Go to Kayadham Home   
เชิญ อ่านรายละเอียด เกี่ยวกับโครงการอบรม ได้เลยครับ >>>
Google
HOME : arrow สื่อธรรมะ : arrow เนื้อหาวิชชาธรรมกาย arrow หลักสูตรปราบมาร arrow ปราบมาร 3 arrow ปราบมาร3 (11)
ปราบมาร 3 (11) PDF พิมพ์ ส่งเมล
Wednesday, 16 August 2006

ข้อสังเกตหลังจากตรวจบารมีเสร็จแล้ว
ถวายนามแล้ว มาพบธาตุธรรมสำคัญ

     คำว่า ธาตุธรรมสำคัญ หมายถึง ต้นใหญ่ ต้นนิพพานเป็น กายธรรมหลวงพ่อ และ พระสมณโคดม ซึ่งเป็นเจ้าของศาสนา เหตุใดเมื่อทำพิธีถวายนามหลังจากตรวจบารมีแล้ว ต้องมาพบธาตุธรรมสำคัญอีกรอบหนึ่ง ไม่ว่าเราจะไปไหน จักรพรรดิท่านก็ไปกับเรา ไปไหนไหกัน ว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน

     ไม่ทราบตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมเราต้องทำอย่างนั้น นึกขึ้นมาได้เอง แล้วเราก็ทำตามที่เราเห็นชอบ เมื่อมาพบต้นใหญ่ จักรพรรดิท่านถามต้นใหญ่อย่างไม่เกรงใจก็มี เรื่องที่พูดกันส่วนมากก็เรื่องของข้าพเจ้า พระองค์ส่งนายไปหรือ พระองค์ให้นายปราบมารนั้น พระองค์มีส่วนรับผิดชอบอะไรบ้าง อย่างนี้เราก็เคยได้ยิน ต้นใหญ่ท่านก็ตอบไปตามที่ถาม

     มาที่ต้นนิพพานเป็น บางพระองค์พูดไม่เกรงใจ พระองค์ขึ้นลงกับนายหรือ พระองค์ช่วยอะไรนายบ้าง เราเคยได้ยิน และได้ยินแปลก ๆ แปลว่า จักรพรรดิท่านรู้เรื่องของเราตลอด แต่เราเองไม่รู้เรื่องเลย

     ในส่วนที่เกี่ยวกับหลวงพ่อนั้น เคยได้ยินจักรพรรดิท่านพูดเหมือนกัน หลวงพ่อท่านก็ว่า ศึกษา ฯ เป็นศิษย์ใช้กันได้ วานกันได้ ให้ปราบแทนได้

     เกี่ยวกับพระสมณโคดม จักรพรรดิท่านไม่ค่อยกล่าวอะไร จึงไม่มีเรื่องเขียน เพราะงานปราบมารมาอยู่ในศาสนาของพระองค์ พระสมณโคดมท่านฝากศาสนาของท่าน ให้ช่วยดูแลด้วย

     รุ่นหลัง ๆ ไม่ค่อยพูดอย่างนั้น พอมาถึงต้นใหญ่ ต้นใหญ่ท่านขนานนามรุ่นก็มี ส่วนต้นนิพพานเป็นและหลวงพ่อได้แต่โอภาปราศรัยธรรมดา ทำให้นึกถึงเรื่องที่อุบาสิกาถนอม อาสไวย์ ท่านเล่าขึ้นได้ เรื่องก็มีอยู่ว่า วันหนึ่งหลวงพ่อท่านถามคุณฉลวย สมบัติสุข และถามอุบาสิกาถนอม อาสไวย์ว่า “พระพุทธเจ้ากับจักรพรรดิ ใครสำคัญกว่ากัน” นี่คือคำถาม คุณฉลวยตอบว่า พระพุทธเจ้า ส่วนอุบาสิกาถนอมตอบว่าจักรพรรดิ แม่ชีถนอมเล่าต่อว่า หลวงพ่อเราตายไปนานแล้ว จนบัดนี้ ยังไม่มีการเฉลยคำตอบ ข้าพเจ้าทราบคำตอบแล้ว นึกสนุกขึ้นมาวันใด จะเขียนวันนั้นก็แล้วกัน

