Go to Kayadham Home   
ประชาสัมพันธ์ : เชิญร่วมปฏิบัติธรรมแนววิชชาธรรมกาย โดยวิธีการที่หาที่ไหนไม่ได้ (หลักสูตรเร่งรัดสำหรับท่านที่มีเวลาน้อย) ณ โฮมเสตย์ เขื่อนท่าด่าน จ.นครนายก 6-7 เมษายน 50 นี้ (ด่วน! รับ 40 ท่าน) อ่านรายละเอียดall.gif
HOME :
คู่มือสมภาร(11) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Monday, 14 August 2006

อธิบายการเดินวิชา

สิ่งที่กำหนดให้ทำ

     (๑.) ทำฌานให้แก่กายธรรม โดยใช้ดวงธรรมของกายโลกีย์ เรียกว่า ทำรูปฌานและอรูปฌาน และใช้ดวงธรรมของกายธรรมทำฌานให้แก่กายธรรม เรียกว่า ทำรูปฌานและอรูปฌาน

     รูปฌาน แปลว่า ฌานที่เห็นได้

     อรูปฌาน แปลว่า ฌานที่ละเอียดกว่ารูปฌาน

     อย่าแปลคำ “อ” (อะ) ว่าไม่ อรูปฌานแปลว่า ฌานที่ละเอียดกว่ารูปฌาน

     (๒.) ใช้ตาธรรมกายและรู้ญาณของธรรมกายดูอริยสัจ ๔ ที่มีอยู่ในกายโลกีย์ คือ ดูทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ให้เป็นปริวัฏ ๓ คือ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ หรือเรียว่า ญาณ ๓

ฌานเกิดจากอะไร ?

     ฌานเป็นแผ่นขาวใส เกิดจากการขยายดวงธรรมให้โตออก แล้วกายธรรมนั่งบนนั้น ลักษณะของฌานนั้น กลมคล้ายเขียงที่เราใช้หั่นผัก เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ วา หนา ๑ คืบ หากเป็นฌานของกายธรรมก็มีขนาดโตยิ่งขึ้นไป ฌานทำหน้าที่เป็นพาหนะให้แก่กาย ทำให้กายไปไหนมาไหนได้เร็ว

อารมณ์ฌานกับแผ่นฌานไม่เหมือนกัน

     แผ่นฌานเกิดจากการขยายดวงธรรมให้โต คือวิชาที่เราจะทำต่อไปนี้ ส่วนอารมณ์ฌานนั้น เกิดจากสภาพใจที่สงบระงับ เช่น

     ปฐมฌาน มีองค์ ๕ ได้แก่ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตา

     เรามักได้ยินคำ วิตกวิจารณ์ แปลว่า เป็นทุกข์กังวลใจ อย่าปนกับ วิตก และวิจาร

คำ วิตก แปลว่า ตรึก นึก ตรอง

คำ วิจาร แปลว่า ใคร่ครวญโดยปัญญา

วิตก หมายความว่า ใจประคองดวงนิมิตได้ ไม่เผลอไปเรื่องอื่นเลย อารมณ์เรายึดมั่นแต่นิมิตเท่านั้น

มาถึงขั้นวิจาร หมายความว่า ประคองใจให้ถูกส่วน ว่าจะวางใจอย่างไรเช่นไร เป็นขั้นใช้ปัญญา

     คำทางพระทั้ง ๒ คำนี้ ทำความยุ่งยากใจพอสมควร นักปฏิบัติเขาไม่ห่วงเรื่องถ้อยคำ แต่นักวิชาการเขาเคร่งครัด

     อารมณ์ฌานในเรื่องวิตก ก็คือ ไม่เผลอและไม่ง่วงนอน พอถึงขั้นวิจาร ไม่มีความลังเลสงสัย พอถึงขั้นปีติ เกิดขนลุกบ้าง เกิดความโปร่งใจบ้าง เกิดความพอใจ พอถึงขั้นสุข ก็คือ สบายใจแล้ว อย่างนี้ดีแล้ว พอถึงขั้นใจดิ่งคือ ใจเป็นหนึ่ง ก็คือขั้นเอกัคตารมณ์

     อารมณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นแก่ผู้ฝึกภาวนาไม่ว่าสายใด ๆ แต่แผ่นฌานไม่เกิดแก่กาย ไม่รู้จักว่าฌานมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และอยู่ที่ไหน แต่การเจริญภาวนาแนว สัม มา อะ ระ หัง เราทำได้ทั้งอารมณ์ฌานและเกิดแผ่นฌาน

     ต้องขอบพระคุณหลวงพ่อวัดปากน้ำสักร้อยครั้ง เพราะใคร ๆ ก็อยากทำฌานด้วยกันทั้งนั้น เพราะสบายใจ เกิดความสุขทางใจ ไปค้นคว้าพระไตรปิฎก พบแต่เรื่องอารมณ์ฌาน ส่วนวิธีทำ แนวปฏิบัติ รูปพรรณสัณฐานไม่มี และศึกษาค้นคว้าที่ใดไม่ได้ด้วย เคราะห์กรรมจึงตกแก่ผู้ใฝ่รู้ทั้งหลาย เพราะเราไม่รู้วิธีทำ ชีวิตเราจบด้วยความไม่รู้ แต่ด้วยมีอุปนิสัยมาแต่ปุเรภพชาติ ค้นคว้าธรรมไปตามคติของตน พบวิชาบ้าง ก็เป็นวิชาของมารเขา หรือเป็นวิชาของพระปนกับของมาร บัดนี้เป็นโอกาสดีแล้ว หลวงพ่อวัดปากน้ำมาชี้ขาดในทุกเรื่องแล้ว ขอเชิญท่านเรียนได้ตามใจชอบ

ทุติยฌาน มีอารมณ์ฌาน ๓ คือ ๑. ปีติ ๒. สุข ๓. เอกัคตา

ตติยฌาน มีอารมณ์ฌาน ๒ คือ ๑. สุข ๒. เอกัคตา

อากาสานัญจายตนะ พิจารณาอากาศว่าเป็นความว่างเปล่า ปราศจากอารมณ์ โดยกำหนดให้อากาศเป็นวงกลม

วิญญานัญจายตนะ เพ่งอากาศที่เป็นวงกลมให้ว่าง จากนั้น จะเห็นความใสยิ่งกว่าอากาศ มีลักษณะเป็นวงกลมเช่นเดียวกัน เราจะเกิดความรู้สึกว่า ความใสอันเป็นวงกลมนั้นมีวิญญาณ คือ มีจิตใจอยู่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีจิตใจก็ไม่เชิง ยังคาบลูกคาบดอก

อากิญจัญญายตนะ เมื่อดวงกลมใสจะมีวิญญาณก็ไม่ใช่ ไม่มีวิญญาณก็ไม่เชิง ได้หายไปแล้ว เกิดความรู้สึกทางใจขึ้นมาใหม่ คือ รู้สึกว่า ไม่มีอะไรอีกแล้ว ว่างจนกระทั่งไม่มีอะไร

เนวสัญญานาสัญญายตนะ เมื่อความรู้สึกว่างจนไม่มีอะไร ได้หายไปแล้ว จะเกิดอารมณ์คือ ความรู้สึกอย่างใหม่เกิดขึ้นคือ จะรู้สึกตัวก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้สึกก็ไม่ใช่ เป็นลักษณะคาบลูกคาบดอก คือ จะว่ามีสัญญาก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีสัญญาก็ไม่เชิง นี่คืออารมณ์ของเนวสัญญานาสัญญายตนะ สัญญา แปลว่า จำได้หมายรู้

ฌานเต็มส่วนกับฌานไม่เต็มส่วน

     ฌานไม่เต็มส่วน คือ เกิดแต่อารมณ์ฌาน แต่ไม่เกิดแผ่นฌานที่ก้นกาย ส่วนฌานเต็มส่วนนั้น เกิดทั้งอารมณ์ฌานและเกิดแผ่นฌานที่ก้นกาย

     วิชาธรรมกายเท่านั้น ที่จะเกิดได้ทั้งอารมณ์ฌานและแผ่นฌาน การเจริญภาวนาแบบกำหนดลมหายใจเข้าออก ไม่ตั้งใจที่ศูนย์กลางกาย ทำได้แค่อารมณ์ปฐมฌาน จะให้สูงกว่านี้ ยากเสียแล้ว เพราะกิเลสทางใจหรือที่เราเรียกว่าศัตรูทางใจ พูดอย่างเราก็ว่ามาร รบกวนตลอดเวลา

