนลูกฟุตบอล

     ดวงธรรมเหล่านี้เป็นทางเดินของใจ ลักษณะของใจที่เดินคือ ทำใจหยุด ใจนิ่งกลางดวงธรรม ตรงจุดใสเท่าปลายเข็มซึ่งอยู่กลางดวงธรรมทุกดวง หยุดในหยุดไม่ถอยหลัง ใจหยุดคือใจเดิน ใจไม่หยุดคือใจไม่เดิน

     อำนาจของมรรค ดวงมรรคนี้ กำจัดสมุทัยได้พอ ๆ กับดวงนิโรธทีเดียว ทำหน้าที่เป็นคูค่ายให้แก่ดวงนิโรธ เพราะดวงนิโรธอยู่ในดวงธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานของกาย และในขณะเดียวกัน ดวงนิโรธคอยกำจัดไม่ให้สมุทัยเข้ามาถึงมรรคได้ เว้นแต่เกินกำลังของเรา

ใครเป็นผู้ทำ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

     บาปหรืออกุศล เป็นผู้ทำทุกข์ สมุทัย

     บุญหรือกุศล เป็นผู้ทำนิโรธ มรรค

     คำสอนของพระบรมศาสดาที่ว่า ไม่ทำบาปทั้งปวง หากทำเข้า เขาก็ทำทุกข์และสมุทัยให้ คือ บาปเป็นผู้ทำให้แก่สัตว์โลกทุกสถาน เพราะบาปเขาก็มีพระพุทธเจ้า

     คำสอนของพระศาสดาที่ว่า การทำกุศลให้บริบูรณ์ หากเราทำกุศล พระศาสดาก็ทำนิโรธและมรรคให้แก่สัตว์โลก เพราะสัมมาทิฐิก็มีพระพุทธเจ้า

     คำสอนที่ว่า ทำใจให้ใส นับว่าสำคัญมาก หากทำใจให้ใสได้ ก็เข้าถึงนิโรธเข้าถึงมรรค ทำให้นิโรธและมรรคมีพลังขึ้น เป็นผลให้ทุกข์และสมุทัยไม่มีโอกาสได้ปกครอง

     โปรดสังเกตว่า ดวงธรรมของเราดวงเดียวนี้ มีผู้ปกครอง ๒ ฝ่าย คือ ฝ่ายมิจฉาทิฐิผู้เป็นเจ้าทุกข์และสมุทัย และฝ่ายสัมมาทิฐิผู้เป็นเจ้าของนิโรธและมรรค คราใดที่สภาพใจของเราสงบระงับ นิโรธและมรรคทำหน้าที่อำนวยความสุขให้ หากคาใดใจของเราไม่สงบ มีอาการส่าย ไหว ริบ รัว ทุกข์และสมุทัย เป็นผู้ทำหน้าที่ส่งความทุกข์ร้อนมาให้ เหตุนี้เอง ที่เราอาจทำกรรมร้ายบ้าง และทำกรรมดีบ้างสลับกันไป

     การที่พระบรมศาสดาทรงสอนให้สัตว์โลกทำใจให้ใส ให้ประกอบการกุศล และให้ละเว้นจากบาป ก็เพื่อให้เรารอดจากการปกครองของทุกข์และสมุทัยยั่นเอง

     กลับมาดูชาวโลกของเราบ้าง มีใครบ้างไหมที่ทำใจหยุดใจนิ่งที่ศูนย์กลางกาย เพราะการกระทำเช่นนี้ เป็นการทำนิโรธ เพื่อเข้ามรรค ใครทำอย่างนี้ก็ปลอดภัย เพราะเขาได้ทำใจให้ใสตามคำสอนของพระบรมศาสดาแล้ว เป็นผลให้นิโรธและมรรคส่งผลให้เป็นสุข คำตอบก็คือ มีเรียนวิธีทำใจให้ใสกันมาก แต่ไม่วางใจที่ศูนย์กลางกาย ปรากฏว่าใจสงบระงับ เกิดความสุขทางใจ สบายใจ แต่เขาจะไม่เห็นของจริง ๔ ประการคือ ไม่เห็นอริยสัจ ๔ ไม่ว่าจะฝึกกี่ปีปี่ชาติ เขาก็ไม่มีโอกาสได้เห็นอริยสัจ ๔ แน่นอน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบก็คือ ไม่ตั้งใจที่ศูนย์กลางกาย จึงไม่ถูกแนวของสัมมาทิฐิ กลับเป็นแนวของทุกข์และสมุทัยที่มีอยู่แล้วในดวงธรรมของเขาผู้นั้น ทั้งนี้ เนื่องจากดวงนิโรธและดวงมรรคของเขา มีพลังสู้ทุกข์และสมุทัยไม่ได้นั่นเอง

     เราจะเห็นว่าเกจิอาจารย์หลายท่าน ได้รับยกย่องว่าเป็นพระอรหันต์ หากเราถามว่า พระอาจารย์ฝึกฝนมาแนวใด ได้เห็นอริยสัจ ๔ หรือเปล่า อยู่ที่ไหน อย่างไร เมื่อฟังคำตอบแล้ว เราพอจะให้ความเห็นว่า มีความเป็นจริงเพียงใด และแค่ไหนได้ เพราะความจริงมีอยู่ว่า การเห็นอริยสัจ ๔ นั้น เห็นได้โดยญาณทัสสนะของธรรมกายเท่านั้น ดังที่เราจะฝึกต่อไปนี้

     ได้อธิบายถึงลักษณะของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และอำนาจของดวงเหล่านั้น เพื่อประกอบความเข้าใจพอสมควรแล้ว จากนี้ไป เป็นการเดินวิชา เพื่อให้เห็นจริง

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 14 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org