     สรุปข้อสังเกตในขั้นตอนนี้ เราจะทราบว่า จักรพรรดิท่านรู้เรื่องของเรามาแต่อดีต ทรงห่วงใยเรา ถึงกับพูดกับธาตุธรรมอย่างนั้น ทรงรู้เห็นเรื่องของเรามาทุกชาติ แต่เราไม่รู้ เราเอาแต่ทำวิชาตามที่ธาตุธรรมท่านมอบหมาย เราคิดแต่ว่า เราเป็นศิษย์หลวงพ่อ เกรงใจหลวงพ่อ หลวงพ่อให้เราปราบมาร เราก็ปราบ ผลดีผลเสียมีอย่างไร เราไม่คิด เราคิดแต่จะให้มารดับให้หมดสถานเดียว ในประเด็นที่ว่า เราจะมีกินมีใช้หรือไม่ เราไม่คิดแต่จักรพรรดิท่านคิด ท่านพูดแทนเรา ตามที่กล่าวมานี้ เท่าที่เล่ามานี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หากท่านอยากทราบตลอดเรื่องต้องไปอ่านบันทึกทำวิชาประจำวัน

     ขอเข้าเรื่องผลงานลำดับต่อมา คือเรื่องจักรพรรดิสำคัญถูกมาลักพาตัวไปโดยไม่มีใครรู้ไม่มีใครทราบ ดังเรื่องราวต่อไปนี้

จักรพรรดิภาคปราบสำคัญถูกมารเอาไปกักกันไว้หมด

     กล่าวถึงการรบ เมื่อมาถึงจุดหนึ่ง หลังจากที่เดินวิชาไป พบพระพุทธเจ้านิพพานเป็น ที่มารเอาไปหลบซ่อน ที่มารเอาไปกักกันไว้ในเหตุต่าง ๆ การรบดำเนินมาถึงขั้นตอนนี้ คิดว่าอาราธนากลับนิพพานไปได้หมดแล้ว

     เพราะการเดินวิชาละเอียดขึ้น พบพระพุทธเจ้านิพพานเป็นที่ใด เราก็อาราธนากลับได้หมด

     เราดีใจ ว่างานติดตามพระพุทธองค์เสร็จสิ้นแล้ว นานแล้วไม่พบเหตุการณ์ดังกล่าวนี้เลย และเราก็ดีใจต่อไปว่า หมดธรรมภาคมารเพียงนี้ ภาระหน้าที่ของเราเสร็จแล้ว เราคิดอย่างนั้น

     คืนวันหนึ่ง จำได้ว่า เราได้พูดไว้ในนิพพาน ว่าจักรพรรดิอยู่ที่ใด ขอให้อยู่ที่นั้น อย่าเคลื่อนย้าย จะได้ทราบว่า ใครอยู่และใครหายไป พูดแล้วก็ลืม ไม่นำมาคิดอีก และลืมไปเลย การทำวิชาในระยะนั้น คำนวณได้ง่ายวิชาไปเร็ว โล่งไปหมด ธาตุธรรมท่านดีพระทัยด้วยว่า มารหมดเสียที เพราะรบกันมานานแล้ว ดีใจกันทั้งนั้น

     แต่ดีใจกันไม่นาน

     เมื่อคำนวณละเอียดหนักเข้าไป ไปพบพระพุทธเจ้าจักรพรรดิภาคปราบ ถูกมารเอาตัวไปกักกันไว้ในเหตุละเอียดนั้น แต่แรกพบน้อย ต่อมาพบมากขึ้น พอเรืองแจ้งขึ้นมา ธาตุธรรมตกพระทัยกันหมด นี่มันอะไรกัน แล้วความดีใจก็มีแค่นั้น แต่จากนั้นไป มีแต่ความหนักใจและหนักใจ พูดอะไรไม่ออกกันทั้งนั้น

     จำได้ว่า ในรุ่นแรก ๆ เคยทูลถามต้นนิพพานเป็น ถามพระองค์ว่า ทรงรู้เห็นหรือไม่ ทรงตอบว่าไม่รู้ไม่เห็น และก็ถามไปหมด ก็ไม่ทรงรู้เห็น เราหนักใจเป็นทวีคูณ ว่าเราจะทำอย่างไรต่อไป เกินรู้เกินญาณทัสสนะที่พระองค์จะทรงรู้ทรงเห็นแล้ว เกินกำลังของพระองค์แล้ว หากพระองค์ทรงรู้เห็นก็จะบอกแก่เราได้ กรณีอย่างนี้เราจะทำอย่างไรต่อไป