     ญาณทัสสนะบางอย่างอาจแม่นยำได้ มารเขาไม่ขวาง เขาเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เราจะเห็นเขาภาวนากันได้นาน ๆ พอภาวนาพิจารณาลมหายใจเข้าออกถึงขั้นลมละเอียด จะพบความว่าง สบายใจ ตัวเบา สบายใจ ทำได้แค่นี้ เมื่อไรก็อย่างนี้ แต่ความรู้ไม่ไปไหน วนเวียนอยู่ในเรื่องว่าง สบายใจแค่นี้ เพียงแต่จะเข้าถึงกายฝัน ยังเข้าไม่ได้ เปิดตำราอยากเรียนอะไร ก็ไปกำหนดกันในว่างนั้น ว่างนั้นก็ส่งวิชาให้เห็นเรื่อยไป ชีวิตเราจบลงด้วยความรู้เพียงแค่นี้ เราทุ่มเทกันทั้งชีวิต แต่ได้รู้เห็นแค่นี้ น่าเสียใจ พวกเรายังมายกย่องว่าเป็นพระอรหันต์เสียด้วย

     แต่การทำวิชาแนวธรรมกาย พระบรมศาสดาทรงทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น แต่เราจะเห็นจริงจังอย่างพระองค์ไม่ได้ และจะให้เราเห็นแจ้งแทงตลอดอย่างหลวงพ่อวัดปากน้ำย่อมไม่ได้ เพราะบารมีของเราไม่เท่าพระองค์ การอบรมบ่มอินทรีย์ของเราไม่เท่าพระองค์นั่นเอง

ที่เรียกว่าสมาบัติคืออะไร ?

     สมาบัติคือ การเดินวิชาอนุโลมปฏิโลม ตำราเขาบอกว่าให้เดินถึง ๗ เที่ยว คือ เดินหน้าไป ๑ ย้อนกลับมา ๑ ให้นับเป็น ๒ เที่ยว เพิ่มความยากขึ้นอีก ก็คือ เข้าฌานไปด้วย ไม่เดินวิชา ๑๘ กายธรรมดา เหตุผลก็เพื่อให้กายใส ดวงธรรมใส และฌานก็ใสด้วย เพราะถ้าไม่ใส ธรรมกายจะไม่ตกสูญ หากธรรมกายไม่ตกสูญ ท่านให้เดินวิชาเพิ่มจำนวนเที่ยวขึ้นอีก จนกว่าธรรมกายจะตกสูญ

ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คืออะไร ?

     เราทราบความหมายทั่วกันแล้ว แต่ตัวตนและหน้าตาของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คืออย่างไร เรามักไม่เข้าใจ ดวงทุกข์และดวงสมุทัย เป็นดวงค่อนข้างดำ นิโรธ คือ หยุด นิ่ง แน่น มีลักษณะเป็นดวงกลมขาวใส ทางเดิน อยู่กลาง เป็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ที่ผมทำวิชาปราบมารก็คือ การทำนิโรธและมรรคชนะทุกข์และสมุทัยให้ได้ในทุกสถาน หากท่านอยากทราบ โปรดหาหนังสือปราบมารที่ผมเขียนมาอ่านดูได้

ญาณ ๓ หรือปริวัฏ ๓

ญาณ แปลว่า รู้เห็น

ปริวัฏ แปลว่า เวียนรอบ

     หมายความว่า การเดินวิชาเพื่อให้แจ้งความรู้ จะต้องครบสูตร ๓ คือ สัจญาณ ได้แก่ จริงแท้แน่นอน กิจจญาณ เป็นภารกิจที่ควรทำ กตญาณ หมายถึง ทดลองดูแล้ว ตรวจสอบแล้ว หลักของการเรียนรู้ของพระศาสดายึดหลักปริวัฏ ๓ ทุกเรื่อง จึงจะเอาความรู้นั้นมาบอกแก่พวกเราได้ ว่าได้ตรัสรู้เรื่องนั้นแล้ว

     พูดถึงเรื่องนี้ เราเห็นชัดเจนทีเดียวว่า หลวงพ่อวัดปากน้ำเดินตามแนวพระศาสดาทีเดียว อย่างเรื่องทำฌานและดูอริยสัจ ๔ นี้ หลวงพ่ออ้างญาณ ๓ ในความรู้ของท่าน อยากกราบความรอบรู้ของหลวงพ่อวัดปากน้ำสักร้อยครั้ง ผมเกิดมาโชคดีที่ได้พบหลวงพ่อวัดปากน้ำ แต่ปัญญาไม่มี หลวงพ่อสอนเท่าไรไม่จำ ตลอดชีวิตของผม หลวงพ่อใช้ให้สอนให้แต่งตำรา ร้ายที่สุดคือให้ ปราบมาร ถ้าผมสามารถถอดกายได้อย่างหลวงพ่อ จะยอมตายเดี๋ยวนี้ทีเดียว เบื่อรบกับมารเหลือเกินแล้ว ปราบเท่าไรไม่รู้จักหมด คิดว่าหมดแล้ว เดินวิชาไป ๆ เจออีกแล้ว เป็นอยู่อย่างนี้ไม่รู้กี่ปีมาแล้ว บารมีของเราเป็นอย่างนี้ เที่ยวหน้าท่านต้องเอาเรามาปราบมารอีก เพราะบารมีไปทางนี้เสียแล้ว ดังนั้น ขอท่านให้รีบเรียนงานข้างหน้ายังมีรอรับท่านผู้เชี่ยวชาญทางวิชาธรรมกายอีกมาก

แนวเดินวิชาทำรูปฌาน

ลำดับแรก

- ทำใจหยุด ใจนิ่ง อยู่ที่ดวงธรรมในท้องของธรรมกาย บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ

- ส่งใจนิ่งลงไปที่กลาง คือที่จุดใสเท่าปลายเข็ม ซึ่งอยู่กลางดวงธรรม บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มจะว่างและหายไป จากนั้นจะเห็นดวงธรรมของกายมนุษย์ทันที

- ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ เห็นจุดใสเท่าปลายเข็ม ซึ่งอยู่กลางดวงธรรม

- ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็ม บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ ทำใจเหมือนจรดดินสอลงบนกระดาษแล้วบริกรรมใจหมุนขวาในหมุนขวา ๆๆ แล้วนึกให้ดวงธรรมขยายออก ให้กว้างออกไป ดวงธรรมจะขยายออกเป็นแผ่นกระจกใสออกไป จะให้ใหญ่เท่าไรก็ได้ แต่เราเอาเพียงเส้นผ่าศูนย์กลางของแผ่นกระจกเพียง ๒ วา นี่คือ ปฐมฌาน มีลักษณะเป็นแผ่นใสคล้ายเขียงหั่นผัก เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ วา หนา ๑ คืบ

ลำดับสอง

     น้อมใจของเรา เอาธรรมกายนั่งลงไปที่แผ่นฌานนั้น คือ ส่งใจนิ่งลงไปที่แผ่นฌาน ตรงจุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌาน บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ อย่างนี้เรียกว่า ธรรมกายเข้าปฐมฌาน จุดใสเท่าปลายเข็มของดวงธรรมของธรรมกายตรงกับจุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌานพอดี เราอยากทราบอารมณ์ของปฐมฌาน ก็นิ่งอยู่อย่างนั้น ตรวจสอบอารมณ์ฌานว่าตรงกับตำราหรือไม่ ใช้เวลาหลายวัน ตรวจสอบอยู่อย่างนั้น วันนี้ทำวิชาไม่ดี พรุ่งนี้ทำใหม่ ฝึกแต่อย่างนี้

     วิจารณ์ ที่ว่าธรรมกายเข้าฌาน หมายความว่า ธรรมกายนั่งบนแผ่นใส อารมณ์ฌานบังเกิดแก่กายมนุษย์ แต่กายมนุษย์ไม่มีแผ่นใสที่ก้นกาย (ตั้งแต่ครั้งพุทธกาล มีเหอะเหินเดินอากาศ ก็เรื่องฌานนี้เอง)