     นี่คือความคิดของเรา หากรไม่รบต่อ มารมันจะได้ใจ ว่าเราไม่มีน้ำยา เพียงแค่นี้ เราก็ไม่มีปัญญาไปตามให้พบตัวตนของมัน นี่คือความคิดของเรา หากเราจะรบต่อ เราจะทำวิชาอะไร

     มาถึงขั้นตอนนี้ ลองเดินวิชาซ้อนสับทับทวี คือนิพพานถอดกายมีเท่าไร เอามารวมกับนิพพานเป็นทั้งหมด ทำให้เป็นกายเดียวกันทั้งหมด ซ้อน เห็น จำ คิด รู้ นิโรธ สมาบัติ ตรัสรู้ คำนวณ ต่อเห็น จำคิด รู้ นิโรธ สมาบัติ ตรัสรู้ คำนวณ แล้วกลั่น คือ กลั่น เห็น จำ คิด รู้ นิโรธ สมาบัติ ตรัสรู้ คำนวณ เสร็จแล้ว ต่อแว่นต่อกล้องส่องญาณทัสสนะ ไปในเหตุเกินรู้เกินญาณทัสสนะ คำนวณไปให้เลยคำนวณของมารที่มารเขาคำนวณไปแล้ว กำลังคำนวณอยู่ และที่จะคำนวณต่อไป ไปถึงเหตุอันใด เราก็แลบ ลั่น ย่อย แยก เข้าไปในเหตุนั้น เมื่อเหตุเหล่านั้นถูกกำจัด พอเกิดความใสขึ้นบ้าง เพียงเท่านั้นเอง เราก็พบพระพุทธเจ้าจักรพรรดิภาคปราย ที่มารพาลักตัวมากักกันไว้ตรงนี้จำนวนมาก พบแล้วพบอีก ไม่รู้เท่าไรต่อเท่าไร

     พอพระองค์เห็นเรา จะเข้ามาหาเราทั้งหมด เราต้องรีบรวมกายของพระองค์ทั้งหมด นำมาทำให้ใสใหม่ แล้วอาราธนากลับนิพพาน แปลกมาก แปลกแท้ทีเดียว พระองค์ไม่อยู่นิพพาน แต่กลับมาอยู่กับ “ตรีภพ” ทั้งหมด เราตกใจ เหตุใดพระองค์ไม่อยู่ในนิพพาน ก็อาราธนาพระองค์มาอยู่ในนิพพาน นี่มันอย่างไรกัน ที่เป็นพระพุทธเจ้านิพพานเป็น พระองค์ก็อยู่ในนิพพานเป็น ไม่เห็นพระองค์มาอยู่กับ “ตรีภพ” พอถึงรุ่นจักรพรรดิ เหตุใดจักรพรรดิไปอยู่บนนิพพานตามที่ราอาราธนา ทำไมมาอยู่กับ “ต้นปราบ” กันทั้งหมด แต่อยู่ในเรือนของตรีภพ จะลำดับเรืองราวต่อไปนี้

๑. จักรพรรดิไม่มีกายละเอียดเท่านั้น

เป็นกายมนุษย์อย่างเราก็มี

     เมื่อเราเดินวิชาละเอียดที่กล่าวแล้ว ไปพบดวงเพชรใสอยู่ในเรือนแหวน ส่งใจนิ่งลงไปในเรือนนั้น ก็เห็นกายของท่าน เราก็ทราบว่า มารเอาท่านมาไว้ที่นี่ หลวงพ่อท่านถามว่า มาอยู่ที่นี่ทำไม ทรงตอบว่า มารเขาเอามาไว้ เพื่อไม่ให้ช่วยใคร ถ้ามารเขาจะรบกับใคร ห้ามพระองค์ช่วย (เล่ม ๑๓หน้า ๔๘)

     อีกวันหนึ่ง การเดินวิชาทำไปตามปกติ พอว่างใสสะอาด พบดวงแก้ว ๒ ดวง พอเราเพ่งไปกลางดวงก็ทราบว่าเป็นจักรพรรดิที่มารเอามาซ่อนไว้ ต่อมาหลวงพ่อถวายนามว่า ต้นปราบมิ่งและต้นปราบเมือง (เล่ม ๑๓ หน้า ๖๙)