     หมายเหตุ พึงสังเกตการเดินวิชา จำวิธีการลำดับหนึ่งและลำดับสองให้แม่น ในบทอื่นจะไม่กล่าวถึง ถือว่าเข้าใจแล้ว มีวิธีการอย่างเดียวกัน

ลำดับสาม

     ทำทุติยฌาน มีวิธีดังนี้ ส่งใจนิ่งลงที่ดวงธรรมของกายมนุษย์ เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็ม จุดใสเท่าปลายเข็มจะว่างออก เห็นกายทิพย์

     ส่งใจไปที่กายทิพย์ โดยเดินใจไปตามฐาน ๗ ฐาน ในที่สุด ส่งใจนิ่งไปที่ดวงธรรมของกายทิพย์ จากนั้น เดินวิชาตามที่กล่าวแล้ว ก็เกิดทุติยฌาน

     แล้วทำตติยฌานจากกายพรหม ทำจตุตถฌานจากกายอรูปพรหม ตามวิธีการเดียวกัน

หมายเหตุ ฌานที่หายไปไหน ไม่ได้หายไปไหน ไปซ้อนฌานที่ธรรมกายกำลังเพ่งอยู่ เช่นเมื่อเข้าทุติยฌาน ปฐมฌานก็หายไป ก็ซ้อนล่างของทุติยฌาน เข้าตติยฌาน ทุติยฌานก็มาซ้อนล่างของตติยฌาน และเมื่อเข้าจตุตถฌาน ฌานที่มาซ้อนจตุตถฌานก็คือ ตติยฌาน ทุติยฌาน ปฐมฌาน ดังนี้เป็นต้น

แนวเดินวิชาทำอรูปฌาน

     รูปฌาน ทำจากดวงธรรมของกายโลกีย์ คือ

ปฐมฌาน จากดวงธรรมของกายมนุษย์

ทุติยฌาน จากดวงธรรมของกายทิพย์

ตติยฌาน จากดวงธรรมของกายพรหม

จตุตถฌาน จากดวงธรรมของกายอรูปพรหม

     ส่วนอรูปฌาน ทำจากการเพ่งเข้าไปในว่างของรูปฌาน เพราะรูปฌานทุกฌานมีกลาง คือ จุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌาน กลางคือ จุดใสเท่าปลายเข็มนั้นตรงกันหมด คือ ถ้าเรานิ่งลงไปที่ “กลาง” ของฌานใด ก็จะถูก “กลาง” ของทุกฌานพร้อมกัน อยู่ที่เราจะพิจารณาฌานใด ฌานนั้นก็จะมาปรากฎให้เห็น ส่วนฌานที่เราไม่พิจารณา ก็จะกลับไปซ้อนล่างของฌานที่เรากำลังพิจารณานั้น และฌานที่เรากำลังพิจารณา ก็จะกลายเป็นฌานที่ละเอียดยิ่งขึ้นไป ฌานอื่นก็พลอยมีฐานะละเอียดตามไปด้วย

     สถานภาพเดิม ขณะนี้ธรรมกายกำลังเข้าจตุตถฌาน จากนี้ไป เป็นการเดินวิชาทำอรูปฌาน

ลำดับแรก

     ธรรมกายนั่งอยู่บนจตุตถฌาน ทำใจนิ่งลงไปกลางดวงธรรมในท้องธรรมกาย บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ จากนั้นจะเห็นกลางคือ จุดใสเท่าปลายเข็ม ซึ่งอยู่กลางดวงธรรม

     ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ จะเห็น “จุดใสเท่าปลายเข็ม” กลางแผ่นฌานที่ก้นกายธรรม เพราะจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม และจุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌานนั้นตรงกัน พูดให้ง่ายก็คือ เห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมแล้ว จะถูกจุดใสเท่าปลายเข็มของฌานด้วย

     เมื่อส่งใจนิ่ง “นึกดูกลางฌาน” เราจะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของฌานทันที บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ นึกเข้าปฐมฌาน แล้วจะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของปฐมฌานทันที จุดใสเท่าปลายเข็มของฌานอื่น จะไปต่อท้ายจากจุดใสเท่าปลายเข็มของปฐมฌาน ตามที่กล่าวมาแล้ว