     การพบจักรพรรดิกายมนุษย์ พบเมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๒๗ (เล่ม ๑๓ หน้า ๑๒๔) จำได้ติดตา เราตกใจและแปลกใจเพราะเราไม่เคยเห็น เคยเห็นแต่กายละเอียดทั้งนั้น แต่ว่าอยู่ลึกมากเดินวิชากันแทบขาดใจทีเดียว ได้บันทึกไว้ดังนี้ “เป็นจักรพรรดิกายมนุษย์ เพิ่งพบองค์แรก บารมีมาก การขนานนามไม่มีมารขัดขวาง เห็นพระองค์แต่เมื่อคืนแล้ว เป็นกายมนุษย์ ไม่อ้วน พระเกศาดำ พระพักตร์นวลงาม เครื่องทรงพอสมควร การเห็นที่ชัดเจนอย่างนี้ ก็เพิ่งเมื่อคืนเอง ยังดีใจมาถึงขณะนี้ พระองค์บอกว่า หากพบต่อไปก็เป็นจักรพรรดิกายมนุษย์ เพราะครั้งนั้นเป็นกายมนุษย์” นี่คือบันทึกที่จดไว้ จึงคัดลอกมา

     ขออธิบายหน่อยหนึ่ง เกี่ยวกับการบันทึกที่ทำไว้นั้น ที่เขียนว่าเห็นพระองค์เมื่อคืนแล้ว ก็คือได้ทำวิชาไปถึงเหตุหนึ่ง ได้กายพระองค์กลับมาอยู่ในเรือนตรีภพแล้ว แต่ยังไม่ได้อาราธนาธาตุธรรมถวายพระนาม ตกกลางคืนท่านมาปรากฏกายให้เห็น เห็นอย่างไรก็เขียนไว้แต่วันนั้นแล้ว และที่เขียนว่า การขนานนามไม่มีมารขัดขวาง ก็คือว่า การถวายนามจักรพรรดิบางวันมีมารเขาเข้าขัดขวาง เราต้องรบก่อน ต้องดับมารก่อน ต่อเมื่อมารที่ขัดขวางดับแล้ว ธาตุธรรมจึงตรวจบารมีและขนานนามได้ ธาตุธรรมท่านดีใจมาก เพราะเป็นครั้งแรก คราวนี้ได้จักรพรรดิกายมนุษย์ ๔ องค์ ธาตุธรรมตรวจบารมี บอกว่าบารมีมาก ถวายนามว่า ต้นปราบกายมนุษย์ทะเลสิทธิ์ (คือองค์ที่กล่าวนี้) ต้นปราบกายมนุษย์ทะเลญาณ ต้นปราบกายมนุษย์ทะเลสำเร็จ ต้นปราบกายมนุษย์ภาคตรัสรู้

     โปรดพิจารณาดูชื่อ เราฟังแรก ๆ ไม่เข้าใจ ก็เลยถามธาตุธรรมท่าน ธาตุธรรมท่านตอบอย่างไร แล้วค่อยคุยกันใหม่ บริวารของท่านเป็นกายมนุษย์ด้วย แต่ว่าถวายนามเฉพาะหัวหน้าทีมนั้น และเมื่อถวายนามแล้ว ท่านและบริวารก็เข้าอยู่ในเรือนของตรีภพทั้งหมด ไม่ไปอยู่บนนิพพาน

     กล่าวถึงกายมนุษย์ของพระองค์ เฉพาะที่ได้รับนามว่า “ต้นปราบกายมนุษย์ทะเลสิทธิ์” ร่างกายของพระองค์ไล่เลี่ยกับกายมนุษย์ของเราขาวนวลทั้งพระองค์ สวยนัก พระเกศาดำ แต่ไม่ยาว มวยเป็นจุกแล้วมัดด้วยทองกำไล แขนคาดกำไลทองตามเนื้อตัวไม่มีอะไร ไม่เหมือนตัวละคร พูดอย่างเราคือไม่ใส่เสื้อ ทรงกางเกงไม่เหมือนเรา ไม่รู้จะบรรยายอย่างไร เห็นพระองค์ เราปลื้มใจ ทำไมพระวรกายสวยนัก สวยอย่างไรบรรยายไม่ถูกอีก แต่ว่าเราพอใจ เอาแค่นี้ก่อน

     คราวนี้วิจารณ์ กรณีอย่างนี้ เราต้องมีความรู้ถวายเครื่องทรงใหม่ทั้งหมด ต้องให้สวยทั้งหมด นึกถึงวิธีได้ ไม่ทราบว่าวันเดือนปีใด จักรพรรดิของหลวง ๓ ดวง ที่อยู่ในองค์หลวงพ่อองค์ยืนที่วัดปากน้ำ มาร้องเรียนข้าพเจ้า เพราะลูกสาวของข้าพเจ้า (น.ส.วิลาวัลย์ บุญมานุช ขณะนี้เรียนจบพยาบาลศาสตร์ ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลรามาธิบดี กรุงเทพ) คราวนั้นลูกยังเรียนอยู่ชั้น ม.๖ เราบอกเธอว่า ให้ไปวัดปากน้ำ หากนำชื่อจักรพรรดิหลวงพ่อมาบอกได้ถูก จะให้รางวัล ๕๐๐ บาท แล้วเธอมารายงานว่า จักรพรรดิของหลวงพ่อมี ๓ องค์ องค์หนึ่งชื่อ มณีรัตน์จักรพรรดิ องค์หนึ่งชื่อ รัตนชาติจักรพรรดิ องค์หนึ่งชื่อ อุดมจักรพรรดิ ลูกบอกว่าทำไมกายเล็ก ท่านบอกว่า หลวงพ่อลืมยืดกายให้ ขอให้คุณพ่อช่วยยืดกายให้ด้วย นี่คือจักรพรรดิของหลวงพ่อร้องเรียน เราต้องทำวิชายืดกายให้ แถมยังเพิ่มเครื่องทรงอีก ถามว่าวิธีทำอย่างไร เรื่องนี้เราต้องมีความรู้ เราจะมาทำอย่างมนุษย์เราไม่ได้ตัดเสื้อใหม่ ชื้อรองเท้าใหม่ อย่างเราไม่ได้ ต้องประกอบการกุศลชนิดยิ่งยง แล้วคำนวณบารมีออกมาแล้วนำดวงบารมีนั้นพิสดารให้เป็นเครื่องทรง และเครื่องทรงนั้นมีขีดขั้น จะเอาอย่างที่เราชอบไม่ได้ ต้องดูด้วยว่า เป็นจักรพรรดิระดับใด เครื่องทรงจะเป็นอย่างไร เปรียบไปแล้วก็เมื่อเครื่องแต่งกายของพระยากับสมเด็จเจ้าพระยา ต้องมีอะไรที่แตกต่าง

     แต่ข้าพเจ้าไม่ทำอย่างนั้น วันใดปราบมารได้ดี คำนวณบารมีออกมาแล้ว เปลี่ยนเครื่องทรงให้สวยขึ้นทันที ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เมื่อเราได้ความรู้อย่างชี้ เราต้องทำให้จักรพรรดิสมบูรณ์ในทุกเรื่องก่อน การที่จักรพรรดิจะเลื่อนฐานะให้สูงขึ้น สำคัญที่บารมี ต้องทำให้บารมีมากขึ้น ฐานะก็เลื่อนตามไป ข้าพเจ้าเพิ่งได้รู้ในตอนทำวิชาปราบมารทั้งนั้น

๒. พบจักรพรรดิกายละเอียดก่อน

แล้วจึงมาพบจักรพรรดิกายมนุษย์ทีหลัง

     เราไม่ทราบล่วงหน้าว่าเดินวิชาละเอียดไปแล้วจะพบอะไรบ้าง ได้แต่ค้นหาในเหตุละเอียดเข้าไป เพื่อให้พบมารแล้ว เราจะกำจัด นี่คือเป้าหมายในการทำวิชา เหตุละเอียดทั้งปวงที่เราไปถึง ส่วนใหญ่มารเขาถอนถอยเหตุออกไปให้พ้นการคำนวณของราเสมอไป เราพยายามคำนวณให้เลยเหตุปกครอง ทำแล้วทำเล่า ก็ยังไม่สิ้นสุดแห่งเหตุ แปลว่า งานปราบมารยังไม่สิ้นสุด จะสิ้นสุดเมื่อไร ไม่มีใครบอกเราได้เลย จะเอาความคิดส่วนตัวของเราคาดหมายไม่ได้เลย เพราะเราข้างตัวเอง อยากจะให้งานปราบมารเสร็จเร็ว ๆ จะได้พ้นหน้าที่ของเราเสียที เบื่อหน่ายเหลือที่จะทนแล้ว ท่านไม่ลองทำดูบ้าง ท่านจะไม่รู้ ข้าพเจ้าทำอยู่ รู้อยู่เต็มอกเต็มใจ ว่าเป็นงานที่ยากยิ่ง ไม่มีอะไรยากไปกว่านี้อีกแล้วในโลกนี้