     ส่งใจนิ่งลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มของปฐมฌานนั้น แล้วจุดใสเท่าปลายเข็มของปฐมฌานจะขยายออกเป็นแผ่นใส ขนาดเท่าแผ่นใสของจตุตถฌาน แผ่นใสใหม่นี้คือ อากาสานัญจายตนะฌาน (ฌานที่ ๕) ดังนั้น อากาสานัญจา ฯ เกิดจากปฐมฌานและจตุตถฌานประสมกัน แล้วเกิดเป็นฌานขึ้นใหม่ แล้วธรรมกายก็เข้าไปนั่งบนฌานที่เกิดขึ้นนั้น เมื่อจุดใสเท่าปลายเข็มของฌานหนึ่ง ซ้อนลงไปที่จุดใสเท่าปลายเข็มของอีกฌานหนึ่ง แผ่นใสของฌานที่ลงไปซ้อนจะค่อย ๆหายไป เพราะกำเนิดเดิมของฌานที่ลงไปซ้อน ได้ไปซ้อนกับกำนิดเดิมของฌานที่รองรับ

ลำดับสอง

     ทำวิญญานัญจายตนะฌาน

     ขณะนี้ ธรรมกายนั่งบนอากาสานัญจา ฯ จะทำ วิญญานัญจา ฯ มีวิธีทำดังนี้

     ส่งใจหยุดใจนิ่งลงไปที่กลางดวงธรรมในท้องของธรรมกาย บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ จนกระทั่งเห็น “จุดใสเท่าปลายเข็ม” ซึ่งอยู่กลางดวงธรรม พอจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรมว่างออกไป จะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของฌาน เพราะจุดใสเท่าปลายเข็มของดวงธรรมและของฌานอยู่ตรงกัน เราปรารถนาจะดูฌานอะไร ก็จะเห็นฌานนั้น ๆ ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางแผ่นฌาน ก็จะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มของฌาน ส่วนฌานที่เราไม่ใฝ่ใจถึง ก็จะไปซ้อนฌานที่เรากำลังเอาใจจดจ่อนั้น อันนี้เป็นความรู้พื้นฐานทั่วไป

     เราประสงค์จะเข้าทุติยฌาน ก็นึกถึงทุติยฌานนั้น บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ทันใดนั้นเอง จุดใสเท่าปลายเข็มของอากาสานัญจา ฯ ก็ซ้อนลงบนจุดใสเท่าปลายเข็มของทุติยฌาน เกิดเป็นแผ่นใสขึ้นใหม่ แผ่นใสนั้นคือ วิญญานัญจายตนะฌาน น้อมธรมกายนั่งลงบนแผ่นใสใหม่นั้น

ลำดับสาม

     ทำอากิญจัญญายตนะฌาน และทำเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน ก็ทำนองเดียวกัน

     การเดินวิชา ตั้งแต่ทำปฐมฌาน จนถึงทำเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน เรียกว่า “อนุโลม” จากนี้ไป เราจะทำวิชาถอยหลัง เริ่มตั้งแต่เดินวิชาจากเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานไปหาปฐมฌาน เรียกว่า “ปฏิโลม” มีวิธีทำดังนี้

แนวเดินวิชารูปฌานและอรูปฌานแบบปฏิโลม

     หลักการ เราตั้งความประสงค์ว่า จะเดินฌานถอยหลัง ทั้งรูปฌานและอรูปฌานคู่กันไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชำนาญทั้งแบบอนุโลมและแบบปฏิโลมนั่นเอง ประโยชน์สำคัญก็คือ ทำให้แผ่นฌานใสยิ่งขึ้น การที่ฌานมีความใสจะด้วยการกระทำอย่างไรก็ตาม ย่อมมีผลกระทบถึงดวงธรรมและกายด้วย คือ ทำให้ดวงธรรมและกายเกิดความใสตามไปด้วย อย่าได้เคร่งครัดว่า ๗ เที่ยว ยิ่งมากเที่ยวยิ่งดี ตำราบอกไว้ว่าทำ ๗ เที่ยว ธรรมกายจึงจะตกสูญ หาก ๗ เที่ยวแล้วธรรมกายยังไม่ตกสูญ เนื่องจากความใสยังไม่พอ ต้องทำให้มากเที่ยวยิ่งขึ้นอีก จนกว่าธรรมกายจะตกสูญ เรื่องตกสูญนี้ไปเรียนกันตอนฝึกเข้านิพพานอีกครั้งหนึ่ง