     มาถึงความว่างทั้งปวง ที่รู้และญาณของเราฝืดไม่คล่องตัว นิโรธของเราไม่บันเทิง ว่างนั้นไม่ขาวใส อย่างนี้เชื่อขนมกินได้เลย ร้อยทั้งร้อย ว่าต้องมีอะไรผิดสังเกตในนั้น ให้เพียรทำวิชาไปเถิด จะทำวิชาอะไรก็สุดแต่ท่านจะคิด ขอแต่ว่า ให้ว่างนั้นขาวขึ้นมา ให้ว่างนั้นใสขึ้นมา ให้ว่างนั้นหยาบขึ้นมา ที่แท้ว่างนั้นคือ นิพพาน ภพ ๓ โลกันต์ ที่มารเขาทำไว้กักกันจักรพรรดิสำคัญของเรา พระองค์ถูกลักพามาที่นี่

     เมื่อพบจักรพรรดิรุ่นหนึ่ง ต้องทำให้สะอาดก่อน แล้วอาราธนาธาตุธรรมท่านตรวจบารมีและขนานนาม

     เสร็จจากเหตุนี้ ไปอีกเหตุหนึ่ง พบจักรพรรดิอีก พบแล้ว พบเล่า จนไม่ทราบว่าจำนวนเป็นเท่าไรแล้ว ต้องใช้วิธีนับเป็นอสงไขย ขณะนี้ไม่ทราบว่าเท่าไรอสงไขย ตอบได้ว่ามากอสงไขยแล้ว แต่ว่าเป็นจักรพรรดิกายละเอียด ไม่ใช่กายหยาบตามที่กล่าวในข้อ ๑ นั้น

     เมื่อพบในตอนแรก ๆ ธาตุธรรมท่านตกใจ เกิดความรู้ขึ้นมาอย่างหนึ่ง คือ ทราบว่ามารเขามาเอาจักรพรรดิของเราไป เป็นความรู้ใหม่ แต่เมื่อพบเหตุการณ์เช่นนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่าและวันแล้ววันเล่า เห็นเป็นเรื่องธรรมดาไป

     งานตรวจบารมี งานถวายนามจักรพรรดิ ถือเป็นเรื่องปกติประจำวัน

นามที่ธาตุธรรมตั้งให้นั้นแปลกยิ่งนัก

     เมื่อธาตุธรรมท่านขนานนามจักรพรรดิแล้ว เราก็จดชื่อนั้นไว้ เพื่อให้เราเรียกติดปาก แต่พอเห็นตั้งไปหลายชุดหลายรุ่น ชื่อเกิดมาตรงกันเข้า ชื่อเกิดมาพ้องกันเข้า เราก็เลยเรียกไม่ถูกเช่น

ต้นปราบทะเลธาตุทะเลธรรม

ต้นปราบทะเลสิทธิ์ปุเรภพ

ต้นปราบทะเลศักดิสิทธิ์

ต้นปราบทะเลสิทธิเฉียบขาด

ต้นปราบใหญ่ทะเลภพ (เล่ม ๑๓ หน้า ๙๐-๙๓) นี่คือชุดหนึ่ง โปรดดูอีกชุดหนึ่ง ดังนี้

ต้นปราบทะเลรบธาตุทะเลรบธรรม

ต้นปราบทะเลสิทธิสำเร็จ

ต้นปราบใหญ่ทะเลธาตุทะเลธรรม

ต้นปราบปกครองใหญ่

ต้นปราบใหญ่ปุเรภพ

ต้นปราบภาคสมบัติ (เล่ม ๑๓ หน้า ๙๗-๑๐๐)

สารบัญ

< ก่อนหน้า   ถัดไป >



LeftHit.com

Use FIREFOX instead of Internet Expolorer and PREVENT SPYWARE

Firefox is FREE and is considered the best free, safe web browser available NOW!!  Go here for more info about Firefox >>

หน้าแรก Kayadham - เกี่ยวกับ Kayadham - การเผยแพร่วิชาธรรมกาย - แหล่งเรียนรู้วิชาธรรมกาย

ชีวประวัติครูบาอาจารย์ - ติดต่อ Kayadham - Sitemap

©2007 Kayadham.org