วิธีเดินวิชา

     สถานภาพเดิม ขณะนี้ธรรมกายนั่งอยู่บนฌานเนวสัญญานาสัญญายตนะฌาน (ฌาน ๘)

     ความต้องการ จะเดินจากฌาน ๘ ถอยหลังมาหาฌาน ๗-๖-๕-๔-๓-๒-๑

     วิธีทำ ส่งใจนิ่งลงไปกลางดวงธรรมในท้องของธรรมกาย บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ เห็นดวงธรรมในท้องของธรรมกาย ส่งใจนิ่งลงไปที่กลางดวงธรรม บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ เห็น “จุดใสเท่าปลายเข็มซึ่งอยู่กลางดวงธรรม” ส่งใจนิ่งลงไปที่ “จุดใสเท่าปลายเข็ม” บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่าง จะเห็นแผ่นฌานที่ก้นของกายธรรม

     ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องธรรมกาย จะเห็น “จุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌาน” ด้วย บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ จะเกิดอารมณ์ของฌานสู่ใจเราทันที เรานิ่งอยู่กับฌานใด อารมณ์ฌานของฌานนั้น ก็จะเกิดแก่ใจเรา หากทำใจหยุดนิ่งนาน ๆ อารมณ์ฌานจะเกิดเต็มส่วน เปิดตำราดูว่าฌานใดมีอารมณ์อะไรบ้าง นี่คือ การฝึกอารมณ์ฌาน เหมาะแก่ผู้อยู่ตามเขาตามป่า เพราะมีสถานที่วิเวกให้ฝึก

     ประสงค์ที่จะเข้าสู่ฌานอากิญจัญญายตนะฌาน (ฌานที่ ๗) บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ ที่จุดใสเท่าปลายเข็มของฌาน พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป แผ่นฌานเนวสัญญา ฯ (ฌานที่ ๘) จะหายไป แล้วแผ่นฌานที่ ๗ ก็เข้ามาซ้อนก้นของกายธรรม ส่งใจนิ่งกลางดวงธรรมในท้องของกายธรรม บริกรรมใจหยุดในหยุดๆๆ นิ่งในนิ่ง ๆๆ ก็จะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางดวงธรรม และจะเห็นจุดใสเท่าปลายเข็มกลางแผ่นฌานด้วย จากนั้น อารมณ์ของฌานอากิญจัญญาฯ (ฌานที่ ๗) ก็สู่ใจเรา ทำดังนี้เรื่อยไป

     จากฌาน ๗-๖-๕-๔-๓-๒-๑ เมื่อทำเร็ว ๆ จะเป็นดังนี้ ส่งใจนิ่งลงไปที่ดวงธรรมของธรรมกายแล้ว นิ่งลงไปที่ “จุดใสเท่าปลายเข็มของดวงธรรม” พอจุดใสเท่าปลายเข็มว่างออกไป ให้นึกน้อมไปในว่างของฌาน ๖-๕-๔-๓-๒ และ ๑ (แต่ครั้งอดีตเคยนิยมใช้คำว่า “น้อมไปในว่าง”)

     เป็นอันยุติว่า ท่านทำฌานเป็นแล้ว ทั้งรูปฌานและอรูปฌาน และเดินวิชาอย่างอนุโลม ปฏิโลมด้วย

     ต่อจากนี้ไป เป็นการเดินวิชาที่ยากขึ้น เพราะจะต้องใช้ญาณทัสสนะของธรรมกายดูอริยสัจ ๔ ไปด้วย

สารบัญ

ความคิดเห็น

เขียนความคิดเห็น
ชื่อ:ผู้เยี่ยมชม
หัวเรื่อง:
BBCode:Web AddressEmail AddressLoad Image from WebBold TextItalic TextUnderlined TextQuoteCodeOpen ListList ItemClose List
ความคิดเห็น:



รหัส:* Code

Powered by AkoComment 2.0!

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Monday, 14 August 2006 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
Add to Google


หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org